มองหาเอกลักษณ์ในช่างสำราญ
สุวรรนปรีย์ อาจองค์
ในเรื่อง Poetic ของอริสโตเติล กล่าวไว้ว่า Plot หรือโครงเรื่อง เป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุด ใน องค์ประกอบ 6 อย่างของละครโศกนาฏกรรม ซึ่งลักษณะของ Plot ตามแบบของอริสโตเติลเป็นการนำเอาเหตุการณ์ต่างๆมาเรียงต่อๆกันอย่างมีเหตุผล เพื่อให้ผู้อ่านหรือผู้ชมเกิดการกระหายใคร่รู้ ในทางกลับกัน ช่างสำราญของคุณเดือนวาด พิมวนาหาได้มีลักษณะตามแบบของอริสโตเติลไม่ โครงสร้างนวนิยายของเธอเป็นรูปแบบของตัวเธอเอง ซึ่ง เกิดจากการใช้เทคนิคทางการเขียนอย่างหนึ่งซึ่งเรียกว่า กระแสจิตสำนึก
ลักษณะที่สำคัญของวรรณกรรมยุคใหม่ ที่เป็นที่กล่าวขวัญในวงการนักวิจารณ์ คือการเขียนที่เรียกว่า Stream of consciousness หรือกระแสสำนึก เป็นเทคนิคที่มี Édouard Dujardin (1861-1949) เป็นผู้เริ่มนำมาใช้เป็นคนแรก ในเรื่อง Les Lauriers sont coupé (1888) ตามมาด้วยเจมส์ จอยส์ ในเรื่อง Ulysses (1922) และเวอร์จิเนีย วูล์ฟ ในเรื่อง Mrs Dalloway (1925) เทคนิคนี้เป็นรูปแบบการเขียนที่นิยมใช้เขียนเรื่องสั้นหรือนวนิยาย เป็นการเขียนตามกระแสอารมณ์ความรู้สึกนึกคิด ความทรงจำอันหลั่งไหลพรั่งพรูไปเรื่อยๆ ซึ่งอาจจะไม่ต่อเนื่องกัน หรือไม่เรียงลำดับ ซึ่งการใช้กระแสสำนึกนี่เอง จะเป็นสิ่งหนึ่งที่สามารถอธิบายสิ่งที่ถูกเรียกว่าโครงสร้างในของช่างสำราญ
คุณเดือนวาดใช้เทคนิค กระแสสำนึก โดยการใส่สิ่งที่ไม่กลมกลืนกับเรื่องลงไปในความคิดของตัวละคร หลังจากนั้น เธอทำให้ตัวละครปล่อยสิ่งที่ดูเหมือนไม่กลมกลืนนั้นออกในรูปแบบความคิด หรือประสบการณ์ของตัวละครเอง การปล่อยหรือพรั่งพรูความคิด หรือประสบการณ์ดังกล่าวนี้อาจแบ่งได้เป็น 3 แบบคือ 1.การพรั่งพรูความคิดความรู้สึกของตัวละครในขณะนั้น 2.การพรั่งพรูจิตไร้สำนึกของตัวละคร 3.การพรั่งพรูประสบการณ์ที่เกิดการประทับใจสิ่งรอบตัวของตัวละคร เทคนิคนี้ช่วยทำให้ประสบการณ์ที่ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องมาเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องได้ โดยทำให้เกิดภาพซ้อนขึ้นมา ภายใต้จิตใจของตัวละครการพรั่งพรูทางความคิดและความรู้สึกของตัวละครในเรื่องช่างสำราญ จะเห็นได้หลายตอน อย่างเช่น ตอนต้นสน แม่มาหากำพลตอนหลับ แต่ความรู้สึกของกำพลก็คือว่าเขาได้ไปนอนกับแม่ แต่พอตื่นมาอีกทีแม่ก็จากไปแล้ว การมาของแม่จึงเหมือนกับความฝัน ทำให้กำพลไม่แน่ใจว่า การกลับมาของแม่ชั่วคราวนั้นเป็นความจริงหรือความฝัน สิ่งที่กำพลรู้สึกขณะอยู่กับแม่ก็คือกระแสสำนึกที่ผู้เขียนสร้างขึ้นในตัวกำพล ซึ่งซ้อนขึ้นมาในขณะที่กำพลหลับ
“คืนหนึ่ง กำพลหลับไปแล้วที่บ้านนางหมอน จึงรู้สึกเหมือนฝันเมื่อถูกปลุกให้ตื่นมาพบแม่ “ไอ้หนูลุกขึ้นเร็ว ไปนอนกับแม่” กำพล ตกตะลึง แต่ไม่ได้โผเข้าหา นิ่งมองอยู่ด้วยความสับสน ไม่คาดฝัน...กำพลไม่รู้ตัวเลย ตอนตีหนึ่งมีคนมาเคาะประตูห้อง แม่อุ้มเขาพาดบ่าพามาส่งบ้านนางหมอน ตอนเช้าเขาตื่นขึ้น โดยมีไอ้อ้นนอนอยู่ข้างๆ กำพลตกใจ ทั้งไม่แน่ใจ แม่มาหาเขาจริงหรือเป็นแต่เพียงฝัน”
(หน้า 77)
หรือตอนแม่มาแล้ว ที่กำพลแสดงความรู้สึกระหว่างแม่กับเขานั้นเปลี่ยนไป ซึ่งเป็นความรู้สึกต่อแม่หลังจากที่แม่ไม่ได้มาเอาใจใส่เขาอย่างที่พอเขาทำ เป็นการแสดงความรู้สึกของกำพลที่ซ้อนขึ้นมา เมื่อรู้ว่าแม่มาหาเขา
“นางน้ำฝน ช่างสำราญ กลับมาแล้ว กำพลแทบปรับตัวไม่ทัน แม่กลับมาเหมือนที่เขาเฝ้าฝัน ทว่ามีบางสิ่งบางอย่างแปรเปลี่ยนไป กำพลยังไม่เข้าใจว่าสิ่งนั้นคืออะไร ได้แต่นึกเปรียบเทียบและบอกตัวเองว่า สิ่งเดียวกันนี้ยังมีอยู่ในระหว่างเขากับพ่อ แต่ระหว่างเขากับแม่ มันหายไปเสียแล้วเพราะบางอย่างหายไป ทำให้กำพลไม่นึกอยากวิ่งไปหาแม่ ไม่นึกอยากเปล่งเสียงเรียก กระทั่งแม่เข้ามากอดเขาไว้ กำพลยังมิยกมือกอดตอบ”
(หน้า161)
นอกจากนี้การพรั่งพรูความคิด ความรู้สึกที่เห็นได้ชัดอีกตอนหนึ่งก็คือ ตอนเนื้อคู่ ที่กำพลอยากจะบอกนัดดาเหลือเกินว่ายายของนัดดาป่วย อยากให้คนซื้อข้าวเหนียวปิ้งของนัดดา แต่กลัวถูกล้อว่าชอบนัดดา ความคิดนั้นพรั่งพรูออกมาขณะที่เขากำลังให้สัมภาษณ์กับอาจารย์เรื่องทุนการศึกษา เขาเหลือบไปเห็นนัดดา ในที่สุดเขาก็ร้องให้ออกมา สิ่งนี้เป็นกระแสสำนึกที่เกิดขึ้นในความคิดของกำพลขณะที่เขากำลังให้สัมภาษณ์ทุน
“เมื่อพูดถึงแม่ ทุกคนยืนฟังเงียบกริบ ครูใหญ่หน้าเครียดตั้งใจฟัง กำพลเองก็มีสีหน้าไม่สู้ดี เขาอยากให้คนหันไปเห็นนัดดาและช่วยเธอซื้อข้าวเหนียวปิ้ง น่าจะมีใครบอกเธอว่ายายของเธอไม่สบาย ตอนนี้ไปโรงพยาบาลแล้ว ข้างเหนียวปิ้งของเธอที่ปิ้งไว้ก็ไหม้หมดแล้ว... ใบหน้ากำพลสลดลงเรื่อยๆ เขาอยากจะบอกข่าวว่ายายเจือล้มที่หน้าห้องน้ำ ต้องไปโรงพยาบาล ข้าวเหนียวปิ้งที่บ้านก็ไหม้หมดแล้วแต่เขาไม่อยากถูกล้อว่าเป็นเนื้อคู่กับเด็กหญิงนัดดา กำลังเล่าถึงไอ้จ้อน หรือกำจร น้องชายของเขา พลันหยุดนิ่งและหน้าเบ้ นัยน์ตาโตเริ่มฉ่ำ แล้วนำตาก็พราก”
(หน้า187)
มีอีกหลายตอนเช่นกันที่ผู้เขียนสร้างให้ตัวละครหลั่งไหลจิตไร้สำนึก ซึ่งจะเกิดในรูปของความฝันของเด็กชายกำพลเป็นส่วนใหญ่ เช่นตอนที่ซ่อนลับ ที่เด็กชายกำพลแอบเข้าไปหลบในบ้านเข่าที่เขา และครอบครัวเคยอยู่พร้อมหน้า กำพลฝันและหลับไป และเขาก็ฝันซ้อนฝันอีกทีหนึ่ง ในฝันกำพลถูกแม่ดุ เพราะแอบไปเล่นในบ่อน้ำ จนเขาตื่นขึ้น เขายังพบว่าพ่อและแม่ของเขาอยู่พร้อมหน้า แต่แล้วกำพลก็ตื่นขึ้นสู่โลกแห่งความเป็นจริง ซึ่งความฝันนี้ก็เป็นการพรั่งพรูของจิตไร้สำนึกของกำพล ดังทฤษฎีของคาร์ล จุง (1875) ที่กล่าวว่าความฝันเป็นสภาวะของจิตไร้สำนึก เกิดเพื่อเติมเต็มส่วนที่ขาด กำพลขาดความรักความอบอุ่นจากพ่อและแม่ของเขาและเขาต้องการมัน เพื่อเติมเต็มส่วนที่ขาด ดังนั้นในความฝันของเขาจึงมีพ่อกับแม่มาอยู่พร้อมหน้า ซึ่งความฝันนี้ซ้อนขึ้นมาขณะที่กำพลแอบอยู่ในบ้านเช่าที่เขาเคยอยู่ หรือในตอนคนหิวอาจกลายเป็น... กำพลฝันว่าพ่อเอาปลาทอดมาให้ แต่ปลาหลุดลอยไป ความฝันนี้ก็คือจิตไร้สำนึกของกำพล ที่ซ้อนขึ้นมาขณะเขาหลับเพราะเค้าต้องการอาหาร ปลาอาจจะเป็นส่วนเติมเต็มความหิว และพ่อที่ปรากฏในฝันก็อาจจะเป็นจิตไร้สำนึกที่เขาต้องการความอบอุ่นจากพ่อ
ความประทับใจในสิ่งรอบตัวของตัวละครก็เป็นกระแสสำนึกที่คุณเดือนวาดใส่ลงไปในตัวละครเช่นกัน อย่างเช่นตอนหาดแห่งเสรีภาพ การไปบางแสนซึ่งผุดเข้ามาในความคิดของกำพล ขณะที่เขาจะแสดงถึงความอิสระของการที่จะไปไหนมาไหนโดยที่ไม่มีพ่อ แม่คอยห้าม ซึ่งบางแสนก็คือสิ่งรอบตัวกำพล ซึ่งผุดเข้ามาในความคิดของกำพลขณะนั้น หรือจะเป็นตอนจิ้งหรีด ซึ่งลุงดำกล่าวถึงรายการสู้แล้วรวยว่ามีการกินจิ้งหรีดกัน ซึ่งความคิดนี้ซ้อนขึ้นมาขณะที่เขาต้องการจะกินเอาจิ้งหรีดของกำพลไปทอดกิน นอกจากนี้ยังกระแสสำนึกที่เกิดจากสิ่งรอบตัว และยังสามารถพบในตอนที่นายชงนึกถึงนิทานออสเตรีย เพื่อมาเล่าให้กำพลหายเศร้าโศก นิทานเรื่องนี้นั้นเกิดซ้อนขึ้นมาขณะที่นายชงพยายามหาบางสิ่งมาทำให้กำพลผู้หิวโหย ลืมความหิวและกินข้าวต่อ
จากการที่ผู้เขียนใช้เทคนิคนี้ใส่ลงไปในตัวละคร สิ่งที่ดูเหมือนจะไม่กลมกลืนกัน เช่นความฝันกับการเล่น ซ่อนหา ในตอนที่ซ่อนลับ หรือ ความคิดที่กำพลอยากบอกนัดดาเรื่องยายของนัดดา ขณะที่คุณครูสัมภาษณ์กำพลเรื่องทุน หรือนิทานออสเตรีย กับความหิวของกำพล แม้มันดูเหมือนว่าจะไม่กลมกลืนกัน ทว่าในแต่ละความคิดของตัวละคร ที่พรั่งพรูออกมานั้นก็มีหน้าที่ของมันเอง สิ่งที่ตัวละครคิดและหลั่งไหลออกมานั้นหน้าที่หลักก็คือเป็นตัวอธิบายถึงการกระทำ หรือการแสดงออกสิ่งใดสิ่งหนึ่งของตัวละคร เช่น ความฝันของกำพลในเรื่องที่ซ่อนลับ ช่วยอธิบายว่าทำไมกำพลจึงเดินยิ้มหลังจากที่เพื่อนๆกำพลถามว่าไปซ่อนที่ไหนมา หรือตอนจิ้งหรีด ที่มีกระแสสำนึกกล่าวถึงรายการสู้แล้วรวย มีขึ้นเพื่ออธิบายว่าทำไมลุงดำจึงอยากกินจิ้งหรีดทอด หรือตอนคนหิวอาจกลายเป็น... นิทานออสเตรียก็เป็นเหตุให้กำพลลืมความเศร้าโศกไปชั่วขณะ หรือความรู้สึกของกำพลที่มีต่อแม่เปลี่ยนไป ในตอนแม่มาแล้ว เป็นตัวอธิบายถึงสภาพจิตใจของกำพล ทำไมกำพลจึงไม่อยากไปกอดแม่อีก การที่ผู้เขียนใส่สิ่งที่แตกต่างกันกันเข้าไปในกระแสสำนึกของตัวละคร และทำให้สิ่งแตกต่างนั้นมีบทบาทในเรื่อง ส่งผลให้ความแตกต่างนั้นถูกเรียงร้อยอย่างกลมกลืน
อาจจะเป็นไปได้ว่า กระแสสำนึกที่พรั่งพรูอยู่ในตัวละครก็คือ กระแสสำนึกที่มาจากความประทับใจ หรือประสบการณ์ของผู้เขียนเอง ที่หลั่งไหลผ่านตัวละคร เช่นในตอนคนหิวอาจกลายเป็น... ที่ผู้เขียนใส่กระแสสำนึกให้กับนายชงเล่านิทานออสเตรียให้กำพลฟัง ซึ่งนิทานเรื่องนี้อาจจะวนเวียนอยู่ในหัวของคุณเดือนวาดในขณะเขียนเรื่องตอนคนหิวอาจกลายเป็น...อยู่ก็ได้ เช่นเดียวกับตอนจิ้งหรีด ที่ผู้เขียนให้ลุงดำกล่าวถึงรายการสู้แล้วรวย ว่าจิ้งหรีดกินได้ เมื่อเขียนถึงจิ้งหรีด อาจจะทำให้ผู้เขียนนึกถึงรายการนี้จึงเอามันมาใส่ในกระแสสำนึกของตัวละครก็เป็นได้ ในเรื่องความฝันของเด็กชายกำพลก็สามารถบ่งบอกถึงกระแสสำนึกของผู้เขียนได้เหมือนกัน ความฝันของกำพลอาจจะเป็นจิตไร้สำนึกของผู้เขียนที่พรั่งพรูออกมา จนทำให้กำพลฝันซ้อนฝันขึ้นไปอีก
อย่างไรก็ตามกระแสสำนึกของตัวละครนั้นก็ไม่ได้มีอยู่ในทุกส่วนของเรื่องช่างสำราญ กล่าวคือเนื้อหาของเรื่องนี้ไม่ได้มาจากกระแสสำนึกทั้งหมด ดังนั้นช่างสำราญจึงไม่ใช่นวนิยายแนวกระแสสำนึก เพียงแต่คุณเดือนวาด ใช้เทคนิคนี้เข้ามาเป็นตัวเชื่อมระหว่างสิ่งที่ไม่กลมกลืนกัน ให้เป็นสิ่งเดียวกันดังนี้เทคนิคการใช้กระแสสำนึกนี่เองทำให้เรื่องที่ดูไม่กลมกลืนกัน เช่นจิตไร้สำนึก ความรู้สึก ความคิด และอิทธิพลของสภาพแวดล้อมที่อยู่ในตัวละคร มาเป็นเรื่องเดียวกันได้ จึงทำให้โครงสร้างของช่างสำราญมีลักษณะเฉพาะ ก็คือโครงเรื่องที่ผสมผสานระหว่างความไม่กลมกลืน ไม่เป็นเหตุเป็นผล มาวางซ้อนกันโดยที่ใช้เทคนิคกระแสสำนึกใส่ลงไปในตัวละครเป็นเพื่อให้เกิดความไหลลื่น ซึ่งแตกต่างจากโครงเรื่องตามแบบของอริสโตเติลที่ว่าโครงเรื่องคือการเอาเหตุการมาเรียงต่อกันอย่างมีเหตุผล และกระแสสำนึกนี่เองทำให้ช่างสำราญมีโครงเรื่องที่มีเอกลักษณ์เป็นของมันเอง