|
พระราชบัญญัติ
ส่งเสริมสินค้าขาออก
พ.ศ. 2503
-------
ภูมิพลอดุลยเดช
ป.ร.
ให้ไว้ ณ
วันที่ 12
เมษายน พ.ศ. 2503
เป็นปีที่
15
ในรัชกาลปัจจุบัน
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
มีพระบรมราชโองการ
โปรดเกล้าฯ
ให้ประกาศว่า
โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมสินค้าขาออก
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า
ฯ
ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำ
และยินยอมของสภาร่างรัฐธรรมนูญในฐานะรัฐสภา
ดังต่อไปนี้
มาตรา 1
พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า
�พระราชบัญญัติส่งเสริม
สินค้าขาออก
พ.ศ. 2503�
มาตรา 2*
พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศใน
ราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
*[รก.2503/31/10พ./13
เมษายน 2503]
มาตรา 3
ในพระราชบัญญัตินี้
"คณะกรรมการ"
หมายความว่า
คณะกรรมการส่งเสริมสินค้าขาออก
"ประธานกรรมการ"
หมายความว่า
ประธานคณะกรรมการส่งเสริม
สินค้าขาออก
"กรรมการ"
หมายความว่า
กรรมการส่งเสริมสินค้าขาออก
และ
หมายความรวมถึงประธานกรรมการด้วย
"สำนักงาน"
หมายความว่า
สำนักงานส่งเสริมสินค้าขาออก
มาตรา 4*
ให้มีคณะกรรมการส่งเสริมสินค้าขาออก
เรียกโดยย่อว่า
"ก.ส.อ."
ประกอบด้วยประธานกรรมการและกรรมการอื่นอีกไม่เกินเก้าคน
ซึ่งนายกรัฐมนตรีแต่งตั้ง
กับเลขาธิการสำนักงานเป็นกรรมการและเลขานุการ
ให้อธิบดีกรมศุลกากร
อธิบดีกรมเศรษฐกิจ
อธิบดีกรมกสิกรรม
อธิบดี
กรมการข้าว
อธิบดีกรมปศุสัตว์
อธิบดีกรมป่าไม้
อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี
อธิบดี
กรมการค้าต่างประเทศ
อธิบดีกรมการค้าภายใน
อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม
และบุคคลอื่นซึ่งนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งอีกไม่เกินเจ็ดคน
เป็นที่ปรึกษาของ
คณะกรรมการ
*[มาตรา 4
แก้ไขโดยพระราชบัญญัติฯ
(ฉบับที่ 2) พ.ศ.2509]
มาตรา 5
ให้คณะกรรมการมีหน้าที่ดังต่อไปนี้
(1)
ดำเนินงานเกี่ยวกับการส่งเสริมสินค้าขาออก
(2)
ตรวจสอบและควบคุมการส่งสินค้าขาออก
(3)
แนะนำให้ใช้มาตราการใด
ๆ
ในอันที่จะส่งเสริมสินค้าขาออก
หรือเกี่ยวกับมาตรฐานสินค้า
มาตรา 6
ในการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา
5
ให้กรรมการมีอำนาจ
ดังต่อไปนี้
(1)
ให้กระทรวง
ทบวง กรม
หรือรัฐวิสาหกิจ
ส่งสถิติและรายการ
ต่าง ๆ
ที่จำเป็นแก่การส่งเสริมสินค้าขาออก
หรือที่เกี่ยวกับการปฏิบัติตาม
กฎหมายว่าด้วยมาตรฐานของสินค้าขาออก
(2)
มีหนังสือเรียกบุคคลมาให้ถ้อยคำ
หรือให้ส่งบัญชีเอกสารหรือ
วัตถุใด ๆ
มาเพื่อประกอบการพิจารณา
ให้ประธานกรรมการมีอำนาจมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ของสำนักงาน
ปฏิบัติการตามอำนาจในมาตรานี้ทั้งหมดหรือแต่ส่วนหนึ่งส่วนใดก็ได้
โดยทำ
เอกสารการมอบหมายให้ไว้ประจำตัวเจ้าหน้าที่ผู้ได้รับมอบหมายนั้น
เจ้าหน้าที่ผู้ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติการตามความในวรรคก่อน
ต้อง
แสดงเอกสารการมอบหมายนั้นเมื่อบุคคลซึ่งเกี่ยวข้องร้องขอ
มาตรา 6 ทวิ*
การส่งหนังสือเรียกตามมาตรา
6(2) ให้ส่งโดย
ทางไปรษณีย์ลงทะเบียน
หรือให้เจ้าหน้าที่ของสำนักงานนำไปส่ง
ณ ภูมิลำเนา
หรือสำนักงานของบุคคลซึ่งระบุไว้ในหนังสือเรียกในเวลากลางวันระหว่าง
พระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตกก็ได้
ถ้าบุคคลซึ่งระบุไว้ในหนังสือเรียกปฏิเสธไม่ยอมรับหนังสือเรียกโดย
ปราศจากเหตุอันชอบด้วยกฎหมาย
เจ้าหน้าที่ของสำนักงานชอบที่จะขอให้พนักงาน
เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองหรือเจ้าพนักงานตำรวจไปด้วยเพื่อเป็นพยาน
และถ้า
บุคคลนั้นยังคงปฏิเสธไม่ยอมรับอยู่อีก
ก็ให้วางหนังสือเรียกไว้
ณ ที่นั้น
ถ้าเจ้าหน้าที่ของสำนักงานไม่พบบุคคลซึ่งระบุไว้ในหนังสือเรียก
ณ
ภูมิลำเนา
หรือสำนักงานของบุคคลนั้น
จะส่งให้แก่บุคคลใดที่มีอายุเกินยี่สิบปี
ซึ่งอยู่หรือทำงานในบ้านเรือนหรือสำนักงานที่ปรากฏว่าเป็นของบุคคลซึ่งระบุ
ไว้ในหนังสือเรียกนั้นก็ได้
ถ้าไม่พบบุคคลใด
หรือพบ
แต่ไม่มีบุคคลใดยอมรับไว้แทน
แต่มีเหตุ
อันควรเชื่อว่าบุคคลซึ่งระบุไว้ในหนังสือเรียกยังอยู่
ณ ที่นั้น
แต่มีเจตนา
หลีกเลี่ยงไม่ยอมรับ
ให้ปิดหนังสือเรียกไว้ในที่แลเห็นได้ง่าย
ณ ภูมิลำเนา
หรือสำนักงานนั้น
เมื่อเจ้าหน้าที่ของสำนักงานได้ปฏิบัติการตามวิธีการดังกล่าวใน
วรรคสอง
วรรคสาม
หรือวรรคสี่แล้ว
ให้ถือว่าบุคคลซึ่งระบุไว้ในหนังสือเรียก
ได้รับหนังสือเรียกนั้นแล้ว
*[มาตรา 6 ทวิ
เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ
(ฉบับที่ 2) พ.ศ.2509]
มาตรา 7
กรรมการหรือที่ปรึกษาซึ่งนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งอยู่ในตำแหน่ง
คราวละสองปี
กรรมการหรือที่ปรึกษาซึ่งพ้นจากตำแหน่งอาจได้รับการแต่งตั้ง
อีกได้
มาตรา 8
นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระตามมาตรา
7
กรรมการหรือที่ปรึกษาพ้นจากตำแหน่ง
เมื่อ
(1) ตาย
(2) ลาออก
(3)
เป็นบุคคลล้มละลาย
(4)
เป็นบุคคลไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ
(5)
ได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก
เว้นแต่คดีความผิด
ที่เป็นลหุโทษหรือความผิดอันได้กระทำโดยประมาท
เมื่อกรรมการหรือที่ปรึกษาพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ
นายกรัฐมนตรี
อาจแต่งตั้งผู้อื่นแทนได้
กรรมการหรือที่ปรึกษาผู้ได้รับแต่งตั้งตามความในวรรคก่อน
อยู่ใน
ตำแหน่งตามวาระเท่าผู้ที่ตนแทน
มาตรา 9
ในการประชุมของคณะกรรมการ
ถ้าประธานกรรมการ
ไม่มาประชุมหรือไม่อยู่ในที่ประชุม
ให้คณะกรรมการเลือกกรรมการคนหนึ่ง
เป็นประธานในที่ประชุม
มาตรา 10
การประชุมทุกคราวต้องมีกรรมการมาประชุมไม่ต่ำกว่า
กึ่งจำนวนของกรรมการทั้งหมด
จึงจะเป็นองค์ประชุม
การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก
กรรมการคนหนึ่งให้มีเสียงหนึ่งในการลงคะแนน
ถ้าคะแนนเสียงเท่ากัน
ให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด
มาตรา 11
คณะกรรมการจะตั้งอนุกรรมการเพื่อพิจารณาหรือปฏิบัติการ
อย่างหนึ่งอย่างใดตามที่คณะกรรมการมอบหมายก็ได้
มาตรา 12
ให้มีสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสินค้าขาออก
โดย
จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยการจัดระเบียบราชการสำนักนายกรัฐมนตรี
มี
หน้าที่ดำเนินกิจการให้เป็นไปตามมติของคณะกรรมการและปฏิบัติงานธุรการ
อื่น ๆ
มาตรา 13
ผู้ใดไม่มาให้ถ้อยคำ
หรือส่งบัญชีเอกสารหรือวัตถุใด
ๆ
ที่เรียกให้มาหรือให้ส่งตามมาตรา
6(2)
ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน
หรือปรับไม่เกินสองพันบาท
หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา 14
ห้ามมิให้กรรมการหรือเจ้าหน้าที่ผู้ได้รับมอบหมายจาก
ประธานกรรมการตามมาตรา
6
เปิดเผยข้อความ
หรือตัวเลข
หรือสถิติใด
ๆ
ที่ได้มาเนื่องจากการปฏิบัติการตามอำนาจหน้าที่
ในประการที่อาจเกิดความ
เสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด
เว้นแต่เป็นการเปิดเผยตามหน้าที่ราชการ
หรือเพื่อ
ประโยชน์แก่การสอบสวนหรือพิจารณาคดี
ผู้ใดกระทำการฝ่าฝืนความในวรรคก่อน
ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน
หกเดือน
หรือปรับไม่เกินห้าร้อยบาท
หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา 15
ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
พลเอก ถ.
กิตติขจร
รองนายกรัฐมนตรี
หมายเหตุ :-
เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้
คือ โดยที่
การส่งสินค้าขาออกเป็นกิจการสำคัญอย่างหนึ่ง
ซึ่งรัฐจะต้องจัดให้เป็นไป
โดยมีประสิทธิภาพเป็นที่เชื่อถือและไว้วางใจจากต่างประเทศ
จึงสมควร
จัดให้มีคณะกรรมการขึ้นคณะหนึ่ง
มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการส่งเสริมสินค้า
ขาออก
และมาตรฐานสินค้าเพื่อให้ได้ผลสมบูรณ์ตามความมุ่งหมายดังกล่าวแล้ว
พระราชบัญญัติส่งเสริมสินค้าขาออก
(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2509
หมายเหตุ :-
เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้
คือ
เนื่องจาก
สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสินค้าขาออกได้มีการติดต่อประสานงานกับกรม
เศรษฐกิจ
กระทรวงการต่างประเทศ
ซึ่งมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจ
และการค้าระหว่างประเทศ
สมควรให้อธิบดีกรมเศรษฐกิจเป็นที่ปรึกษาของ
คณะกรรมการส่งเสริมสินค้าขาออกด้วยอีกผู้หนึ่ง
และเพื่อแก้ไขข้อขัดข้อง
บางประการเกี่ยวกับการส่งหนังสือเรียกบุคคลตามมาตรา
6(2) แห่ง
พระราชบัญญัติส่งเสริมสินค้าขาออก
พ.ศ. 2503
จึงสมควรตราพระราช
บัญญัติฉบับนี้ขึ้น
[รก.2509/79/1พ./19
กันยายน 2509]
|