ธนว์กัญญา แจ้งใจธรรมช่างสำราญ : MODERN TRAGICOMEDY
โดย เดือนวาด พิมวนา
การถ่ายทอดเรื่องราวของชีวิตๆหนึ่งให้น่าสนใจและน่าจดจำเป็นเรื่องที่ทำไม่ได้ง่ายๆ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าหากเป็นเรื่องราวของชีวิตคนธรรมดา
ไม่ใช่คนมีชื่อเสียงโด่งดังที่ชีวิตย่อมอยู่ในความสนใจของคนทั่วไป
ชีวิตของเด็กชาย กำพล
ช่างสำราญ ตัวเอกของนวนิยาย ช่างสำราญ
เจ้าของรางวัลซีไรท์ปี พ.ศ. 2546
ผลงานเขียนของเดือนวาด
พิมวนานั้น
เป็นหนึ่งในหลายๆชีวิตของคน
ธรรมดา
ที่ดิ้นรนเพื่อมีชีวิตอยู่รอดในโลกใบนี้เช่นเดียวกับมนุษย์ทุกคน
ชีวิตของเด็กชายกำพล
ช่างสำราญก็มีทั้งเศร้าและสุข
การถูกพ่อแม่ทิ้งเอาไว้ให้เป็นหน้าที่ของสมาชิกในชุมชนช่วยดูแลเมื่ออายุได้เพียงหกขวบนั้นฟังดูแล้วน่าจะเศร้ามากกว่าสุข
แต่เดือนวาด พิมวนา
ได้แสดงให้เห็นว่า
ในทุกๆความเศร้า
มีความสุขเล็กๆน้อยๆแทรกตัวอยู่เสมอ
ขึ้นอยู่กับว่าเรามองหามันดีพอหรือไม่
สิ่งนี้เองที่ทำให้โศกนาฏกรรมจากชะตาชีวิตของกำพลนั้น
เป็นโศกนาฏกรรมที่มีความสุขระบายอยู่ทั่วไป
แม้จะเบาบางหรือจางหายไปบ้างในบางครั้ง
และการนำเสนอโศกนาฏกรรมเรื่องนี้ด้วยอารมณ์แบบสุขนาฏกรรมนี้เองที่ทำให้
เรื่องราวชีวิตของเด็กชายกำพล
ช่างสำราญ
น่าสนใจและจดจำไม่แพ้ชีวิตของนักรบหรือวีรบุรษผู้กล้าคนไหน
นักเขียนในค.ศ.ที่18 เริ่มที่จะสร้างงานโศกนาฏกรรมที่มีเนื้อหาเรื่องราวใกล้ตัวกับวิถีชีวิตของคนทั่วไปมากขึ้น นักเขียนสร้างตัวละครเอกที่มีความแตกต่างจากลักษณะตัวละครเอกของแนวคิดและขนบของ Aristotle โดยสิ้นเชิง ตัวละครเอกในวรรณคดีโศกนาฏกรรมในช่วงนี้มีความใกล้เคียงกับกับตัวละครเอกในโศกนาฏกรรมสมัยใหม่มากขึ้น นั้นคือ เป็นบุคคลที่มาจากชนชั้นกลางหรือชนชั้นล่างของสังคม ไม่ได้เป็นกษัตริย์หรือขุนนางดังเช่นในโศกนาฏกรรมของ Aristotle อีกต่อไป ลักษณะของตัวละครแบบนี้เริ่มเป็นที่นิยมในการสร้างตัวละครเอกของนักเขียนสมัยใหม่ โดยเฉพาะนักเขียนในแนวสัจนิยม ตัวละครเอกในวรรณคดีโศกนาฏกรรมสมัยใหม่นั้นมักจะมีภาพของความเป็นเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายของสังคมสมัยใหม่ ผู้ซึ่งไม่มีการแบ่งแยกระหว่างความดีและความชั่วที่ชัดเจน ในงานเขียน Tragedy and the Common Man (1949) นั้น Arthur Miller ได้บอกถึงลักษณะของตัวเอกในโศกนาฏกรรม(tragic hero) ในโศกนาฏกรรมสมัยใหม่ รวมถึง วิรุธลักษณ์ (tragic flaw) ของตัวละครเอก อันหมายถึงข้อเสียของตัวละครที่นำพาเขาไปสู่ความหายนะในตอนท้าย สำหรับ Miller แล้วในยุคสมัยใหม่ โศกนาฏกรรมของคนเดินดินธรรมดา (common man) ก็เป็นเรื่องราวที่สูงส่งและมีคุณค่าได้พอๆกับเรื่องราวของกษัตริย์หรือขุนนางชนชั้นสูงใดๆ โดย วิรุธลักษณ์ ของ tragic hero แห่งยุคสมัยใหม่ของ Arthur Miller นั้นต่างจากของวีรบุรุษในโศกนาฏกรรมแบบประเพณีนิยม (traditional) อย่าง Oedipus วิรุธลักษณ์ของตัวเอกในโศกนาฏกรรมแบบประเพณีนิยมนั้นเป็นข้อเสียที่เกิดจากตัวเอง แต่วิรุธลักษณ์ของตัวเอกในโศกนาฏกรรมสมัยใหม่ตามแนวคิดของ Arthur Miller นั้นเป็นข้อเสียและความผิดพลาดที่เกิดจากสังคมและสิ่งที่อยู่ล้อมรอบตัวละครนั้น ตัวละครเอกเป็นเสมือนเหยื่อของสังคมที่ซึ่งวิรุธลักษณ์ของเขานั้นคือสิ่งที่สังคมสร้างขึ้น ลักษณะเด่นอีกประการของตัวละครเอกของโศกนาฏกรรมแห่งยุคสมัยใหม่นั้น คือ จุดจบของตัวละครที่ หากจำเป็นต้องทำแล้ว พร้อมที่จะจบชีวิตของเขาลง เพื่อที่จะรักษาเอาไว้ซึ่งสิ่งหนึ่ง นั่นคือความภาคภูมิและความทรนงส่วนตน และเรียกเอาสถานภาพที่ชอบธรรมของเขาในสังคมกลับคืนมา
ตัวละครเอกของเดือนวาด พิมวนา หรือ เด็กชาย กำพล ช่างสำราญนั้น เรียกได้ว่ามีคุณสมบัติและลักษณะหลายอย่างที่ตรงกับลักษณะของ tragic hero แห่งยุคสมัยใหม่ ชะตากรรมของกำพลที่ถูกพ่อแม่ทิ้งเอาไว้ในชุมชนห้องแถวคุณแม่ทองจันทร์ มีชีวิตรอดอยู่จากความช่วยเหลือของสมาชิกในชุมชนนั้นและเฝ้ารอวันที่พ่อกับแม่จะกลับมารับและเริ่มต้นสร้างครอบครัวขึ้นมาใหม่ นี่คือเรื่องราวโศกนาฏกรรมแห่งยุคสมัยใหม่ที่มีเด็กชายอายุหกขวบที่โดนพ่อแม่ทิ้งเป็นตัวเอก กำพลคือลูกชายของวสุและน้ำฝน ชนชั้นกรรมาชีพหาเช้ากินค่ำ เป็นเหยื่อของครอบครัวที่แตกแยก เมิ่อมีพ่อที่ชอบใช้กำลังและแม่ที่มีชู้ การมีชีวิตรอดของกำพลโดยมีจุดมุ่งหมายคือรอวันที่พ่อแม่จะกลับมารับไปอยู่ด้วยอีกครั้งคือ โครงเรื่องหลัก (main plot) และรายละเอียดที่ใส่เข้ามาเป็นโครงเรื่องรอง (sub plot) คือวิถีชีวิตของกำพลในช่วงระยะเวลาที่เขารอการกลับมาของพ่อกับแม่ โดยมีการปรากฏตัวของตัวละครอย่าง ประสิทธิ์หรือไอ้อ้น เพื่อนสนิทของเขา เฮียชง เจ้าของร้านขายของชำใจดีที่เป็นอีกคนหนึ่งที่คอยดูแลสั่งสอนเขา ลุงดำ ป้าทองใบ ไอ้จั๊ว นางหมอนแม่ของไอ้อ้น ฯลฯ ที่ล้วนช่วยกันดูแลกำพลในช่วงเวลานี้ ที่กินพื้นที่เรื่องราวส่วนใหญ่ของหนังสือ
จากโครงเรื่องคร่าวๆ ผู้อ่านย่อมรู้สึกได้ว่านี่ไม่ใช่เรื่องตลก เด็กบ้านแตกที่ถูกพ่อแม่ทิ้งไว้ตามลำพังจะเป็นเรื่องตลกได้อย่างไร อย่างไรก็ตาม ช่างสำราญ ก็ไม่ใช่เรื่องเศร้าหรือเป็นโศกนาฏกรรมที่บอกเล่าเรื่องราวอันหนักอึ้งและบีบคั้นอารมณ์ความรู้สึกของคนอ่านแต่อย่างไร ชีวิตของกำพล ช่างสำราญ หรือที่ใครเรียกกันว่า ไอ้หนู นั้น เมื่อผู้อ่านได้เข้าไปทำความรู้จักผ่านตัวหนังสือแล้ว กลับเกิดรอยยิ้มประปรายบนใบหน้า แม้บางทีจะเป็นรอยยิ้มจางๆเฝื่อนๆที่มาพร้อมกับเสียงถอนหายใจด้วยความหดหู่ในชะตากรรมที่กำพลต้องประสบ หรือหากผู้อ่านคนใดเริ่มจะมีน้ำตาเอ่อขึ้นมามันก็จะถูกไล่ต้อนกลับไปด้วยรอยยิ้มที่ปรากฏขึ้นอีกครั้งเมื่ออ่านในบรรทัดต่อมา ลักษณะของความคลุมเครือและผสมปนเปกันของความเศร้าและความสุข เสียงหัวเราะที่มาพร้อมกับความรู้สึกหนักอึ้งในใจ การผสมผสานกันระหว่างความเป็นสุขนาฏกรรมและโศกนาฏกรรม เหล่านี้คือคุณลักษณะอันโดดเด่นของ ช่างสำราญ ลักษณะของความเป็นทั้งสุขนาฏกรรมและโศกนาฏกรรม (tragicomedy) ในงานประพันธ์เรื่องหนึ่งนั้น มีปรากฏให้เห็นในงานวรรณคดีตั้งแต่ในสมัยของ ยูริพิดิส (480-406 ปีก่อนคริสต์กาล) ในบทละครอย่าง Alcestis และ Iphigenia นักแต่งบทละครชาวอิตาลีในค.ศ.ที่16 Giovanni B. Guarini ที่เป็นทั้งผู้นำนักเขียนและนักทฤษฎีในงานประเภท tragicomedyในยุคนั้น กล่าวว่า tragicomedy นั้นมีรากฐานอยู่ที่การเปลี่ยนแปลงของโครงเรื่องจากความเศร้าและอันตรายใหญ่หลวงไปสู่ตอนจบแบบมีความสุข(happy ending) ของตัวละครหลัก และผู้อ่านก็สามารถที่จะทั้งหัวเราะและร้องไห้ไปกับตัวละครในขณะที่เรื่องราวดำเนินไป อย่างไรก็ดีทฤษฎีของ Guarini นั้นดูจะใช้ได้ไม่ดีนักเมื่อนำมาปรับใช้กับงาน tragicomedy สมัยใหม่ส่วนใหญ่ ในงานเขียน Modern Tragicomedy (1966) ของ Karl S. Guthke นั้น เขาได้แยกความแตกต่างระหว่างงาน tragicomedy สมัยใหม่กับงานที่มีอยู่ในยุคก่อนหน้านี้ว่า tragicomedy ในช่วงก่อนยุค Modern นั้นจะเน้นหนักไปที่ความเปลี่ยนแปลงของเค้าโครงเรื่องจากโศกนาฏกรรมไปสู่ความเป็นสุขนาฏกรรมในขณะที่ tragicomedy ในยุคสมัยใหม่นั้นเป็นลักษณะของการ เกื้อกูลและตอบรับซึ่งกันและกัน ของความโศกเศร้าและความสนุกสนาน และเพราะผลจากการผสมผสานกันของสองคุณสมบัตินี้เองที่ทำให้ผู้อ่านสามารถสัมผัสกับการตระหนักถึงความเศร้า (tragic awareness) ของตัวละคร ผ่านเสียงหัวเราะและรอยยิ้มที่ผู้อ่านได้รับ ลักษณะของการนำเสนอเรื่องแบบนี้นี่เองคือสิ่งที่พบในงานเขียน ช่างสำราญ แก่นของนวนิยายเรื่องนี้มีความเป็นโศกนาฏกรรม (tragedy) ที่มีกำพล ช่างสำราญเป็น tragic hero แต่เหตุการณ์และตัวละครอื่นๆที่อยู่รายล้อมกำพลคือองค์ประกอบที่ทำให้ ช่างสำราญ มีลักษณะของความเป็นสุขนาฏกรรม (comedy) ขึ้นมา นวนิยายทั้งเรื่องประกอบกันขึ้นมาจาก 38 ตอนย่อย เรื่องราวใน 38 ตอนนั้นมักจะจบในตอน ไม่ได้มีเนื้อเรื่องเชื่อมโยงกันจะมีก็เพียงบางตอนเท่านั้นที่มีเนื้อเรื่องต่อกัน เช่นในตอน แม่มาแล้ว ที่มีเนื้อหาเชื่อมโยงกับตอน พ่อ แม่ กำพล และชายคนนั้น หรือในตอน เรือใหญ่กว่ารถบรรทุก กับตอนสุดท้ายของเรื่องคือตอน กำพลได้ขึ้น...สวรรค์ในแต่ละตอนก็มีเรื่องราวที่แตกต่างกันเช่นเดียวกับรายละเอียดปลีกย่อยของแต่ละตอนที่ให้ความรู้สึกที่หลากหลายกันไปแก่ผู้อ่าน เช่น ผู้อ่านอาจเกิดความรู้สึกหดหู่และตีบตันในลำคอ เมื่ออ่านตอน บ้านใหม่ (หน้า 63) เมื่อความปรารถนาของกำพลและผู้อ่านกำลังจะสมหวังเมื่อพ่อของกำพลมารับเด็กชายไปอยู่ด้วยในที่สุด แต่แล้วทั้งกำพลและผู้อ่านก็รู้สึกผิดหวังไม่แพ้กันเมื่อสุดท้ายกำพลไม่สามารถอยู่กับพ่อและน้องที่ บ้านใหม่ได้ตามใจหวังและเรื่องราวในตอนนั้นก็จบลงที่กำพลถูกพ่อนำมาส่งเอาไว้ที่ชุมชนห้องแถวคุณแม่ทองจันทร์ดังเดิม เช่นเดียวกับในตอน แม่มาแล้ว (หน้า 161) ที่แม่มารับกำพลไปอยู่ด้วย แต่ชะตากรรมของกำพลก็ต้องซ้ำรอยเดิมอีกครั้งเมื่อแม่ของกำพลจากไปและทิ้งกำพลไว้เบื้องหลังเป็นครั้งที่สองในตอน พ่อ แม่ กำพล และชายคนนั้น (หน้า 167) อย่างไรก็ดี ช่วงชีวิตของกำพลที่อยู่ภายใต้ความดูแลของสมาชิกแห่งชุมชนห้องแถวคุณแม่ทองจันทร์นั้นก็ปรากฏให้เห็นในแง่มุมของความสนุกสนานของชีวิตในวัยเด็ก และความเอื้อเฟื้อของเพื่อนร่วมโลกที่ยังคงเหลืออยู่แม้จะเป็นสิ่งที่บางคนคิดว่ามันเหือดหายหมดไปจากสังคมแล้ว สิ่งเหล่านี้คือ ความ สำราญ ที่ปรากฏให้เห็นในชีวิตของกำพล เช่นในตอน จันทร์เจ้า (หน้า 99) อันเป็นตอนหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงบางแง่มุมของการหาความสุขใส่ชีวิตของเด็กๆและสมาชิกในชุมชนห้องแถวคุณแม่ทองจันทร์ ในตอนนี้ปรากฏความต้องการส่วนลึกของกำพลในการต้องการคนมาดูแลเลี้ยงดูแทนพ่อแม่ เมื่อนายชงถามว่ากำพลจะขออะไรจากดวงจันทร์ และกำพลตอบว่า ขอยายเกิด อันเป็นคำจากบทเพลงจันทร์เอ๋ยจันทร์เจ้าที่มีตอนหนึ่งร้องว่า ขอยายเกิดเลี้ยงตัวข้าเอง (หน้า 102) ท่ามกลางความเงียบงันของคำตอบของกำพล พลันไอ้จั๊วโพล่งออกมาว่า ยายเกิดไม่มีหรอก มีแต่สัปเหร่อเกิดจะเอามั้ย ความเศร้าสร้อยของบรรยากาศได้ถูกกลบด้วยคำพูดของไอ้จั๊วที่ไม่ได้ดึงผู้อ่านให้จมลงไปสู่ความเศร้าแต่ก็ทำให้ผู้อ่านยังคงสัมผัสได้ถึงความรู้สึกว้าเหว่ที่ขาดพ่อและแม่ของกำพลที่ยังคงลอยอยู่ในบรรยากาศของเรื่อง เช่นเดียวกับในตอน จิ้งหรีด (หน้า 129) ที่จิ้งหรีดที่กำพลเลี้ยงไว้และตั้งชื่อให้เป็นตัวแทนของครอบครัวของเขา ถูกลุงดำเอาไปทอดกินด้วยความเข้าใจผิด ตอน ผมไม่ใช่ผม (หน้า 191) ที่กำพลสร้างบุคลิกของ ผู้ปกครองของกำพล มาเป็นผู้ช่วยดูแลตัวเอง เพราะกำพลไม่มีพ่อแม่ช่วยดูแลเหมือนคนอื่นๆ นี่เป็นตัวอย่างจากหลายๆตอนที่เหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นกับกำพลถูกนำเสนอออกมาด้วยวิธีการและภาษาที่สามารถสร้างรอยยิ้มให้ผู้อ่านได้แต่ในขณะเดียวกันก็รับรู้ถึงความรู้สึกนึกคิดของกำพล และยังคงตระหนักได้ถึงชะตากรรมที่กำพลยังคงต้องเผชิญอยู่ ลักษณะของเรื่องราวเบาสมองที่มีความอารมณ์ดี ไม่ถึงกับชวนหัวสร้างเสียงหัวเราะ แต่ก็ให้รอยยิ้มบางๆไปพร้อมๆกับการตระหนักถึงปมปัญหาของตัวละครที่ยังไม่ได้รับการคลี่คลายคือ ลักษณะของความเป็น tragicomedy แห่งยุคสมัยใหม่ที่ปรากฏให้เห็นในช่างสำราญ เดือนวาด พิมวนา ยังได้ใช้ความเป็น tragicomedy นี้ทำให้พัฒนาการและความเปลี่ยนแปลงของตัวละครเอกคือ กำพล ในตอนท้ายเรื่องนั้นเกิดขึ้นได้โดยสมบูรณ์ ผู้เขียนยังคงเอาองค์ประกอบสำคัญของความเป็นโศกนาฏกรรม คือ ความตาย มาเป็นตัวสร้างพัฒนาการให้กับตัวละครได้โดยที่ยังคงลักษณะของความเป็นนวนิยาย tragicomedy ที่ไม่ได้จบลงด้วยความโศกเศร้าและน้ำตา ในตอนสุดท้ายคือตอน กำพลได้ขึ้น...สวรรค์ ผู้เขียนได้ทำให้ตัวละครกำพลประสบกับความตายที่เป็นลักษณะความตายแบบ conceptual อันหมายถึง ความตายที่ไม่ได้เกิดขึ้นทางกายอันเป็นรูปธรรม แต่เป็นความตายทางความคิดที่ผู้อ่านรับรู้ได้ว่า สภาวะใกล้เคียงและละม้ายคล้ายคลึงกับความตายที่กำพลได้เผชิญ (เห็นสัปเหร่อบังเกิดกำลังอุ้มตัวเองอยู่ จึงคิดว่าตัวเองตายแล้ว : หน้า 230)ได้ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงกับตัวกำพลเอง ซึ่งดูเหมือนว่าภายหลังจากที่ความตายมาเยี่ยมเยือนกำพลนั้นได้มีบางสิ่งบางอย่างก่อกำเนิดขึ้น การก้าวเข้าไปเผชิญกับความตายของกำพล แสดงลักษณะของความเป็น tragic hero แห่งยุคสมัยใหม่อย่างชัดเจน เพราะกำพลเลือกที่จะรับมือกับความตายอย่างสงบนิ่งและสง่างาม ผู้อ่านจะไม่เห็นกำพลดิ้นรนหรือทุรนทุรายร้องขอชีวิต ดังที่ปรากฏให้เห็นในตอน กำพลได้ขึ้น...สวรรค์ เมื่อกำพลคิดคำนึง อยู่ภายในความฝันของเขาว่า
ผมได้ยินเสียงน้ำ เสียงคลื่นใหญ่ถาโถม มีน้ำจริงๆ น้ำทะเลกำลังเอ่อล้นไหลทะลักเข้ามาในวัด เสียงคนร้องวี้ดว้ายแล้วกลับหัวเราะ พากันว่ายน้ำเล่นสนุกสนาน น้ำสูง ขึ้นเรื่อยๆ ผมตัวสั่นงก เห็นเฮียชงซึ่งยังนั่งกินข้าวต้มจมหายไปต่อหน้าต่อตา เสียงหัวเราะค่อยๆเงียบหายไป เหลือแต่น้ำเจิ่งนองสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนได้ยินเสียงกระฉอกอยู่ใต้ชิงช้า ผมหลับตา รอให้ตัวเองจมน้ำตาย (หน้า 229)
อย่างไรก็ดี การยอมรับความตายเป็นดังเพื่อน เป็นสิ่งที่ไม่ได้น่าสะพรึงกลัวนั้น อาจเป็นเพราะในหลายๆตอนก่อนหน้านี้ ปรากฏให้เห็นว่ากำพลได้เคยทำความรู้จักกับสิ่งที่เรียกว่าความตายมาก่อนแล้ว และผู้อ่านก็สามารถเห็นได้ถึงทัศนคติที่กำพลมีต่อความตายที่เปลี่ยนไปที่ละน้อย เช่น ในตอน คนหิวอาจกลายเป็น... เมื่อกำพลร้องไห้ให้กับความตายของเด็กสองคนในบทกวี ตุ๊กตากับลูกระเบิด ที่นายชงนำมาอ่านให้ฟัง (หน้า 44)ตอน งานศพ (หน้า 73) เมื่อกำพลได้เผชิญหน้ากับความตายของคนรู้จักคือ ลุงเตี้ย เป็นครั้งแรก ตอน ยาคุมหมดอายุ หน้า (107) ที่ซึ่งเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับความเป็นความตายของเขาโดยตรง เมื่อกำพลเข้าใจผิดคิดว่าเขาเกิดมาเพราะแม่พลาดกินยาคุมหมดอายุ ด้วยความเข้าใจว่าการที่แม่กินยาคุมเพราะไม้ต้องการให้เขาเกิดมานั้นทำกำพลร้องไห้และเอ่ยกับเฮียชงด้วยเสียงพูดปนสะอื้นว่า ไม่ต้องเอายามาคุมหรอก ไม่ได้เกิดมาสักหน่อย (หน้า 109) มาจนถึงตอน ขบวนการลูกนกฮูก ที่แสดงให้เห็นถึงความอยากรู้อยากเห็นที่กำพลมีในตัวสัปเหร่อบังเกิด ผู้เป็นบุคคลที่มีความใกล้ชิดกับความตายเป็นอย่างมาก ในมุมมองของกำพลแล้วสัปเหร่อบังเกิดก็เช่นเดียวกับความตายที่มีความลึกลับ และน่ากลัว เป็นบุคคลที่กำพลหรือเด็กๆคนอื่นๆไม่กล้าที่เข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยมากนัก แต่ทัศนคติที่กำพลมีต่อสัปเหร่อบังเกิดก็ได้เปลี่ยนแปลงไปเมื่อเขาได้ทำความรู้จักพูดคุยกับสัปเหร่อบังเกิด และค้นพบว่า ลุงเกิด หรือ ความตาย ในการรับรู้ของเขาไม่ได้น่ากลัวอย่างที่เขาคิด
ความตายแบบ conceptual ที่เกิดขึ้นกับกำพลนั้น ทำให้ผู้อ่านเห็นว่ากำพลได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้น แม้จะมีมุมมองและความคิดแบบเด็กๆที่มีตัวเองเป็นจุดศูนย์กลาง (เพราะคิดว่าตัวเองตาย คนที่ตัวเองเห็น เช่น นายชง ไอ้อ้น ไอ้จั๊ว นางหมอน ลุงดำ ฯลฯ จึงน่าจะตายเหมือนตน และคนที่ตัวเองไม่เห็นอยู่ในที่นี้ คือ พ่อ แม่ และไอ้จ้อนน้องชาย ย่อมที่จะต้องยังมีชีวิตอยู่) แต่มันก็ได้ทำให้ผู้อ่านเห็นถึงพัฒนาการของตัวละครกำพลที่กลายเป็นมนุษย์ที่มีความรักและคิดคำนึงถึงผู้อื่นโดยลดความคิดถึงแต่ตัวเองลงไป เขา เสียใจ ที่เห็นคนมากมายอยู่ภายหน้าเขาเพราะเขาคิดว่าทุกคนตายหมดแล้ว เขา ดีใจ ที่ไม่เห็นพ่อ แม่ และไอ้จ้อนอยู่ที่นั่นด้วย เพราะแสดงว่าทั้งสามคนยังไม่ตาย เขาไม่ได้ต้องการให้ทุกคนมาอยู่กับเขาเพื่อตอบสนองความต้องการและความพอใจของเขาเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป นี่อาจเป็นสัญญาณที่จะบอกว่า ด้วยหนทางชีวิตของเขาที่ดูเหมือนว่าพ่อกับแม่จะอยู่กันคนละโลก คนละความคิดคำนึงของเขาแล้วนั้น กำพลจะสามารถมีชีวิตอยู่รอดและเติบโตขึ้นได้ด้วยตนเองในที่สุด
การใช้ลักษณะของความเป็น tragicomedy มาเล่าเรื่องราวของกำพลนั้น ทำให้จุดมุ่งหมายของผู้เขียนในความต้องการที่จะนำเสนอชีวิตของเด็กที่ถูกพ่อแม่ทอดทิ้ง ที่อาจเรียกได้ว่าเป็น ปัญหาสังคม อย่างหนึ่ง นั้นถูกนำเสนอออกมาในบรรยากาศที่ไม่เคร่งเครียดและบีบคั้นจนเกินไปได้เป็นผลสำเร็จ วิธีการนำเสนอเรื่องแบบนี้ประสบความสำเร็จในแง่ที่ทำให้นวนิยายเรื่องนี้มีความแตกต่างไปจากงานเขียนอื่นที่มักจะบอกเล่าเรื่องราวของปัญหาแบบ กำพล นี้ด้วยน้ำเสียงที่สมจริงและจริงจัง ซึ่งอาจทำให้เนื้อหาของงานวรรณกรรมมีลักษณะของความเป็นข่าวและบทความทางหนังสือพิมพ์ และด้วยความเป็นจริงที่ว่าปัญหาแบบนี้มีอยู่มากมายไม่เพียงแต่ในสังคมไทยเท่านั้น เด็กที่มีชะตากรรมและวิถีชีวิตแบบกำพลนั้นมีอยู่นับไม่ถ้วน หลายครั้งที่เราอ่านเรื่องราวเช่นนี้บนหน้าหนังสือพิมพ์แล้วเราก็ลืมเลือนมันไป เพราะวันรุ่งขึ้นเรื่องราวของกำพลก็อาจปรากฏให้เห็นอีกครั้งภายใต้ชื่อเสียงเรียงนามที่แตกต่างไป แต่ความแตกต่างระหว่างเรื่องราวของกำพลกับเรื่องราวที่ปรากฏบนหน้าหนังสือพิมพ์ก็คือ ผู้ที่ได้อ่านเรื่องราวของกำพลจะจดจำเขาได้ แม้หลายคนไม่รู้ว่าจะแก้ปัญหาให้เขาอย่างไร บางคนอาจเพียงแค่มองดูอย่างนิ่งดูดาย บ้างอาจให้กำลังใจ ในขณะที่บางคนอยากจะเข้าไปช่วยเหลือ ไม่ว่าผู้ที่รับรู้เหตุการณ์จะรู้สึกอย่างไรก็ตาม แต่ด้วยรอยยิ้มจากเรื่องราวและความไร้เดียงสาของกำพลในโลกอันไร้ระเบียบที่ทุกสิ่งทุกอย่างดูจะผิดที่ผิดทางไปหมดนั้น ความมี ชีวิต ของตัวละครอย่างกำพลจะทำให้เราไม่ลืมเรื่องราวของเขา เช่นเดียวกับที่เราจะไม่ลืมว่ามีชีวิตเล็กๆในสังคมเล็กๆอีกมากมายที่อยู่ร่วมกับเรา มันทำให้เรารู้จักที่จะรับรู้และยอมรับในการมีอยู่ของชีวิตเหล่านั้น ว่าก็ล้วนแล้วแต่มีคุณค่ามากพอที่จะได้รับการคำนึงถึงเช่นกัน