โรงเรียนสอนธุรกิจ   หน้า3
 
 
มีหลายเหตุผลที่คนทั่วๆไปปฏิเสธ การทำธุรกิจ MLM หรือระบบเครือข่ายขายตรง  ด้วยมีความรู้สึกส่วนตัว หรือคำกล่าวอ้างตามคำบอกเล่า  ของผู้คนรอบข้างและเหตุผลที่ได้ยินมามากๆจนชินหู เช่น
    • ไม่ชอบงานขาย (ถนัดแต่ขายแรงงาน ขายความรู้ ความสามารถในอัตรากำหนด)
    • อยู่แบบนี้สบายแล้ว (สบายจริงเหรอ..ใกล้สิ้นเดือนทีเหมือนจะสิ้นใจ..ธุรกิจเงินนอกระบบ ถึงฟูเฟื่อง)
    • มีคนคัดค้าน ทั้งๆที่ยังไม่พิจารณา (ประเภทพวกลากไป…ความคิดต้องอิงคนอื่น)
    • อ่านรูปแบบธุรกิจไม่ออก (ชีวิตนี้ อยู่แค่โลกแคบๆ..ไม่เคยศึกษาอะไรเพิ่ม)
    • ไม่ชื่นชอบ อาชีพนี้ (ชอบงานแต่งตัวสวยๆ ทำงานห้างชื่อดีๆเพราะๆ ห้างใหญ่ๆ เงินเดือนน้อยช่างมัน..)

ฯลฯ

หารู้ไม่ว่าอาชีพนี้ หรือธุรกิจนี้สามารถสร้างความร่ำรวย ด้วยสองมือสองเท้า และชีวิตก้าวไกล อย่างสง่างาม ในความเป็นจริงธุรกิจอาชีพนี้ เราก็ ไม่ได้ไปง้อ ไม่ได้ไปขอ และไม่ได้ไปตื้อ และที่สำคัญผู้ทีจะทำอาชีพนี้ ต้องมีความคิดเป็นเชิงบวก เป็นด่านประการแรก ยกเลิกความคิดเชิงลบทิ้ง จึงขอจำแนก ความคิดเชิงลบ ของคนที่เข้ามาแล้วมักจะมีคำถามเชิงลบ อยู่ในตัวเองในประการด่านแรก

คิดว่าเขาไม่สมัครเข้าร่วมกับธุรกิจเรา

คิดไว้ล่วงหน้าก่อนเลยว่า เขาคงไม่สมัครเข้าร่วมธุรกิจกับเรา ก็เพราะตัวเราเองยังไม่เข้าใจในธุรกิจ MLM หลายๆประการเช่น

1.เป็นงานที่ต้องพบคน

2.เป็นงานที่จะเจอคำปฏิเสธ ก่อนเสมอ

3.เป็นธุรกิจไม่มีการโฆษณา

4.เป็นงานสถิติ คือเป็นอัตราส่วนระหว่างความล้มเหลว กับความสำเร็จ

5.เป็นงานที่ต้องบังคับตัวเอง

6.เป็นงานต้องบริการ

7.เป็นงาน ต้องอาศัยทีมช่วย

8.เป็นงานที่ต้องลงทุนในเรื่องกำลังใจ

9.เป็นงานที่กำหนดชีวิตตัวเองได้

การที่คิดว่า เขาไม่มาสมัครกับเรา มันเข้าตำรา “อยากถูกหวยรวยสตางค์ แต่ยังไม่ซื้อ อยากมีชื่อเป็นนักประพันธ์ แต่ยังไม่เขียน อยากเป็นยอดผู้นำไม่พากเพียร จวบจนเกษียณ มันก็ยังเป็นเหมือนเดิม”

จริงจังกับการปฏิเสธ

เมื่อพบคำว่าไม่ จากผู้มุ่งหวัง ที่ไปพบปะผู้คนเพื่อขาย หรือ ผู้ที่ที่จะชักนำมาเป็นสมาชิก หรือที่เรียกว่าสปอนเซอร์ ก็ไม่พยายามต่อไป เข้าข่ายคนรักปฏิเสธหน่อย แทบโดดตึก..ให้นึกถึง คำพังเพย ตรงนี้ ดักลอบต้องหมั่นกู้…

คนอยู่ใกล้ ไม่ใช่ของตายเสมอไป

เห็นคนอยู่ใกล้ๆรอบข้างไงๆก็ต้องสมัคร ตกม้ามาแย๊ะ แล้ว หากไม่ทำการบ้านก่อนพูด หรือขักขวนให้ดี การเริ่มต้นคนรอบข้างให้สำเร็จก่อน จะเสริมความมั่นใจ

รอให้ข้อมูลตนเองแน่นอนก่อน

ประเภทจะรอให้ตัวเองสำเร็จ โดยยังไม่คิดลงมือทำ ร้องเพลงรอ แบบข้าวคอยฝน ไม่คิดหาข้อมูล บริษัท สินค้า หรือการตลาด ตลอดจนคู่แข่งทางด้านธุรกิจ สร้างความเชื่อมั่นหมั่นศึกษาข้อมูลแต่วันนี้ แล้ว เราจะสำเร็จ

ชวนคนตามที่เขาบอกมาในแผน

ในแผนการตลาดมักจะพูดถึง การชักชวนคนมาเป็นสมาชิก หรือ สปอนเซอร์ เพียง2-3คน ก็ทำเหมือนแผน แล้วก็ ไปนอนรอ เงินที่จะโอนเข้าบัญชี โดยฝันหวาน ว่ารวยแน่เรา โดยไม่คิดชักชวนเพิ่ม เพราะคนที่เราชวนมา ทำไปก็อาจนึกล้า ไม่อยากทำ การพูดในแผน เขาหมายถึง ชวนมาแล้ว เขาทำแบบจริงจัง จึงจะไปตามแผน แต่ในทางเป็นจริงจิตใจมนุษย์ยาก แท้หยั่งถึง ความคิดคนเรา บางทีวันนี้แบบนี้ พรุ่งนี้ไปอีกแบบ เราไปบังคับเขาไม่ได้

ผัดวันประกันพรุ่ง

คำว่าเอาไว้ก่อนน่า พรุ่งนี้ อาทิตย์หน้า หรือ เดือนหน้า ให้ลบออกจากพจนานุกรมในความคิดเรา การเริ่มช้าย่อมสำเร็จช้า ตลาดก็เริ่มจะมีช่องทางน้อยลงไปด้วยเพราะมีคนแย่ง และช่วงชิงไปแล้ว ทำให้เราทำงานยากขึ้น ในที่สุดก็ ล้มเลิกไปไม่อยากทำ 100ทั้ง100ผู้ประสพความสำเร็จ เขา จะถือคติ สายน้ำไม่เคยคอยท่า เวลาไม่เคยคอยใคร ไม่มีใครจะคิดยึดคติในอาชีพนี้ว่า ช้าเป็นการ นานเป็นคุณ ก็มีหวัง คงได้พูดกันอีกนาน แล้ว ก็ หายไปเพราะล้มเลิก

สิ่งต่างๆต้องพัฒนา

การไม่พัฒนาบุคลิกภาพ ทำตัวเซอๆแบบศิลปินเดี่ยว ศิลปินหมู่ หรือหน้าตา ยังกับโจร แถวมุมตึก ต้องเลิก หันมาพัฒนาให้มันดูดี ดูภูมิฐาน สร้างความมั่นใจ แก่ผู้พบเห็น อยากพบปะพูดคุยด้วย ยกเลิกคติที่อดีตผู้นำประเทศหนึ่งพูดไว้ ที่ว่า แมวสีอะไรก็ได้ ขอให้จับหนูได้ก็ แล้วกัน เพราะมันใช้ไม่ได้ในวงการนี้ หรือ แม้นแต่บางวงการ ขอให้ ใช้หลัก 6s คือ

    • Smart คือดูสง่า น่าเชื่อถือ และน่าไว้ใจ
    • Smile คือ ร่าเริง ยิ้มแย้ม แจ่มใส
    • Speak คือการรู้จักพูดจา มีวิธีการพูด
    • Seek คือ รู้จักค้นหาความต้องการ และการใส่ใจคู่สนทนา
    • Service คือ การบริการ และช่วยเหลือ
    • Satisfaction คือ ทำให้ผู้มาติดต่อ เกิดความพึงพอใจ
ทำไมทำธุรกิจ MLM แล้วไปไม่รอด หรือไปไม่ถึงดวงดาว

หลายคนล้มเลิกการทำ MLM ไปเสียกลางคัน หรือกลางทาง ไปไม่ถึงดวงดาว ทั้งที่ ธุรกิจ นี้ไม่ได้ลงทุนเป็นตัวเงิน เพราะฉะนั้น ไม่มีคำว่า ล้มเหลว มีแต่ล้มเลิก หลังจากลงแรงไปได้ สักพัก และบางคน ก็คิดว่าทำธุรกิจนี้ทำวันนี้ได้ ผลวันนี้ ทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ได้เกิดได้ รวยได้เพียงคืนเดียว ยกเว้น จะถูกล๊อตเตอร์รี่ เท่านั้น ทำธุรกิจ นี้ คิดไส้เลยว่า3-6เดือน มันจะมีดัชนีชี้วัดออกมา แต่คนส่วนใหญ่มักใจร้อน และที่เป็นเหตุใหญ่ๆ มาจาก สาเหตุ ที่เหล่านี้……..

แพ้ภัยตัวเอง

นักขายตรงที่ทำธุรกิจ หรือ ก้าวเข้ามาสู่ธุรกิจนี้ แล้วไม่รวย ไปไม่ถึงดวงดาวมีที่มาจาก

จับปลาหลายมือ ขายหลายอย่าง แต่เอาดีไม่ได้เลย สักอย่าง บริษัท นี้ ก็เป็น นู่นก็เป็น บางทีเป็นเสียจนสินค้ามาชนกันเอง ยังแยกไม่ออก มั่วไปหมด อธิบายให้ ตัวเองยังไม่ถูกเลย แล้ว คนฟัง จะไปรู้เรื่องได้ไง

ไม่เชื่อถือบริษัท มีทัศนคติไม่ดี ต่อองค์กร ทำงานไปตำหนิ บริษัท ของตนเองให้ทีมงานฟัง แล้วใครจะเชื่อถือ ตัวท่าน หรือวางใจบริษัท ว่าเป็นแบบท่านพูด หรือไม่ เท่ากับสู่ยุทธการทำร้ายตัวเอง

ไม่ซื่อสัตย์ต่อตัวเอง ไม่เอาจริงเอาจัง มัวแต่ทำเล่นๆ หรือจับจดจับจ่อ

เก่งแต่หาข้ออ้าง กล่าวคำแก้ตัวเสมอ ขาดวินัยการทำงาน และผัดวันประกันพรุ่ง

ทำงานอย่างขาดแรงจูงใจ ไม่มีความต้องการ ไม่ทุ่มเทต่อการงาน ขาดเป้าหมาย ขาดความทะเยอทะยาน และขาดจุดมุ่งหมายในชีวิต

ไม่เข้าใจรูปแบบ คือไม่เข้าใจว่ารูปแบบของความสำเร็จทางธุรกิจ MLM ต้องอาศัยเวลาไม่น้อยกว่า6เดือนในการเริ่ม หรือ อย่างเร็ว3เดือน ผ่านไปแล้ว จึงจะเห็นผล ต้องให้ความสำคัญต่อการประชุมเป็น อย่างมาก การสร้างบ้าน สร้างอนาคต ไม่มีสิ่งใดลงวันนี้ จะสำเร็จพรุ่งนี้

เซ็งคนรอบข้าง

ทำงาน แล้ว คนรอบข้างที่ใกล้ชิด พูดให้แต่ข้อเสียธุรกิจ นี้ ทั้งๆที่เขาไม่เคยทำ หรือทำมาเพราะตัวเองล้มเหลว ก็เลยมาพูดกรอกหูทุกวัน จนเกิดอาการ คล้อยตาม หรือญาติพี่น้อง มองเป็นเรื่องไร้สาระ คิดแบบเก่า ไม่เข้าใจธุรกิจ

หัวหน้าทีมไม่ดี

ดาวน์ไลท์หลายๆคน ต้องอำลาวงการไปอย่าง น่าใจหาย เพราะมีปัญหากับอัพไลท์ จอมเบี้ยว พูดง่ายว่า เจออัพไลท์ หรือ หัวหน้าทีม จอมเล่ห์กล ประเภท

    • ฝากเบิกสินค้า แต่ไม่ได้สินค้า
    • ได้สินค้า แต่ไม่ได้ยอดขาย
    • ได้ยอดขาย แต่ไม่เคยได้โบนัส
    • โบนัสที่จะได้ รอกันแบบแทบชั่วอายุ

อัพไลท์ บางคน ขนาดเล่ห์เหลี่ยมจัด หลอกคนที่เป็น ดาวน์ไลท์ ที่รู้น้อยกว่า ให้ขนเงินขนทอง มาปิดยอดเพื่อหวังสมบัติ รางวัล หรือโบนัสพิเศษ หรือการเลื่อนตำแหน่ง ของตัวเอง เจอเข้าแบบนี้ก็กะอักเลือดกันทุกคน

บริษัทมีปัญหา

ขาดความเป็นมืออาชีพในการบริหาร ขาดประสบการณ์ ขาดการวิเคราะห์จุดคุ้มทุน แม้นการวิเคราะห์ทางด้านการตลาดหัวใจสำคัญ ยังมั่ว ไม่จริงจัง จริงใจ ขาดจริยธรรมและไม่ซื่อสัตย์ต่อผลิตภัณฑ์ หลายต่อหลายธุรกิจ ทำให้ บริษัทเหล่านี้ หยุดชะงัก และล้มตายไปในที่สุด มักมาจาก

ปัญหาตัวผู้บริหารธุรกิจขายตรง

ประเภทเก่งคนเดียว บริหารแบบเบ็ดเสร็จ ยึดอำนาจ ไดโนเสาร์เต่าล้านปี ขาดวิสัยทัศน์

-เขี้ยวลากดิน

-คอรับชั่นกันเป็นทึม กินกัน จนบริษัทเจ๊ง

ปัญหาจากสินค้า

คือคุณภาพสินค้าไม่ได้ มาตรฐาน ลูกค้าเจอเข้าไปครั้งเดียว จอด แล้วใครจะมาซื้อซ้ำสอง ซ้ำสาม ราคาเกินจริง หรือ ประเภทสินค้า มีการขาดสต๊อคยู่บ่อย ทำให้เกิดความเบื่อหน่าย ฯลฯ

ปัญหาจากแผนการตลาด

จัดทำแผนการตลาดโดยไม่คำนึงถึงจุดคุ้มทุน และผลกำไร ทางธุรกิจ จากพวกมือปืนรับจ้างๆ ต่างๆ ที่ใครเห็น ก็ยี้..โดยพยายามให้เห็น แผนการตลาดเด่น และจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนสูง แต่พอทำไปได้สักพัก ไม่มีเงินจ่ายผลประโยชน์ ให้เป็นไปตามแผนที่วาง หรือมีการเปลี่ยนแปลงแผนการตลาดในเชิงลบ แบบแทบรายเดือน ทำให้ ผู้ที่มาร่วมงานรามเป็นสมาชิกมีความรู้สึกว่ากำลังถูกเอาเปรียบรายวัน รายเดือน

ปัญหาจริยธรรมทางธุรกิจ

สินค้าไม่ผ่านการปฎิบัติ อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ว่า จะในแง่สรรพสามิต หรือ อ.ย. (คณะกรรมการอาหาร และยา) แม้นแต่กระบวนการทางภาษี

สร้างเครือข่าย ขยายโอกาส
เครือข่ายเป็นการสร้างและเอื้อผลประโยชน์ระหว่างกัน.... หากเรายิ่งแบ่งปันหรือขยายไมตรี และความสัมพันธ์ออกไปมากเท่าไร เราจะยิ่งได้รับความสัมพันธ์ตอบกลับคืนมามากขึ้นเท่านั้น
เครือข่าย จะเรียกว่าเน็ทเวิร์ก พันธมิตรหรืออะไรก็แล้วแต่เป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะกับสังคมอย่างบ้านเราที่ยังคงให้ความหมายกับการนับญาติ นับเพื่อน การเกื้อกูลในระหว่างคนที่อยู่ในเครือข่ายด้วยกันจึงเป็นเรื่องที่หนีไม่พ้น ไม่ว่าจะในเรื่องทางสังคม เรื่องส่วนตัวหรือเรื่องธุรกิจ การสร้างเครือข่าย (Networking) หมายถึงกระบวนการให้ การสร้าง และแบ่งปันไมตรีหรือความสัมพันธ์ระหว่างกันที่อาจจะส่งผลดีมาถึงงานในอนาคต
ในชีวิตเรามีคนผ่านเข้ามามากมาย ยิ่งได้รู้จักได้สัมผัสกับคนมากเท่าไร โดยเฉพาะกับคนที่เกี่ยวข้องในแวดวงการทำงาน เครือข่ายของเราก็จะยิ่งกว้างไกล ทำให้ได้รับข่าวสารที่มีคุณค่ามากขึ้น และยังเป็นการขยายโอกาสทางธุรกิจ และขยายตลาดมากขึ้นด้วย

หลักการพื้นฐานของการสร้างเครือข่ายคือหลักที่ว่าเครือข่ายเป็นการสร้าง และเอื้อผลประโยชน์ระหว่างกัน ไม่ใช่คนใดคนหนึ่งเท่านั้นที่จะได้ประโยชน์ แต่ว่าแต่ละคนจะสามารถเรียนรู้และได้ประโยชน์จากกันและกัน หลักอีกประการคือหากเรายิ่งแบ่งปันหรือขยายไมตรี และความสัมพันธ์ออกไปมากเท่าไรเราจะยิ่งได้รับความสัมพันธ์ตอบกลับคืนมามากขึ้นเท่านั้น
เครือข่ายหรือความสัมพันธ์ไม่จำเป็นจะต้องได้มาจากคนที่เราพบปะหรือเกี่ยวข้องด้วยโดยตรงในงานเสมอไป บางทีก็มาแบบอ้อมๆ หลายอ้อมด้วยซ้ำไป อย่างเช่นมาจากครอบครัว จากพ่อแม่เราเองหรือคนที่พ่อแม่เรารู้จัก จากพี่น้อง เพื่อนๆ ของพี่น้อง ไปจนกระทั่งญาติ ใครอยากได้อะไร อยากซื้อหาอะไร มีอะไรดีที่ไหนข้อมูลอะไรน่าสนใจ

บางทีการสร้างเครือข่ายกับหัวหน้าหรือเจ้านายก็เป็นวิธีที่ดีวิธีหนึ่ง ทั้งเจ้านายปัจจุบัน และเจ้านายเก่า จากเพื่อนๆ พนักงานด้วยกันเองก็ได้เหมือนกัน ไม่ว่าจะพนักงานเก่าหรือใหม่ จะช่วยขยายวงกว้างของเครือข่ายของเราได้อีกมาก

เครือข่ายที่มาจากลูกค้าเป็นสิ่งที่พบเห็นได้เสมอๆ หลายบริษัทมีโปรแกรมประเภทสมาชิกแนะนำสมาชิก (Member gets Member) นั่นคือลูกค้าซื้อของแล้วก็ช่วยแนะนำเพื่อนหรือคนรู้จักอื่นๆ ให้อีก บริษัทเขารู้ว่าเครือข่ายแบบนี้ทำงานได้ผลดีก็เลยมีรายการสมาชิกแนะนำสมาชิกเสียเลย เพื่อจูงใจให้ลูกค้าไปขยายเครือข่ายลูกค้าต่อเนื่องให้เขาอีกโดยมีสิ่งจูงใจให้ต่างๆ นานา

คู่ค้าของเรา เช่นผู้ขายวัตถุดิบ คนกลางทั้งยี่ปั๊ว ซาปั๊วและอีกหลายๆ ปั๊ว ต่างอยู่ในเครือข่ายที่สามารถแนะนำบอกต่อหรือให้ข้อมูลเพื่อการขยายตลาด หรือความสัมพันธ์ได้ทั้งนั้น พวกนักวิชาชีพทั้งหลาย เช่นสำนักงานบัญชี สำนักงานทนายความ ที่ปรึกษาทางธุรกิจ เจ้าหน้าที่ธนาคารที่เราใช้บริการก็เป็นคนที่สามารถขยายเครือข่ายของเราได้ เช่นเดียวกับคนใกล้ๆ ตัวอย่างเพื่อนโรงเรียนเก่า ครูบาอาจารย์เก่าเพื่อนบ้านข้างเคียงหรือคนไกลตัวหน่อย เช่นคนที่เจอกันที่วัด นิทรรศการ งานแนะนำสินค้า สถานที่ออกกำลังกาย และงานสังคมอื่นๆ ฯลฯ

จะเห็นว่าคนที่อยู่รอบๆ ตัวทั้งหลายอยู่ในข่ายที่จะขยายเครือข่ายเราได้ทั้งนั้น จึงไม่ควรรีรอที่จะสร้างนิสัยของการเป็นนักสร้างเครือข่ายเสียตั้งแต่บัดนี้ด้วยหลักปฏิบัติ 10 ข้อง่ายๆ ต่อไปนี้
ข้อ 1 แลกนามบัตรเสมอ พกนามบัตรติดตัวตลอดเวลา และเป็นฝ่ายหยิบยื่นให้ก่อนพร้อมแนะนำตัว ถ้าเป็นผู้ด้อยอาวุโสกว่า อย่าลืมเอ่ยประโยคทำนอง "ขออนุญาตแนะนำตัวครับ/ค่ะ ผม/ดิฉัน………" ประเภทที่อีกฝ่ายส่งนามบัตรมาให้แล้วตอบกลับไปว่า "ขอโทษครับนามบัตรหมด" หรือ "ขอโทษครับลืมเอานามบัตรมา" อย่างนี้ควรเรียกนักสร้างเครือข่ายอ่อนหัด
ข้อ 2 อย่ายืนหลบมุม ใครๆ เขายืนจับกลุ่มคุยกัน หากไปยืนแอบอยู่หลังเสาหรือมุมมืดคนเขาจะนึกว่ามีปัญหาหรือทำอะไรผิดไม่กล้าสู้หน้าคน หวังจะสร้างเครือข่ายต้องเดินเข้าหาคนอื่นได้อย่างมั่นใจเสมอ
ข้อ 3 สอดส่ายมองหา กราดสายตาไปให้ทั่วว่าในที่นั้นมีใครที่เรารู้จักพอที่จะเข้าไปร่วมวงสนทนาได้บ้าง เมื่อคิดจะขยายเครือข่ายก็ต้องหมั่นสอดส่ายสายตาไปที่คนหลายๆ กลุ่ม เครือข่ายจะได้กว้างขึ้น
ข้อ 4 ผูกมิตรในเวลาที่ไม่คิดว่าจะต้องการมิตร บางคนอาจเหม็นเบื่อกับการผูกไมตรีกับผู้คน เพราะรู้สึกว่ามีเพื่อนอยู่มากมายจนเกินพอแล้ว หรือไม่ก็ยังไม่อยู่ในอารมณ์ที่ต้องการเพื่อนฝูงคนรู้จักเพิ่มเติม แต่หารู้ไม่ว่าในเวลาอย่างนั้นแหละคือเวลาที่สมควรจะสร้างมิตร เพราะหากไปสร้างมิตรเอาเวลาที่ตัวเองเดือดร้อนต้องการความช่วยเหลือ คนเขาจะกังขาเอาได้ว่ามาผูกมิตร เพราะหวังประโยชน์จากเขา
ข้อ 5 รู้จักสนใจคนอื่นเสียบ้าง นักสร้างเครือข่ายจะสนใจและให้ความสำคัญกับคนรอบๆ ข้างเสมอ ไม่ผูกขาดการสนทนาอยู่คนเดียว รู้จักสังเกตสีหน้าของคนรอบข้าง อ่านความสนใจของคนอื่นออก และชื่นชมคนอื่นเป็น
ข้อ 6 ติดตามผล หากได้ช่วยเหลือเกื้อกูลใครที่อยู่ในเครือข่ายแล้ว ก็อย่าลืมติดตามถามไถ่ด้วยว่าได้ผลดีขนาดไหนอย่างไร ความสัมพันธ์ที่เราให้ไปเป็นประโยชน์กับเขาเพียงใด
ข้อ 7 ไม่ขาดการติดต่อ เพื่อไม่ให้ความสัมพันธ์ขาดตอนต้องไม่ขาดการติดต่อ ความสัมพันธ์ก็เหมือนกับต้นไม้ที่ต้องการการดูแลใส่ใจ รดน้ำพรวนดินใส่ปุ๋ยอยู่เสมอ เพื่อให้ความสัมพันธ์งอกงาม
ข้อ 8 ทำตัวเป็นเจ้าของบ้านไม่ใช่แขก เมื่อพบสนทนากับใคร การทำตัวเสมือนเป็นเจ้าของบ้านที่ดีเป็นสิ่งสำคัญ ต้องรู้จักบริการผู้คนรอบข้าง อ่อนน้อมและแสดงน้ำใจ

         ข้อ 9 ทบทวนความสัมพันธ์ นานๆ ทีก็ต้องทบทวนดูบ้าง ว่าใครที่เราขาดการติดต่อ

มาเนิ่นนานสมควรจะรื้อฟื้นความสัมพันธ์ ใครบ้างที่สมควรจะกระชับความสัมพันธ์ต่อเนื่อง ใครบ้างที่ไม่อยู่ให้สานต่อความสัมพันธ์แล้ว

ข้อ 10 แบ่งปันความสัมพันธ์ แบ่งปันเครือข่ายของเราให้กับคนรอบข้างที่เขาต้องการด้วยเสมอ เขาจะได้แบ่งปันเครือข่ายของเขามาให้เราด้วย เมื่อนั้นเครือข่ายของเราก็จะกว้างไกลไม่สิ้นสุด

ทำได้ทั้ง 10 ข้อรับรองว่าจะเป็นนักสร้างเครือข่ายมืออาชีพ แม้จะไม่ครบ หากแต่เมื่อลงมือทำบางข้ออย่างตั้งใจ จะพบว่าเครือข่ายขยายกว้างออกไปทีละนิดทีละหน่อยพร้อมๆ กับโอกาสของชีวิตและธุรกิจ มีคนรอบข้างมากมายรอให้สร้างเครือข่ายอยู่แล้ว ลงมือทำเดี๋ยวนี้เลยเป็นไง

จุดขาย
หัวใจของการทำการตลาดไม่ว่าจะเป็นสินค้า หรือบริการคือการจะต้องค้นหา และกำหนดจุดขายที่ชัดเจน จุดขายที่บางคนอาจจะเรียกว่าเป็นการวางตำแหน่งทางการตลาดของผลิตภัณฑ์ เป็นเรื่องที่จำเป็นยิ่งในภาวะที่มีสินค้ามากมายในตลาด และต่างก็พยายามที่จะแย่งที่ยืนในใจของผู้บริโภค จุดขายที่โดดเด่น แตกต่าง และเป็นที่จดจำได้เท่านั้นจึงจะมีโอกาสประสบความสำเร็จ สินค้าประเภทเดียวกันบางทีคุณภาพแทบไม่ต่างกัน แต่ก็ต้องพยายามหาจุดขายที่จะสร้างความรู้สึกในใจของลูกค้าให้ได้ว่าไม่เหมือนกัน ทดแทนกันไม่ได้ ไม่ว่าจะโดยข้อเท็จจริง หรือจะโดยเพียงความรู้สึกนึกคิดก็ตาม
การสร้างจุดขายเป็นความพยายามสร้างความแตกต่างที่โดดเด่นเหนือคู่แข่ง ซึ่งก็อาจจะสร้างได้จากหลายมิติด้วยกัน เป็นต้นว่าจุดขายบนตัวสินค้าเอง ตั้งแต่รูปลักษณ์ของตัวสินค้า ประสิทธิภาพของสินค้า ความทนทาน ความวางใจได้ในคุณภาพ รูปทรง การออกแบบ ประเภทเร็วกว่า ดีกว่า สวยกว่า ทนทานกว่าทั้งหลาย สินค้าอย่างโทรศัพท์มือถือ เครื่องไฟฟ้า บ้านจัดสรร เสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย น่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีของการสร้างจุดขายบนมิติประเภทนี้
จุดขายอาจจะอยู่บนมิติของบริการ ตั้งแต่การสั่งซื้อที่ง่ายดาย การขนส่งที่รวดเร็ว การติดตั้ง การซ่อมแซม การรับประกัน การให้บริการหลังการขายต่างๆ รวมไปถึงการให้ความรู้ และการอบรมให้ลูกค้าใช้งานได้ อย่างเช่น รถยนต์ ซอฟท์แวร์ ร้านอาหารฟาสฟู๊ด และเฟอร์นิเจอร์ จุดขายบนตัวพนักงานของบริษัท เช่นความรอบรู้เชี่ยวชาญ ความสุภาพอ่อนน้อม ความน่าเชื่อถือ ความกระตือรือร้น ธุรกิจร้านอาหาร โรงแรม สายการบิน คอมพิวเตอร์ ห้างสรรพสินค้า มักจะขายกันที่จุดขายประเภทนี้แหละ
จุดขายยังอาจถูกกำหนดจากมิติอื่นๆ ได้อีกเป็นต้นว่าวิธีการจัดจำหน่าย เช่นเครื่องสำอางค์ขายตรงก็สร้างความต่างไปจากเครื่องสำอางค์ที่ขายที่เคาน์เตอร์ในห้าง ธุรกิจดอกไม้เจ้าหนึ่งสั่งซื้อได้ทางโทรศัพท์ หรืออินเตอร์เน็ทแล้วส่งได้ทั่วประเทศก็นับเป็นความต่างที่น่าสนใจ นอกจากนั้นการมีสาขา หรือร้านที่กระจายออกไปทั่วให้ซื้อง่ายขายคล่องก็เป็นความแตกต่างในเรื่องช่องทาง หรือวิธีการจัดจำหน่ายเหมือนกัน สุดท้ายจุดขายยังอาจถูกกำหนดจากความแตกต่างในเรื่องภาพพจน์ในใจของลูกค้าเองด้วย ถ้าเคยดูโฆษณาของรังนกสองยี่ห้อดังในตลาด ซึ่งที่จริงถ้าเอาฉลากออกแล้วทดลองให้คนลองกินดู เชื่อว่าร้อยทั้งร้อยไม่มีใครแยกออกว่ายี่ห้อไหนเป็นยี่ห้อไหนแน่ แต่ยี่ห้อหนึ่งจะบอกจุดขายว่ากินเพื่อสุขภาพ โดยเฉพาะซื้อให้ผู้หลักผู้ใหญ่คนเฒ่าคนเเก่กิน ส่วนอีกยี่ห้อมีจุดขายที่กินแล้วดูดี กินแล้วหน้าอ่อนกว่าวัย หรือดูหล่อว่างั้นเถอะ ซึ่งที่จริงเป็นจุดขายที่ออกจะอันตรายอยู่สักหน่อยเพราะเป็นการทำให้สังคม และผู้บริโภคเข้าใจไขว้เขว และหมิ่นเหม่กับจรรยาบรรณของการค้าขายอยู่เหมือนกัน เพราะว่าไม่มีใครหล่อเพราะกินรังนกหรอก
ไม่ว่าจะสร้างจุดขายกันบนมิติไหนที่ว่ามา จุดขายที่ดี แรง และจดจำได้ควรจะเป็นอย่างนี้คือ
จุดขายที่ดีต้องเป็นจุดขายที่สำคัญในสายตาของลูกค้า เป็นจุดขายที่สามารถให้ประโยชน์ได้ชัดเจน โดนัทยี่ห้อหนึ่งโฆษณาว่าเดี๋ยวนี้เข้าไปในร้านเขาได้
แล้วสามารถเลือกซื้อโดนัทเองได้ตามใจชอบ ดูๆ ไปแล้วก็ไม่เห็นจะทำให้โดนัทยี่ห้อนี้วิเศษขึ้นตรงไหน ลูกค้าก็รู้สึกเฉยๆ เพราะเดี๋ยวนี้ซื้ออะไรๆ ก็บริการตัวเองจนเคยชินแล้ว ไม่ได้สร้างความแปลกแตกต่างอะไรเลยจริงๆ
จุดขายที่ดีต้องแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด คือจุดขายที่ยังไม่มีใครเคยมีมาก่อน เช่นสายการบินเรามีจอทีวีส่วนตัวให้ทุกที่นั่งก่อนใคร มีอินเตอร์เน็ทให้เล่นทุกที่นั่ง โรงหนังมีที่นั่งประเภทนอนดูจุดขายที่ดีต้องโดดเด่นเหนือคนอื่น เช่นโทรศัพท์มือถือของเรามีโปรโมชั่นโทรฟรี 5 ปี ในขณะที่ของชาวบ้านเขาอย่างเก่งแค่ 2 ปี หรือรับประกันส่งพิชซ่าถึงบ้านใน 10 นาที ในขณะที่คนอื่นเขาใช้ 30 นาที หรือบัตรเครดิตของเราอนุมัติได้ใน 24 ชั่วโมง แถมยกเว้นค่าธรรมเนียมตลอดชีวิตอีกด้วย
จุดขายต้องเป็นรูปธรรม พอที่จะสื่อสารให้ลูกค้ามองเห็นได้ สเปรย์ฉีดดับกลิ่นตัวประเภทผู้ชายใช้แล้วมีผู้หญิงเสียสติมาทำร้ายร่างกายกันนี่จับต้องไม่ได้ เอาไปใช้จริงๆ ก็ไม่ยักมีใครมาตบตีแย่งตัวคนใช้กัน หนังโฆษณาที่ทำออกมาทำนองนี้ทำได้แค่ให้คนดูสนุก หรือขบขันปนสังเวชเท่านั้นไม่ได้สร้างจุดขายที่แรงพอแต่ประการใดน
จุดขายต้องยากที่จะเลียนแบบ จุดขายแบบนี้ต้องอาศัยความสามารถทางเทคนิคด้วย ยิ่งคู่แข่งเลียนแบบได้ยากเท่าไรจุดขายนั้นก็แรงนาน ขายได้นาน และกำไรนานไปด้วย อย่างร้านอาหารอร่อยๆ หรือยาสูตรลับเฉพาะเป็นต้น

ไม่ใช่แค่สินค้าหรือบริการเท่านั้นที่ต้องหาจุดขาย คนเราก็ต้องมีจุดขายเหมือนกัน ดูอย่างนักการเมืองคนหนึ่งก็เล่นเรื่องผู้หญิงกับเด็กอย่างเดียวเลย เวลามีเรื่องราวเธอไปเร็วกว่าตำรวจด้วยซ้ำ เอาตัวเด็กปิดหน้าปิดตาขึ้นโรงพักบ่อยเสียจนกลายเป็นจุดขายชั้นดี เล่นกับจุดขายนี้อย่างเดียวจนเดี๋ยวนี้เวลามีเรื่องเด็กผู้หญิงถูกทำมิดีมิร้าย ชาวบ้านแจ้งเธอแทนที่จะแจ้งตำรวจไปเสียแล้ว หรือจะดูอย่าง เรื่องกำลังมาแรงๆก็ส่วยตำรวจ ไง คุณชูวิทย์ เล่น จุดขายเรื่องรับส่วย พร้อมแฉ รายวัน…เป็นไง…เรามองว่า สิ่งที่คุณชูวิททย์ พูด กับ การ ไม่ได้รับการแก้ไข…ประชาชนหงุดหงิดใจกันเป็น แถว เรื่องจริงๆอามาตีแผ่ ตะแบง ไปมีแต่ เสียกับเสีย ลือลั่นสนั่นเมือง…วันหลังหากมีเวลา จะมาเล่า วิชามาร กับการตลาด หรือ วิชามาร ในวงการธุรกิจ ผมเจอมาแย๊ะ จน แบบ ลุกชาย บอกว่า สรุปแล้ว พ่อ จะทำตัว แบบกามิกกาเซ่ เหรอ

สรุปว่าต้องสร้างความต่างให้เป็นจุดขาย ถ้ารู้จักสร้าง รักษา สื่อสารและส่งเสริม จุดขายจะเป็นจุดแข็งที่เอาชนะคู่แข่งได้เสมอ ไม่ว่าจุดขายนั้นจะเป็นของสินค้า บริการ บุคคล หรือองค์กร

                                                                        

หมายเหตุ เอกสารแสดงจุดขาย ของสินค้า มินเนอร์รี่ ไม่สามารถเปิดเผย แก่สาธารณะ ได้ เนื่องจาก เป็นความลับทางธุรกิจ ท่านต้องต้องเป็นหนึ่งในทีมงานเท่านั้น ถึงจะได้รับ

                                                                                                                 

ไปหน้าที่แล้ว           สารบัญบทความ          หน้าต่อไป

1