Home Comment Search

Anti Dumping& Subsidy Act

 

 


                                                 พระราชบัญญัติ
         การตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ
                                                  พ.ศ. 2542

                                                                ---------------

                                 ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
                     ให้ไว้ ณ วันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2542
                            เป็นปีที่ 54 ในรัชกาลปัจจุบัน

                    พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการ
โปรดเกล้า ฯ ให้ประกาศว่า
                    โดยที่เป็นการสมควรให้มีกฎหมายว่าด้วยการตอบโต้การทุ่มตลาดและ
การอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ
                    พระราชบัญญัตินี้มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและ
เสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา 29 ประกอบกับมาตรา 50 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 
บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย
                    จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำ
และยินยอมของรัฐสภา ดังต่อไปนี้

                    มาตรา 1  พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า "พระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาด
และการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ พ.ศ. 2542"

                    มาตรา 2* พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดเก้าสิบวันนับแต่
วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
                    *[รก.2542/22ก/56/31 มีนาคม 2542]

                    มาตรา 3  ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติป้องกันการทุ่มตลาด พ.ศ. 2507

                    มาตรา 4  ในพระราชบัญญัตินี้
                    "ความเสียหาย" หมายความว่า  ความเสียหายตามหมวด 3
                    "อุตสาหกรรมภายใน" หมายความว่า  อุตสาหกรรมภายในตามหมวด 4
                    "สินค้าที่ถูกพิจารณา" หมายความว่า  สินค้ารายที่ถูกกล่าวหาว่ามีการทุ่มตลาด
หรือได้รับการอุดหนุน
                    "สินค้าชนิดเดียวกัน" หมายความว่า  สินค้าที่มีคุณสมบัติเหมือนกันทุกประการ
กับสินค้าที่ถูกพิจารณา แต่ในกรณีที่ไม่มีสินค้าดังกล่าวให้หมายความว่าสินค้าที่คล้ายคลึงกันอย่างมาก
กับสินค้าดังกล่าว
                    "ขั้นตอนทางการค้า" หมายความว่า  ขั้นตอนต่าง ๆ ในการจำหน่ายสินค้า
ทอดตลาดต่าง ๆ จนถึงผู้บริโภค
                    "ส่วนเหลื่อมการทุ่มตลาด" หมายความว่า  ส่วนที่ราคาส่งออจากต่างประเทศ
ต่ำกว่ามูลค่าปกติ
                    "ผู้มีส่วนได้เสีย" หมายความว่า
                    (1) ผู้ผลิตในต่างประเทศ ผู้ส่งออกจากต่างประเทศ ผู้นำเข้าซึ่งสินค้าที่ถูกพิจารณา
หรือสมาคมในทางการค้าที่สมาชิกมีสมาชิกส่วนใหญ่เป็นผู้ผลิต ผู้ส่งออก หรือผู้นำเข้าซึ่งสินค้าที่ถูก
พิจารณา แล้วแต่กรณี
                    (2) รัฐบาลของประเทศผู้ส่งออกซึ่งสินค้าที่ถูกพิจารณา
                    (3) ผู้ผลิตสินค้าชนิดเดียวกันภายในประเทศ หรือสมาคมในทางการค้าที่มีสมาชิก
ส่วนใหญ่เป็นผู้ผลิตสินค้าดังกล่าว หรือ
                    (4) บุคคลอื่นตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ประกาศกำหนด
                    "อากร" หมายความว่า  อากรชั่วคราว อากรตอบโต้การทุ่มตลาด 
หรืออากรตอบโต้การอุดหนุน แล้วแต่กรณี
                    "คณะกรรมการ" หมายความว่า  คณะกรรมการการพิจารณาการทุ่มตลาดและ
การอุดหนุน
                    มาตรา 5  ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการดำเนินงานของกรมศุลกากร และให้มีอำนาจออกกฎกระทรวงตามมาตรา 11
 เพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
                    ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มี
อำนาจออกกฎกระทรวงและประกาศเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
                    กฎกระทรวงและประกาศนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้
บังคับได้

                    มาตรา 6  ให้รัฐมนตรีว่าการกะทรวงพาณิชย์มีอำนาจออกกฎกระทรวงกำหนด
หลักเกณฑ์และวิธีการใด ๆ เกี่ยวกับการพิจารณาการทุ่มตลาด การพิจารณาการอุดหนุน การพิจารณา
ความเสียหายการพิจารณาตอบโต้การทุ่มตลาดและการพิจารณาตอบโต้การอุดหนุน การทบทวน 
มาตรการตอบโต้ รวมทั้งการดำเนินการใด ๆ อันเกี่ยวกับพระราชบัญญัตินี้ได้เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับ
บทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้
                    ในกรณีที่สมควร กฎกระทรวงตามวรรคหนึ่งนั้นจะกำหนดให้กรณีหนึ่งกรณีใด
อาจกระทำได้โดยออกเป็นประกาศกระทรวงพาณิชย์



                              หมวด 1
                              บททั่วไป
                                ---------------

                    มาตรา 7  การตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนให้คำนึงถึงประโยชน์ของ
อุตสาหกรรมภายใน ผู้บริโภค และประโยชน์สาธารณะประกอบกัน

                    มาตรา 8  เพื่อประโยชน์ในการใช้บังคับพระราชบัญญัตินี้ เมื่อคณะกรรมการเห็น
สมควรจะมีหนังสือขอให้กรมศุลกากรดำเนินการจัดทำทะเบียนการนำเข้าหรือส่งออกสินค้าใด
หรือรวบรวมข้อมูลข่าวสารอย่างหนึ่งอย่างใดเกี่ยวกับการนำเข้าหรือส่งออกสินค้าได้ ในกรณีนี้ให้
กรมศุลกากรมีอำนาจกำหนดให้ผู้นำเข้า หรือผู้ส่งออกแจ้งข้อเท็จจริงใด ๆ ตามที่คณะกรรมการ
ร้องขอได้ และให้นำกฎหมายว่าด้วยศุลกากรในส่วนที่เกี่ยวข้องใช้บังคับแก่กรณีนี้

                    มาตรา 9  ผู้ซึ่งยื่นคำขอให้คณะกรรมการดำเนินการพิจารณาตอบโต้การทุ่มตลาด
หรือพิจารณาตอบโต้การอุดหนุน ผู้นำเข้า หรือผู้ส่งออกจากต่างประเทศอาจขอรายละเอียดที่
เกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่ใช้เป็นฐานในการกำหนดมาตรการชั่วคราวการกำหนดอากร หรือการทบทวน
อากรได้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กระทรวงพาณิชย์ประกาศกำหนด
                    คำขอตามวรรคหนึ่งจะยื่นเมื่อพ้นหนึ่งเดือนนับแต่วันที่มีการกำหนดมาตรการ
ชั่วคราวหรือการกำหนดอากรไม่ได้

                    มาตรา 10  ในกรณีที่พระราชบัญญัตินี้กำหนดให้ผู้ใดอาจมีคำขอให้พิจารณา
ตอบโต้การทุ่มตลาด พิจารณาตอบโต้การอุดหนุน ให้ทำความตกลง การขอให้ทบทวนมาตรการ
ต่าง ๆ ตลอดจนการขอข้อมูลข่าวสารใดนั้น ให้กระทรวงพาณิชย์มีอำนาจออกประกาศกำหนดให้
มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายได้ตามความเหมาะสมแก่ภาระในการดำเนินงานดังกล่าว

                    มาตรา 11  การคืนอากรหรือหลักประกันการชำระอากรตามพระราชบัญญัตินี้ให้
เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง


                                 หมวด 2
                                การทุ่มตลาด
                                 ---------------

                    มาตรา 12  การทุ่มตลาดที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่อุตสาหกรรมภายในเป็นการ
กระทำอันมิชอบที่อาจตอบโต้ได้

                    มาตรา 13  การทุ่มตลาดตามพระราชบัญญัตินี้ ได้แก่ การส่งสินค้าเข้ามาใน
ประเทศไทยเพื่อประโยชน์ในทางพาณิชย์ โดยมีราคาส่งออกที่ต่ำกว่ามูลค่าปกติของสินค้าชนิด
เดียวกัน

                    มาตรา 14  ราคาส่งออก ได้แก่ ราคาส่งออกจากประเทศผู้ส่งออกมายังประเทศ
ตามที่ได้ชำระหรือควรจะการชำระกันจริง
                    ในกรณีที่ไม่ปรากฏราคาส่งออกหรือราคาส่งออกนั้นไม่น่าเชื่อถือ เนื่องจากมีการ
ร่วมมือกันหรือจัดให้มีการชดเชยประโยชน์กันระหว่างผู้ที่เกี่ยวข้องให้คำนวณหาราคาส่งออกจาก
ราคาสินค้านั้นที่ได้จำหน่ายต่อไปทอดแรกยังผู้ซื้ออิสระ แต่ในกรณีที่สินค้านั้นไม่มีการจำหน่าย
ต่อไปยังผู้ซื้ออิสระหรือไม่ได้จำหน่ายต่อไปตามสภาพสินค้าที่เป็นอยู่ในขณะนำเข้า ให้คำนวณ
ราคาส่งออกตามหลักเกณฑ์อย่างหนึ่งอย่างใดที่เหมาะสมแก่กรณีดังกล่าว
                    ในกรณีตามวรรคสอง การคำนวณหาราคาส่งออกให้หักค่าใช้จ่ายและค่าภาระ
ต่าง ๆ ตลอดจนภาษีอากร และกำไรที่ได้รับอันเกิดขึ้นระหว่างการนำเข้าและการจำหน่ายต่อไปออกด้วย

                    มาตรา 15  มูลค่าปกติ ได้แก่ ราคาที่ผู้ซื้ออิสระในประเทศ ผู้ส่งออกได้ชำระหรือ
ควรจะมีการชำระกันจริงในทางการค้าปกติสำหรับสินค้าชนิดเดียวกันที่ขายเพื่อการบริโภคภายใน
ประเทศนั้นโดยพิจารณาจากการขายสินค้าดังกล่าวในปริมาณใดปริมาณหนึ่งที่เหมาะสมซึ่งไม่น้อย
กว่าร้อยละห้าของปริมาณสินค้านั้นที่ส่งออกจากประเทศผู้ส่งออกมายังประเทศไทย แต่จะนำปริมาณ
การขายที่ตำกว่านั้นมาเป็นเกณฑ์ในการพิจารณาก็ได้ ถ้ามีเหตุอันรับฟังได้ว่าราคาขายที่พิจารณาจาก
ปริมาณสินค้าดังกล่าวเป็นราคาในตลาดประเทศผู้ส่งออก
                    ในกรณีไม่ปรากฏราคาตามวรรคหนึ่งหรือราคานั้นไม่น่าเชื่อถือเนื่องจากมีการ
ร่วมมือกันหรือจัดให้มีการชดเชยประโยชน์กันระหว่างผู้ที่เกี่ยวข้อง หรือตลาดในประเทศผู้ส่งออก
มีลักษณะเฉพาะทำให้ไม่อาจหาราคาที่เปรียบเทียบกันได้โดยเหมาะสม ให้พิจารณาหามูลค่าปกติ
จากราคาต่อไปนี้
                    (1) ราคาส่งออกในทางการค่าปกติของสินค้าชนิดเดียวกันที่ส่งออกจากประเทศ
ผู้ส่งออกไปยังประเทศที่สามที่เหมาะสม ถ้ามีเหตุอันรับฟังได้ว่าราคานั้นแสดงถึงราคาในตลาด
ประเทศผู้ส่งออก หรือ
                    (2) ราคาที่คำนวณจากต้นทุนการผลิตในประเทศแหล่งกำเนิดรวมกับจำนวน
ที่เหมาะสมของค่าใช้จ่ายในการจัดการ การขาย และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ตลอดจนกำไรต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น
                    ในกรณีที่ราคาตามวรรคหนึ่งหรือราคาตามวรรคสอง (1) ต่ำกว่าต้นทุนการ
ผลิตรวมกับค่าใช้จ่ายในการจัดการ การขาย และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เมื่อได้พิจารณาการขายสินค้าดังกล่าว
ในระยะเวลาหนึ่งที่สมควรโดยมีปริมาณการขายที่มากพอแล้ว ถ้าปรากฏว่าราคาเหล่านั้นจะไม่
สามารถทำให้คืนทุนได้ภายในเวลาที่เหมาะสม จะถือว่าราคานั้นเป็นราคาในทางการค่าปกติที่จะนำ
มาพิจารณาหามูลค่าปกติไม่ได้เว้นแต่ราคานั้นสูงกว่าต้นทุนการผลิตถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักต่อหน่วย
ที่ปรากฏในการพิจารณาตอบโต้การทุ่มตลาด

                    มาตรา 16  ในกรณีที่ระบบเศรษฐกิจของประเทศผู้ส่งออกไปใช้กลไกตลาดการ
หามูลค่าปกติตามมาตรา 15 ให้พิจารณาเทียบเคียงจากข้อมูลราคาที่เป็นอยู่ในประเทศที่สามซึ่งมีระบบ
เศรษฐกิจที่ใช้กลไกตลาดและเหมาะสมแก่การเปรียบเทียบ แต่ถ้าหาประเทศที่สามที่เหมาะสมไม่ได้
ให้พิจารณาจากราคาของสินค้าชนิดเดียวกันที่จำหน่ายในประเทศไทยหรือจากพื้นฐานอื่นใดตามที่
เหมาะสมแก่กรณี

                    มาตรา 17  ในกรณีเป็นการนำสินค้าเข้ามาในประเทศไทยโดยการส่งออกจาก
ประเทศอื่นซึ่งมิใช่ประเทศแหล่งกำเนิด ให้ใช้ข้อมูลราคาที่เป็นอยู่ในประเทศผู้ส่งออกนั้นเป็น
เกณฑ์ในการหามูลค่าปกติตามมาตรา 15 แต่ถ้ามีเหตุอันควรจะใช้ราคาในประเทศแหล่งกำเนิดเป็น
เกณฑ์ในการหามูลค่าปกติก็ได้โดยเฉพาะในกรณีที่สินค้านั้นเป็นเพียงการขนถ่ายผ่านประเทศผู้
ส่งออก หรือสินค้านั้นไม่มีการผลิตในประเทศผู้ส่งออก หรือไม่มีราคาที่จะเปรียบเทียบกันได้ใน
ประเทศผู้ส่งออก

                    มาตรา 18  การพิจารณาหาส่วนเหลื่อมการทุ่มตลาดให้มีการเปรียบเทียบอย่าง
เป็นธรรมและให้กระทำที่ขั้นตอนทางการค้าเดียวกันและในเวลาเดียวกัน โดยคำนึงถึงบรรดา
ข้อแตกต่างที่มีผลกระทบต่อการเปรียบเทียบราคาประกอบด้วย ในกรณีที่ราคาส่งออกและมูลค่า
ปกติมิได้อยู่บนขั้นตอนทางการค้าเดียวกันหรือเวลาเดียวกัน ให้มีการปรับลดองค์ประกอบต่าง ๆ
ที่แตกต่างกันอันมีผลกระทบต่อการเปรียบเทียบราคาออกด้วย
                    ภายใต้บังคับวรรคหนึ่ง วิธีการหาส่วนเหลื่อมการทุ่มตลาดต่อหน่วยให้ปฏิบัติ
ดังต่อไปนี้ เว้นแต่จะมีเหตุสมควรที่จะใช้วิธีการอื่น
                    (1) เปรียบเทียบระหว่างมูลค่าปกติถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักกับราคาส่งออกถัวเฉลี่ย
ถ่วงน้ำหนัก
                    (2) เปรียบเทียบระหว่างมูลค่าปกติกับราคาส่งออกของธุรกรรมแต่ละรายโดยเฉลี่ย
หรือ
                    (3) ในกรณีที่ปรากฏว่าราคาส่งออกมายังตลาดภายในประเทศมีความแตกต่างกัน
ในสาระสำคัญระหว่างผู้ซื้อต่างคนกัน ภูมิภาคที่ส่งออก หรือระยะเวลาที่ส่งออก และวิธีการตาม
(1) หรือ (2) ไม่อาจส่งออกของธุรกรรมแต่ละรายโดยเฉลี่ย
                    ในการหาส่วนเหลื่อมการทุ่มตลาดจะใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างตามหลักเกณฑ์และ
วิธีการที่กระทรวงพาณิชย์ประกาศกำหนดก็ได้



                              หมวด 3
                               ความเสียหาย
                                ---------------

                    มาตรา 19  ถ้าบทบัญญัติใดมิได้แสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น ความเสียหายตาม
พระราชบัญญัตินี้หมายความว่า
                    (1) ความเสียหาย อย่างสำคัญที่เกิดแก่อุตสาหกรรมภายใน
                    (2) ความเสียหายอย่างสำคัญที่อาจเกิดแก่อุตสาหกรรมภายใน หรือ
                    (3) อุปสรรคล่าช้าอย่างสำคัญต่อการก่อตั้งหรือการพัฒนาอุตสาหกรรมภายใน

                    มาตรา 20  การพิจารณาว่ามีความเสียหายอย่างสำคัญที่เกิดแก่อุตสาหกรรมภายใน
ตามมาตรา 19 (1) ต้องมีพยานหลักฐานโดยตรงสนับสนุนเกี่ยวกับกรณีดังต่อไปนี้
                    (1) ปริมาณของสินค้าทุ่มตลาดและผลของการทุ่มตลาดที่มีต่อราคาของสินค้าชนิด
เดียวกัน
                    (2) ผลกระทบของการทุ่มตลาดนั้นที่มีต่ออุตสาหกรรมภายใน
                    ในกรณีมีการทุ่มตลาดสินค้าใดจากประเทศผู้ส่งออกมากกว่าหนึ่งประเทศอยู
่ระหว่างการพิจารณาตอบโต้การทุ่มตลาดพร้อมกัน ถ้าปรากฏว่าส่วนเหลื่อมการทุ่มตลาดและปริมาณ
การนำเข้าจากแต่ละประเทศดังกล่าวมีจำนวนมากกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำตามมาตรา 28 การพิจารณาความ
เสียหายตามมาตรา 19 (1) จะประเมินผลของการนำเข้าจากแต่ละประเทศดังกล่าวรวมกันก็ได้ 
ถ้ากรณีมีความเหมาะสมต่อสภาพการแข่งขันในระหว่างสินค้าทุ่มตลาดด้วยกันและในระหว่าง
สินค้าตลาดกับสินค้าชนิดเดียวกันในตลาดภายในประเทศ

                    มาตรา 21  ในการพิจารณาความเสียหายตามมาตรา 19 (1) ความสัมพันธ์
ระหว่างสินค้าทุ่มตลาดกับความเสียหายต่ออุตสาหกรรมภายใน จะต้องพิจารณาจากพยานหลักฐาน
เกี่ยวข้องทั้งหมดโดยนอกจากผลจากสินค้าทุ่มตลาดจะต้องพิจารณาผลจากปัจจัยต่าง ๆ ที่ปรากฏว่า
ก่อให้เกิดความเสียหายต่ออุตสาหกรรมภายในในเวลาเดียวกันประกอบด้วย ปัจจัยดังกล่าวให้
รวมถึงปริมาณและราคาของสินค้านำเข้าที่มิได้รายในราคาที่มีการลุ่มตลาด การที่อุปสงค์ลดลง
การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการบริโภค การผุกขาดตัดตอนทางการค้า การแข่งขันระหว่างผู้ผลิตใน
ต่างประเทศและผู้ผลิตภายในประเทศการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยี ประสิทธิภาพในการส่งออก
และความสามารถในการผลิต

                    มาตรา 22  การพิจารณาว่ามีความเสียหายอย่างสำคัญที่อาจเกิดแก่อุตสาหกรรม
ภายในตามมาตรา 19 (2) ต้องมีข้อเท็จจริงสนับสนุนอันมิใช่เป็นเพียงการกล่าวอ้าง หรือการ
คาดการณ์ หรือความเป็นไปได้ที่ไกลเกินเหตุ โดยจากเหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้เห็นได้ว่า
การทุ่มตลาดนั้นอาจก่อให้เกิดความเสียหายอย่างเห็นได้ชัดและใกล้จะเกิดขึ้น หรือมีแนวโน้มว่า
อาจมีสินค้าทุ่มตลาดเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด อันอาจก่อให้เกิดความเสียหายอย่างสำคัญได้ถ้าไม่
ดำเนินการป้องกันเสียก่อน ในการนี้อาจพิจารณาจากปัจจัยดังต่อไปนี้
                    (1) อัตราเพิ่มขึ้นที่เห็นได้ชัดของสินค้าทุ่มตลาดอันแสดงให้เห็นความเป็นไปได้
ว่ามีการนำเข้าสินค้าดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างมาก
                    (2) ขีดความสามารถของผู้ส่งออกได้เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดและระบบสินค้าได้
อย่างอิสระอันแสดงให้เห็นความเป็นไปได้ว่าอาจมีการนำเข้าสินค้าดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างมาก ทั้งนี้
ให้คำนึงถึงการมีอยู่ของตลาดส่งออกอื่นที่อาจรองรับสินค้าส่งออกที่เพิ่มขึ้นประกอบด้วย
                    (3) ความชัดเจนของผลของราคาสินค้าทุ่มตลาดที่เป็นการกดหรือลดราคาของ
สินค้าชนิดเดียวกันในตลาดภายในและแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นของการนำเข้าสินค้านั้น
                    (4) ปริมาณคงเหลือของสินค้าทุ่มตลาด

                    มาตรา 23  การพิจารณาว่ามีอุปสรรคล่าช้าอย่างสำคัญต่อการก่อตั้งหรือการ
พัฒนาอุตสาหกรรมสร้างภายในตามมาตรา 19 (3) ต้องมีข้อเท็จจริงที่ทำให้คาดหมายได้ว่าจะทำ
ให้เกิดความล่าช้าอย่างสำคัญซึ่งรวมถึง ความเป็นไปได้หรือระยะเวลาในการก่อตั้งหรือการพัฒนา
อุตสาหกรรมภายในด้วย



                              หมวด 4
                           อุตสาหกรรมภายใน
                                ---------------

                    มาตรา 24  อุตสาหกรรมภายในตามพระราชบัญญัตินี้ ได้แก่ ผู้ผลิตสินค้าชนิด
เดียวกันภายในประเทศที่มีผลผลิตรวมกันได้เกินกึ่งหนึ่งของปริมาณการผลิตรวมภายในประเทศ
ของสินค้าชนิดนั้นเว้นแต่ในกรณีดังต่อไปนี้
                    (1) ถ้าผู้ผลิตสินค้าชนิดเดียวกันรายใดเป็นผู้นำเข้าสินค้าทุ่มตลาด หรือมีความ
เกี่ยวข้องกับผู้นำเข้าสินค้าทุ่มตลาดหรือผู้ส่งออกสินค้าทุ่มตลาดจากต่างประเทศในกรณีเช่นนี้จะ
ไม่ถือว่าผู้ผลิตดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมภายในก็ได้
                    (2) ถ้าในอาณาเขตของประเทศได้มีการแบ่งตลาดของสินค้าชนิดเดียวกันเป็น
ตลาดมากกว่าหนึ่งตลาดขึ้นไป จะถือว่าผู้ผลิตสินค้าชนิดเดียวกันในแต่ละตลาดเป็นอุตสาหกรรม
ภายในแยกต่างหากจากกันก็ได้ ถ้าปรากฏว่าผู้ผลิตสินค้าชนิดเดียวกันของตลาดหนึ่งขายสินค้าของ
ตนทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมดในตลาดนั้น และผู้ผลิตสินค้าชนิดเดียวกันรายอื่นภายในประเทศมิได้
ส่งสินค้าไปยังตลาดนั้นมากพอควรแก่ความต้องการของตลาดดังกล่าว
                    ให้ถือว่ามีผู้ผลิตมีความเกี่ยวข้องกับผู้นำเข้าสินค้าทุ่มตลาดหรือผู้ส่งออกสินค้า
ทุ่มตลาดจากต่างประเทศตามวรรคหนึ่ง (1) ถ้าปรากฏว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสามารถควบคุมอักฝ่ายหนึ่ง
หรือทั้งสองฝ่ายถูกควบคุมโดยบุคคลที่สาม หรือทั้งสองฝ่ายร่วมกับควบคุมบุคคลที่สาม ทั้งนี้ ไม่ว่า
โดยทางตรงหรือทางอ้อม โดยมีเหตุให้เชื่อหรือสงสัยได้ว่าผลจากการเกี่ยวข้องกันจะเป็นเหตุให้ผู้
ผลิตรายนั้นมีพฤติกรรมแตกต่างจากผู้ผลิตรายอื่นที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกันเช่นว่านั้น ในการนี้ให้
ถือว่าฝ่ายหนึ่งควบคุมอีกฝ่ายหนึ่งได้ถ้าฝ่ายแรกอยู่ในฐานะทางกฎหมายหรือทางปฏิบัติที่จะยับยั้ง
หรือสั่งการฝ่ายหลังได้
                    ในกรณีที่มีการแบ่งตลาดตามวรรคหนึ่ง (2) ความเสียหายให้พิจารณาผล
ที่เกิดขึ้นเฉพาะในตลาดนั้น แม้ว่าส่วนใหญ่ของอุตสาหกรรมภายในประเทศจะไม่เสียหายก็ตาม และ
ให้เรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาดสำหรับสินค้าทุ่มตลาดที่ส่งมาเพื่อการบริโภคเฉพาะในตลาดนั้น
ได้ แต่ถ้าปรากฏในทางปฏิบัติว่าการเรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาดเฉพาะสินค้าทุ่มตลาดที่
ส่งมาเพื่อการบริโภค ในตลาดนั้นไม่อาจปฏิบัติได้ หรือเมื่อผู้ส่งออกสินค้าทุ่มตลาดไม่มีข้อเสนอ
ทำความตกลงที่เหมาะสมภายในเวลาอันควรตามมาตรา 44 จะเรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาด
จากสินค้าทุ่มตลาดทั้งหมดที่ส่งเข้ามาในประเทศไทยก็ได้



                              หมวด 5
                     การพิจารณาตอบโต้การทุ่มตลาด
                                ---------------
                              ส่วนที่ 1
                              บททั่วไป
                                ---------------

                    มาตรา 25  การพิจารณาตอบโต้การทุ่มตลาดนอกจากที่ได้บัญญัติไว้ตามหมวดนี้
แล้ว ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง

                    มาตรา 26  ข้อมูลข่าวสารใดเป็นข้อมูลข่าวสารที่ต้องปกปิดโดยสาระและเนื้อหา
หรือผู้ให้ข้อมูลข่าวสารนั้นขอให้ปกปิด การพิจารณาจะต้องไม่กระทำการใดให้เป็นการเปิดเผย
ข้อมูลข่าวสารนั้น
                    ข้อมูลข่าวสารที่ผู้ให้ข้อมูลข่าวสารให้ปกปิดนั้น การเปิดเผยจะต้องได้รับความ
เห็นชอบจากผู้นั้นก่อน และในการพิจารณาจะต้องขอให้ผู้ให้ข้อมูลข่าวสารจัดทำย่อสรุปที่สามารถ
เปิดเผยได้เพื่อประกอบการพิจารณา ถ้าผู้ให้ข้อมูลข่าวสารนั้นไม่จัดทำย่อสรุปดังกล่าวและไม่แจ้ง
ความยินยอมให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสารที่ให้มาภายในเวลาที่กำหนด ในการนี้จะไม่รับฟังข้อมูลข่าว
สารนั้นประกอบการพิจารณาก็ได้

                    มาตรา 27  ในกรณีที่ผู้มีส่วนได้เสียผู้ใดปฏิเสธที่จะนำพยานหลักฐานมาแสดง
หรือไม่นำพยานหลักฐานดังกล่าวมาแสดงภายในเวลาตามที่กำหนด หรือไม่ให้ความร่วมมือเพื่อให้
ได้มาซึ่งพยานหลักฐาน หรือขัดขวางกระบวนการพิจารณาตอบโต้การทุ่มตลาดการพิจารณาจะรับ
ฟังเพียงข้อเท็จจริงเท่าที่มีอยู่หรืออาจรับฟังไปในทางที่ไม่เป็นคุณแก่ผู้นั้นก็ได้

                    มาตรา 28  การพิจารณาตอบโต้การทุ่มตลาดให้เป็นอันยุติ หากปรากฏว่าส่วน
เหลื่อมการทุ่มตลาดมีจำนวนน้อยกว่าเกณฑ์ที่กำหนดในกฎกระทรวง หรือมีปริมาณการนำเข้า
สินค้าทุ่มตลาดน้อกกว่าเกณฑ์ที่กำหนดในกฎกระทรวง

                    มาตรา 29  ในการพิจารณาตอบโต้การทุ่มตลาด กรมการค้าต่างประเทศหรือ
คณะกรรมการ แล้วแต่กรณี จะดำเนินการเพื่อให้มีการตรวจสอบความเป็นจริงของข้อกล่าวอ้างหรือ
พยานหลักฐานอันเกี่ยวกับการพิจารณาก็ได้
                    การตรวจสอบความเป็นจริงนั้นจะกระทำในขั้นตอนใดของกระบวนการพิจารณา
ตอบโต้การทุ่มตลาดและจะกระทำในประเทศไทย ประเทศผู้ส่งออก หรือประเทศที่เกี่ยวข้องก็ได้

                    มาตรา 30  ก่อนที่ประกาศคำวินิจฉัยชั้นที่สุดของคณะกรรมการเกี่ยวกับผลการ
ไต่สวนการทุ่มตลาดและความเสียหาย ให้กรมการค้าต่างประเทศแจ้งให้ผู้มีส่วนได้เสียทราบถึง
ข้อมูลและข้อเท็จจริงที่ใช้เป็นพื้นฐานในการพิจารณาวินิจฉัย เพื่อให้ผู้มีส่วนได้เสียมีโอกาสยื่น
ข้อโต้แย้งในการป้องกันผลประโยชน์ของผู้มีส่วนได้เสียเหล่านั้น  ทั้งนี้ ต้องให้ระยะเวลาอันควร
สำหรับการยื่นข้อโต้แย้งดังกล่าว

                    มาตรา 31  เมื่อการประกาศไต่สวนการทุ่มตลาดและความเสียตามมาตรา 39 แล้ว
หากพฤติการณ์มีเหตุอันควรเชื่อว่าในชั้นที่สุดอาจต้องมีการเรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาดตั้งแต่
ก่อนวันใช้บังคับมาตรการชั่วคราว คณะกรรมการอาจขอให้กรมศุลกากรเรียกหลักประกันอากรตาม
พระราชบัญญัตินี้สำหรับสินค้าที่ถูกพิจารณาที่นำเข้ามาตามระยะเวลาที่กำหนดได้ ในการนี้ ให้กรม
ศุลกากรมีอำนาจเรียกหลักประกันตามจำนวนที่คณะกรรมการมีคำขอ



                              ส่วนที่ 2
                     การเริ่มต้นกระบวนการพิจารณา
                               ---------------

                    มาตรา 32  ให้เริ่มดำเนินกระบวนการพิจารณาตอบโต้การทุ่มตลาด เมื่อมีคำขอ
ของกรมการค้าต่างประเทศหรือของบุคคลหรือคณะบุคคลตามมาตรา 33

                    มาตรา 33  บุคคลหรือคณะบุคคลอาจเสนอตนทำการแทนอุตสาหกรรมภายใน
เพื่อขอให้คณะกรรมการดำเนินการพิจารณาตอบโต้การทุ่มตลาดได้ โดยยื่นคำขอต่อกรมการค้า
ต่างประเทศ
                    คำขอตามวรรคหนึ่ง ต้องได้รับการสนับสนุนจากผู้ผลิตสินค้าชนิดเดียวกันใน
ประเทศซึ่งมีการผลิตรวมกันเกินกึ่งหนึ่งของปริมาณการผลิตสินค้าชนิดเดียวกันของผู้ที่ได้แสดง
ความเห็นทั้งส่วนที่สนับสนุนและส่วนที่คัดค้านรวมกัน โดยปริมาณการผลิตของฝ่ายสนับสนุนนั้น
ต้องไม่น้อยกว่าหนึ่งในสี่ของปริมาณการผลิตสินค้าชนิดเดียวกันทั้งหมดในประเทศ
                    การยื่นคำขอให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กระทรวงพาณิชย์ประกาศ
กำหนด

                    มาตรา 34  ถ้าคำขอตามมาตรา 33 มีรายละเอียดหรือหลักฐานไม่ครบถ้วนหรือ
ไม่ถูกต้องให้กรมการค้าต่างประเทศแจ้งให้ผู้ยื่นคำขอดำเนินการให้ครบถ้วนหรือถูกต้องภายในเวลา
ที่กำหนด
                    เมื่อมีคำขอมีรายละเอียดและพยานหลักฐานครบถ้วนและถูกต้องแล้ว ให้กรมการ
ค้าต่างประเทศเสนอคำขอต่อคณะกรรมการเพื่อพิจารณา

                    มาตรา 35  เมื่อคณะกรรมการได้รับคำขอตามมาตรา 32 แล้ว ให้กรมการค้า
ต่างประเทศแจ้งให้รัฐบาลของประเทศผู้ส่งออกที่เกี่ยวข้องทราบถึงการมีคำขอดังกล่าว

                    มาตรา 36  ผู้ยื่นคำขออาจถอนคำขอได้ แต่ถ้าได้มีการประกาศไต่สวนการ
ทุ่มตลาดและความเสียหายตามมาตรา 39 แล้ว คณะกรรมการจะยุติการพิจารณาตอบโต้การทุ่ม
ตลาดหรือดำเนินการพิจารณาต่อไปก็ได้

                    มาตรา 37  ในกรณีที่คณะกรรมการมีคำวินิจฉัยว่าคำขอมีมูลเกี่ยวกับการทุ่มตลาด
และความเสียหาย ให้กรมการค้าต่างประเทศดำเนินการไต่สวนต่อไปโดยไม่ชักช้า
                    ถ้าคณะกรรมการมีคำวินิจฉัยว่าคำขอนั้นไม่มีมูลเกี่ยวกับการทุ่มตลาดหรือความ
เสียหายให้กรมการค้าต่างประเทศแจ้งคำวินิจฉัยดังกล่าวให้ผู้ยื่นคำขอทราบโดยไม่ชักช้า

                    มาตรา 38  ถ้ารัฐบาลของประเทศใดร้องเรียนว่าสินค้าทุ่มตลาดจากประเทศอื่น
ที่นำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยก่อให้เกิดความเสียหายแก่อุตสาหกรรมภายในของประเทศนั้น
และคณะกรรมการมีคำวินิจฉัยเห็นสมควรให้ดำเนินการพิจารณาตอบโต้การทุ่มตลาดตามที่ถูก
กล่าวหานั้น ให้กรมการค้าต่างประเทศดำเนินการตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการต่อไป โดยให้นำ
บทบัญญัติในหมวดนี้มาใช้บังคับโดยอนุโลมได้ แต่การพิจารณาตอบโต้การทุ่มตลาดดังกล่าวต้อง
ได้รับความเห็นชอบจากองค์การการค้าโลกก่อน
                    เมื่อกรมการค้าต่างประเทศเห็นสมควร หรือเมื่ออุตสาหกรรมภายในร้องเรียน
ว่ามีการนำสินค้าจากประเทศอื่นเข้าไปทุ่มตลาดในอีกประเทศหนึ่งและก่อให้เกิดความเสียหายต่อ
อุตสาหกรรมภายในและกรมการค้าต่างประเทศเห็นว่าคำร้องดังกล่าวมีมูล ให้กรมการค้าต่างประเทศ
ดำเนินการร้องขอให้ทางการประเทศนั้นดำเนินการพิจารณาตอบโต้การทุ่มตลาดต่อไป
                    หลักเกณฑ์และวิธีการในการดำเนินการตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง ให้เป็นไป
ตามที่กำหนดในกฎกระทรวง


                              ส่วนที่ 3
                   การไต่สวนการทุ่มตลาดและความเสียหาย
                               ---------------

                    มาตรา 39  ในการพิจารณาตอบโต้การทุ่มตลาด ให้กรมการค้าต่างประเทศเป็น
ผู้มีอำนาจหน้าที่ไต่สวนประเด็นการทุ่มตลาดและความเสียหาย เริ่มต้นโดยการออกประกาศไต่สวน
การทุ่มตลาดและความเสียหายในราชกิจจานุเบกษา และลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์รายวันทั้งภาษา
ไทยและภาษาอังกฤษตามที่เห็นสมควร
                    ประกาศไต่สวนการทุ่มตลาดและความเสียหายต้องมีรายการดังต่อไปนี้
                    (1) ระบุสินค้า
                    (2) ประเทศผู้ส่งออกและประเทศที่เกี่ยวข้อง
                    (3) ข้อเท็จจริงโดยสังเขป
                    (4) การขอรับข้อมูลข่าวสารอันเป็นรายละเอียดตลอดจนค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้อง
                    (5) ระยะเวลาให้ผู้มีส่วนได้เสียเสนอข้อเท็จจริงและความเห็นเป็นหนังสือ
                    (6) กำหนดเวลาให้ผู้มีส่วนได้เสียแจ้งความจำนงขอแถลงการณ์ด้วยวาจาประกอบ
การไต่สวนการทุ่มตลาดและความเสียหาย
                    ให้กรมการค้าต่างประเทศแจ้งประกาศไต่สวนการทุ่มตลาดและความเสียหายให้ผู้
ยื่นคำขอทราบและในกรณีที่ทราบที่อยู่ของผู้ส่งออกจากต่างประเทศ ผู้นำเข้าหรือตัวแทนของบุคคล
ดังกล่าว ให้กรมการค้าต่างประเทศแจ้งเป็น หนังสือให้บุคคลเหล่านั้นทรายประกาศนั้นด้วย

                    มาตรา 40  เมื่อได้ดำเนินการไต่สวนการทุ่มตลาดและความเสียหายเสร็จแล้วให้
กรมการค้าต่างประเทศสรุปผลการไต่สวนและเสนอความเห็นต่อคณะกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยต่อไป


                              ส่วนที่ 4
                            มาตรการชั่วคราว
                               ---------------


                    มาตรา 41  ในกรณีที่คณะกรรมการมีคำวินิจฉัยเบื้องต้นว่ามีการทุ่มตลาดและมี
ความเสียหายถ้าขณะนั้นปรากฏว่ามีความจำเป็นต้องป้องกันความเสียหายแก่อุตสาหกรรมภายใน
คณะกรรมการอาจใช้มาตรการชั่วคราวโดยประกาศเรียกเก็บอากรชั่วคราวหรือหลักประกันการ
ชำระอากรชั่วคราวดังกล่าวได้
                    อากรชั่วคราวที่เรียกเก็บตามวรรคหนึ่ง จะต้องไม่สูงกว่าส่วนเหลื่อมการทุ่มตลาด
ที่ประเมินขณะที่มีคำวินิจฉัยเบื้องต้น
                    ในกรณีมีการใช้มาตรการชั่วคราว ให้นำบทบัญญัติกฎหมายว่าด้วยศุลกากร
และกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากรมาใช้บังคับแก่การเรียกเก็บอากรชั่วคราวเสมือนอากรดังกล่าว
เป็นการอากรขาเข้าตามกฎหมายนั้น และอากรชั่วคราวที่เก็บได้รวมทั้งเงินที่บังคับจากหลักประกัน
การชำระอากรนั้นให้เก็บรักษาไว้เพื่อปฏิบัติตามมาตรา 51 และมาตรา 52 จนกว่าจะสิ้นเหตุที่จะ
ต้องปฏิบัติตามมาตรดังกล่าว

                    มาตรา 42  มาตรการชั่วคราวจะนำมาใช้ก่อนหกสิบวันนับแต่วันประกาศ
ไต่สวนการทุ่มตลาดและความเสียหายไม่ได้
                    มาตรการชั่วคราวต้องใช้ตามระยะเวลาที่จำเป็นและตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้
                    (1) กรณีปกติจะกำหนดให้เก็บเกินสี่เดือนไม่ได้
                    (2) ถ้ามีคำขอของผู้ส่งออกจากต่างประเทศที่มีสัดส่วนมากพอสมควร 
คณะกรรมการจะประกาศขยายเวลาเก็บอากรชั่วคราวเกินกว่าสี่เดือนแต่ไม่เกินหกเดือนก็ได้
                    (3) ในกรณีมีการพิจารณาประเด็นว่าถ้าเรียกเก็บอากรต่ำกว่าส่วนเหลื่อมการทุ่ม
ตลาดจะเพียงพอตต่อการขจัดความเสียหายที่เกิดขึ้นได้หรือไม่ คณะกรรมการจะประกาศขยายเวลา
การเก็บอากรชั่วคราวกรณีตาม (1) เกินกว่าสี่เดือนแต่ไม่เกินหกเดือนหรือกรณีตาม (2) เกินกว่า
หกเดือนแต่ไม่เกินเก้าเดือนก็ได้



                             ส่วนที่ 5
                    ความตกลงเพื่อระงับการทุ่มตลาด
                               ---------------

                    มาตรา 43  การพิจารณาตอบโต้การทุ่มตลาดอาจยุติลงสำหรับผู้ส่งออกจาก
ต่างประเทศรายหนึ่งรายใดโดไม่มีการใช้มาตรการชั่วคราว หรือไม่เรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่ม
ตลาด ถ้าสามารถทำความตกลงกันได้ระหว่างผู้ออกรายนั้นกับกรมการค้าต่างประเทศเกี่ยวกับการ
เปลี่ยนแปลงราคาหรือระงับการส่งออกสินค้าในราคาทุ่มตลาด
                    กรมการค้าต่างประเทศจะทำความตกลงได้ต่อเมื่อกรณีเป็นที่พอใจว่าความตกลง
นั้นจะขจัดผลเสียหายจากการทุ่มตลาดได้ แต่ความตกลงดังกล่าวจะกำหนดให้มีการเพิ่มราคาสูงกว่า
ที่จำเป็นเพื่อขจัดส่วนเหลื่อมการทุ่มตลาดได้
                    ความตกลงจะมีผลใช้บังคับได้ต่อเมื่อได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการแล้ว

                    มาตรา 44  การทำความตกลงจะกระทำได้ภายหลังที่คณะกรรมการมีคำวินิจฉัย
เบื้องต้นแล้ว
                    ความตกลงนั้น ผู้ส่งออกจากต่างปะรเทศ จะเป็นฝ่ายเสนอหรือกรมการค้า
ต่างประเทศจะเป็นฝ่ายเสนอก็ได้
                    กรมการค้าต่างประเทศจะไม่ยอมรับข้อเสนอทำความตกลงของผู้ส่งออกจาก
ต่างประเทศเพราะเหตุผลในทางนโยบายหรือเหตุผลใด ๆ ก็ได้ และถ้าเป็นกรณีที่สามารถแจ้งเหตุ
ผลให้ได้ ก็ให้แจ้งให้ผู้ส่งออกจากต่างประเทศ ทราบด้วย

                    มาตรา 45  การที่ผู้ส่งออกจากต่างประเทศผู้ใดไม่เสนอทำความตกลงหรือไม่ยอม
รับข้อเสนอทำความตกลงของกกรมการค้าต่างประเทศ จะต้องไม่นำเหตุนั้นมาพิจารณาไปในทาง
เสียประโยชน์ต่อผู้นั้น

                    มาตรา 46  ผู้ส่งออกจากต่างประเทศ ที่ทำความตกลงกับกรมการค้าต่างประเทศ
ต้องให้ข้อมูลข่าวสารตามระยะเวลาที่กำหนด และต้องยอมให้กรมการค้าต่างประเทศตรวจสอบ
ความเป็นจริงของข้อมูลข่าวสารนั้นได้ ถ้ามีการฝ่าฝืนความตกลงก็อาจ ใช้ข้อมูล เท่าที่มีอยู่ในการ
กำหนดมาตรการชั่วคราวและดำเนินกระบวนพิจารณาตอบโต้การทุ่มตลาดต่อไปได้

                    มาตรา 47  แม้ได้มีการทำความตกลงกันแล้ว คณะกรรมการจะดำเนินการ
พิจารณาตอบโต้การทุ่มตลาดต่อไปก็ได้ ถ้าผู้ส่งออกจากต่างประเทศ ประสงค์เช่นนั้นในการทำ
ความตกลง หรือเป็นกรณีที่ทำความตกลงกับผู้ส่งออกจากต่างประเทศได้เพียงบางราย หรือเมื่อ
มีการฝ่าฝืนความตกลง หรือคณะกรรมการเห็นสมควรเพราะเหตุอื่น
                    ในกรณีตามวรรคหนึ่งเมื่อสิ้นสุดการพิจารณาตอบโต้การทุ่มตลาด ถ้าคณะ
กรรมการมีคำวินิจฉัยชั้นที่สุดว่า
                    (1) ไม่มีการทุ่มตลาดหรือไม่มีความเสียหาย ก็ให้ยุติการดำเนินการตามความ
ตกลงนั้น แต่ถ้าปรากฏในขณะนั้นว่ากรณีน่าจะมีการทุ่มตลาดหรือมีความเสียหายเกิดขึ้นถ้ามิได้มีการ
ดำเนินการตามความตกลงนั้น คณะกรรมการจะวินิจฉัยให้ดำเนินการตามความตกลงนั้นต่อไปตาม
ระยะเวลาที่สมควรก็ได้
                    (2) มีการทุ่มตลาดและมีความเสียหาย ก็ให้ดำเนินการตามความตกลงนั้นต่อไป
                    (3) มีการทุ่มตลาดและมีความเสียหายเนื่องจากมีการฝ่าฝืนความตกลงคณะ
กรรมการอาจวินิจฉัยให้เก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาดตั้งแต่ก่อนวันประกาศใช้บังคับมาตรการ
ชั่วคราวไม่เกินเก้าสิบวันก็ได้ แต่จะใช้กับสินค้าทุ่มตลาดที่นำเข้าก่อนมีการฝ่าฝืนความตกลงนั้น
ไม่ได้

                    มาตรา 48  ให้บำบทบัญญัติแห่งหมวด 8 มาใช้บังคับกับความตกลงเพื่อระงับ
การทุ่มตลาดโดยอนุโลม

                              หมวด 6
                     อากรตอบโต้การทุ่มตลาด
                              ---------------

                    มาตรา 49  ในกรณีที่คณะกรรมการมีคำวินิจฉัยชั้นที่สุดว่าให้มีการเรียกเก็บ
อากรตอบโต้การทุ่มตลาด อัตราอากรตอบโต้การทุ่มตลาดนั้นให้กำหนดได้เพียงเพื่อขจัดความเสียหาย
และจะเกินกว่าส่วนเหลื่อมการทุ่มตลาดมิได้
                    อากรตอบโต้การทุ่มตลาดต้องกำหนดให้เหมาะสมกับผู้ส่งออกจากต่างประเทศ
แต่ละรายที่ทุ่มตลาดโดยไม่เลือกปฏิบัติ เว้นแต่เป็นการดำเนินการตามความตกลงเพื่อระงับการทุ่ม
ตลาดตามส่วนที่ 5 ของหมวด 5
                    อากรตอบโต้การทุ่มตลาดจากสินค้าใด ให้นำบทบัญญัติกฎหมายว่าด้วยศุลกากร
และกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากรมาใช้บังคับกับการเรียกเก็บอากรดังกล่าวเสมือนอากรนั้น
เป็นอากรขาเข้าตามกฎหมายนั้น และอากรตอบโต้การทุ่มตลาดที่เก็บได้ให้เก็บรักษาไว้เพื่อปฏิบัติ
ตามมาตรา 59 จนกว่าจะสิ้นเหตุที่จะต้องปฏิบัติตามมาตราดังกล่าว

                    มาตรา 50  ในกรณีที่หาส่วนเหลื่อมการทุ่มตลาดโดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างตาม
มาตรา 18 วรรคสาม อากรตอบโต้การทุ่มตลาดให้กำหนดให้เหมาะสมกับผู้ได้รับการสุ่มเป็น
ตัวอย่างแต่ละรายสำหรับผู้ที่ไม่ได้รับการสุ่มเป็นตัวอย่างให้กำหนดอัตราไว้ไม่เกินอัตราถัวเฉลี่ย
ถ่วงน้ำหนักของส่วนเหลื่อมการทุ่ม ตลาด แต่ถ้าผู้อยู่ในบังคับของอัตราอากรดังกล่าวผู้ใดได้ให้
ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับตนโดยครบถ้วนถูกต้องภายในเวลาที่คณะกรรมการกำหนด ให้คณะกรรมการ
กำหนดอัตราอากรตอบโต้การทุ่มตลาดให้เหมาะสมสำหรับผู้นั้นเว้นแต่การกำหนดอัตราอากร
ตอบโต้การทุ่มตลาดสำหรับแต่ละรายจะเป็นภาระเกินสมควรและอาจทำให้การไต่สวนไม่เสร็จ
ภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 54 เนื่องจากมีผู้ได้ให้ข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นจำนวนมาก จะกำหนด
อัตราอากรตอบโต้การทุ่มตลาดไม่เกินอัตราถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักดังกล่าวก็ได้

                    มาตรา 51  ในกรณีที่มีความเสียหายตามมาตรา 19 (1) หรือมีความเสียหาย
ตามมาตรา 19 (2) ซึ่งถ้ามิได้มีการใช้มาตรการชั่วคราวมาก่อนน่าจะทำให้เกิดความเสียหายตาม
มาตรา 19 (1) ได้ คณะกรรมการจะกำหนดให้เรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาดตั้งแต่มีการใช้
มาตรการชั่วคราวก็ได้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ประกาศกำหนด
                    ถ้าอากรตอบโต้การทุ่มตลาดที่คณะกรรมการกำหนดตามวรรคหนึ่งมีอัตรา
สูงกว่าอากรชั่วคราวส่วนต่างที่เกิดขึ้นนั้นจะเรียกเก็บมิได้ แต่ถ้าอากรตอบโต้การทุ่มตลาดมีอัตราต่ำกว่า
อากรชั่วคราวก็ให้คืนผลต่างของอากรส่วนที่เกินให้ด้วย

                    มาตรา 52  ในกรณีที่มีความเสียหายตามมาตรา 19 (2) หรือ (3)คณะกรรมการ
อาจกำหนดให้เรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาดได้ตั้งแต่วันที่มีคำวินิจฉัยชั้นที่สุดว่ามีความเสียหาย
ตามมาตรา 19 (2) และ (3) แล้วแต่กรณี และอากรที่เรียกเก็บหรือหลักประกันต่าง ๆ ที่ได้บังคับใช้
ตามมาตรการชั่วคราวให้คืนโดยไม่ชักช้า
                    ในกรณีที่คณะกรรมการมีคำวินิจฉัยชั้นที่สุดว่าไม่มีการทุ่มตลาดหรือไม่ความ
เสียหาย บรรดาอากรชั่วคราวที่เรียกเก็บหรือหลักประกันที่ให้ใช้ตามมาตรการชั่วคราวให้คืนโดย
ไม่ชักช้า

                    มาตรา 53  ในกรณีที่มีการใช้มาตรการตามมาตรา 31 คณะกรรมการอาจกำหนด
ให้เรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาดหลังจากวันประกาศไต่สวนแต่ต้องไม่เกินเก้าสิบวันนับแต่
วันที่ใช้มาตรการชั่วคราวก็ได้ ถ้าปรากฏข้อเท็จจริงต่อไปนี้
                    (1) เคยมีการทุ่มตลาดสินค้ารายนั้นและมีความเสียหายหรือผู้นำเข้าได้รู้หรือควร
ได้รู้ว่าผู้ส่งออกจากต่างประเทศได้ทุ่มตลาดและอาจมีความเสียหาย และ
                    (2) ความเสียหายได้เกิดขึ้นจากการเร่งนำเข้าสินทุ่มตลาดเป็นจำนวนมากภายใน
เวลาอันสั้นซึ่งจากช่วงเวลา ปริมาณการนำเข้าและพฤติการณ์อื่นที่เกี่ยวข้องชี้ให้เห็นว่าจะบั่นทอน
ผลการใช้บังคับอากรตอบโต้การทุ่มตลาดเป็นอย่างมาก หากไม่กำหนดให้มีการเรียกเก็บอากรตอบ
โต้การทุ่มตลาดก่อนวันที่ใช้มาตราการชั่วคราว
                    ก่อนการเรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาดตามวรรคหนึ่ง ต้องให้ผู้นำเข้า
ได้มีโอกาสเสนอความเห็นด้วย


                              หมวด 7
                        ระยะเวลาการไต่สวน
                                ---------------

                    มาตรา 54 การเริ่มต้นกระบวนการพิจารณาตอบโต้การทุ่มตลาดจนถึงการ
ดำเนินการให้คำวินิจฉัยชั้นที่สุดว่าให้มีการเรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาดหรือมีคำวินิจฉัย
ชั้นที่สุดว่าไม่มีการทุ่มตลาดและไม่มีความเสียหาย ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งปี
นับแต่วันประกาศไต่สวน เว้นแต่ในกรณีที่มีเหตุจำเป็น ให้ขยายได้อีกไม่เกินหกเดือน

                              หมวด 8
          ระยะเวลาตอบโต้การทุ่มตลาดและการทบทวน
                                ---------------

                    มาตรา 55  อากรตอบโต้การทุ่มตลาดตามหมวด 6 ให้นำมาใช้ได้ตลอดเวลา
ที่มีการทุ่มตลาดและมีความเสียหาย

                    มาตรา 56  การทบทวนความจำเป็นในการใช้บังคับอากรตอบโต้การทุ่มตลาด
ต่อไป ให้กระทำไดเมื่อคณะกรรมการเห็นสมควรหรือเมื่อมีคำขอจากผู้มีส่วนได้เสียหลังจากได้ใช้
บังคับอากรตอบโต้การทุ่มตลาดมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งปี โดยในคำขอดังกล่าวผู้มีส่วนได้เสียอาจ
ขอให้คณะกรรมการพิจารณาทบทวนเพื่อยุติการเรียกเก็บหรือเปลี่ยนแปลงอัตราอากรตอบโต้การ
ทุ่มตลาดได้ แต่ต้องเสนอพยานหลักฐานเพียงพอเกี่ยวกับปัญหาการทุ่มตลาดหรือความเสียหายที่
สมควรให้มีการทบทวนการใช้บังคับอาการดังกล่าวในระหว่างนั้น
                    การพิจารณาการทบทวนจะต้องพิจารณาโดยรวดเร็ว และจะต้องเสร็จสิ้น
ภายในหนึ่งปีนับแต่วันประกาศให้มีการทบทวน
                    การพิจารณาทบทวนไม่กระทบถึงกาเรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาด
ในระหว่างนั้น

                    มาตรา 57  อากรตอบโต้การทุ่มตลาดให้เรีกยเก็บได้เป็นระยะเวลาไม่เกินห้าปี
นับแต่วันเริ่มใช้บังคับหรือนับแต่มีการทบทวนครั้งสุดท้ายซึ่งมีการพิจารณาทบทวนทั้งปัญหาการ
ทุ่มตลาดและปัญหาความเสียหาย เว้นแต่เมื่อคณะกรรมการเห็นสมควรหรือเมื่อบุคคลหรือคณะ
บุคคลซึ่งทำการแทนอุตสาหกรรมภายในมีคำขอภายในระยะเวลาอันสมควรก่อนครบกำหนด
ดังกล่าว ว่าการยุติการเรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาดจะทำให้มีการทุ่มตลาดต่อไป หรือทำให้
การทุ่มตลาดฟื้นคืนมาอีก

                    มาตรา 58  ผู้ส่งออกจากต่างประเทศหรือผู้ผลิตสินค้าในประเทศรายใดซึ่ง
มิได้ส่งสินค้าทุ่มตลาดเข้ามาในช่วงระหว่างการพิจารณาตอบโต้การทุ่มตลาด อาจขอให้ทบทวน
การเรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาดสำหรับตนเป็นการเฉพาะรายได้ แต่ผู้ขอทบทวนต้องพิสูจน์
ว่าตนไม่มีความเกี่ยวข้องกับผู้ส่งออกจากต่างประเทศหรือผู้ผลิตสินค้าในต่างประเทศ ซึ่งอยู่ใน
บังคับถูกเรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาดดังกล่าว ในการนี้ ให้นำมาตรา 24 วรรคสอง มาใช้
บังคับโดยอนุโลม
                    ในระหว่างการทบทวนตามวรรคหนึ่งจะเรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาดจาก
ผู้ส่งออกจากต่างประเทศหรือผู้ผลิตสินค้าในต่างประเทศดังกล่าวไม่ได้ แต่ถ้าต่อมาคณะกรรมการ
มีคำวินิจฉัยว่ามีการทุ่มตลาดหรือผู้ขอทบทวนมีความเกี่ยวข้องกับผู้ส่งออกจากต่างประเทศ
หรือผู้ผลิตสินค้าในต่างประเทศซึ่งอยู่ในบังคับถูกเรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาดดังกล่าว
คณะกรรมการจะกำหนดอากรตอบโต้การทุ่มตลาดสำหรับระยะเวลาที่งดเก็บนั้นก็ได้ และให้นำ
มาตรา 31 มาใช้บังคับโดยอนุโลม

                    มาตรา 59  ผู้นำเข้าอาจขอคืนอากรตอบโต้การทุ่มตลาดในขณะหนึ่งขณะใดได้
ถ้าผู้นั้นพิสูจน์ได้ว่ามใส่วนเหลื่อมการทุ่มตลาด หรือส่วนเหลื่อมการทุ่มตลาดลดลงต่ำกว่าอากร
ตอบโต้การทุ่มตลาดที่ใช้บังคับ
                    การขอคืนอากรตามวรรคหนึ่งต้องยื่นคำขอต่อคณะกรรมการภายในหกเดือน
นับแต่วันชำระอากรดังกล่าว

                    มาตรา 60  ให้นำบทบัญญัติในส่วนที่ 1 ส่วนที่ 2 ส่วนที่ 3 ของหมวด 5 
และหมวด 6 มาใช้บังคับกับการทบทวนและการขอคืนอากรตามหมวดนี้โดยอนุโลม


                                 หมวด 9
                    การอุทธรณ์คำวินิจฉัยต่อศาล
                                 ---------------

                    มาตรา 61  ผู้ใดไม่พอใจคำวินิจฉัยชั้นที่สุดของคณะกรรมการตามมาตรา 49
หรือคำวินิจฉัยของคณะกรรมการในการขอให้ทบทวนตามมาตรา 56 มาตรา 57 มาตรา 58 และ
มาตรา 59 ให้อุทธรณ์คำวินิจฉัยดังกล่าวต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศได้
ภายในสามสิบวันนับแต่วันได้รับแจ้งคำวินิจฉัยนั้น
                    การอุทธรณ์ตามวรรคหนึ่งไม่เห็นเหตุให้ทุเลาการเรียกเก็บหรือคืนอากรตาม
พระราชบัญญัตินี้ เว้นแต่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจะสั่งเป็นอย่างอื่น


                                   หมวด 10
                                  การอุดหนุน
                                 ---------------

                    มาตรา 62  ในหมวดนี้
                    "รัฐบาล" หมายความรวมถึง หน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐด้วย
                    "วิสาหกิจ" หมายความว่า วิสาหกิจหรืออุตสาหกรรม หรือกลุ่มวิสาหกิจ หรือ
กลุ่มอุตสาหกรรม

                    มาตรา 63  การอุดหนุนตามพระราชบัญญัตินี้ได้แก่ การได้รับประโยชน์อย่างหนึ่ง
อย่างใดเนื่องจากรัฐบาลประเทศแหล่งกำเนิดหรือประเทศผู้ส่งออกกระทำการดังต่อไปนี้
                    (1) ให้ความช่วยเหลือทางการเงิน ซึ่งหมายความรวมถึง
                        (ก) การกระทำใด ๆ ที่ในที่สุดจะทำให้ได้รับเงินทุนหรือทำให้หนี้สินลดลง
หรือหมดไป
                        (ข) การลดหย่อนหรือไม่เรียกเก็บรายได้ของรัฐที่ปกติวิสาหกิจพึงชำระ
                        (ค) ซื้อสินค้า ให้ทรัพย์สิน หรือให้บริการอื่นใดนอกจากสาธารณูปโภคทั่วไป
หรือ
                        (ง) ให้เงินแก่กลไกจัดหาเงินทุน หรือมอบหมายหรือสั่งให้เอกชนดำเนินการ
อย่างหนึ่งอย่างใดตาม (ก) (ข) หรือ (ค)
                    (2) ให้การสนับสนุนด้านรายได้หรือด้านราคาไม่ว่าในรูปแบบใดทั้งทางตรงและ
ทางอ้อมเพื่อเพิ่มการส่งออกสินค้าใดหรือลดการนำเข้าสินค้าใด
                    การให้สินค้าส่งออกได้รับการยกเว้นหรือลดหย่อนภาษีอากรประเภทที่เรียกเก็บ
จากสินค้าชนิดเดียวกันที่ใช้เพื่อการบริโภคภายในประเทศหรือการคืนภาษีอากรดังกล่าวในจำนวน
ไม่เกินภาระภาษีอากรที่เกิดขึ้น ไม่ถือว่าเป็นการช่วยเหลือทางการเงินตามวรรคหนึ่ง (1)

                    มาตรา 64  การอุดหนุนดังต่อไปนี้ให้ถือว่าเป็นการอุดหนุนโดยเจาะจง
                    (1) การให้การอุดหนุนแก่วิสาหกิจเพียงบางแห่งไม่ว่าโดยนิตินัยหรือโดยพฤตินัย
                    การอุดหนุนที่มีหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขที่ใช้ทั่วไปกับวิสาหกิจทุกแห่งในช่วง
การค้าเดียวกันโดยไม่ลำเอียงและสอดคล้องกับเหตุผลพื้นฐานทางเศรษฐกิจ และมีการปฏิบัติตาม
หลักเกณฑ์นั้นอย่างเคร่งครัด ไม่ให้ถือว่าเป็นการอุดหนุนโดยเจาะจง
                    ในการพิจารณาว่ามีการอุดหนุนแก่วิสาหกิจบางแห่งหรือไม่นั้น จะต้องนำปัจจัย
นอกจากหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขตามวรรคสองมาพิจารณาประกอบด้วย ปัจจัยดังกล่าวให้รวมถึง
(ก) การที่วิสาหกิจบางแห่งได้รับหรือได้ใช้ประโยชน์จากการอุดหนุนนั้นมากกว่าวิสาหกิจแห่งอื่น
และ (ข) การมีดุลพินิจที่จะเลือกให้การอุดหนุน  ทั้งนี้ ให้คำนึงถึงความหลากหลายทางเศรษฐกิจ
ที่เกี่ยวข้องและระยะเวลาที่มีโครงการอุดหนุนดังกล่าว
                    (2) การให้การอุดหนุนแก่วิสาหกิจบางแห่งที่ตั้งอยู่ในบางพื้นที่ทางภูมิศาสตร์
แต่การกำหนดหรือเปลี่ยนแปลงอัตราภาษีอากรที่มีหลักเกณฑ์หรืองเอนไขใช้บังคับเป็นการทั่วไป
ไม่ถือเป็นการอุดหนุนโดยเจาะจงตามมาตรานี้
                    การพิจารณาว่ามีการอุดหนุนโดยเจาะจงตามวรรคหนึ่งหรือไม่นั้นต้องมีพยาน
หลักฐานโดยตรงสนับสนุน

                    มาตรา 65  การอุดหนุนดังต่อไปนี้ ที่มีลักษณะเจาะจงตามมาตรา 64 เป็นการ
อุดหนุนที่ตอบโต้ได้
                    (1) การให้การอุดหนุนแก่การส่งออกไม่ว่าโดยทางนิตินัยหรือโดยทางพฤตินัยตาม
ลักษณะที่กำหนดในกฎกระทรวง
                    (2) การให้การอุดหนุนเพื่อให้มีการใช้สินค้าที่ผลิตในประเทศมากกว่าสินค้านำเข้า
                    (3) การให้การอุดหนุนที่มีผลเสียต่อประโยชน์ของประเทศ ซึ่งหมายความถึง
                        (ก) ก่อให้เกิดความเสียหายแก่อุตสาหกรรมภายใน
                        (ข) ทำให้ผลประโยชน์ทั้งในทางตรงและทางอ้อมของประเทศต้องสูญสิ้น
หรือเสื่อมเสียโดยเฉพาะผลประโยชน์ของข้อลดหย่อนที่ผูกพันไว้ตามข้อตกลงขององค์การการค้าโลก
                        (ค) ผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อประโยชน์ของประเทศตามลักษณะที่กำหนดใน
กฎกระทรวง
                    การใช้บทบัญญัติตามมาตรานี้กับสินค้าเกษตร ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และ
วิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง

                    มาตรา 66  การอุดหนุนโดยเจาะจงตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
ประกาศกำหนดอันเกี่ยวกับ กรณีดังต่อไปนี้ ไม่อยู่ในข่ายถูกเรียกเก็บอากรตอบโต้การอุดหนุน
                    (1) การให้ความช่วยเหลือด้านการวิจัย
                    (2) การให้ความช่วยเหลือแก่ภูมิภาคที่เสียเปรียบ หรือ
                    (3) การให้ความช่วยเหลือเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมาย 
หรือระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม

                    มาตรา 67  ในกรณีมีการอุดหนุนตามมาตรา 65
                    (1) ให้กรมการค้าต่างประเทศแจ้งให้ประเทศที่ให้การอุดหนุนทราบเพื่อปรึกษา
หารือกันและเสนอเรื่อง ให้มีการระงับข้อพิพาท ตามขั้นตอนและวิธีการพิจารณาตามข้อตกลงของ
องค์การการค้าโลกว่าด้วยการอุดหนุนและมาตรการตอบโต้ และให้คระกรรมการกำหนดมาตรการ
ตอบโต้อย่างหนึ่งอย่างใดที่เหมาะสมแก่กรณี
                    (2) ให้คณะกรรมการดำเนินการเพื่อพิจารณาตอบโต้การอุดหนุน โดยกำหนด
อากรตอบโต้การอุดหนุน
                    ในกรณีที่ได้ดำเนินการตาม (1) และ (2) พร้อมกัน หากในชั้นที่สุดปรากฏว่า
สามารถใช้มาตรการตอบโต้ได้ทั้งตาม (1) และ (2) ก็ให้คณะกรรมการกำหนดมาตรการตอบโต้ได้
มาตรการใดมาตรการหนึ่ง เพียงมาตรการเดียว

                    มาตรา 68  อากรตอบโต้การอุดหนุนให้คำนวณจากประโยชน์ที่ได้รับในระหว่าง
ระยะเวลาที่ปรากฏในการพิจารณาว่ามีการอุดหนุน โดยกำหนดเป็นอัตราต่อหน่วยของสินค้าของ
ผู้ที่ได้รับการอุดหนุนแต่ละราย
                    ถ้าผู้รับการอุดหนุนมีภาระหรือต้องเสียค่าใช้จ่ายส่วนใดให้แก่รัฐบาลที่ให้การ
อุดหนุน ผู้รับการอุดหนุนจะขอให้หักค่าใช้จ่ายดังกล่าวออกก็ได้ แต่ภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริง
ดังกล่าวเป็นของผู้รับการอดุหนุน
                    อากรตอบโต้การอุดหนุนนั้นให้กำหนดเพียงเพื่อขจัดความเสียหาย และจะเกินกว่า
ประโยชน์ที่ผู้รับการอุดหนุนได้รับมิได้

                    มาตรา 69  การคำนวณ หาประโยชน์ ที่ได้รับให้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ดังนี้
                    (1) การร่วมลงทุนของรัฐบาลไม่ถือเป็นการให้ประโยชน์ เว้นแต่การลงทุนนั้น
ไม่สอดคล้องกับการปฏิบัติตามปกติของภาคเอกชนในประเทศแหล่งกำเนิดหรือประเทศผู้ส่งออก
                    (2) การให้เงินกู้ไม่ถือเป็นการให้ประโยชน์ เว้นแต่มีส่วนต่างระหว่างจำนวน
ทรัพย์สินที่ผู้กู้ต้องให้ในการกู้ยืมจากรัฐบาลกับการกู้ยืมทางพาณิชย์ที่เปรียบเทียบกันได้ในตลาด
ในกรณีนี้ประโยชน์ที่ได้รับคือส่วนต่างของจำนวนดังกล่าว
                    (3) การค้ำประกันเงินกู้ไม่ถือเป็นการให้ประโยชน์ เว้นแต่มีส่วนต่างระหว่าง
ทรัพย์สินที่ผู้ได้รับการค้ำประกันต้องให้ระหว่างการค้ำประกันโดยรัฐบาลกับการค้ำประกันโดย
เอกชนในทางพาณิชย์และให้นำความใน (2) มาใช้บังคับโดยอนุโลม
                    (4) กรณีที่รัฐบาลให้ทรัพย์สินหรือบริการหรือการซื้อสินค้าไม่ถือเป็นการให้
ประโยชน์ เว้นแต่เป็นการให้โดยมีค่าตอบแทนที่น้อยกว่าอัตราที่สมควรหรือการซื้อสินค้าที่ให้
ค่าตอบแทนสูงกว่าอัตราที่สมควร ซึ่งอัตราที่สมควรให้พิจารณาจากสภาพทากงารตลาดที่เป็นอยู่
ในประเทศที่ให้ทรัพย์สินหรือบริการหรือที่ซื้อสินค้านั้น
                    การคำนวณประโยชน์ที่ได้รับให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนด
ในกฎกระทรวง กฎกระทรวงดังกล่าวจะกำหนดให้กรณีหนึ่งกรณีใดเป็นไปตามที่กระทรวง
พาณิชย์ประกาศกำหนดก็ได้

                    มาตรา 70  การพิจารณากำหนดอากรตอบโต้การอุดหนุน ให้นำบทบัญญัติ
หมวด 2 หมวด 3 หมวด 4 หมวด 5 หมวด 6 หมวด 7 หมวด 8 และหมวด 9 มาใช้บังคับโดย
อนุโลม เว้นแต่ในกรณีดังต่อไปนี้
                    (1) บทบัญญัติแห่งมาตรา 42 (2) และ (3) มิให้ใช้บังคับในการใช้มาตรการ
ชั่วคราว
                    (2) ความตกลงเพื่อระงับการอุดหนุนระหว่างผู้ส่งออกกับกรมการค้า
ต่างประเทศจะต้องได้รับความเห็นชอบจากประเทศผู้ส่งออกด้วย

                    มาตรา 71  เมื่อคณะกรรมการได้รับคำขอจากผู้ทำการแทนอุตสาหกรรมภายใน
หรือข้อเสนอของกรมการค้าต่างประเทศให้พิจารณาตอบโต้การอุดหนุนแล้วให้คณะกรรมการแจ้ง
ให้ประเทศซึ่งสินค้าดังกล่าวถูกพิจารณาว่าได้มีการอุดหนุนทราบและขอให้แระเทศนั้นมาปรึกษา
หารือโดยไม่ชักช้า เพื่อทำความตกลง ให้ยุติการพิจารณาตอบโต้การอุดหนุนหรือเพื่ออำนวยความ
ตกลงระงับการอุดหนุน
                    การปรึกษาหารือจะดำเนินการในขั้นตอนใดระหว่างการพิจารณาตอบโต้การ
อุดหนุนก็ได้และคณะกรรมการต้องให้โอกาสตามควรในการปรึกษาหารือนั้นแต่การปรึกษาหารือ
ไม่เป็นเหตุกระทบการดำเนินการต่าง ๆ ในขั้นตอนการพิจารณาตอบโต้การอุดหนุน
                    ในการปรึกษาหารือคณะกรรมการต้องให้โอกาสประเทศซึ่งสินค้าที่ถูกพิจารณาได้
รับข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวกับการพิจารณาได้ เว้นแต่ในส่วนที่คณะกรรมการเห็นว่าเป็นความลับ


                                  หมวด 11
                                คณะกรรมการ
                                ---------------

                    มาตรา 72  ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งเรียกว่า "คณะกรรมการพิจารณาการ
ทุ่มตลาดและการอุดหนุน" ประกอบด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานกรรมการ
ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ปลัดกระทรวงเกษตร
และสหกรณ์ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน อธิบดีกรมการค้า
ต่างประเทศ อธิบดีกรมการค้าภายใน อธิบดีกรมเศรษฐกิจการพาณิชย์ ผู้ซึ่งคณะกรรมการคุ้มครอง
ผู้บริโภคมอบหมายหนึ่งคนและผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนหกคนซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งเป็นกรรมการ
                    ให้อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศเป็นเลขานุการและแต่งตั้งข้าราชการของกรม
การค้าต่างประเทศเป็นผู้ช่วยเลขานุการของคณะกรรมการ
                    การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามวรรคหนึ่ง ให้แต่งตั้งจากบุคคลซึ่ง
มีความรู้ความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับการค้าระหว่างประเทศ เศรษฐศาสตร์ การบัญชี นิติศาสตร์ การเกษตร 
และการอุตสาหกรรมสาขาละหนึ่งคน

                    มาตรา 73  คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้
                    (1) พิจารณาตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนตามพระราชบัญญัตินี้
                    (2) ให้ความเห็นชอบในการทำความตกลงเพื่อระงับการทุ่มตลาดหรือการอุดหนุน
                    (3) ให้คำแนะนำในการออกกฎกระทรวงและประกาศเพื่อดำเนินการตามพระราช
บัญญัตินี้
                    (4) ปฏิบัติการอื่นตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้ หรือตามที่คณะรัฐมนตร
ีมอบหมาย

                    มาตรา 74  กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละสี่ปี
                    ในวาระเริ่มแรกเมื่อครบสองปีให้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิออกจากตำแหน่ง
 เป็นจำนวนกึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิทั้งหมดโดยวิธีจับสลาก และให้ถือว่าการ
ออกจากตำแหน่งของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิโดยวิธีจับสลากเป็นการพ้นจากตำแหน่งตามวาระ

                    มาตรา 75  นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
พ้นจากตำแหน่งเมื่อ
                    (1) ตาย
                    (2) ลาออก
                    (3) คณะรัฐมนตรีให้ออก เพราะมีความประพฤติเสื่อมเสีย บกพร่องหรือไม่
สุจริตต่อหน้าที่หรือหย่อนความสามารถ
                    (4) ต้องโทษจำคุก ตามคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่ในความผิดที่กระทำ
โดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
                    (5) เป็นคนไร้ความสามารถ หรือคนเสมือนไร้ความสามารถ
                    (6) เป็นบุคคลล้มละลาย

                    มาตรา 76  ในกรณีตำแหน่งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิว่างลงก่อนครบกำหนด
วาระให้ดำเนินการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิแทนโดยเร็ว เว้นแต่วาระการอยู่ในตำแหน่ง ของ
กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่จะมีการแต่งตั้งใหม่จะเหลือไม่ถึงเก้าสิบวันจะไม่ดำเนินการแต่งตั้งก็ได้
                    ให้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่ได้รับการแต่งตั้งแทนตามวรรคหนึ่งอยู่ในตำแหน่ง
เท่าวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่ตนแทน

                    มาตรา 77  การประชุมของคณะกรรมการต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่า
กึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมดจึงจะเป็นองค์ประชุม ถ้าประธานกรรมการไม่อยู่ในที่ประชุม
หรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้กรรมการที่มาประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด
                    ในการประชุม ถ้ามีความเห็นแย้งให้บันทึกความเห็นแย้งพร้อมทั้งเหตุผลไว้ใน
รายงานการประชุมด้วยแต่กรรมการคนใดจะขอให้รวมความเห็นแย้งของตนไว้ในคำวินิจฉัยก็ได้

                    มาตรา 78  เพื่อรปะโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่ ให้คณะกรรมการมีอำนาจแต่งตั้ง
คณะอนุกรรมการเพื่อดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใด



                                  หมวด 12
                                บทเฉพาะกาล
                                  ---------------

                    มาตรา 79  บรรดาการพิจารณาตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนที่ค้าง
พิจารณาอยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับให้ดำเนินการต่อไปตามประกาศ กระทรวงพาณิชย์
ว่าด้วยการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมพิเศษซึ่งสินค้านำเข้าเพื่อตอบโต้การทุ่มตลาด  และการอุดหนุน
พ.ศ. 2539 และพระราชบัญญัติการส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า
พ.ศ. 2522 จนกว่าจะเสร็จสิ้น

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
          ชวน หลีกภัย
          นายกรัฐมนตรี


-----------------------------------------------------------------------------------------------------
หมายเหตุ:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่พระราชบัญญัติป้องกัน
การทุ่มตลาด พ.ศ. 2507 ได้ใช้บังคับมาเป็นรเวลานานแล้ว บทบัญญัติของพระราชบัญญัติดังกล่าว
บางประการไม่เหมาะสมกับการขยายตัวและการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจและการค้า
ของประเทศ ไม่มีหลักการเรื่องการตอบโต้การอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศที่นำเข้ามายัง
ประเทศไทย และไม่สอดคล้องกับข้อตกลงระหว่าง ประเทศที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน สมควร
บัญญัติกฎหมายขึ้นใหม่ให้มีมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่าง
ประเทศที่นำเข้ามาในประเทศเพื่อคุ้มครองอุตสาหกรรมภายในประเทศและให้สอดคล้องกับ
ข้อตกลงระหว่างประเทศด้วย จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้


 

Home ] Up ]   EXPORT PROMOTION ACT ]   EXPORT PROMOTION ACT(THAI) ] Doing Business of Alien Act ] [ Anti Dumping& Subsidy Act ]

Send mail to [email protected] with questions or comments about this web site.
Copyright � 2000 THAILAWONLINE
Last modified: August 15, 2000 07:50:35 PM
Hosted by www.Geocities.ws

1