Data Communication Network
LAN Ethernet WAN WLAN Domain name


WLAN

Wireless LAN

ระบบเครือข่ายท้องถิ่นไร้สาย หรือ WLAN คือระบบสื่อสารข้อมูลที่มีความยืดหยุ่นสูง ส่วนใหญ่จะนิยมติดตั้งเพิ่มเติมหรือแทนที่ระบบเครือข่ายท้องถิ่นใช้สายสัญญาณ ระบบเครือข่ายท้องถิ่นไร้สายจะใช้คลื่นวิทยุ เป็นสัญญาณ และใช้อากาศเป็นตัวนำสัญญาณ ทำให้ลดปริมาณสายสัญญาณที่ใช้ ปัจจุบันเครือข่ายท้องถ่นไร้สายสามารถรับส่งข้อมูลได้ถึง 54 Mbps ซึ่งมีความเร็วมากกว่าอีเธอร์เน็ตแบบ 10Base-T ประโยชน์ที่สำคัญของการใช้ระบบนี้ คือ ความสะดวกในการเคลื่อนย้ายคอมพิวเตอร์ในเครือข่าย ปัจจุบันระบบเครือข่ายไร้สายกำลังได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะองค์กรที่ใช้คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะมีการเคลื่อนย้ายบ่อย

 

ข้อดีของ WLAN

ธรรมชาติของธุรกิจในปัจจุบันขึ้นอยู่กับระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์มาก ความเติบโตของอินเตอร์เน็ตและการให้บริการผ่านเครือข่ายเป็นข้อพิสูจน์ที่สำคัญของการแชร์ข้อมูลและทรัพยากรต่างๆ ถ้าใช้ระบบเครือข่ายไร้สายผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องใช้สาย UTP เชื่อมต่อเน็ตเวิร์คการ์ดเข้ากับปลั๊ก LAN อีก ข้อดีของเครือข่ายไร้สายมีดังนี้

= ความคล่องตัว

ผู้ใช้สามารถเชื่อมต่อกับเครือข่ายไร้สายที่ไหนก็ได้ภายในองค์กร ซึ่งที่ดังกล่าวบางที่ไม่สามารถที่จะติดตั้งสายสัญญาณได้

= ความสะดวกในการติดตั้งและจัดการง่าย

เนื่องจากระบบเครือข่ายไร้สายไม่ต้องติดตั้งสายสัญญาณ ทำให้เวลาในการติดตั้งเร็วขึ้นและไม่ต้องจัดการสายสัญญาณ

= ความยืดหยุ่น

เทคโนโลยีไร้สายทำให้ระบบเครือข่ายไปถึงยังที่ที่สายสัญญารไม่ต้องติดตั้งได้

= ประหยัดค่าใช้จ่าย

ถึงแม้ว่าฮาร์ดแวร์ของเครือข่ายไร้สายจะค่อนข้างสูง แต่ในบางกรณีค่าติดตั้งสายสัญญาณอาจจะสุงกว่าก็ได้ และในกรณีที่สายสัญญาณล้าสมัยหรือเก่าอาจต้องมีการติดตั้งใหม่ ซึ่งถ้าไข้ระบบไร้สายก็ไม่ต้องกังวงในเรื่องนี้

= ความสามารถในการขยายเครือข่าย

ระบบเครือข่ายไร้สายสามารถคอนฟิกได้หลากหลายโทโปโลยี และใช้ได้กับตั้งแต่เครือข่ายขนาดเล็กไปจนถึงเครือข่ายขนาดใหญ่

 

 

ข้อเสียของ WLAN

= อัตราข้อผิดพลาดของข้อมูล

สำหรับระบบเครือข่ายที่ใช้สายสัญญาณอัตราการเกิดข้อผิดพลาดระหว่างการรับส่งข้อมูลแทบจะไม่มี แต่ในระบบไร้สายแล้วอัตราข้อผิดพลาดค่อนข้างจะสูง เนื่องจากการใช้คลื่นวิทยุ โดยสิ่งที่เป็นเหตุให้เกิดข้อผิดพลาด เช่น คลื่นรบกวนทั่วไป , เส้นทางข้อมูลหลายทาง , การลดทอนของสัญญาณค่อนข้างสูง , การรบกวนข้ามสเปกตรัมของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เป็นต้น

= ความปลอดภัยของข้อมูล

เราไม่สามารถกำหนดทิศทางและขอบเขตของคลื่นวิทยุได้ ซึ่งข้อมูลที่ส่งด้วยคลื่นอาจถูกตรวจจับดูได้ง่าย

= การรบกวน

ในเครือข่ายที่ใช้สาย เ ฉพาะเครื่องที่เชื่อมต่อเข้ากับระบบเท่านี้นที่สามารถส่งสัญญาณข้อมูล แต่สำหรับเครือข่ายไร้สายแล้ว เครื่องที่อยู่ต่างเครือข่ายกันก็สามารถส่งคลื่นสัญญาณได้ ซึ่งบางทีอาจทำให้รบกวนการส่งข้อมูลของอีกเครือข่ายหนึ่งก็เป็นได้ นอกจากนี้ยังมีแหล่งอื่นที่รบกวนการส่งข้อมูลได้ เช่นโทรศัพท์ไร้สาย เตาไมโครเวฟ เป็นต้น

= กำลังไฟฟ้าสำรอง

ส่วนใหญ่คอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อกับเครือข่ายไร้สายจะเป็นพวกโน้ตบุ๊คซึ่งการส่งสัญญาณต้องใช้กำลังไฟฟ้าค่อนข้างมาก ดังนั้นอาจทำให้เวลาในการใช้งานแบตเตอรี่สั้นลง

 

โทโปโลยี WLAN

โทโปโลยีของ WLAN สามารถเลือกใช้เทคโนโลยีหลายประเภท ซึ่งแต่ละประเภทก็มีข้อดี ข้อเสียที่ต่างกัน

 

เทคโนโลยี Narrowband

คลื่นวิทยุที่ใช้ส่งข้อมูลสำหรับเทคโนโลยีนี้จะใช้เพียงความถี่เดียว ระบบนี้จะพยายามใช้ช่องความถี่ในการส่งสัญญาณให้แคบมากที่สุด การป้องกันการรบกวนของคลื่นสามารถทำได้โดยการกำหนดให้ผู้ใช้แต่ละคนใช้ช่องความถี่ที่ต่างกัน ซึ่งเป็นการป้องกันไม่ให้ผู้ใช้แต่ละคนดูข้อมูลของกันและกันได้ ส่วนข้อเสียของเทคโนโลยีนี้ก็คือ ผู้ใช้ต้องขออนุญาตจากหน่วยงานรัฐบาลที่รับผิดชอบเกี่ยวกับช่องความถี่วิทยะที่จะใช้

 

เทคโนโลยี Spread Spectrum

การส่งสัญญาณแบบสเปรดสเปกตรัม คือการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีแนโรว์แบนด์และบรอดแบนด์ กล่าวคือ ช่วงความถี่ที่ใช้จะกว้างแต่จะแบ่งออกเป็นช่องสัญญาณย่อยหลายๆ ช่อง แล้วส่งสัญญาณโดยใช้ช่องสัยญาณที่ละช่อง ระบบเครือข่ายไร้สายส่วนใหญ่จะใช้เทคโนโลยีนี้ จุดประสงค์ของการออกแบบเทคโนโลยีนี้ คือ การแลกเปลี่ยนกันระหว่างความเร็วกับความเชื่อถือได้ กล่าวคือ การส่งข้อมูลด้วยเทคโนโลยีนี้จะใช้ช่องความถี่กว้าง ทำให้สัญญาณมีกำลังมากขึ้น ทำให้การรับสัญญาณง่ายขึ้น เทคโนโลยีนี้จะแบบออกเป็น 2 ประเภท คือ

=Frequency Jopping Spread Spectrum (FHSS)

การส่งสัญญารประเภทนี้ คือการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีแนโรว์แบนด์แต่จะทำการเปลี่ยนความถี่ตามลำดับที่ทั้งฝั่งรับและฝั่งส่งให้เข้าใจตรงกัน ซึ่งลำดับนี้จะดูเหมือนกับเป็นการสุ่ม สำหรับสถานีอื่น

=Direct Sequence Spread Spectrum (DSSS)

จะใช้ช่วงความถี่ขนาดกว้างในการส่งสัญญาณ แต่จะมีวิธีการกู้คืนข้อมูลด้วยการสร้างบิตเพิ่มเติม ซึ่งจะเรียกว่าชิปปิ้งโค้ด ขนาดโค้ดนี้ยิ่งยาวเท่าใด ยิ่งทำให้ความเป็นไปได้ในการกู้คืนข้อมูลยิ่งมากขึ้น แต่ก็จะใช้แบรด์วิธเพิ่มขึ้น

=High Rate Direct Sequence Spread Spectrum (HR/DSSS)

เทคนิคการส่งจะคล้ายกับ DSSS แต่ส่งในอัตราข้อมูลที่สูงกว่า

=Orthogonal Frequency Division Multiplexing (OFDM)

จะใช้เทคนิคของการมัลติเพล็กซ์ความถี่ในการส่งสัญญาณ

 

เทคโนโลยี Infrared

เทคโนโลยีนี้จะใช้คลื่นอินฟราเรด หรือ IR (Infrared) สำหรับการส่งสัญญาณข้อมูล คลื่นอินฟราเรดนี้จะมีความถี่สูงมากซึ่งจะอยู่ใดแสงที่มองเห็น คุณสมบัติของคลื่นนี้ก็จะมีความเหมือนกับแสงอื่น ไม่สามารถเดินทางผ่านวัตถุที่ทึบแสงได้ ดังนั้นการใช้งานจึงค่อนข้างน้อย และระยะการรับส่งสัญญาณยังได้ไม่ไกล โดยเฉลี่ยอยู่ประมาณ 1 เมตร อย่างไรก็ตามเทคโนโลยีนี้นิยมใช้กับอุปกรณ์รีโมทคอนโทรลของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ในบ้าน เช่น รีโมทคอนโทรลของทีวี วิดีโอ เป็นต้น ส่วนการใช้งานทางด้านเครือข่ายนั้นยังมีน้อยแต่ก็เหมาะสำหรับการสร้างเครือข่ายย่อยที่ไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลงมากนัก

 

เทคโนโลยี Laser

สภาพเวดล้อมที่ใช้เลเซอร์นั้น เปรียบได้กับเครือข่ายที่ใช้ระบบสายไฟเบอร์โดยที่ไม่ใช้สายไฟเบอร์อย่างไรก็ตาม LAN ส่วนใหญ่จะใช้ LED (Line Emitting Diode) เนื่องจากเลเซอร์เป็นแสงที่มองเห็น ดังนั้น อุปกรณ์นี้จึงเป็นแบบไลน์ออฟไซต์ (Line of Sight Device) หรืออุปกรณ์ที่ต้องการการรับส่งสัญญาณจะต้องอยู่ในแนวที่มองเห็นกัน ซึ่งสัญญาณอาจถูกลดทอนได้ง่ายโดยหมอก ควัน หรือฝน เป็นต้น ที่อยู่ระหว่างอุปกรณ์รับส่ง ข้อกังวลอีกอย่างหนึ่งเกี่ยวกับการใช้อุปกรณ์ประเภทนี้ คือ แสงเลเซอร์อาจทำอันตรายให้กับแก้วตาหรือระบบประสาทของมนุษย์อย่างถาวรได้ ดังนั้น การติดตั้งควรให้ความระวังเกี่ยวกับเรื่องนี้อยางมากด้วย

 

มาตรฐาน IEEE 802.11

ในปี ค. ศ. 1997 คณะกรรมการของ IEEE ได้ประกาศมาตรฐาน IEEE 802.11 WLAN ในตอนนั้นความเร็วสูงสุดของมาตรบานอยู่ที่ 2 Mbps ซึ่งค่อนข้างช้าเมื่อเปรียบเทียบกับเครือข่ายแบบใช้สาย เนื่องจากเป็นมาตรฐานแรกเกี่ยวกับเครือข่าง WLAN ดังนั้นจึงมีปัญหาหลายอย่าง และอาจเป็นผลให้ไม่สามารถรองรับการทำงานร่วมกันได้ของอุปกรณ์ที่ผลิตโดยต่างบริษัทกัน ดังนั้น สถาบัน IEEE จึงได้ตั้งทีมงานขึ้นมา 2 กลุ่ม เพื่อพัฒนามาตรฐาน WLAN โดยกลุ่มแรก คือ Tga (Tfsak Group a) พัฒนามาตรฐาน IEEE 802.11a โดยใช้ความถี่ 5 GHz และสามารถรองรับข้อมูลได้ 6, 9, 12, 18, 24, 36, 48 และ 54 Mbps ส่วนทีม TGb พัฒนามาตรฐาน IEEE 802.11b โดยใช้ความถี่ 2.4 GHz โดยสามารถรองรับอัตราข้อมูลอยู่ 4 อัตราคือ 1, 2, 5.5 และ 11 Mbps

ข้อจำกัดของ IEEE 802.11b คือ แบนด์วิธ เนื่องจากมาตรฐานนี้รองรับแบนด์วิธได้สูงสุด 11 Mbps ส่วน IEEE 802.11a นั้นสามารถรองรับแบนด์วิธที่สูงกว่า แต่ข้อจำกัดของมาตรฐานนี้คือ ความถี่ เนื่องจาก มาตรฐานนี้ใช้ความถี่ที่ 5 GHz ซึ่งบางประเทศนั้นต้องขออนุญาตก่อนถึงจะใช้งานได้ ดังนั้นจึงได้ตั้งทีมขึ้นอีกหนึ่งกลุ่มเพื่อพัฒนามาตรฐานอีกมาตรฐานหนึ่งนั้นคือ IEEE 802.11g ซึ่งใช้ความถี่ 2.4 GHz และสามารถรองรับแบนด์วิธได้ถึง 54 Mbps

 

 

 

Home

About Us

 

 

 

 

 

 

 

Hosted by www.Geocities.ws

1