ภาษาและการใช้จินตภาพ
รัตนา วิริยะเกียรติ
วรรณกรรมกับศิลปะมีธรรมชาติอย่างหนึ่งที่เหมือนกันคือ การแสดงความงดงามซึ่งรู้สึกอยู่ภายในจิตใจของศิลปินให้ปรากฏออกมา แต่วรรณกรรมและศิลปะต่างๆจะมีวิธีการถ่ายทอดที่แตกต่างกัน เช่น ประติมากรรมใช้รูปปั้นเป็นสื่อแสดงออกถึงความงามที่อยู่ในจิตใจของผู้ปั้น และภาษาก็เป็นสื่อของวรรณกรรม ภาษากับวรรณกรรมจึงมีความสัมพันธ์กันอย่างแนบแน่น
ภาษาเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งซึ่งมนุษย์ประดิษฐ์ขึ้น เพื่อใช้แทนเสียงที่เปล่งออกมา ใช้เป็นเครื่องหมายแสดงภาพแห่งความรู้สึกนึกคิด เมื่อบุคคลหนึ่งพูดออกมาก็ต้องสามารถทำให้ผู้ฟังเข้าใจความหมายของสิ่งที่พูด ซึ่งต้องได้ความและทำให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน ภาษาจึงเป็นสื่อสำหรับทำความเข้าใจกัน ในแต่ละแขนงวิชา จะมีภาษาที่ถูกกำหนดขึ้นเพื่อใช้เฉพาะในวงการ ซึ่งคนที่อยู่นอกวงการนั้นยากที่จะทำความเข้าใจ ในวงการวรรณกรรมก็มีภาษาเฉพาะ ผู้อ่านบางคนอาจรู้สึกไม่สามารถเข้าถึงภาษานั้นได้ หรืออาจจะไม่สามารถเข้าใจความต้องการของผู้เขียนที่พยายามสื่ออกมาผ่านทางภาษา
ภาษาในทางวรรณกรรมหรือในทางวรรณคดีนั้น อาจจะมีความหมายที่แตกต่างไปจากภาษาที่ใช้กันอยู่โดยทั่วไปในปัจจุบัน เพราะภาษาธรรมดามักจะกล่าวถึงในทางที่เป็นรูปธรรม มุ่งในสิ่งที่มองเห็นได้ แต่ภาษาในทางวรรณกรรมนั้นมักจะมีความหมายในทางนามธรรมแฝงอยู่เสมอ ที่เป็นเช่นนี้ก็เนื่องมาจากนักประพันธ์หรือผู้เขียนนั้นถ่ายทอดภาษาออกมาจากจิตใจของตน และมักจะสามารถมองเห็นในสิ่งที่คนธรรมดาไม่สามารถมองเห็นได้ ซึ่งที่เป็นเช่นนี้ก็เนื่องมาจากนักเขียนนั้นไม่ได้มีแค่ภาษาเป็นเครื่องมือเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่นักเขียนจะต้องมีการใช้จินตนาการของตัวเองในการสร้างภาพพจน์ให้เห็นชัดเจน และให้ผู้อ่านสามารถคล้อยตามตามความคิดเห็นของตน แต่ผู้เขียนก็ไม่ได้คำนึงถึงความเป็นจริงเสมอไป เนื่องจากในบางครั้งวรรณคดีกับความจริงก็ไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้ ดังนั้นผู้ที่อ่านจะต้องมีการใช้จินตนาการร่วมไปกับผู้เขียน เพื่อที่สามารถทำความเข้าใจถึงแก่นแท้ที่ผู้เขียนต้องการเสนอออกมา ดังนั้นจึงสามารถสรุปได้ว่า การที่จะศึกษางานชิ้นใดชิ้นหนึ่งนั้น ผู้อ่านจะต้องมีความรู้ถึงภาษาที่ผู้เขียนใช้ เป็นสำคัญ เมื่อสามารถทำความเข้าใจได้อย่างลึกซึ้งแล้ว จะสามารถวิเคราะห์วิจารณ์ได้อีกด้วย
ภาษาประกอบด้วย 2 ส่วนสำคัญคือ เสียงที่ใช้ และความรู้สึกนึกคิด และประสบการณ์ โดยในที่นี้ผู้เขียนจะขอเน้นในเรื่องหลัง
ภาษาเป็นสื่อแสดงถึงความรู้สึกนึกคิด และประสบการณ์อันเป็นความหมายที่ใช้ให้เกิดความเข้าใจระหว่างมนุษย์ด้วยกัน แต่อย่างไรก็ตามอาจมีปัญหาในเรื่องของการสื่อความหมายระหว่างผู้เขียนและผู้อ่านคือ ประสบการณ์ การที่ผู้เขียนกับผู้อ่านจะสามารถสื่อความกันได้นั้น การสื่อสารดังกล่าวจะต้องตั้งอยู่บนประสบการณ์ร่วม ซึ่งหากไม่มีประสบการณ์ร่วมแล้วปัญหาที่จะสืบเนื่องต่อมาคือ ความหมายซ่อนเร้นที่ผู้เขียนต้องการสื่อออกมา สิ่งที่ผู้เขียนแสดงออกด้วยภาษา ถ้อยคำ อาจจะไม่ใช่ความหมายทั้งหมด และในส่วนที่ผู้เขียนไม่ได้กล่าวออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร อาจจะมีความหมายที่ลึกซึ้งไปกว่าสิ่งที่ถูกเขียนออกมา ผู้เขียนส่วนมากต้องการที่จะสื่อความที่เกินคำ ส่วนที่ไม่ได้ถูกกล่าว เป็นส่วนที่ผู้อ่านจะต้องไปสืบหาความหมายเอง โดยอาศัยถ้อยคำที่ปรากฏอยู่ในวรรณกรรมเป็นเครื่องนำทาง ผู้อ่านจะต้องใช้จินตนาการและประสบการณ์ที่ตนมี มาช่วยในการแสวงหาความหมายซ่อนเร้นของผู้เขียนที่แฝงไว้ในผลงาน
ในการตีความวรรณกรรมนั้น เป็นการทำให้ความหมายของภาษาในงานนั้นมีความชัดแจ้ง โดยอาศัยการวิเคราะห์ การถอดความหมาย ส่วนใหญ่แล้วมักจะพุ่งไปในข้อความที่มีความคลุมเครือ กำกวม และการใช้ภาพพจน์
ในเรื่องที่เกี่ยวกับการตีความในความหมายของงานวรรณกรรมนั้นไม่ได้หมายถึงการตีความหมายแบบตรงตัว ในเรื่องเกี่ยวกับทฤษฎีเกี่ยวกับการตีความนั้นได้มีการตั้งข้อโต้แย้งกันมานานแล้ว
ในปลายสมัยคริสศตวรรษที่ 17 John Dryden ได้ตั้งกฎพื้นฐานความเป็นไปได้ในการตีความไว้ดังนี้
metaphrase หมายถึง การตีความแบบคำต่อคำตามต้นฉบับ ซึ่งบ่อยครั้งที่ผู้อ่านไม่สามารถทำความเข้าใจได้
paraphrase หมายถึง การเก็บใจความให้มีความหมายให้เหมือนกับต้นฉบับให้มากที่สุด แต่มีการปรับใช้ภาษาของผู้ที่ตีความ
imitation หมายถึง การสร้างสิ่งใหม่ขึ้นมาจากแนวความคิด, แก่นของเรื่อง และโครงสร้างเดิมไว้
ดังที่ได้กล่าวมาแล้วในข้างต้นว่า จินตนาการของผู้เขียนนั้น ก็เป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งในการสื่อสารความหมายของผลงาน การที่จะสร้างผลงาน สิ่งที่ขาดไม่ได้ในตัวผู้เขียนก็คือ กระบวนการจินตภาพ [Imagery] ซึ่งหากจะให้มีการนิยามความหมายนี้แล้ว จัดได้ว่าเป็นการยาก นับแต่อดีตคำนี้หมายถึง ภาพในใจที่ผู้อ่านได้รับจากการอ่านผลงาน และหมายรวมถึงผลรวมขององค์ประกอบต่างๆที่สร้างให้เป็นผลงานในระยะต่อมาคำนี้หมายถึง การรวมตัวกันของหลายๆจินตภาพ หมายถึงคุณลักษณะต่างๆที่ประสาทสัมผัสสามารถซึมซับได้ จากบทร้อยกรอง หรืองานวรรณกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการบรรยายอย่างตรงไปตรงมา หรือการกล่าวถึงโดยนัย แต่เมื่อพิจารณาโดยรวมแล้ว อาจจำกัดความหมายได้ว่าเป็นสิ่งที่ช่วยทำให้ผลงานนั้นออกมาในลักษณะที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น
Ezra Pound กวี และนักวิจารณ์วรรณกรรมในช่วงต้นคริสศตวรรษที่ 20 อาจกล่าวได้ว่าเป็นผู้นำในเรื่องการใช้กระบวนการจินตภาพ ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากไฮกุ [Haiku] ของประเทศญี่ปุ่น อันเป็นรูปแบบบทร้อยกรองรำพันความในใจที่แสดงให้เห็นความประทับใจของกวีที่มีต่อวัตถุสิ่งของ หรือสถานที่ตามธรรมชาติ
Pound ได้ให้นิยามความหมายของกระบวนการจินตภาพไว้ว่า ภาวะทางอารมณ์และ สติปัญญา ในชั่วเวลาหนึ่ง โดยมีเป้าหมายเพื่อเป็นเครื่องยืนยันถึงสิ่งที่เป็นรูปธรรม ซึ่งเกิดจากการรวมตัวกันของการตอบโต้ทางอารมณ์ และปัญญาในปี 1927 บทความของ Pound ชื่อว่า How to Read ได้กล่าวถึงเรื่องการใช้กระบวนการจินตภาพไว้ว่า เป็นกระบวนการของการกระตุ้นภาษาให้เกิดเป็นความหมาย [They energize language with the meaning]
Pound ได้แยกกระบวนการสร้างจินตภาพไว้เป็นสามส่วนใหญ่ โดยใช้ศัพท์ใหม่ขึ้นดังนี้logopoeia หมายถึง การร่วมกันของภาวะทางอารมณ์ และปัญญา ที่ปรากฏอยู่ในสำนึกของผู้อ่าน ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับความหมายที่แท้จริง โดยผ่านการใช้ถ้อยคำ หรือกลุ่มคำของผู้เขียน
melopoeia หมายถึง การชักนำความสัมพันธ์ทางอารมณ์โดยการใช้เสียง หรือจังหวะของคำ
phanopoeia หมายถึง กระบวนการหล่อหลอมภาพทางจินตนาการให้เกิดขึ้นในจิตใจของผู้อ่าน
การเปรียบเทียบ (Metaphor) เป็นประเภทหนึ่งของการสร้างจินตภาพที่ผู้เขียนส่วนมากนิยมใช้ ข้อถกเถียงเรื่องการใช้ความเปรียบเทียบนี้ มีการโต้แย้งมาเป็นเวลานานแล้วตั้งแต่สมัยโบราณ ใน Poeticบทที่ 21 ของ Aristotle ได้มีการเขียนถึงการใช้และคุณค่าของการใช้การเปรียบเทียบ ดังนี้ การที่นักเขียนจะใช้เพียงคำธรรมดา ทั่วไป งานที่ออกมาจะทำให้ผู้อ่านมีความรู้สึกเบื่อได้ การใช้ Metaphor จะช่วยให้งานนั้นมีเนื้อหาที่ดี และน่าสนใจมากขึ้น เหมือนเป็นการใส่เครื่องปรุงลงไปในอาหารเพื่อเพิ่มรสชาติแปลกใหม่ แต่อย่างไรก็ตาม การใช้ Metaphor มากจนเกินไปก็อาจก่อให้เกิดปัญหาได้ คือ ผู้อ่านไม่สามารถทำความเข้าใจทั้งหมดได้อย่างลึกซึ้ง
ช่างสำราญ ที่ถูกนำมาตั้งเป็นชื่อเรื่องสามารถบอกความหมายได้มากมาย โดยปกติงานเขียนประเภทสารคดี หรือวิชาการจะมีชื่อเรื่องที่ค่อนข้างเป็นรูปธรรม ชัดเจน และตรงไปตรงมา ในขณะที่งานประเภทบันเทิงคดี ชื่อมักจะมีลักษณะเป็นนามธรรม ที่บอกให้รู้ถึงหัวใจของเรื่อง และส่วนใหญ่มักไม่เป็นชื่อที่บีบความคิดของผู้อ่านไว้ในกรอบ
ช่างสำราญ ในความหมายโดยทั่วไปนั้นออกมาในทางแง่ลบ คือ หมายถึงบุคคลที่ชื่นชอบความสนุกสนาน ไม่ค่อยสนใจในสิ่งที่เป็นประโยชน์เท่าใดนัก มองลึกลงมาสำหรับผู้อ่าน อาจหมายความได้ว่า ผู้เขียนได้นำเอานามสกุลของตัวละครเอกคือ เด็กชาย กำพล ช่างสำราญ มาตั้งเป็นชื่อเรื่อง แต่เมื่อมาพิจารณาถึงเนื้อหาโดยรวมที่เกี่ยวกับชีวิตของเด็กชายคนหนึ่งที่ถูกพ่อแม่ทอดทิ้ง และต้องอาศัยอยู่กับเพื่อนบ้าน เปรียบแล้วก็ไม่ต่างกับเด็กเร่ร่อนเท่าใดนัก ช่างสำราญ ในที่นี้จึงน่าจะเป็นสิ่งที่สะท้อนออกมาจากจิตใจของผู้เขียนที่ต้องการให้ผู้อ่านได้ตระหนักว่า จริงๆแล้ว กำพล นั้นมีความสำราญได้สมกับนามสกุลของเขาหรือไม่ ซึ่งก็เป็นหน้าที่ของผู้เขียน ว่าเมื่อได้อ่านแล้วจะมีความรู้สึกอย่างไร
หากจะใช้บรรทัดฐานของอริสโตเติลในเรื่องเกี่ยวกับการใช้ Metaphor มาตัดสิน ช่างสำราญ แล้วคงจะตอบได้ว่า เดือนวาดได้ใช้ Metaphor มากจนเกินไป แต่อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนนั้นมีความต้องการให้ผู้อ่านสามารถเก็บเอาไปคิดต่อนั่นเอง
ตัวอย่างการเปรียบเทียบตามทฤษฎีของ Ezra Pound
ชื่อตอนใน ช่างสำราญ แต่ละตอนนั้นมีการสร้างจินตภาพขึ้น โดยแต่ละตอนนั้นถูกเปรียบเทียบให้เห็นถึงสิ่งที่กำพลจะต้องเผชิญ หรือความรู้สึกลึกๆของกำพลที่สะท้อนออกมาเป็นเรื่องราวต่างๆ และมีการย้ำความอยู่ตลอดเวลา โดยเปลี่ยนแปลงตัวละครและฉาก อย่างไรก็ตามเหตุการณ์ต่างเหล่านี้ เป็นการสะท้อนออกมาของความรู้สึกของกำพลที่ถูกครอบครัวทอดทิ้งนั่นเอง
ชื่อตอน ความหมายหน่วยที่เล็กที่สุด
เกมเศรษฐี, บ้านใหม่, ยาคุมหมดอายุ, ความรู้สึกของการที่ถูกทอดทิ้ง
ความสง่างามของไอ้เสือหมอนวด, เรียงเบอร์, ม้าด่วน การดิ้นรนต่อสู้
ม้าด่วน, งานศพ, ขบวนการลูกนกฮูก ความตาย
รหัสคดีเด็ก, พระโซะ การตัดสิน, ความยุติธรรม
ม้าด่วน, แม่มาแล้ว เซ็กส์
ผมไม่ใช่ผม, เรือใหญ่กว่ารถบรรทุก, ความคิดในอุดมคติ
กำพลได้ขึ้น...สวรรค์ชโลมศักดิ์ ภักดิ์ภิรมย์ สิ่งที่ปรากฏอาจไม่ใช่สิ่งที่เป็นจริง
เกมเศรษฐี, บ้านใหม่, ยาคุมหมดอายุ และความสง่างามของไอ้เสือ มีความหมายร่วมกันในด้านการบอกถึงสภาพของเด็กชายกำพลที่ถูกทอดทิ้ง โดยพ่อ และ แม่ และที่จะเห็นชัดเจนอย่างยิ่งคือตอน เกมเศรษฐี กับ ความสง่างามของไอ้เสือ ที่มีลักษณะร่วมที่เห็นได้ชัด คือความรู้สึกของคน และสุนัขที่ถูกทอดทิ้ง โดยคนในครอบครัว ผู้เขียนเได้เสนอการแสดงออกถึงการมีอารมณ์ร่วมกันโดยให้กำพลเป็นคนๆเดียวที่สามารถจับหัวของไอ้เสือได้ อาจจะเป็นเพราะตกอยู่ในสภาพเดียวกัน และเข้าใจอารมณ์ของกันและกัน ในขณะที่คนอื่นๆนั้นไม่สามารถเข้าใกล้ไอ้เสือได้เลย
ในตอน เกมเศรษฐี เป็นตอนที่เปิดตัวละครเอก คือเด็กชายกำพล ที่ตกอยู่ในสภาพบ้านแตก เนื้อเรื่องนั้นมีการกล่าวถึงคำว่า เกมเศรษฐี เพียงครั้งเดียว (หน้า 27.) เมื่อถูกนำมาตั้งเป็นชื่อตอนแล้ว น่าจะมีการกล่าวถึงรายละเอียดมากกว่านี้ ซึ่งเมื่อวิเคราะห์ดูแล้วผู้เขียนน่าจะหมายถึง ตัวของเด็กชายกำพลที่มีคนพยายามเข้ามาเลี้ยงดูชั่วคราว อาจจะเรียกว่าแย่งกันเข้ามาดูแลก็ว่าได้ ตัวของเด็กชายกำพลเปรียบเหมือน ตัวหมากที่ใช้ในการเล่นเกมเศรษฐี ส่วนคนที่จะมารับเลี้ยงดูก็เปรียบเสมือนกับช่องต่างๆในกระดานเล่นเกม หากคนที่มารับเลี้ยงมีฐานะที่พอมีพอกิน เด็กชายกำพลก็จะพลอยสบายไปด้วย มีความหมายว่าเป็นช่องที่มีราคาแพง(ที่ดิน หรือสิ่งสาธารณูปโภคที่ถูกกำหนดในเกม) ทั้งนี้เด็กชายกำพลจะสะดวกสบายหรือไม่นั้นเทียบกับลูกเต๋าที่ถูกทอดในแต่ละครั้ง
กระดานที่ใช้ในการเล่น หมายถึง ชุมชนห้องแถวคุณแม่ทองจันทร์
ช่องแต่ละช่องบนกระดาน หมายถึง บ้านของผู้ที่จะช่วยเลี้ยงเด็กชายกำพลชั่วคราว
หมากที่ใช้เดิน หมายถึง เด็กชายกำพล
ลูกเต๋า หมายถึง ชะตาของเด็กชายกำพลการที่ผู้อ่านจะมีความสามารถในการแปลความ หรือตีความและสามารถเข้าใจได้ตรงตามที่นักเขียนต้องการนั้น ทั้งนี้จะขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของผู้อ่านและความรู้ส่วนตัว เพื่อเป็นพื้นฐานในการตีความด้วย หากผู้อ่านเคยมีประสบการณ์ในสิ่งที่ผู้เขียนกล่าวถึง ผู้อ่านก็จะสามารถเข้าสัมผัสถึงความรู้สึกนั้นๆ ได้อย่างลึกซึ้ง จากตัวอย่าง หากผู้อ่านไม่รู้จักว่า เกมเศรษฐีคืออะไร ผู้อ่านจะไม่สามารถทำความเข้าใจได้ในทันทีถึงความหมายลึกซึ้งที่ผู้เขียนต้องการแฝงไว้ใน ณ ที่นี้
เมื่อพิจารณาถึงการลำดับเรื่องแล้ว อาจจะไม่ค่อยมีความต่อเนื่องนัก แต่ละตอนมีจุดจบอยู่ในตัวมันเองอยู่แล้ว แต่การที่ไม่ได้เรียงลำดับนี้เองก็เป็นเหมือนการสร้างความหมายขึ้นมาใหม่ๆขึ้นมา จะมีเพียงตอนเดียวที่อาจจะถือว่ามีความต่อเนื่องกันได้ก็คือ แม่มาแล้ว และ พ่อ แม่ กำพล และ ชายฯ ที่มีการกล่าวถึงตัวละครที่มีความสัมพันธ์กับแม่ และมีการถูกกล่าวถึงอีกครั้งในบทต่อมา
ตัวอย่างที่กล่าวมาข้างต้น แสดงให้เห็นถึงบทบาทของภาษา และการใช้กระบวนการจินตภาพที่มีต่องานวรรณกรรมว่ามีความสำคัญอย่างมาก เมื่อผู้อ่านสามารถที่จะทำความเข้าใจถึงลักษณะและบทบาทของภาษา ก็จะสามารถสัมผัสได้ถึงสิ่งที่ผู้เขียนต้องการสื่อออกมา สามารถมีอารมณ์ร่วมไปกับตัวละคร โดยอาจจะเรียกได้ว่าเป็นการท้าทายความสามารถของผู้อ่าน ว่าจะเข้าใจจุดประสงค์ของผู้เขียนได้หรือไม่