| Home
| |
|||||||||||||||||
|
ข้อปฏิบัติในทางสมาธิภาวนา ให้นั่งคุกเข่าประนมมือด้วยความตั้งใจ นอบน้อม ถึงพระรัตนตรัยแล้วเปล่งวาจาดังต่อไปนี้ อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา, พุทธัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ (กราบลงหนหนึ่ง นี้ไหว้พระพุทธ) สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม, ธัมมัง นะมัสสามิ (กราบลงหนหนึ่ง นี้ไหว้พระธรรม) สุปฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกสังโฆ สังฆัง นะมามิ (กราบลงหนหนึ่ง นี้ไหว้พระสงฆ์) นโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (3 หน) พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ ทุติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ทุติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ ทุติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ ตะติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ตะติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ ตะติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ |
|
||||||||||||||||
|
ต่อนั้น ให้อธิษฐานใจถึงพระไตรสรณคมน์ให้มั่นก่อนว่าข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้าองค์อรหันต์ผู้ละกิเลสขาด จากสันดานกับพระธรรมเจ้า กล่าวคือคำสอนของพระองค์ที่เป็นปริยัติธรรม ปฏิบัติธรรม ปฏิเวธธรรม กับพระสังฆเจ้า กล่าวคือ พระโสดา พระ สกิทาคา พระอนาคามีพระอรหันต์ว่าเป็นสรณะที่พึ่ง ที่ระลึกนับถือของข้าพเจ้าตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ตราบเท่าชีวิตของข้าพเจ้านี้แล รัตตะนัตตะเย ปะมาเทนะ ทวาระตะเย นะกะตัง สัพพัง ขะมะถะ เม ภันเต วันทามิ ภันเต เจติยัง สัพพัง สัพพัตถะ ฐาเน สุปะติฏิฐิตัง สารีริกะธาตุ มะหาโพธิง พุทธะ รูปัง สักการัง ตัตถะ อะหัง วันทามิ ธาตุโย อะหัง วันทามิ ธาตุโย อิจเจตัง รัตตะนัตตะยัง อะหัง วันทามิ สัพพะทา พุทธะปูชา มะหาเตชะวันโต ธัมมะปูชา มะหัปปัญโญ สังฆะปูชา มะหาโภคาวะโห พุทธัง ชีวิตัง ยาวะนิพพานัง สะระณัง คัจฉามิ ธัมมัง ชีวิตัง ยาวะนิพพานัง สะระณัง คัจฉามิ สังฆัง ชีวิตัง ยาวะนิพพานัง สะระณัง คัจฉามิ คำอธิษฐานถวายตัว 1. พุทธัง ชีวิตัง ยาวะนิพพานัง สะระณัง คัจฉามิ, ไฟในร่างกายของข้าพเจ้า (บอกชื่อตัว) ขอถวายแด่พระพุทธเจ้า เข้าถึงพระนิพพาน ศัตรู มาร กรรม เวร อย่ามีมาผจญ เดชะพระกุศลจงมาบังเกิดสิ่งที่เป็นบุญเป็นกุศลให้เจริญรุ่งเรือง มีทรัพย์สินมหาศาลเป็นทาน ธาระณะ ทำความสำเร็จกิจที่ตั้งใจมหัศจรรย์เหนือมนุษย์ทั้งปวง. 2. ธัมมัง ชีวิตัง ยาวะนิพพานัง สะระณัง คัจฉามิ, ลมที่ข้าพเจ้าหายใจเข้าออกทรงไว้ซึ่งกาย (บอกชื่อตัว) ขอถวายแด่พระธรรมเจ้า เข้าถึงพระนิพพาน ทุกข์ วิตก เศร้าหมอง อย่ามีมาผจญ เดชะพระกุศลจ งมาบังเกิดสิ่งที่เป็นบุญเป็นกุศล ให้เจริญรุ่งเรืองมีทรัพย์สิน มหาศาล เป็นทานธาระณะ ทำการงานสำเร็จมหัศจรรย์เหนือมนุษย์ทั้งปวง. 3. สังฆัง ชีวิตัง ยาวะนิพพานัง สะระณัง คัจฉามิ, อนาคตปัจจุบันของข้าพเจ้า (บอกชื่อตัว) ขอถวายแด่พระสังฆะเจ้า พระอริยะสังฆะเจ้า เข้าถึงพระนิพพาน บาปทั้งหลาย กรรมทั้งหลายเวรทั้งหลาย ศัตรูทั้งหลาย อย่ามีมาผจญ เดชะพระกุศล จงมาบังเกิดสิ่งที่เป็น บุญเป็นกุศล ตั้งแต่วันนี้ให้เจริญรุ่งเรือง มีทรัพย์สินมหาศาล เป็นทานธาระณะ ตั้งใจทำอันใด ให้สมปรารถนา มหัศจรรย์เหนือมนุษย์ทั้งปวง. 4. อุกาสะ อุกาสะ ข้าพเจ้า (บอกชื่อตัว) ขออัญเชิญเทพยดาทั้งหลาย สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ที่มีจริงถึงสิบหกชั้นฟ้า สุราลัย ตลอดจนกระทั่งภูเขาเลากาภูมิสถานวัดวาอาราม ที่อยู่ของข้าพเจ้า ล้วนตนดีมีวิเศษมาประจำจงปกปัก พิทักษ์รักษาโพยภัยอันตรายใดๆ ภายนอกภายในขอขัณฑะสันดาน ของข้าพเจ้า (บอกชื่อตัว) ปรารถนางาน เงิน เกียรติยศ ชื่อเสียงอันหนึ่งอันใดที่ข้าพเจ้าต้องการ สิ่งนั้นๆ อย่าขัดข้องในใจ ให้ความ ปรารถนา ทุกสิ่ง ทุกอย่าง ทุกประการ ตั้งแต่วันนี้ สุโข โหมิ. เมื่อทำความบริสุทธิ์ของตนด้วยกาย วาจา ใจ ต่อคุณพระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระสังฆเจ้า แล้วกราบลง 3 หนแล้วจึงค่อยนั่งราบลงประนมมือไหว้ ทำใจให้เที่ยง แล้วเจริญพรหมวิหาร 4 ถ้าแผ่ไปไม่เจาะจงเรียกว่า อัปปมัญญา พรหมวิหาร ว่าโดยคำบาลีย่อๆ ให้สะดวกแก่ผู้จำยากก่อน ดังนี้ เมตฺตา คือ จิตคิดเมตตารักใคร่ ปรารถนาให้ตนและสัตว์ทั้งหลายเป็นสุขทั่วหน้ากัน กรุณา คือ จิตคิดกรุณาเอ็นดู สงสาร ตนและคนอื่น มุทิตา คือ จิตอ่อนน้อม พลอยยินดีในกุศลของตนและคนอื่น อุเปกฺขา คือ จิตคิดวางเฉย ในสิ่งที่ควรปล่อยวาง ต่อนี้ให้นั่งขัดสมาธิ เอาขาขวาทับขาซ้าย มือขวาทับมือซ้ายตั้งกายให้ตรง ดำรงสติให้มั่นอย่าให้ฟั่นเฟือนประ นมมือไหว้แล้วระลึกถึงคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แต่ในใจว่าพุทโธ เมนาโถ พระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งของ ข้าพเจ้า, ธัมโม เม นาโถ พระธรรมเป็นที่พึ่งของข้าพเจ้า สังโฆ เม นาโถ พระสงฆ์เป็นที่พึ่งของข้าพเจ้า แล้วว่าซ้ำอีกว่า พุทโธๆ ธัมโมๆ สังโฆๆ แล้วปล่อยมือลงข้าง หน้าบริกรรมภาวนาแต่คำเดียวว่าพุทโธ 3 หนต่อจากนี้ให้นึกถึงลมหายใจเข้าออกคือ ให้นับลมเป็นคู่ๆ ดังนี้ พุท ลมเข้า โธ ลมออก อย่างนี้ไปจนถึง 10 ครั้ง แล้วให้ตั้งต้นใหม ่อีกดังนี้คือ ลมเข้า พุทโธ หนึ่ง ลมออก พุทโธ หนหนึ่ง ภาวนาอย่างนี้ไปจนถึง 7 หน แล้วให้ตั้งต้นใหม่อีกดังนี้ คือ ลมเข้า ลมออก ให้ภาวนา พุทโธ หนหนึ่ง ทำอย่าง นี้ไปจนถึง 5 หน แล้วให้ตั้งต้นใหม่อีกดังนี้ คือ ลมเข้าลมออกหนหนึ่ง ให้ภาวนา พุทโธ 3 คำ ทำอย่างนี้ไปจนครบ 3 วาระของลม เข้าและลมออก ต่อนั้นให้บริกรรมแต่ พุทโธ คำเดียวไม่ต้องนับ ลมอีกต่อไป ปล่อยลมตามสบาย ทำใจให้นิ่งๆ ไว้ที่ลมหายใจเข้าออกที่มีใน ช่องจมูก เมื่อลมออกอย่าส่งจิต ออกตามลมเมื่อลมเข้าอย่าส่งจิตเข้าตามลม ทำความรู้สึกอย่างกว้างขวางเบิกบาน แต่อย่าสะกดจิตให้มากเกินไป ให้ทำใจสบายๆ เหมือน เราหายใจออกไปในอากาศโปร่งฉะนั้นเมื่อทำจิตนิ่ง สงบในขั้นนี้แล้วให้หยุดคำภาวนาพุทโธนั้นเสีย กำหนดความรู้สึกไว้เฉพาะลมหายใจ ฐานที่ 1 ให้ตั้งจิตไว้ที่จมูก แล้วค่อยเคลื่อนไปกลางหน้าผากอันเป็น ฐานที่ 2 ทำความรู้สึกอย่างกว้างขวางทำจิตให้นิ่งไว้ที่หน้าผากแล้วกลับมาที่จมูกให้เพ่งขึ้นเพ่งลงใน ระหว่างจมูกกับ หน้าผากราวกับคนขึ้นบนภูเขากระนั้นทำให้ได้สัก 7 เที่ยวแล้วก็นิ่งไว้ที่หน้าผาก อย่าให้ จิตลงมาที่จมูกอีกต่อนั้นให้ตามเข้าไปใน ฐานที่ 3 คือ กลางกระหม่อมข้างนอก แล้วหยุดอยู่กลางกระหม่อม ทำความรู้สึกอย่างกว้างขวาง สูดลมในอากาศเข้า ไปในศรีษะกระจายลม ครู่หนึ่งจึงกลับลงมาที่หน้าผากกลับไปกลับมาในระหว่างหน้า ผากกับกลางกระหม่อม อยู่เช่นนี้สัก 1 เที่ยวแล้วก็นิ่งอยู่กลางกระหม่อมตามเข้าไปใน ฐานที่ 4 อีก คือ ลงในสมองที่กลางกระโหลกศรีษะให้นิ่งอยู่สักครู่หนึ่งจึงเลื่อนจิตให้ออกไปที่กลาง กระหม่อมข้างนอกกลับไปกลับมาติดต่อกันในระหว่างกลางสมองกับกลางกระหม่อมข้างนอก แล้วก็นิ่งอยู่ที่ สมองทำความรู้สึกให้กว้างขวางกระจายลมอันละเอียดจากสมองให้ลงไปเบื้องต่ำ เมื่อทำจิตมาถึงตอนนี้แล้ว บางทีจะเกิดนิมิตของลมขึ้นเป็นต้นว่ารู้สึกขึ้นในศรีษะแลเห็นหรือรู้สึกให้เสียวๆ ให้เย็นๆ ร้อนๆ ให้เป็น ไอเป็นหมอกสลัวๆ ขึ้น บางทีก็มองเห็นกระโหลกศรีษะของตัวเองถึงอย่างนั้นก็อย่าให้เป็นเช่นนั้น ก็ให้สูด ลมหายใจเข้าไปยาวๆ ถึงหัวอก นิมิตเหล่านั้นก็จะหายไปทันที พระคาถาคลุมตัวหรือคุ้มครองตัว ในขณะนั่งสมาธิิิิฺฺิอิติปิโส วิเสเสอิ อิเสเส พุทธะนาเมอิ อิเมนา พุทธะตัง โสอิ อิโสตัง พุทธะปิติอิ ตะโจ พระพุทธเจ้ามาเป็นหนัง มังสัง พระธรรมเจ้ามาเป็นเนื้อ อัฐิ พระสังฆเจ้าจงมาเป็นกระดูก ตรีเพ็ชรคงคง อิสะวาสุ สุสะวาอิ สะวาสุอิ พุทธะปิติอิ. หมายเหตุ ให้ว่าคาถานี้ 3 จบ ก่อนนั่ง หลังจากไหว้พระเสร็จแล้ว มีข้อสงสัยติดต่อ |
|||||||||||||||||