| โรงเรียนสอนธุรกิจ
หน้าที่4 |
|
MLM
กับ แชร์ลูกโซ่ |
| ลักษณะการหาสมาชิกของธุรกิจ
MLM |
|
1.การหาสมาชิกจะเริ่มจากการแนะนำสินค้า
ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าอุปโภคบริโภคที่ใช้ในชีวิตประจำวัน
โดยจะแนะนำให้ผู้มุ่งหวังได้ทดลองใช้สินค้าหรือซื้อสินค้าไปใช้ก่อน
เช่น
อาจจะซื้อสินค้าจากผู้แนะนำหรือสมัครเป็นสมาชิกเพื่อซื้อสินค้าในรหัสของตัวเองเลยก็ได้
หลังจากซื้อสินค้ามาใช้เองแล้ว
ถ้าเกิดใช้แล้วชอบประทับใจในตัวสินค้าก็จะซื้ออีกเป็นครั้งที่สอง
หรือถ้าไปแนะนำให้คนอื่น
ๆ ไม่ว่าจะเป็นญาติ, เพื่อน
หรือคนรู้จักได้ใช้สินค้าเหมือนกันกับที่ตัวเองใช้อยู่ก็จะได้รับผลประโยชน์ตอบแทนจากทางบริษัท
เรียกว่า "ค่าคอมมิสชั่น"
หรืออาจจะเรียกวิธีการหาสมาชิกของธุรกิจ
MLM ง่าย ๆ ว่า "ใช้ดีแล้วบอกต่อ"
ซึ่งนั่นหมายถึง
ตัวสินค้าต้องเป็นสินค้าที่ดีและมีคุณภาพจริง
ๆ
ตัวสินค้าต้องสามารถขายตัวมันเองได้
และที่สำคัญสินค้าต้องราคายุติธรรมสมกับคุณภาพจึงจะสามารถหาสมาชิกได้ง่าย
อีกทั้งค่าสมัครเป็นสมาชิกของธุรกิจ
MLM จะไม่แพงจนเกินไป
คนทุกระดับสามารถสมัครเป็นสมาชิกได้
เพราะบริษัทที่ดำเนินธุรกิจ
MLM
ไม่มีความจำเป็นและไม่มีเหตุผลที่จะให้คนที่อยากจะซื้อสินค้ากับทางบริษัทต้องเสียเงินค่าสมัครแพง
ๆ เพราะบริษัท MLM
มีความต้องการที่จะขายสินค้ามากกว่าที่จะหากำไรจากค่าสมัครสมาชิก
จะสังเกตเห็นได้ว่าการเป็นสมาชิกของธุรกิจขายตรงจะไม่ยุ่งยาก
วุ่นวาย
จะไม่มีการแนะนำให้คนที่จะเป็นสมาชิกต้องนำเงินมาลงทุนครั้งละมาก
ๆ
หรือไม่มีการแนะนำให้ผู้มุ่งหวังไปกู้เงิน
ยืมเงิน
เพื่อมาสมัครเป็นสมาชิก
เพราะนั่นแสดงว่าบริษัทที่ทำอย่างนี้มีเจตนาที่จะระดมทุนหรือระดมเงิน
เพื่อนำมาหมุนเวียนภายในบริษัท
และนำเงินของสมาชิกใหม่มาจ่ายให้กับสมาชิกเก่าซึ่งผู้ที่เข้าสู่บริษัท
ลักษณะนี้มีอัตราการเสี่ยงสูงมาก
เพราะอาจจะไม่ได้เงินคืน
หรืออาจถูกหลอกลวงได้ง่าย
และในที่สุดก็จะหาสมาชิกไม่ได้เลย

2.
การดำเนินงานโดยทั่วไปของ
MLM
คนที่อยากจะมีรายได้จากธุรกิจ
MLM
จะเน้นเอากำไรจากการขายแต่เพียงอย่างเดียวไม่ได้
จะต้องรู้จักการหาคนเพื่อเข้ามาเป็นสมาชิกในทีมงานของตนเองด้วยเพื่อที่จะได้มีรายได้ที่ต่อเนื่องและมั่นคง
คนที่เข้าสู่ธุรกิจ MLM
จะมีอยู่หลายกลุ่มหลายประเภท
บางคนเข้ามาเพื่อเป็นเพียงผู้บริโภค
เพื่อซื้อสินค้าใช้
บางคนเข้ามาเพื่อทำเป็นงานอดิเรกมีรายได้เสริมบ้างเล็กน้อย
หรือบางคนเข้ามาเพื่อตั้งใจทำเป็นธุรกิจอย่างจริงจังเพื่อสร้างรายได้ให้กับตนเองและครอบครัว
ซึ่งเมื่อเข้าสู่ธุรกิจ MLM
แล้ว
การดำเนินงานพอจะอธิบายได้โดยสังเขป
ดังนี้
2.1. การขาย
คนที่เข้าสู่ธุรกิจขายตรงหลายชั้นหรือ
MLM
คงจะต้องเริ่มจากการขายหรือแนะนำตัวสินค้าให้ได้เสียก่อน
เพราะถือเป็นการเปิดประตูด่านแรกที่จะทำให้คนได้รู้จักกับบริษัทและได้รู้จักกับธุรกิจ
เพราะฉะนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่สมาชิกของธุรกิจขายตรงจะต้องพยายามศึกษาข้อมูล
และลักษณะเด่นต่าง ๆ
ของสินค้า
เพื่อที่จะแนะนำได้อย่างถูกต้อง
โดยยึดหลักจรรยาบรรณที่ว่า
ไม่ต้องพูดโอ้อวดสรรพคุณของสินค้าเกินความเป็นจริง
แต่คนที่อยากจะมีรายได้จากธุรกิจ
MLM
จะเน้นเอากำไรจากการขายแต่เพียงอย่างเดียวไม่ได้
จะต้องรู้จักการหาคนเพื่อเข้ามาเป็นสมาชิกในทีมงานของตนเองด้วย
เพื่อที่จะได้มีรายได้ที่ต่อเนื่องและมั่นคง
2.2 การขยายทีมงาน
การขยายทีมงานหรือการชวนคนถือเป็นงานที่ต้องทำมากที่สุดเพราะธุรกิจ
MLM รายได้ที่แท้จริง
จะอยู่ที่การแนะนำคนให้ใช้สินค้าและสมัครเป็นสมาชิก
เพราะฉะนั้นคนที่เข้าสู่ธุรกิจ
MLM
จะต้องพยายามชวนคนเข้าร่วมธุรกิจให้ได้มากที่สุดและแนะนำคนที่สมัครเป็นสมาชิกได้ใช้สินค้า
เพื่อที่ว่าหากใช้สินค้าแล้วชอบก็จะสามารถซื้อใช้เองได้ในรหัสของตัวเอง
และเมื่อไปแนะนำคนอื่น ๆ
ให้ได้ใช้สินค้าตนเองก็จะมีรายได้
ธุรกิจนี้จึงจะเกิดประสิทธิภาพสูงสุด
2.3
การบริหารสมาชิกในทีมงาน
ต้องรู้จักพัฒนาศักยภาพของตนเองและของสมาชิกในทีมงานด้วย
การพาสมาชิกเข้าประชุมเข้าร่วมอบรมกับทางบริษัทอย่างต่อเนื่อง
เพื่อทำความเข้าใจในตัวสินค้าและผลิตภัณฑ์
และรู้ถึงวิธีการที่นำพาทีมงานให้ประสบความสำเร็จ
ที่สำคัญต้องดูแลให้ทีมงานเกิดความรัก
ความสามัคคี และมีความสุข
มีรายได้ที่ดีจากการเข้าสู่ธุรกิจ
MLM
3. สินค้าในระบบขายตรง
โดยปกติสินค้าในระบบขายตรงที่ดีจะแยกแยะได้ชัดเจนจากธุรกิจแชร์ลูกโซ่
ซึ่งมีสินค้าเป็นเพียงเครื่องมือในการระดมเงิน
โดยสินค้าในธุรกิจหลอกลวงดังกล่าว
มีลักษณะ
1.
สรรพคุณของสินค้าจะเกินจริง
ส่วนใหญ่แล้วสินค้าในกลุ่มที่สรรพคุณเกินจริง
และขายได้ในราคาที่สูงมักจะใช้หมวดหมู่ของอาหารเพื่อสุขภาพเป็นเครื่องบังหน้า
หรือมีบางส่วนเป็นเครื่องสำอาง
เครื่องใช้เพื่อสุขภาพ
มักกล่าวอ้างว่า บำบัดรักษาโรคต่าง
ๆ
ซึ่งเป็นโรครุนแรงเรื้อรัง
วงการแพทย์ยังรักษาให้หายขาดไม่ได้
เช่น โรคมะเร็ง โรคเอดส์
เบาหวาน อัมพาต อัมพฤกษ์
ลดน้ำหนักโดยไม่ต้องควบคุมอาหาร
และตั้งราคาที่สูงจากสรรพคุณนั้น
ๆ ได้
2.
ต้นทุนกับราคาปลายทางไม่สมเหตุสมผล
เช่น ต้นทุน 10
บาท ขาย 2,000 บาท ต้นทุน 100 บาท
ขาย 3,000 บาท เป็นต้น
เพราะธุรกิจเหล่านี้จะไม่ต้องการให้ลูกค้าคนเดิมมีการซื้อซ้ำในสินค้าตัวเดิม
ต้องการใช้ซื้อเพียงครั้งแรกเท่านั้น
เมื่อสรรพคุณไม่สมราคา
ลูกค้าหรือผู้ได้ร่วมธุรกิจ
จะแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ
กลุ่มที่ 1
มีความชัดเจนในธุรกิจประเภทนี้ดี
รับรู้แต่แรกว่าสินค้าเป็นเพียงเครื่องมือตั้งล่อเพื่อนำเงินมาต่อเงินเท่านั้น
กลุ่มที่ 2
เกิดความหลงผิด
เชื่อว่าสรรพคุณของสินค้าเป็นเช่นนั้นจริง
แต่เมื่อซื้อไปแล้วความเสียดายเงินบวกกับความโลภ
จะทำให้ต้องตกกระไดพลอยโจนดำเนินธุรกิจต่อด้วยการไปหลอกคนอื่นให้เสียรู้ในลักษณะเดียวกัน
|
| หลักการพิจารณาธุรกิจขายตรง
MLM ที่ดี |
|
แผนการตลาด
ต้องให้คอมมิสชั่นสมาชิกได้มาก
ในขณะที่คุณภาพและราคาสู้คู่แข่งได้
แผนการตลาดต้องเรียบง่าย
เช่น ค่าสมัครไม่แพง
ขึ้นตำแหน่ง (ระดับคอมมิสชั่น)
ได้ไม่ยากจนเกินไป
1. ผลิตภัณฑ์หรือบริการ
ต้องเป็นรูปธรรมมีคุณภาพมาตรฐาน
ถ้าเป็นสินค้าด้านสุขภาพต้องมีองค์กรมาตรฐานรับรองเป็นสินค้าที่ใช้แล้วหมดมีการซื้อซ้ำ
สำหรับบริษัทเปิดใหม่ถ้าไม่ใช่ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว
เครื่องสำอาง
หรืออาหารเสริมที่มีลิขสิทธิ์
มีโอกาสขาดทุนและปิดตัวในเวลาไม่ช้า
เนื่องจาก Margin ไม่พอ
หรือไม่ดึงดูดสมาชิก
2. ราคา
ต้องไม่สูงเกินคู่แข่ง (สินค้าประเภทเดียวกัน)
เพราะการแข่งขันสูง
3. แผนการตลาด
ต้องให้คอมมิสชั่นสมาชิกได้มากในขณะที่คุณภาพและราคาสู้คู่แข่งได้
แผนการตลาดต้องเรียบง่าย
เช่น ค่าสมัครไม่แพง
ขึ้นตำแหน่ง (ระดับคอมมิสชั่น)
ได้ไม่ยากจนเกินไป
และเป็นไปตามความสามารถ
รักษายอดไม่สูง
มีสิ่งจูงใจมาก ไม่ต้องตุนสินค้า
เพื่อรักษายอดการขึ้นตำแหน่ง
เพราะการทำแบบนี้ มันก็
เหมือนตุ่มแตกเติมน้ำไม่มีวันเต็ม
ทำไปแค่2ถึง3เดือน
จะเห็นสินค้าเกลื่อนบ้านไปหมด
4. ผู้ประกอบการ (เจ้าของบริษัท)
ต้องมีคุณธรรม (ไม่คิดตีหัวเข้าบ้าน
เอาเปรียบ ฯลฯ)
มีเงินทุนเพียงพอในการประกอบการ
(เพราะระยะต้นจะไม่มีกำไร)
เข้าใจธุรกิจ MLM
มีวิสัยทัศน์ (คาดการณ์ล่วงหน้าพร้อมมาตรการรองรับ)
5. บุคลกรของบริษัท
ต้องมีคุณภาพและจำนวนเพียงพอ
การจ้างผู้ที่อ้างว่าเป็นมืออาชีพ
หรือนักบรรยายมักไปไม่รอด
เพราะส่วนใหญ่หลอกหากินกับบริษัทอื่น
ๆ มาก่อน บางคนถูก Blacklisted
แล้วสมาชิกเห็นต้องร้อง
"ยี้"
6. จุดกระจายสินค้า
ต้องมีมาก เพราะ MLM
เป็นธุรกิจค้าปลีกและค้าส่งในตัว
7.
บริษัทที่มีการส่งเสริมการขายและส่งเสริมภาพลักษณ์
จะได้เปรียบ คนมีระดับ (B
และ A)
จะชอบร่วมกับบริษัทที่มีภาพลักษณ์ของความมั่นคง
สร้างสรรค์สังคม
แก้ไขปัญหาสังคม
ไม่ยุยงให้สังคมฟุ้งเฟ้อ
8. กลุ่มผู้มุ่งหวังรอบตัว
ผู้มีรายได้น้อยไม่ควรเข้าสู่บริษัทที่ขายสินค้าราคาสูง
ผู้ที่อยู่ในกลุ่มบนไม่ควรเข้าสู่บริษัทที่ขายสินค้าระดับล่าง
บริษัทที่มีความหลากหลายของสินค้าจะได้เปรียบ
9. ศูนย์บริการของบริษัท
ควรมีมากพอ เช่น
สถานที่บรรยาย อบรม
กระจายสินค้า
รับคืนสินค้า ภาษี ฯลฯ
จะได้ลดภาระค่าใช้จ่ายของสมาชิก
|
| แชร์ลูกโซ่คืออะไร
? |
|
|
แชร์ลูกโซ่ หมายถึง
รูปแบบการดำเนินธุรกรรมที่มุ่งประสงค์เพื่อหารายได้จากการระดมทุนเป็นหลัก
โดยมีการสัญญาในการเข้าร่วมธุรกิจที่จะตอบแทนผลประโยชน์ในรูปแบบต่าง
ๆ ที่สูงกว่าเงินลงทุน
ซึ่งผู้ประกอบการมักจะอ้างถึงการนำเงินไปลงทุนในรูปแบบอื่น
ๆ ต่อ ๆ ไป
เพื่อปันรายได้แจกจ่ายผู้เข้าร่วมธุรกิจอย่างทั่วถึง
แต่ผลของมัน คือ
การที่ตอบแทนผลประโยชน์ในช่วงต้น
ๆ
เพื่อกระตุ้นให้เกิดการร่วมธุรกิจต่อเนื่องจนเมื่อถึงจุดที่ผู้ประกอบการหวังผลในการระดมทุนสำเร็จแล้ว
ก็จะหาทางปิดตัวไปเพื่อหลีกเลี่ยงการจ่ายผลประโยชน์ต่อ
ๆ ไป
หรืออาจจะดำเนินการต่อเนื่องจนกว่าฐานที่เข้ามาหรือผู้เข้าร่วมธุรกิจที่เข้ามาในช่วงหลังจะไม่สามารถหมุนเวียนเงินตอบแทนได้กับคนที่มาก่อนได้
ก็จะเริ่มปิดตัวลง |
|
ลักษณะและวิธีการดำเนินงาน |
|
การหาสมาชิก
และการจ่ายผลประโยชน์ |
|
ส่วนใหญ่วิธีการดำเนินงานของแชร์ลูกโซ่จะเริ่มจากวงแคบ
ๆ
จากเพื่อนคนใกล้ชิดแล้วค่อย
ๆ ขยายตัวไปรอบนอก
จนถึงขั้นควบคุมไม่ได้
เพราะจะเริ่มออกสู่วงกว้างขึ้นเรื่อย
ๆ
การหาสมาชิกก็จะใช้วิธีสร้างภาพลวง
หว่านล้อมให้เกิดความเชื่อและการจ่ายผลประโยชน์กับสมาชิกระดับต้น
ๆ
หรือใกล้ชิดเป็นส่วนใหญ่
เพื่อโฆษณาชวนเชื่อ
อีกข้อหนึ่ง คือ
สมาชิกเหล่านี้ส่วนใหญ่มักเป็นคนสนิทของกลุ่มผู้ก่อตั้งแชร์ลูกโซ่อยู่แล้ว
ย่อมมีผลประโยชน์คาบเกี่ยวกันมากมาย
ดังนั้น
จึงสามารถที่จะสร้างภาพลวงร่วมกันได้
สุดท้ายเมื่อได้ระดมทุนตามประสงค์แล้วก็จะปิดตัวลง
ซึ่งสมาชิกระดับใกล้ชิดก็จะไม่เสียประโยชน์ใด
ๆ
ส่วนแมลงเม่าที่บินมาภายหลังส่วนใหญ่จะเป็นผู้เสียหาย
และตามตัวผู้รับผิดชอบไม่ได้
เพราะหายเข้ากลีบเมฆไปแล้ว
ครั้นจะมาหาข้อมูลจากสมาชิกระดับผู้นำก็เปล่าประโยชน์
เพราะได้ปิดปากตัวเองแล้วจากผลประโยชน์ที่คาบเกี่ยวกันกับเจ้าของแชร์ลูกโซ่ |
|
| ประเภทของแชร์ลูกโซ่
และลักษณะของแต่ละประเภท |
|
|
1. ระบบพีระมิด (Pyramid System)
ระบบนี้เน้นการหาสมาชิกรายหัว
ซึ่งรายได้ของคนที่มาก่อนมาจากการหาสมาชิกของคนใหม่ที่เกิดขึ้นในขั้นฐาน
หากเกิดการหาสมาชิกขาดช่วงลง
สมาชิกที่มาก่อนจะเกิดผลกระทบในด้านรายได้ทันที
ซึ่งแตกต่างจากระบบ MLM
ที่ถึงแม้สมาชิกจะเข้ามาไม่มากก็จ่ายผลประโยชน์ตามระบบได้
ไม่ขึ้นอยู่กับจำนวนฐานแต่อย่างใด
เพราะรายได้จะมาจากการขายสินค้าตัวเดิมให้ผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง
ข้อสังเกตอีกประการหนึ่งคือระบบพีระมิดนั้น
คนที่เข้าร่วมธุรกิจก่อนจะได้เปรียบมากที่สุด
คนที่เข้ามาทีหลังไม่มีโอกาสแซงได้เลย
|
|
2. ระบบลูกโซ่แบบรู้จบ
(Enless Chain System)
ระบบนี้เป็นระบบแชร์ลูกโซ่ดี
ๆ แต่มีการจบของระบบ คือ
การที่สมาชิกเข้ามาก่อนสามารถรับผลประโยชน์จากสมาชิกที่เข้ามาใหม่
แต่จำกัดลำดับขั้น
ถ้าสิ้นสุดขั้นที่กำหนดก็ไม่มีสิทธิ์รับผลประโยชน์อีกสมาชิกในระดับถัดลงไปก็ขึ้นมารับผลประโยชน์ต่อเป็นรายต่อไป
รายได้ส่วนใหญ่จึงมาจากสมาชิกที่เข้ามาใหม่
แต่กำหนดลำดับอย่างชัดเจน
คือ
เมื่อเข้ามาครั้งแรกต้องจ่ายให้กับลำดับที่เพิ่งจะมีรายได้
จนกว่าลำดับตัวเองจะถูกดันขึ้นไปรับผลประโยชน์
ข้อสังเกตก็คือระบบนี้
สมาชิกที่มาภายหลังจะเริ่มไต่อันดับขึ้นไปเรื่อย
ๆ
เพราะฐานคนจะเริ่มกว้างขึ้นเรื่อย
ๆ การหาสมาชิกจะไม่ทันท่วงทีของการที่จะรับรายได้ |
|
3. ระบบลูกบอลหิมะ (Snow Ball
System) ระบบนี้คล้ายกับการ
Trading ระบบเงิน คือ
การลงหุ้นในด้านการเงินแล้วแต่สัดส่วนที่จะลงทุน
ลงน้อยได้ผลตอบแทนน้อย
ลงทุนมากได้ผลตอบแทนมากตามสัดส่วน
การจ่ายผลประโยชน์มีเป็นงวด
ๆ ดังนั้น
จะใช้เงินของนักลงทุน
มาจ่ายให้กับคนที่ลงทุนก่อน
หมุนเวียนไปเรื่อย ๆ
จนกว่ารอบที่สัญญาจะหมดไปคล้าย
ๆ
กับลูกหิมะที่ตกจากภูเขาสูงจะหมุนตัวจากลูกเล็ก
ๆ
จนเป็นก้อนหิมะยักษ์ที่ถล่มหมู่บ้านให้พังพินาศได้เป็นแถบ
ๆ |
|
4. ระบบลูกโซ๋ (Chain System) จริง
ๆ แล้ว
ทุกระบบที่กล่าวมาข้างต้น
ล้วนเป็นหนึ่งของระบบลูกโซ่อยู่แล้ว
ดังคำจำกัดความที่ให้ไว้
แต่จะมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกันออกไป
แล้วแต่ละระบบ
ระบบแชร์ลูกโซ่จะแตกต่างกับระบบข้างต้นก็คือ
จะไม่มีการจำกัดระยะเวลาตอบแทน
และส่วนใหญ่จะให้ข้อตอบแทนที่สูงมากเกินจากการลงทุนเป็นจำนวน
2 - 5 เท่าขึ้นไป |
|
5. ระบบเกมการเงิน (Money Game
System) ระบบเกมการเงิน คือ
การใช้เงินต่อเงิน
แต่มีเงื่อนไขในการแลกเปลี่ยน
เช่น
การสมัครเข้ามาต้องจ่ายเงินให้ผู้แนะนำและหาสมาชิกให้ได้เท่าไหร่จึงจะมีค่าตอบแทน
และการแตกตัวของสมาชิกในเครือข่ายก็จะส่งผลประโยชน์ให้กับสมาชิกระดับสูงตลอดไป
ซึ่งระบบนี้จะมีลักษณะแผนและการตอบแทนใกล้เคียงกับระบบ
MLM มาก
แต่ไม่มีสินค้าเท่านั้นเอง
ใช้เงินต่อเงินเลย
หรือบางครั้งอาจใช้สินค้าชิ้นเล็ก
ๆ บังหน้า
หรืออาจเป็นบัตรส่วนลด
บัตรอภิสิทธิ์ต่าง ๆ
เช่น ระบบ Pentagono
ที่มีคนนำมาเผยแพร่ในเมืองไทยเมื่อปลายปี
41 จากประเทศอิตาลี
เป็นต้น |
|
6. ระบบแชร์ลูกโซ่แบบไบนารี่กลายพันธุ์
จริง ๆ แล้วระบบไบนารี่
เป็นระบบการตลาดใน MLM
ระบบหนึ่ง
แต่การนำเอาระบบไบนารี่ไปปรับปรุงเป็นแชร์ลูกโซ่นั้นทำได้ง่ายมากกว่าระบบอื่น
เนื่องจากระบบไบนารี่มีลักษณะการดำเนินธุรกิจ
คือ
หาสมาชิกแล้วแบ่งซ้าย
ขวา เพื่อให้เท่า ๆ กัน
ซึ่งเมื่อแปลงระบบการจ่ายเงินโดยมีสินค้าบังหน้าเล็กน้อยก็สามารถใช้เป็นระบบแชร์ลูกโซ่ได้อย่างแนบเนียนทีเดียว |
|