Data Communication Network
LAN Ethernet WAN WLAN Domain name


Local Area Network

เทคโนโลยี LAN

LAN (Local Area Network) คือเครือข่ายข้อมูลความเร็วสูลและทนทานต่อการเกิดข้อผิดพลาดระหว่างการรับส่งข้อมูล เครือข่าย LAN นั้น จะครอบคลุมพื้นที่ขนาดเล็ก โดยปกติจะเป็นการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ เครื่องพิมพ์ และอุปกรณ์อื่นๆ ที่อยู่ไม่ห่างกันมากนัก เครือข่าย LAN ได้ให้ประโยชน์แก่ผู้ใช้หลายอย่าง เช่น การแชร์กันใช้อุปกรณ์และแอพพลิเคชัน การแลกเปลี่ยนไฟล์ระหว่างผู้ใช้ การสื่อสารโดยอีเมล และแอพพลิเคชันอื่นๆ

LAN เป็นรากฐานของเครือข่ายคอมพิวเตอร์ทั่วไป กล่าวคือ เกือบทุกๆ เครือข่ายต้องมี LAN เป็นส่วนประกอบ เครือข่ายแบบ LAN อาจเป็นได้ตั้งแต่เครือข่ายแบบง่ายๆ เช่น มีคอมพิวเตอร์สองเครื่องเชื่อมต่อกันด้วยสายสัญญาณ ไปจนถึงเครือข่ายที่สลับซับซ้อน เช่น มีคอมพิวเตอร์เป็นพันๆ เครื่องและมีอุปกรณ์เครือข่ายอื่นๆ อีกมาก แต่ลักษณะสำคัญของ LAN ก็คือ เครือข่ายประเภทนี้จะครอบคลุมพื้นที่จำกัด

 

เทคโนโลยี LAN มีหลายประเภท เช่น Ethernet, Token Ring, FDDI และ Wireless LA N เป็นต้น แต่ที่นิยมกันมากที่สุดในปัจจุบันคือ อีเธอร์เน็ต (Ethernet) ซึ่ง อีเธอร์เน็ตเองยังจำแนนออกได้หลายประเภทย่อย ขึ้นอยู่กับความเร็ว โทโปโลยี และสายสัญญาณที่ใช้ โทคโนโลยี LAN แต่ละประเภทมีทั้งข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน การเลือกใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ควรให้เหมาะกับลักษณะการใช้งานเครือข่ายขององค์กร ซึ่งจะอธิบายข้อดีข้อเสียของแต่ละประเภทดังนี้

 

โทโปโลยี

โทโปโลยีของเครือข่าย (Network Topology) จะอธิบายถึงแผนผังการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ลักษณะทางกายภาพ ( Physical Topology) หรือทางตรรกะ (Logical Topology) ซึ่งจะแสดงถึงตำแหน่งของคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์เครือข่ายอื่นๆ และเส้นทางการเชื่อมต่อของอุปกรณ์เหล่านี้ โทโปโลยีเครือข่ายอาจจะมีผลต่อสมรรถนะของเครือข่ายได้ การเลือกโทโปโลยีอาจมีผลต่อ

= ประเภทของอุปกร์ที่ใช้ในเครือข่าย

= สมรรถนะของอุปกรณ์เหล่านั้น

= ความสามารถในการขยายของเครือข่าย

= วิธีการดูแลและจัดการเครือข่าย

การรู้จักและข้าใจโทโปโลยีประเภทต่างๆ มีความสำคัญต่อการเข้าใจประสิทธิภาพของเครือข่ายแต่ละชนิด ก่อนที่คอมพิวเตอร์จะสามารถแชร์ทรัพยากรต่างๆ หรือแลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกันได้ มันจะต้องถูกเชื่อมต่อกันก่อน เครือข่ายส่วนมากจะใช้สายสัญญาณในการเชื่อมต่อ แต่การเชื่อมต่อแบบไร้สายก็สามารถทำได้เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม การเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์เป็นเครือข่ายนั้นไม่ใช่แค่การใช้สายสัญญาณเชื่อมต่อเข้าที่เน็ตเวิร์คการ์ดของแต่ละเครื่องเท่านั้น โทโปโลยีที่ใช้ต้องสัมพันธ์กับสายสัญญาณ เน็ตเวิร์คกาณด ระบบปฏิบัติการเครือข่าย และอุปกรณ์ เครือข่ายอื่นๆ ที่จะเชื่อมกันเป็นเครือข่าย

การเลือกโทโปโลยีของเครือข่ายต้องมีการวางแผนที่ดี เพราะโทโปโลยีจะมีผลต่อชนิดของสายสัญญาณที่ใช้ รวมถึงลักษณะการเดินสายสัญญาณนี้ผ่านชั้น เพดาน และผนังของอาคารด้วย โทโปโลยียังเป็นตัวกำหนดลักษณะการสื่อสารกันระหว่างคอมพิวเตอร์ด้วย ต่างโทโปโลยีกันต้องใช้วิธีการสื่อสารข้อมูลที่ต่างกัน และวิธีการนี้จะมีผลอย่างมากต่อประสิทธิภาพของเครือข่าย

ทุกเครือข่ายต้องประกอบด้วยโทโปโลยีใดโทโปโลยีหนึ่งต่อไปนี้

= โทโปโลยีแบบบัส (Bus Topology)

= โทโปโลยีแบบดวงดาว (Star Topology)

= โทโปโลยีแบบวงแหวน (Ring Topology)

= โทโปโลยีแบบเมช (Mesh Topology)

สำหรับโทโปโลยีแบบบัส คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์เครือข่ายต่างๆ จะแชร์สายสัญญาณกัน ส่วนโทโปโลยีแบบดวงดาวนั้นเป็นการเชื่อมต่อแบบกระจาย โดยใช้สายสัญญาณเชื่อมต่อระหว่างคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์รวมศูนย์ เช่น ฮับ การเชื่อมคอมพิวเตอร์ให้มีลักษณะเป็นวงแหวนจะเรียกว่า โทโปโลยีแบบวงแหวนส่วนการเชื่อมต่อแบบเมซนั้น คอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องจะมีสายสัญญาณเชื่อมต่อไปยังคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องที่อยู่ในเครือข่าย อย่างไรก็ตามการเชื่อมต่อกันของเครือข่ายนั้นอาจจะเป็นแบบลูกผสม คือ อาจประกอบด้วย หลายๆ โทโปโลยีหนึ่งเครือข่ายก็ได้

 

โทโปโลยีแบบบัส (Bus Topology)

โทโปโลยีแบบบัส บางทีก็เรียกว่า Linear bus เพราะมีการเชื่อมต่อแบบเส้นตรงซึ่งเป็นลักษณะการเชื่อมต่อที่ง่ายที่สุด และเป็โทโปโลยีที่นิยมกันมากที่สุดในสมัยแรกๆ คอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อเข้ากับสายสัญญาณร่วม หรือ บัส จะสื่อสารกันโดยใช้ที่อยู่ (Address) ซึ่งคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องจะมีที่อยู่ที่ไม่ซ้ำกัน ในการส่งสัญญาณในสายที่แชร์กันนี้จำเป็นที่ต้องเข้าใจหลักการต่อไปนี้

  • การส่งข้อมูล
  • การสะท้อนกลับของสัญญาณ
  • ตัวสิ้นสุดสัญญาณ

 

ลักษณะการส่งข้อมูล

การส่งข้อมูลบนเครือข่ายที่มีโทโปโลยีแบบบัสนั้นข้อมูลจะถูกส่งไปบนสายสัญญาณในรูปแบบของสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งสัญญาณนี้จะเดินทางไปถึงคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องที่เชื่อมต่อเข้ากับสื่อกลางบัส แต่เฉพาะคอมพิวเตอร์เครื่องที่มีอยู่ตรงกับที่อยู่ของผู้รับที่อยู่ในข้อมูลเท่านั้น จึงจะนำข้อมูลนั้นไปทำการโพรเซสส์ต่อไป ส่วนเครื่องอื่นๆ ก็จะไม่สนใจข้อมูลนั้น เนื่องจากสายสัญญาณเป็นสื่อกลางที่ใช้ร่วมกัน ดังนั้นคอมพิวเตอ์แค่เครื่องเดียวเท่านั้นที่จะส่งข้อมูลได้ในเวลาใดเวลาหนึ่ง

เนื่องจากมีคอมพิวเตอร์เพียงเครื่องเดียวเท่านั้นที่สามารถส่งข้อมูลได้ในเวลาใดเวลาหนึ่ง ดังนั้น จำนวนคอมพิวเตอร์ที่พ่วงต่อเข้ากับสื่อกลางจะมีผลต่อประสิทธิภาพของเครือข่าย เพราะยิ่งจำนวนคอมพิวเตอร์มีมากเท่าไร ยิ่งทำให้คอมพิวเตอร์ต้องรอนานเพื่อที่จะส่งข้อมูล ซึ่งอาจมีผลทำให้เครือข่ายช้ามากขึ้น

ยังไม่มีวิธีการที่เป็นมาตรฐาานในการวัดว่าจำนวนคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อเข้ากับเครือข่ายมีผลกระทบต่อประสิทธิภาพของเครือข่ายอย่างไร ปัจจัยที่ทำให้ประสิทธิภาพของเครือข่ายลดลงนั้นไม่ใช่เฉพาะจำนวนคอมพิวเตอร์อย่างเดียว สิ่งต่อไปนี้เป็นปัจจัยอื่นที่อาจมีผลต่อประสิทธิภาพของเครือข่ายได้

= ประสิทธิภาพของฮาร์ดแวร์ของคอมพิวเตอร์ในเครือข่าย

= จำนวนของโปรแกรมที่กำลังรันบนเครื่องคอมพิวเตอร์

= ชนิดของแอพพลิเคชันที่ใช้เครือข่าย เช่น แอพพลิเคชันแบบไคลเอนท์เซิร์ฟเวอร์ โปรแกรมถ่ายโดนไฟล์ผ่านเครือข่าย เป็นต้น

= ระยะห่างระหว่างคอมพิวเตอร์ในเครือข่าย

ในขณะใดขณะหนึ่งคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อเข้ากับเครือข่ายจะเช็คดูว่ามีข้อมูลส่งมาถึงตัวเองหรือไม่ หรือไม่ก็กำลังส่งข้อมูล เนื่องจากคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องไม่มีหน้าที่ในการส่งข้อมูล ดังนั้นเมื่อคอมพิวเตอร์เครื่องใดเครื่องหนึ่งหยุดทำงานก็จะไม่ทำให้เครือข่ายล่มได้

 

การสะท้อนกลับของสัญญาณและเทอร์มิเนเตอร์

เนื่องจากข้อมูลที่ส่งไปในเครือข่ายอยู่ในรูปของสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ สัญญาณนี้จะต้องเดินทางจากปลายข้างหนึ่งไปยังปลายอีกข้างหนึ่งของสายสัญญาณ ถ้าไม่มีการจำกัดสัญญาณนี้มันก็จะสะท้อนกลับมาบนสายสัญญาณ ซึ่งอาจทำให้เครื่องอื่นๆ ไม่สามารถส่งข้อมูลได้ ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีการหยุดการสะท้อนกลับไปกลับมาของสายสัญญาณนี้หลังจากที่ข้อมูลได้ส่งถึงที่หมายเรียบร้อย

ตัวเทอร์มิเนเตอร์ (Terminater) จะทำหน้าที่ดูดกลืนสัญญาณเพื่อไม่ให้สะท้อนกลับ และจะถูกติดไว้ที่ปลายสัญญาณ การดูดกลืนสัญญาณนี้จะทำให้สัญญาณว่าง และพร้อมสำหรับการส่งข้อมูลอีกที่ปลายทั้งสองข้างของสายสัญญาณจะต้องเสียบเข้ากับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่น เน็ตเวิร์คการ์ด หรือตัวเชื่อมต่อ ที่ใช้ในการเชื่อมต่อสายสัญญาณให้มีระยะยาวขึ้น ปลายที่ไม่ได้เสียบเข้ากับอุปกรณ์จะต้องติดตัวเทอร์มิเนเตอร์เพื่อป้องกันการสะท้อนกลับของสัญญาณ

 

การรบกวนการสือสารข้อมูลของเครือข่าย

เมื่อเกิดสายสัญญาณขาด ณ จุดใดจุดหนึ่ง หรือมีการถอดปลายสายออกจากเครื่องคอมพิวเตอร์ซึ่งจะทำให้สายสัญญาณ ณ จุดนั้นไม่มีตัวเทอร์มิเนเตอร์ อันเป็นเหตุให้สัญญาณสะท้อนกลับ ซึ่งจะไปรบกวนสัญญาณเดิม และทำให้ข้อมูลนั้นเสียไป สัญญาณนี้ก็จะสะท้อนกลับไปกลับมาซึ่งทำให้ไม่สามารถส่งข้อมูลใหม่ได้ นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เครือข่ายประเภทนี้ล่ม

 

ความสามารถในการขยายเครือข่าย

เมื่อต้องการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ใหม่เข้ากับเครือข่าย จำเป็นต้องใช้สายสัญญาณที่ยาวขึ้น สายสัญญาณที่ใช้ในโทโปโลยีแบบบัสนี้สามารถต่อให้ยาวขึ้นโดย 2 วิธี ดังนี้

= ใช้หัวเชื่อมต่อซึ่งเรียกว่า “barrel connector “ เชื่อมต่อสายสัญญาณสองเส้นซึ่งจะทำให้สายสัญญาณยาวขึ้น อย่างไรก็ตามการใช้หัวเชื่อมต่อนี้จะลดกำลังของสัญญาณ ฉะนั้นควรหลีกเลี่ยงการใช้หัวเชื่อมต่อให้มากที่สุด การใช้สายสัญญาณที่ยาวเส้นเดียวจะดีกว่าการใช้สายสัญญาณหลายๆ เส้นเชื่อมต่อกันให้ยาวขึ้น การใช้หัวเชื่อมต่อหลายที่อาจจะทำให้สัญญาณลดทอนลงไป ซึ่งอาจมีผลทำให้ได้รับข้อมูลไม่ถูกต้อง

= ใช้อุปกรณ์ทวนสัญญาณ หรือ repeater อุปกรณ์ตัวนี้จะใช้ในการเชื่อมต่อสายสัญญาณให้ยาวขึ้น และในขณะเดียวกันก็เพิ่มกำลังให้กับสัญญาณด้วย

โทโปโลยีแบบดวงดาว (Star Topology)

สำหรับโทโปโลยีแบบดวงดาว (Star Topology) นี้ คอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องจะเชื่อมต่อด้วยสายสัญญาณเข้ากับอุปกรณ์รวมศูนย์ที่เรียกว่า “ ฮับ” โดยการเชื่อมต่อแบบดวงดาวคือ เมื่อคอมพิวเตอร์เครื่องใดจะส่งข้อมูลก็จะส่งไปที่ฮับก่อน แล้วฮับจะทำหน้าที่กระจายข้อมูลไปยังทุกเครื่องที่เชื่อมเข้ากับฮับ การต่อแบบนี้เริ่มใช้ในสมัยแรกๆ โดยการเชื่อมต่อเทอร์มิเนเตอร์กับเครี่องเมนเฟรม

 

การเชื่อมต่อแบบนี้มีข้อดี คือ การรวมศูนย์เพื่อการบริหารทรัพยากร อย่างไรก็ตามการเชื่อมต่อแบบนี้จะสิ้นเปลืองสายสัญญาณมาก เนื่องจากทุกเครื่องต้องใช้สายสัญญาณเชื่อมต่อเข้ากับฮับ และอีกอย่างหนึ่งถ้าหากอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางรับส่งข้อมูลหยุดทำงาน ระบบเครือข่ายก็จะล่มทันที แต่อย่างน้อยก็รู้สาเหตุ ข้อดีอีกอย่างของโทโปโลยีแบบนี้ คือ ถ้าสายสัญญาณขาด เฉพาะเครื่องที่ใช้สายสัญญาณนั้นเท่านั้นที่ไม่สามารถใช้เครือข่ายได้ ส่วนเครื่องอื่นๆ ยังใช้เครือข่ายได้เช่นเดิม เนื่องจากฮับจะทำหน้าที่เป็นตัวสิ้นสุดสัญญาณโดยอัตโนมัติเมื่อสายขาด การเชื่อมต่อแบบนี้จะเป็นที่นิยมมากในปัจจุบัน เนื่องจากอีเธอร์เน็ตซึ่งกลายเป็นที่นิยมมากในปัจจุบันก็ใช้การเชื่อมต่อหรือโทโปโลยีแบบดวงดาว

 

โทโปโลยีแบบวงแหวน (Ring Topology)

โทโปโลยีแบบวงแหวนนี้จะใช้สายสัญญาณเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์เป็นห่วงหรือวงแหวน การเชื่อมต่อแบบนี้สัญญาณจะเดินทางเป็นวงกลมในทิศทางเดียว และจะวิ่งผ่านคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่อง ซึ่งจะทำหน้าที่ทวนสัญญาณไปในตัวแล้วส่งผ่านไปเครื่องถัดไป ซึ่งถ้าคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งเครื่องใดหยุดทำงานก็จะทำให้ระบบเครือข่ายล่มเช่นกัน

 

การส่งต่อโทเคน (Token Passing)

วิธีที่จะส่งข้อมูลในโทโปโลยีแบบวงแหวนเรียกว่าการส่งต่อโทเคน โทเคนเป็นข้อมูลพิเศษที่ส่งผ่านในเครือข่ายแบบวงแหวน แต่ละเครือข่ายจะมีเพียงโทเคนเดียวเท่านั้น โทเคนนี้จะส่งต่อกันไปเรื่อยๆ สำหรับเครื่องที่ต้องการส่งข้อมูลเมื่อได้รับโทเคนแล้วก็จะมีสิทธิ์ที่จะส่งข้อมูล การส่งข้อมูลก็ทำได้โดยใส่ที่อยู่ของเครื่องรับไว้ในข้อมูลแล้วส่งต่อๆ กันไป เมื่อข้อมูลมาถึงเครื่องปลายทาง หรือเครื่องที่มีที่อยู่ตรงกับที่ระบุในเฟรมข้อมูล เครื่องนั้นก็จะนำข้อมูลไปโพรเซสส์ และส่งเฟรมข้อมูลตอบรับกลับไปยังเครื่องส่งเพื่อบอกให้ทราบว่าได้รับข้อมูลเรียบร้อยแล้ว เมื่อเครื่องส่งได้รับการตอบรับแล้ว ก็จะส่งผ่านโทเคนต่อไปยังเครื่องถัดไป เพื่อเครื่องอื่นจะได้มีโอกาสส่งข้อมูลบ้าง

 

โทโปโลยีแบบเมซ (Mesh Topology)

โทโปโลยีเมซคือ การเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์แบบสมบูรณ์ กล่าวคือ คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องในเครือข่ายจะเชื่อมต่อถึงกันหมดโดยใช้สายสัญญาณทุกการเชื่อต่อ วิธีการนี้จะเป็นการสำรองเส้นทางเดินทางข้อมูลได้เป็นอย่างดี เช่น ถ้าสายสัญญาณเส้นใดเส้นหนึ่งขาด ก็ยังมีเส้นทางอื่นที่สามารถส่งข้อมูลได้ นอกจากนี้ยังเป็นระบบที่มีความเชื่อถือได้สูง แต่ข้อเสียก็คือ เครือข่ายแบบนิ้จะใช้สัญญาณมาก ดังนั้น ค่าใช้จ่ายในการติดตั้งระบบก็เพิ่มขึ้น

ในการเชื่อมต่อจริงๆ นั้นการเชื่อมต่อแบบเมซนั้นมีการใช้งานน้อยมาก เนื่องจากข้อเสียก็คือการเชื่อมต่อหลายจุด แต่เนื่องจากข้อดีของการเชื่อมต่อแบบเมซคือ การมีเส้นทางสำรองข้อมูล จึงได้มีการประยุกต์ใช้การเชื่อมต่อแบบเมซบางส่วน หรือการเชื่อมต่อแบบเมซที่ไม่สมบูรณ์ กล่าวคือ จะเชื่อมต่อเฉพาะสิ่งที่จำเป็นหรือสำคัญเท่านั้น

 

เทคโนโลยีเครือข่ายท้องถิ่น

โทโปโลยีของเครือข่ายท้องถิ่น ลักษณะการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ในเครือข่ายเท่านั้น ไม่ใช่เทคโนโลยีเครือข่ายท้องถิ่น ในการสร้างเครือข่ายท้องถิ่นนั้นต้องคำนึงถึงองค์ประกอบอื่นๆ เช่น โปรโตคอบที่ใช้ในการรับส่งข้อมูล สายสัญญาณที่ใช้ และอุปกรณ์เครือข่ายที่จำเป็น โทโปโลยีเครือข่ายท้องถิ่นที่สำคัญ เช่น อีเธอร์เน็ต โทเคนริง FDDI และเครือข่ายท้องถิ่นแบบไร้สาย เป็นต้น ซึ่งบางเทคโนโลยีก็เป็นที่นิยมในปัจจุบัน บางเทคโนโลยีก็กำลังล้าสมัย

 

FDDI

FDDI (Fiber Distribution Data Interface) เป็นเครือข่ายแบบส่งผ่านโทเคน (Token Passing) และมีแบนด์วิธที่ 100 Mbps โดยใช้สายใยแก้วนำแสงต่อสถานีเป็นวงแหวนสองวง ส่วนใหญ่จะใช้ FDDI เป็น แบ็คโบนของเครือข่ายเนื่องจากแบนด์วิธที่สูง และสามารถเชื่อมต่อสถานีได้ไกลกว่าสายทองแดงมาก ล่าสุดได้มีการพัฒนา CDDI (Copper Distribution Data Interface) โดยใช้สายคู่เกลียวบิดแทนสายใยแก้วนำแสงแต่ยังคงใช้โปรโตคอลของ FDDI

FDDI จะใช้สายสัญญาณเชื่อมต่อสถานีเป็นวงแหวนสองวง โดยทิศทางการไหบลของข้อมูลในวงแหวนทั้งสองจะตรงกันข้ามกัน วงแหวนวงหนึ่งจะทำหน้าที่เป็นเส้นทางหลักในการรับส่งข้อมูล ส่วนวงที่สองจะเป็นเส้นทางสำรอง การที่ออกแบบ FDDI ให้มีแบบนี้ก็เพื่อเพิ่มความเชื่อถือได้และความแข็งแรงให้กับเครือข่าย

FDDI พัฒนาโดย ANSA (American National Standard Institute) เมื่อตอนประมาณกลางทศวรรษ 1980 ในช่วงนี้นเวิร์คสเตชันแบบไคลเอนท์เซิร์ฟเวอร์เร่อมใช้แบนด์วิธเครือข่ายามขึ้น ดังนั้นจึงมีความต้องการที่จะใช้สายสัญญาณประเภทใหม่เพื่อรองรับอัตราข้อมูลได้มากกว่า ในขณะเดียวแอพพลิเคชันบางตัวต้องการความน่าเชื่อถือได้ในเครือข่าย และยังมีความต้องการการให้ความสำคัญกับเซิร์ฟเวอร์ที่สำคัญ จุดประสงค์ของการพัฒนา FDDI เพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้นั้นเอง เมื่อ ANSI พัฒนา FDDI เสร็จได้เสนอมาตรฐานนี้แก่ ISO เพื่อทำให้เป็นมาตรฐานนานาชาติต่อไป

 

สายสัญญาณของ FDDI

เครือข่าย FDDI จะใช้สายไฟเบอร์เป็นสายสัยญาณหลัก แต่ก็มีมาตรฐานที่ใช้สาย UTP แทนซึ่งจะเรียกเครือข่ายนี้ว่า CDDI ดังที่กล่าวข้างต้น สายไฟเบอร์จะมีข้อได้เปรียบสาย UTP อยู่หลายประการ เช่น ความปลอดภัย ความเชื่อถือได้ และประสิทธิภาพที่เหนือกว่าในการรับส่งข้อมูล สายสัญญาณที่ส่งด้วยสัญญาณไฟฟ้า ( สายทองแดง) สามารถดูข้อมูลในสายได้โดยแค่เชื่อมต่อกับสายนั้น แต่การเชื่อมต่อกับสายไฟเบอร์จะทำได้ยากมาก อีกอย่างสายข้อมูลที่ส่งในสายไฟเบอร์จะไม่ถูกรบกวนจากคลื่นแม่เหล็กได้ โดยทั่วไปแล้วสายไฟเบอร์จะมีประสิทธิภาพในการส่งข้อมูลดีกว่า และได้ระยะทางที่ไกลกว่าสาย UTP มาก เช่น ถ้าใช้สายไฟเบอร์แบบมัลติโหมดจะส่งข้อมูลได้ไกลถึง 2 กิโลเมตร และจะยิ่งไกลกว่าถ้าใช้สายแบบซิงเกิลโหมด ส่วนสาย UTP จะส่งสัญญาณได้ไกลสุดแค่ 100 เมตรเท่านั้น

 

มาตรฐาน FDDI

โปรโตคอลนี้จะอยู่ในชั้นฟิสิคอลเลเยอร์ และ ดาต้าลิงค์เลเยอร์ของแบบอ้างอิง OSI เท่านั้น FDDI จะแบ่งโปรโตคอลออกเป็น 4 ส่วน ซึ่งเมื่อทำงานร่วมกันทำให้โปรโตคอลที่อยู่เหนือกว่า เช่น TCP/IP สามารถส่งผ่านข้อมูลไปบนสายไฟเบอร์ได้ ข้อกำหนด 4 อย่างของ FDDI คือ

= MAS (Media Access Control) ในส่วนนี้จะกำหนดเกี่ยวกับการเข้าถึงสื่อกลางรับส่งข้อมูล และรวมถึงรูปแบบของเฟรมข้อมูล การจัดการเกี่ยวกับโทเคน ที่อยู่ วิธีการคำนวณค่าตรวจสอบข้อผิดพลาดของข้อมูล และกลไกเกี่ยวกับการกู้คืนข้อมูลที่เกิดข้อผิดพลาด

= PHY (Physical Layer Protocol) ในส่วนนี้จะกำหนดเกี่ยวกับขั้นตอนการเข้ารหัสข้อมูล สัญญาณนาฬิกา และการจัดเฟรมข้อมูล

= PMD (Physical Medium Dependent) จะกำหนดเกี่ยวกับคุณสมบัติสายสัญญาณที่ใช้ ซึ่งจะรวมถึงสายไฟเบอร์ ระดับกำลังของสัญญาณ อัตรการเกิดข้อผิดพลาด ส่วนต่างๆ ของไฟเบอร์ และหัวเชื่อมต่อที่ใช้

= SMT (Station Management) จะกำหนดเกี่ยวกับลักษณะการเชื่อมต่อกันของแต่ละสถานี ข้อกำหนดเกี่ยวกับการควบคุมสถานีที่เขื่อต่อเข้ากับวงแหวน เช่น การเพิ่มสถานี การนำสถานีออกจากเครือข่าย การแยกจุดเสียและการกู้คือน การกำหนดค่าเกี่ยวกับเวลาและการเก็บค่าสถิติต่างๆ

 

ประเภทของสถานี

ลักษณะเฉพาะตัวอย่างหนึ่งของ FDDI คือ มีหลายวิธีที่สามารถเชื่อมต่อสถานีเข้ากับเครือข่าย FDDI ได้ โดยสามารถแบ่งสถานีที่เชื่อมต่อเข้ากับเครือข่ายและสายสัญญาณ

= SAS (Single Attachment Station) สถานีประเภทนี้เป็นสถานีที่เชื่อมต่อเข้ากับเครือข่ายวงแหวนเดียว โดยเชื่อมผ่านตัวเชื่อมต่อ หรือคอนเซ้นเตรเตอร์ ข้อดีของการเชื่อมต่อแบบนี้ก็คือ สถานะของสถานีนี้จะไม่มีผลต่อการทำงานของเครือข่าย กล่าวคือ ไม่วาสถานีประเททนี้จะเสียหรือปิดเครื่องก็ไม่มีผลอย่างไร หน้าที่ต่างๆ จะรับผิดชอบโดยคอนเน็กเตอร์นั้นเอง

= DAS (Data Attachment Station) จะเชื่อมต่อเข้ากับข่ายทั้งสองวงแหวน ซึ่งจุดเชื่อมต่อทั้งสองจะเรียกว่า พอร์ต A และ B สถานีประเภทนี้จะมีผลต่อการทำงานของเครือข่ายถ้ามีการเปลี่ยนแปลง เช่นการปิดเครื่อง หรือเครื่องหยุดทำงาน

= DAC (Dual Attachment Concentrator) จะเป็นอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อเข้ากับวงแหวนหลักและสำรอง ทำหน้าที่แทน SAS ในการรับส่งข้อมูลผ่านเครือข่าย ทำให้การทำงานของ SAS ไม่มีผลต่อระบบทั้งหมด DAC จะมีประโยชน์เมื่อใช้ในการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ เช่น PC ที่ต้องเปิด ปิด บ่อยๆ

 

Home

About Us

 

 

 

 

 

 

 

Hosted by www.Geocities.ws

1