ในศตวรรษที่ 15 ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในวงการดาราศาสตร์ซึ่งเป็นการเริ่มต้น ในยุคที่เราเรียกว่า                          ยุคฟื้นฟูวิทยาการ นักดาราศาสตร์ที่ทำให้ความเชื่อในสมัยก่อนคือการที่ Copernicus ได้ประกาศให้ชาวโลกรู้ว่า ความ เชื่อของ Ptolemy ที่เชื่อว่าโลกเป็นศูนย์กลางของจักรวาล     มีดาวดวงอื่นๆ หมุนรอบนั้น เป็นความเชื่อที่ผิด เขาเสนอ ว่าแท้จริงแล้วในจักรวาลนั้น มีดวง  อาทิตย์เป็นศูนย์กลางมีดาวเคราะห์และดาวอื่นๆ หมุนรอบดวงอาทิตย์ในลักษณะเป็น ทรงกลม     การที่ Copernicus เสนอแนวคิดเช่นนี้  นับว่าเป็นอันตรายต่อเขาอย่างมาก และได้ตี  พิมพ์ผลงานออกมา และเพิ่งมาตีพิมพ์ในปี ค.ศ.1543 ซึ่งเป็นปีที่เขาตายพอดี  ต่อมานัก ดาราศาสตร์ชาวเดนมาร์ก ชื่อ Tycho Brahe ก็ไม่ถูกต้องเลยทีเดียว เพราะดาวเคราะห์ ที่หมุนรอบดวงอาทิตย์นั้น ไม่ได้หมุนรอบเป็นวงกลม แต่หมุนในลักษณะเป็น วงรี นั่นหมาย                ความว่าบางครั้งดาวก็หมุนมาใกล้ดวงอาทิตย์และบางครั้งก็หมุนไกลออกไป เมื่อดาวเคราะห์            หมุนมาใกล ดวงอาทิตย์มาก มันจะเคลื่อนที่เร็วกว่าขณะที่อยู่ไกลและ Kepler ยังได้ค้น พบระยะห่างจากดาวเคราะห์ต่างๆ ไปยัง ดวงอาทิตย์ด้วย ซึ่งเป็นการค้นพบที่สำคัญมาก

     ในศตวรรษที่ 17 Isaac Newton  นักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ชาวอังกฤษ  ได้ค้น พบกฎแห่งความโน้มถ่วง ซึ่งได้อธิบายว่าสสารทุกชนิดในจักรวาลนี้ ต่างก็ดึงดูดซึ่งกันและ กันสสารจะมีพลังงานมากหรือน้อยเพียงไรนั้น ขึ้น อยู่กับขนาดของวัตถุนั้นๆ ถ้ามีเวลามาก พลังก็จะมากตามไปด้วยกฎนี้เองที่ใช้อธิบายว่า ทำไมดาวเคราะห์ จึงหมุนรอบ ดวงอาทิตย์ ทำไมดวงจันทร์จึงหมุนรอบโลก และในศตวรรษนี้เอง ก็ได้มีการประดิษฐ์กล้องโทรทรรศน์          ขึ้นมาใช้ประโยชน์ทางดาราศาสตร์เป็นครั้งแรก โดยช่างประกอบแว่นตา ชาวดัชปีต่อมา                 กาลิเลโอ ก็ได้ประดิษฐ์กล้องโทรทัศน์ขึ้นมา อีกนับว่ามีประโยชน์มหาศาลต่อวงการดาราศาสตร์ กาลิเลโอ ทำให้เราทราบว่า บนดวงจันทร์นั้นมีหลุมอุกกาบาตมีภูเขา มีจุดดับบน                    ดวงอาทิตย์ พบว่าดาวพฤหัสมีดวงจันทร์ เป็นบริวาร 4 ดวง และในศตวรรษนี้เอง ก็ได้ค้น        พบวงแหวนของ ดาราศาสตร์ด้วย

 

 

     ศตวรรษที่ 18, 19, 20 ได้มีการศึกษาทางด้านดาราศาสตร์กันอย่างกว้างขวาง และ   ได้ค้นพบสิ่งใหม่ๆ มากมาย เช่นการค้นพบดาวยูเรนัสในปี ค.ศ. 1781 โดย William      Herschel นอกจากนี้นักดาราศาสตร์คนนี้ ยังได้คำ นวณขนาดของระบบสุริยะ ของกาแลคซี่ และการเคลื่อนที่ของดาวในอวกาศซึ่งเป็นประโยชน์ต่อดาราศาตร์ในปัจจุบัน มาก จวบจนถึงยุคปัจจุบันนี้เริ่มเมื่อ Bessel นักดาราศาสตร์ชาวเยอรมัน ได้คำนวณระยะ ทางไปยังดวงดาวต่างๆโดย วิธีการใช้หลักการเคลื่อนที่อของวัตถุ ในปี ค.ศ.1846 ได้มี การค้นพบดาวเนปจูน โดยใช้กฎแรงโน้มถ่วงของนิวตัน

 

     ต่อมานักดาราศาสตร์ก็มีการขยายสาขาต่างๆ ออกไปอีกมากมาย มีการใช้หลักวิทยา ศาสตร์สมัยใหม่เข้ามาช่วยศึก ษาทางด้านดาราศาสตร์มีการประดิษฐ์กล้องโทรทรรศน์ ขนาด  100 นิ้ว ในอเมริกา และมีการค้นพบสิ่งท้าทายอื่นๆ อีก มากมาย ความลี้ลับในจักรวาล จะได้รับการเปิดเผยไปเรื่อยๆ ตราบที่มนุษย์ไม่สิ้นสุดการแสวงหากัน  

 

กล้องโทรทรรศน์ (Telescope) 

 

มนุษย์ได้สนใจปรากฎการณ์บนท้องฟ้ามาเป็นเวลานานกว่า 3,000 ปี ก่อนคริสตกาลแล้วมนุษย์ได้ใช้ประโยชน์ จากการเปลี่ยนแปลงของปรากฎการณ์                  ในท้องฟ้ากำหนดวัน เดือน ปี และฤดูกาลต่างๆ แต่การศึกษาของมนุษย์สมัยนั้น ยังมีอุปกรณ์และเครื่องมือไม่มากนัก จึงอาศัยความเชื่อและจินตนาการอธิบาย ปรากฎการณ์ต่างๆ บนท้องฟ้า มนุษย์ใน สมัยโบราณจึงเชื่อว่า บนท้องฟ้านั้นเป็น ที่อยู่อาศัยของพระเจ้าที่ปกครองคนบนโลกอีกต่อหนึ่ง ความเชื่อเหล่านั้นปรากฎออก มาเป็นตำนานหรือเทพนิยายต่างๆ มากมาย
 
     ดาราศาสตร์ได้รับการพัฒนาการมากในช่วง 700 ปีก่อนคริสตกาล ถึง ค.ศ. 200  เช่น Thales เชื่อว่าจักรวาล มีลักษณะเป็นทรงกลม Aristotle บอกว่าโลกไม่ได้แบน แต่มีลักษณะเป็นทรงกลม  Eratosthenes สามารถวัดเส้นรอบวงของโลกได้           Hippachus บอกว่าแกนของโลกไม่ได้อยู่กับที่ แต่เปลี่ยนแปลงตำแหน่งไปเรื่อยในจักรวาล ในศตวรรษที่ 2 Ptolemy ได้พิมพ์หนังสือชื่อ Almagest ซึ่งได้      เสนอว่า โลกเป็นศูนย์กลางของจักรวาล มีดวงอาทิตย์และดาวเคราะห์อื่นๆ หมุนรอบ ดาวที่เห็นอยู่บนท้องฟ้าจะอยู่กับที่บนทรงกลมของจักรวาล  หลังจากยุค Ptolemy แล้วการศึกษาด้านดาราศาสตร์ได้หยุดชะงักไปหลายศตวรรษ จนกระทั่งชาวอาราเบียน          ได้มีการศึกษาดารา ศาสตร์ต่อ ซึ่งมีประโยชน์ต่อวงการดาราศาสตร์มาก ไม่ว่าจะ เป็นการ    วัดตำแหน่งของดาว ความสว่างของดาว ล้วนเป็น ผลงานของชาวอาราเบียน แทบทั้งสิ้น และเราก็ได้ใช้ประโยชน์จนถึงทุกวันนี้
 
         ภาพลูกโลกตามความคิดในคริสต์ศตวรรษที่ 16

 

   


Hosted by www.Geocities.ws

1