ช่างสำราญกับการสร้างงานในเชิง Deconstruction
สิรินทรา บุญโญภาส

Deconstruction หรือ การถอดรื้อทางโครงสร้าง กล่าวได้ว่า เป็นอีกหนึ่งทฤษฎีที่มีแนวคิดสำหรับการทำความเข้าใจงานวรรณกรรมอย่างเปิดกว้าง ด้วยความคิดที่ว่าการถอดรื้อโครงสร้างนี้ เกิดขึ้นตั้งแต่กระบวนการสร้างงานของนักเขียนแล้ว ดังนั้น ผลงานที่ออกมาจึงไม่สามารถที่จะหาเอกภาพของเรื่องราวได้อย่างแท้จริง ซึ่งการสร้างนิยามของคำว่า เอกภาพ นี้ สามารถกลายเป็นสิ่งที่จำกัด หรือ ตีกรอบความคิดให้บอกเล่าเฉพาะเรื่อง ๆ เดียว และบางครั้งอาจทำให้การนำเสนอแนวคิดเหล่านั้นแคบลงไปโดยปริยาย ช่างสำราญ นวนิยายรางวัลซีไรต์ประจำปี พ.ศ. 2546 ซึ่งได้รับการถ่ายทอดโดย คุณเดือนวาด พิมวนา สามารถพิจารณาได้ว่า เป็นอีกผลงาน วรรณกรรมที่มีแนวทางการสร้างงานในเชิงการถอดรื้อเรื่องราว (Deconstruction) โดยที่อาจเป็นความตั้งใจหรือไม่ก็ตามของผู้เขียนที่มีวิธีการนำเสนอผลงานในลักษณะของเหตุการณ์อันหลากหลาย และบางขณะ เรื่องราวในแต่ละบทส่วนใหญ่มีความสมบูรณ์และจบลงโดยปราศจากการพาดพิงถึงการกระทำ และผลกระทบจากตัวละครในบทต่อไป นอกจากการสร้างผลงาน ซึ่งผสมผสานเรื่องราวที่สะท้อนปัญหาสังคมจากมุมมองผู้เขียนแล้ว เทคนิคอีกประการที่ปรากฏร่วมกันระหว่างผลงานช่างสำราญและทฤษฎี Deconstruction คือ การสร้างตัวละครที่ปฏิเสธถึง binary opposition ซึ่งหมายถึงการประกอบกันระหว่างคู่ตรงข้ามในโลก ตัวอย่างเช่น อดีต/ปัจจุบัน การคงอยู่/ความสูญสลาย ดี/ชั่ว ดิบ/สุก ขาว/ดำ ฯลฯ การแบ่งแยกความจริงเช่นนี้ เป็นลักษณะของแนวความคิดตะวันตกที่มีความเด็ดขาด และไม่สามารถประนีประนอมหรือผสมผสานกันระหว่างขั้วทั้งสองได้ ในทางกลับกัน นวนิยายเรื่องช่างสำราญนี้ ผู้เขียนได้สร้างให้ตัวละครในเรื่องแสดงตนอย่างกำกวมในตนเอง โดยที่บางครั้งไม่อาจตัดสินได้ว่าอุปนิสัยหรือการกระทำของตัวละครนั้น ๆ เป็นตัวแทนของสิ่งหรือขั้วพฤติกรรมใดบนโลก เทคนิคการเล่าเรื่องลักษณะนี้ อาจเป็นสิ่งที่ผู้เขียนจงใจทิ้งไว้ให้ผู้อ่านได้ขบคิดกันต่อไปก็เป็นได้
ดังที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้นถึงคุณลักษณะร่วมกันระหว่างนวนิยายเรื่อง ช่างสำราญ กับ ทฤษฎี Deconstruction หรือแนวคิดการถอดรื้อโครงสร้างตัวงานของนักเขียน โดยที่แนวคิดนี้ได้ปฏิเสธการหาเอกภาพและความเป็นเหตุเป็นผลในตัวงาน ซึ่งเป็นอีกปัจจัยสำคัญสำหรับผู้อ่านที่ต่างพยายามจะค้นหาในผลงานวรรณกรรม รูปแบบการเล่าเรื่องที่เป็นลำดับที่มีจุดเริ่มและตอนจบ ซึ่งมีความต่อเนื่องและเกี่ยวพันกันระหว่างตัวละครและการกระทำหลักตลอดทั้งเรื่อง สิ่งเหล่านี้มิอาจพบได้จากมุมมองของ Deconstruction และหมายรวมถึงผลงานช่างสำราญเรื่องนี้ด้วย การนำเสนอเรื่องราวของนวนิยายเล่มนี้ กล่าวได้ว่า มีความหลากหลายทางด้านเหตุการณ์ผสมกันอยู่ โดยมี เด็กชายกำพล ช่างสำราญ วัย 6 ขวบ เป็นตัวละครหลักของเรื่อง แม้วาจะมีจุดประสงค์หลักในการนำเสนอเรื่องราวที่ชัดเจนเกี่ยวกับเด็กขายผู้ซึ่งได้รับการทอดทิ้งจากครอบครัวของเขา แต่เรื่องราวต่าง ๆ ที่ผู้เขียนได้เลือกทีจะหยิบยกมาพูดถึงนั้น กลับเป็นรายละเอียดชีวิตของมนุษย์กับพฤติกรรมอันหลากหลาย ซึ่งค่อนข้างจะไร้เอกภาพในแง่ของการเล่าเรื่อง แต่อาจมีประสิทธิภาพที่จะนำผู้อ่านเข้าไปสัมผัสกับความเป็นจริงที่ไร้ระเบียบและกฏเกณฑ์แห่งชีวิตนี้ ดังจะเห็นไดัจาก เรื่องจิ้งหรีด และ วันเกิด ซึ่งเป็นเรื่องที่ถูกนำมาเรียงต่อกัน หากตีความตามเนื้อเรื่องแล้ว ผู้เขียนได้สร้างการเลี้ยงจิ้งหรีดเป็นอีกหนึ่งกิกจกรรมในชีวิตของกำพล เพื่อส่งขายหารายได้เสริม แต่ท้ายที่สุด กำพลกลับสร้งความสัมพันธ์ให้เกิดระหว่างเขากับจิ้งหรีดแทน เรื่องราวนี้ได้เผยให้เห็นถึง innocence ของเด็กที่สามารถสร้างความผูกพันธ์กับทุกสิ่งได้เสมอ สำหรับเรื่องวันเกิดนั้น เป็นการบอกเล่าถึงความรู้สึกนึกคิดของกลุ่มเด็กที่กล่าวได้ว่าอยู่ในสถานะที่รองลงมาในสังคม ดังนั้น เมื่อพวกเขาได้เห็นความสนุกสนานของการจัดงานวันเกิด เป็นธรรมดาที่ต่างก็ต้องการจะสัมผัสกับความสุขเหล่านั้น ผู้เขียนได้สะท้อนอารมณ์ความต้องการของเด็ก ๆ ออกมาสู่เรื่องวันเกิดนี้ เมื่อผู้เขียนได้นำเรื่องทั้งสองมาวางเป็นบทที่ต่อกัน จิ้งหรีดและวันเกิด ต่างมิได้ปรากฏการกระทำที่ต่อเนื่องของเด็กขายกำพลเลยแม้แต่น้อย หากแต่การถ่ายทอดเรื่องราวที่แตกต่างเหล่านี้กลับเป็นสถานการณ์ที่ช่วยเสริมให้ผู้อ่านได้เข้าใจความเป็นกำพลมากขึ้นนั่นเอง นอกจากนี้ การเล่าเรื่องอันหลากหลายของช่างสำราญ ซึ่งเป็นทิศทางเดียวกันกับวิถีปฏิบัติของ Deconstruction นี้ อาจทำความเข้าใจได้ว่า ผู้เขียนเองได้เปิดกว้างที่จะให้ผู้อ่านได้มีสิทธิ์ที่จะก้าวเข้าไปสัมผัสกับความหลากหลายของชีวิตกำพล ที่มิได้หยุดอยู่แต่ช่วงจังหวะชีวิตที่หม่นหมองใจจากการเป็นเด็กที่ปราศจากพ่อแม่ดูแลเพียงอย่างเดียว ยังมีรายละเอียดของชีวิตเด็กชายกำพลอีกมากมายที่อาจสร้างทั้งความเพลิดเพลินและสะท้อนภาพสังคมปัจจุบันต่อผู้อ่านได้ในเวลาเดียวกัน ผลลัพธ์ที่ได้น่าจะเป็นการประมวลเรื่องราวต่าง ๆ จากตัวผู้อ่านที่จะนำไปสู่ความเข้าใจนวนิยายเล่มนี้มากยิ่งขึ้น
นอกจากความเหมือนระหว่างมุมมองของ Deconstruction กับผลงานช่างสำราญ ในด้านการให้ความยอมรับต่อความไร้เอกภาพของงานวรรณกรรมนั้น ความกำกวมที่นวนิยายเรื่องนี้ได้นำเสนอผ่านตัวละครยังเป็นอีกสิ่งที่ผู้เขียนมีความคิดคล้ายกับแนวคิดที่ว่าด้วยการถอดรื้อทางโครงสร้าง จะเห็นได้ว่า ผู้เขียนได้สร้างพฤติกรรมและอุปนิสัยของตัวละครให้อยู่บนพื้นฐานที่มิอาจตัดสินได้ว่าบุคคลเหล่านั้น ได้ยืนอยู่ ณ จุดไหน หรือ เป็นตัวแทนของอะไร “ความดี หรือ ความเลว?” โดยความกำกวมจะเห็นได้อย่างชัดเจนจากตัวละครพ่อและแม่ของกำพล ผู้เขียนมิได้สร้างอุปนิสัยที่เป็นด้านลบอย่างรุนแรงสำหรับการกระทำที่ทอดทิ้งลูกของบุคคลทั้งสอง ในทางตรงกันข้าม ผู้เขียนกลับปล่อยให้ตัวละครทั้งสองดำเนินไปตามความเป็นจริงที่ไม่ได้มีสีดำล้วนอยู่ในความรู้สึกนึกคิดของพวกเขาเพียงอย่างเดียว ความรักของพวกเขาที่มีต่อกำพลต่างคงอยู่ ดังจะเห็นได้จากการกระทำที่เสมือนพยายามดิ้นรนให้กำพลได้กลับไปอยู่กับพวกตน แต่ความจำเป็นและเหตุผลบางประการของปัญหาทางครอบครัวระหว่างพ่อและแม่ของเด็กขายกำพลต่างก็เป็นสิ่งที่สร้างความกำกวมในพฤติกรรมที่ไม่อาจเป็นที่ยอมรับได้จากบุคคลทั่วไปในสังคม (การทอดทิ้งลูก) กล่าวได้ว่า การสร้างความกำกวมในตัวละครเหล่านี้ต่างเป็นกลวิธีที่จะสะท้อนพฤติกรรมของมนุษย์ในสังคมให้มีความใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากยิ่งขึ้น
จะเห็นได้ว่า ช่างสำราญ ได้มีกระบวนการสร้างผลงานที่มีความคล้ายคลึงกับแนวคิด Deconstruction ซึ่งให้ความสำคัญต่อความเปิดกว้างทางด้านรูปแบบการสร้างงานของตัวผู้เขียน ที่ไม่จำเป็นต้องย่ำอยู่กับกลวิธีและลำดับการเล่าเรื่องตามธรรมเนียมเดิม อาจกล่าวได้ว่า กฏเกณฑ์เหล่านี้ในบางขณะ สามารถลดคุณค่าในแง่ความคิดเชิงสร้างสรรค์สำหรับรูปแบบการนำเสนอของผู้เขียนลงได้ ช่างสำราญกับความหลากหลายทงเรื่องราวจากการหยิบยกเหตุการณ์ต่าง ๆ มาถ่ายทอดรวมเป็นงานวรรณกรรมนี้ ได้ทำให้ผลงานเล่มนี้เป็นการนำเสนอความเป็นไปของสังคมที่ปราศจากเอกภาพทางพฤติกรรมของมนุษย์ แต่ก็มิอาจตัดสินได้ทีเดียวว่าการกระทำเหล่านั้นของพวกเขาเป็นสิ่งที่ถูกหรือผิด ควรหรือไม่ควรกระทำ หากแต่ผู้อ่านควรปล่อยให้ความกำกวมแห่งการบอกเล่าเรื่องราวนั้นได้เป็นสิ่งที่แสดงตนต่อสังคมได้ตระหนักต่อไป ดังเช่นที่ตัวผู้เขียนได้ปล่อยให้ภาวะที่ไม่สามารถตัดสินได้ของมนุษย์นี้ เกิดขึ้นในนวนิยายเรื่อง ช่างสำราญ เล่มนี้