return to dhamma tips |
4Zr's Dhamma Tips |
||
|---|---|---|---|
| สมาธิร้อยสาย | |||
|
|
|||
Last updated |
เห็น จำ คิด รู้ ต้องสมดุล ก่อนจะเห็น ต้องหัดจำ พอจะเริ่มเห็น ต้องหัดคิดนึกถึงสิ่งที่เคยเห็นเคยจำมาก่อน พอเห็นแล้วต้องหัดติดตามรู้อยู่ตลอดเวลาให้ดำรงสิ่งที่เห็นนั้นต่อเนื่องกันไป นี่เป็นการฝึกจากเพ่งของปลอมเพื่อทำจิตให้สงบ พอจิตสงบเกิดเห็นปฏิภาคนิมิต ต้องทำให้เห็น จำ คิด รู้ นี้สมดุลกันต่อไปอีกเพื่อให้จิตนิ่งสงบต่อเนื่องต่อไป ถ้าเกิดเห็นของจริงขึ้นมา ทำให้ตื่นเต้นและมักอยากเห็นให้ชัดเลยทำให้ขาดรู้ ภาพนิมิตก็จะหายไป พยายามฝึกให้รู้อยู่เฉยๆ ว่าสิ่งนั้นเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ในระหว่างเข้าสมาธิไม่ต้องใส่ใจนำไปตีความหรือทำความเข้าใจแบบที่มนุษย์คุ้นเคยมาก่อน วันศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2541 เมื่อมีความพอใจในการฝึกสมาธิ จะทำให้เกิดความอยากและขยันฝึกอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ หากฝึกสมาธิแล้วเกิดความพอใจและสุขใจเป็นผล ย่อมดีกว่าฝืนฝึกหรือฝึกเพื่อความอยากได้ ในระหว่างเข้าสมาธิก็ต้องมีความพอใจอีกเหมือนกัน จะได้ไม่เกิดความสงสัยซึ่งทำให้จิตขาดความสงบ อย่างไรก็ตามเมื่อออกจากสมาธิแล้ว ต้องหันกลับไปใคร่ครวญพิจารณาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในระหว่างเข้าสมาธิด้วย ว่าเราต้องก้าวเดินต่อไปอย่างไร มิใช่เอาแต่พอใจกับความสำเร็จง่ายเกินไป วันเสาร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2541 ความพอดีกับทางสายกลางมีประโยชน์อย่างเดียวกัน ขอแต่เพียงใช้ทางสายกลางให้เหมาะกับแต่ละคนและแต่ละจังหวะเวลา อย่าคิดว่าทางสายกลางคือความสะดวก แต่ทางสายกลางต้องให้ความพอดีที่จะฝึกปฏิบัติตนตามหลักทั้งหมดของพระพุทธศาสนา ตั้งเป้าหมายไว้ว่าให้ใช้ความพอดีเพื่อฝึกสมาธิและทำตนทำจิตใจให้สามารถได้มรรคผลนิพพาน ลองฝึกภาวนาคำว่า สัมมา อะระหัง พยายามไม่ให้ขาดจังหวะ คุมจิตให้รู้ตัวอยู่แค่กับคำภาวนานี้อย่างเดียว แต่ทำไมเราจึงทำได้แค่เดี๋ยวเดียว แล้วจิตใจก็เผลอไปที่เรื่องอื่นอยู่เรื่อย ฝึกสมาธิต้องมีความพร้อม สมาธิไม่ต้องการเวลาว่าฝึกนานแล้วย่อมดีกว่าฝึกช่วงสั้นๆ แต่น่าขึ้นกับคุณภาพและประโยชน์ที่ได้รับจากการฝึกแต่ละครั้งมากกว่า คอยกำหนดสติตามรู้อาการสถานะของจิตใจตลอดเวลา เมื่อใดที่จิตสงบรวมตัวกันก็ต้องรีบฉวยจังหวะนั้นฝึกขั้นต่อๆไป จะเดินดวงเดินกายก็ได้ หากร่างกายเหนื่อยมากก็ไม่เหมาะจะฝึกสมาธิ หากทำงานมีเรื่องติดสมองเพราะยังหาทางแก้ไม่ได้ ก็ยังอาจใช้การกำหนดลมหายใจช่วยให้จิตรวมตัวได้ เมื่อเทียบอุปสรรคจากกายกับจิตแล้ว ช่วงฝึกแรกๆนี่เห็นว่ากายเป็นอุปสรรคมากกว่าจิตเยอะ แต่เมื่อฝึกจนละเอียดมากขึ้นแล้ว จิตนี่แหละเป็นสิ่งที่เป็นอุปสรรคสำคัญ คนเราส่วนมากฝึกสมาธิแล้วมุ่งวิปัสสนากันเร็วเหลือเกิน พอจิตใจสงบได้หน่อยก็หันมาพิจารณากันแล้ว หากเป็นอย่างนี้ทำไมจึงไม่มีผู้ที่บรรลุกันเยอะๆเล่า วิถีทางที่จะบรรลุได้น่าจะยากกว่าที่เราเข้าใจกัน หรือไม่ก็ต้องเป็นอีกแนวทางของการเข้าใจ อาจเป็นวิธีเข้าใจเรื่องราวต่างจากที่เราเคยใช้กัน สมาธิทำให้ความสามารถในการรับรู้ทั้งตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจดีขึ้นมาก การเข้าใจเรื่องต่างๆด้วยการเห็นน่าจะเป็นวิธีที่ดีกว่าการนึกคิด ยิ่งกว่านั้นการเข้าใจเรื่องต่างๆขึ้นมาเองด้วยการรู้ขึ้นมาเอง น่าจะเป็นทางที่ช่วยให้เกิดความรู้เห็นของจริงโดยไม่ต้องใช้สมองคิด นึก ซึ่งต้องพึ่งพาความจำที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นคำหรือภาษาไทยที่ใช้ในการคิด ไม่ว่าจะเป็นสัญชาตญาณของมนุษย์ เพราะจิตที่สงบนิ่งจะมีวิธีทำงานในแบบของจิต ซึ่งอยู่เกินกว่าการควบคุมและเข้าใจของมนุษย์ เราควรฝึกจนเกิดดวงตาเห็นธรรม แล้วใช้ดวงตานี้เรียนรู้และจัดการกับอาสวกิเลสทั้งหลาย เมื่อจิตหมุนดิ่งเข้ากลางของกลาง จะเกิดสิ่งผุดรู้ผุดเห็นขึ้นมาเอง เปรียบเสมือนการยกเรื่องต่างๆมาให้พิจารณาแบบที่เราเข้าใจกันว่าเป็นวิปัสสนา แต่สิ่งที่ผุดขึ้นมานี้จะเกิดขึ้นได้ทั้งที่จิตอยู่ในฌานของสมถะ เนื่องจากสมาธิหมุนเป็นสมาธิที่ใช้ทั้งสมถะและวิปัสสนาพร้อมกันไป จะว่าเกิดขึ้นในขั้นอุปจารสมาธิหรือไม่ก็คงต้องรอให้จิตสงบกว่านี้ก่อนจึงจะได้คำตอบที่ถูกต้อง บางทีอาจต้องโยนตำรับตำราทิ้งเพราะเป็นเรื่องราวที่ไม่สามารถหาคำบรรยายใดๆ |