การใช้บิตตรวจสอบ (Parity Checks)
เป็นวิธีการตรวจจับข้อผิดพลาดอย่างง่ายและเป็นวิธีที่เก่าแก่ โดยจะใช้บิตพาริตี้ซึ่งประกอบด้วยเลขไบนารี
0 หรือ 1 ปะท้ายเพิ่มเข้ามาอีกหนึ่งบิตเพื่อใช้เป็นบิตตรวจสอบ โดยวิธีนี้จะมีอยู่ 2 วิธีด้วยกันคือ การตรวจสอบบิต
ภาวะคู่ (Even Parity) และการตรวจบิตภาวะคี่ (Odd Parity)
ตัวอย่างเช่น กรณีตรวจสอบบิตภาวะคู่ หาบิตข้อมูลมีค่าเท่ากับ 0100110 ดังนั้นบิตพาริตี้ที่เพิ่มเข้าไปก็คือ
บิต 1 เพื่อให้เป็นบิตคู่(ให้บิต 1 รวมกันเป็นเลขคู่) ก็จะได้ 01001101 แต่ถ้าข้อมูลมีค่าเท่ากับ 0110110
บิตพาริตี้ที่เพิ่มเข้าไปก็จะเป็นบิต 0 ก็จะได้ 01101100พิจารณาจากรูปที่ 1 ที่ฝั่งส่งได้ส่งข้อมูล 0100110 ซึ่งเป็น
ข้อมูลต้นทางโดยใช้วิธีการตรวจสอบบิตแบบภาวะคู่ ครั้นข้อมูลส่งไปยังปลายทาง ปลายทางก็จะตรวจสอบบิต
ด้วย วิธีเดียวกันให้สังเกตบรรทัดที่สองของตารางจะพบว่าเมื่อข้อมูลส่งไปยังปลายทาง ปรากฏว่ามีค่าของบิต
หนึ่งเปลี่ยน แปลงไป จึงตรวจจับข้อผิดพลาดได้

รูปที่ 1 แสดงการตรวจสอบบิตภาวะคู่ ซึ่งมีบิตหนึ่งเกิดการเปลี่ยนแปลง ทำให้ตรวจจับข้อผิดพลาดพบ
อย่างไรก็ตามการตรวจจับข้อผิดพลาดด้วยวิธีการใช้บิตตรวจสอบนั้นก็มีข้อเสียเช่นกันโดยตัวอย่างจากตาราง
ดังรูปที่ 1 นี้มีข้อมูลเปลี่ยนแปลงเพียงบิตเดียว จึงทำให้ตรวจพบข้อผิดพลาด แต่ผลการตรวจสอบในบ้างครั้ง
อาจไม่พบข้อผิดพลาดเลยก็ได้ หากมีข้อมูลจำนวนหลายๆ บิตที่มีการเปลี่ยนแปลงเป็นคู่ๆ ซึ่งจากรูปที่ 2 เป็น
ตัวอย่างกรณีเกิดบิตผิดพลาดจำนวน 2 บิต ทำให้ผลการตรวจจับไม่พบข้อผิดพลาดใดๆ
รูปที่ 2 แสดงการตรวจสอบภาวะบิตคู่ ซึ่งมี 2 บิตเปลี่ยนแปลงทั้งคู่ ทำให้ตรวจจับข้อผิดพลาดไม่พบ

|