return to dhamma tips |
4Zr's Dhamma Tips |
||
|---|---|---|---|
| สมาธิร้อยสาย | |||
|
|||
Last updated |
รู้มากรู้น้อย อย่าอวดรู้ อย่าหยุดศึกษา พระธรรมที่ไม่ได้เขียนไว้มีมากกว่าที่เขียนไว้มากมายนัก อย่างที่เรียกว่าเทียบกันไม่ได้เลย เวลารู้เห็นอะไรแปลกหูแปลกตาก็อย่าเพิ่งรีบเชื่อหรือไม่เชื่อ อย่ารีบด่วนให้ความเห็นด้วยหรือคัดค้าน ขอให้นำไปทดลองปฏิบัติดูให้เกิดความรู้ด้วยตนเองขึ้นมาก่อน วันอังคารที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2541 พอฝึกสมาธิสงบจิตสงบใจดีแล้ว ก่อนออกจากสมาธิให้ฝึกแผ่เมตตา คิดถึงคุณและโทษของการมีและไม่มีเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา ส่วนสำคัญคือ อุเบกขา ซึ่งใช้เป็นตัววัดผลของการฝึกสมาธิว่าเราวางเฉยได้มากแค่ไหน ในยุคนี้มีคนเลวมากขึ้น เวลาเราเห็นคนทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เอารัดเอาเปรียบผู้อื่น หรือใช้อำนาจหน้าที่แสวงหาประโยชน์ใส่ตนเอง แทนที่เราจะเสียเวลาไปนินทาพูดถึงคนเหล่านั้น ให้คอยตามรู้จิตใจของเราเองดีกว่าว่า จิตใจเราตกต่ำลงไปในขณะที่เราพูดหรือคิดเรื่องเหล่านั้นหรือไม่ ขอให้เอาจิตเอาใจเราเองเป็นเครื่องศึกษา พยายามตามรู้ฝึกหัดใจให้รอดให้ได้ การเห็นมีหลายลักษณะ ทั้งมองเห็น คิดเห็น รู้เห็น และความเห็น เวลาสอบจิตหลังจากออกจากสมาธิว่า เห็นอะไรบ้างในขณะที่เข้าสมาธิ จึงหมายถึงความรู้สึกทุกอย่างที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้จำกัดเฉพาะการมองเห็นภาพนิมิต การมองเห็นด้วยตาในมีความสำคัญอย่างยิ่งในการฝึกสมาธิ ด้วยปกติเราย่อมใช้ตาในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว ดังนั้นแม้ว่าในการฝึกสมาธิจะเริ่มต้นจากการหลับตาเนื้อ เพื่อตัดความกังวลจากการมองเห็นในช่วงแรก เพื่อนำจิตให้รวมตัวกันง่ายขึ้นก็ตาม เมื่อจิตเป็นสมาธิก็ย่อมทำให้ความสามารถในการรับรู้ทุกอย่างของเราว่องไวและเฉียบคมมากขึ้น จิตสงบรวมตัวแล้วจิตจะสว่าง ตาในจะเห็นนิมิตชัดเจนขึ้นเหมือนว่าเรากำลังนึกภาพขึ้นในสมอง สาเหตุที่การฝึกสมาธิหลายอย่างไม่เน้นเรื่องตาใน แถมกำกับว่า หากเกิดเห็นภาพนิมิตขึ้นก็อย่าสนใจนั้น เป็นเพียงวิธีฝึกให้จิตกลับไปจดจ่อกับสิ่งที่ใช้บริกรรมเดิม เพื่อให้จิตเข้มแข็งขึ้นก่อน ภาพทุกภาพที่มองเห็นในสมาธิ ก็เหมือนกับเรื่องทุกเรื่องหรือความรู้สึกที่เกิดขึ้นนั่นเอง ทุกอย่างที่เกิดขึ้นย่อมเกิดจากสาเหตุ เมื่อจิตสงบได้ดีแล้วจึงค่อยใช้การเห็นด้วยตาในในการพิจารณาจากผลย้อนไปหาเหตุ เพื่อดับเหตุของเหตุ ถ้าฝึกสมาธิได้ดีแล้วแต่กลับห้ามไม่ให้ใส่ใจกับการเห็นเลย ก็เหมือนกับบอกให้หลับตา แล้วตอบคำถามว่าสิ่งที่ตนกำลังจับต้องนั้นเป็นอะไร การใช้แค่ความรู้สึกสัมผัสย่อมสู้การมองเห็นไม่ได้ สิ่งที่เห็นในสมาธิเป็นได้ทั้งเรื่องจริงและเท็จ อาจเป็นเรื่องที่จิตเราสร้างขึ้นเอง อาจเกิดจากความทรงจำในอดีตผุดขึ้นมา อาจเป็นผลจากธาตุอาหารที่ทานเข้าไป ดังนั้นอย่ารีบเชื่อการรู้เห็นเร็วเกินไปนัก สิ่งที่เห็นด้วยจิตถือว่ามีตัวตนจริงๆ แต่อาจเป็นของจริงของปลอมไม่ตรงกับรูปร่างที่ปรากฏ การมีตัวตนในจิตนี้เทียบได้กับการมีตัวตนของพลังงานรูปหนึ่งก็ได้ แม้จับต้องไม่ได้ แต่สามารถทำให้จิตเราสุขทุกข์ขึ้นมา จึงถือว่าสิ่งนั้นมีอยู่ สิ่งที่เคยถือว่าเป็นนามธรรมจึงกลายเป็นรูปธรรม ในสภาวะที่จิตละเอียดเทียบเท่ากับความละเอียดของนามธรรมเหล่านั้น บางคนฝึกสมาธิแล้วจิตสงบเร็วมาก สามารถนำความก้าวหน้านี้ไปใช้ได้แล้ว แต่ยังไม่รู้ตัวเลยเอาแต่ฝึกขั้นต้นซ้ำอยู่นั่นแหละ บางคนฝึกสมาธิแล้วสงสัยว่าทำไมจิตยิ่งไม่สงบเลยพาลเลิกฝึก ทั้งที่จิตกำลังสงบได้อยู่แล้วและสามารถตามรู้อาการแสนซนของจิตได้ดี บางคนฝึกแล้วรู้สึกว่าตัวลอยหรือตัวหมุน แล้วทำให้เลิกฝึกอีกเหมือนกัน ทั้งหมดนี่เรียกว่า เพราะไม่รู้จักระดับขั้นของสมาธิ มีดีแล้วไม่ได้ใช้ |