ช่องว่างที่เหลืออยู่ใน “ช่างสำราญ”
วิรชา สุชลทอง
คงมีน้อยคนนักที่จะปฏิเสธว่า “ช่างสำราญ” เป็นวรรณกรรมที่น่าอ่านที่สุดในรอบปีนี้ และจะยังคงน่าอ่านในปีต่อๆ ไป เพราะ หนังสือเล่มนี้ไม่เพียงแต่แสดงภาพของชีวิตธรรมดาๆ ของชนชั้นระดับหนึ่งในสังคมไทยที่ผู้อ่านหลายท่านเคยพบ เคยเห็น และอาจคิดว่าเป็นเรื่องที่ไม่น่าสนใจ ไม่น่าตื่นเต้นเลยที่จะนำมาผูกเป็นเรื่องราวแต่นักเขียนหนังสือเล่มนี้ คุณเดือนวาด พิมวนา ทำได้ เธอเรียงร้อยเรื่องเราเหล่านี้ได้อย่างน่ารัก น่าสนใจ และน่าติดตาม ยิ่งไปกว่านั้น เธอได้ให้ความสำคัญกับผู้อ่านให้เข้าไปตีความเอง ไม่ได้กำหนดตายตัวว่าบทนี้ต้องสื่ออย่างนี้ ดังนั้น ผู้อ่านแต่ละคนจะได้ความเฉพาะ แนวคิดที่หลากหลายเกิดขึ้นทุกครั้งเมื่อได้หยิบ “ช่างสำราญ” ขึ้นมาอ่าน จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า ทำไมหนังสือเล่มนี้ได้รับรางวัลซีไรต์
ผู้อ่านได้รับความสำคัญอย่างมากใน “ช่างสำราญ” ดังที่คุณเดือนวาดจงใจ “ให้คนอ่านสัมผัสเอง ไม่ลงลึกไปใน ตัวละคร เป็นความจริงชุดหนึ่งซึ่งแสนธรรมดา เลือกมาจัดวางให้เห็นเท่านั้น เป็นสิ่งที่ผู้อ่านจะหยิบออกมาเอง เกิดความคิดแตกแขนงออกไป ไม่ตรงกับผู้เขียนก็ได้” ดังนั้น หากเรานำทฤษฎี Reader-response มาวิจารณ์ ซึ่งทฤษฎีนี้เป็นทฤษฎีที่เกิดขึ้นช่วงปี 1970 ซึ่งให้ความสำคัญกับการค้นหาความหมายจากการอ่านและตรวจสอบว่าเพราะเหตุใดผู้อ่านแต่ละคนหรือแต่ละกลุ่มจึงให้ความคิดที่แตกต่างกันในเนื้องานชิ้นเดียวกัน เราก็จะเห็นได้ว่า เรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่างสำราญนั้นเป็นแค่การแสดงถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมไทยที่รอให้ผู้อ่านเข้าไปสำรวจ และหาทางแก้เอง เรื่องราวต่างๆ ได้เกิดขึ้นแล้วในมโนสำนึกของผู้อ่านตั้งแต่ที่ได้ปรายตาเห็นชื่อเรื่อง “ช่างสำราญ” บ้างอาจสร้างเนื้อเรื่องไปก่อนแล้วว่าเนื้อเรื่องคงสำราญเช่นชื่อเรื่อง แต่จะสำราญหรือไม่ …หนังสือเล่มนี้จะถูกเปิดเผยก็ต่อเมื่อผู้อ่านเข้ามาเป็นส่วนหนึ่ง ดังที่ Louis Rosenblatt ได้กล่าวไว้ในบทความชื่อ “Towards a Transactional Theory of Reading” ว่า วรรณกรรมเป็นอารมณ์ที่จะเกิดขึ้นเมื่อคนอ่านได้นั่งลงอ่าน ต้องมีการตีความจากผู้อ่าน ซึ่งการตีความนั้นก็ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของผู้อ่านแต่ละคนเองเป็นอัตวิสัย หรือ Subjective ดังนั้น การตีความใน “ช่างสำราญ” จึงไม่ได้เป็นการถอดรหัสของงาน แต่เป็นการสร้างรหัสของแต่ละผู้อ่านต่างหากจึงไม่แปลกที่รหัสแต่ละรหัสจะแตกต่างกัน ดังที่ Stanely Fish กล่าวไว้ว่า “Interpreters do not decode poems; they make them” เริ่มตั้งแต่ในบทเกริ่นนำ “ดูว่า...เสียงที่แว่วยินมาแต่ไกลนั้นดังมาจากชีวิตชนิดใด(น.14)” ผู้อ่านแต่ละคนได้สร้างเนื้อเรื่องกันแล้วว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับชีวิตชนิดใด
อีกประเด็นหนึ่งที่ทำให้ผู้อ่านจำนวนมากสามารถตีใจความหลักของ “ช่างสำราญ” ได้คือ นักเขียนสามารถเข้าใจส่วนที่เหมือนกันในตัวผู้อ่านแต่ละคนและนำมาสื่อออกมาให้ผู้อ่านได้รับรู้ ส่วนหนึ่งที่เหมือนกัน คือสิ่งที่ Fish กล่าวว่า “readers belong to same ‘interpretive communities’” เป็นส่วนลึกที่อยู่ในตัวผู้อ่านทุกคน เพราะเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนมีเหมือนกัน ซึ่งในที่นี้คือ การที่นักเขียนได้บรรยายเรื่องราวของเด็กชายกำพลที่ถูกพ่อและแม่ทอดทิ้ง สามารถดึงความรู้สึกสงสารจากผู้อ่านได้โดยใช้คำที่เข้าใจได้ง่าย แต่สะเทือนใจ เช่น ในตอน “เกมเศรษฐี” ที่กำพลเรียกร้องหาพ่อว่า “ตกดึก เสียงร้องไห้จ้าของกำพลปลุกใครต่อใครให้สะดุ้งตื่น ไอ้หนูผวาจากที่นอน คลำอยู่ในความมืด พอคนในบ้านลุกขึ้นเปิดไฟเด็กถลาไปที่ประตู เปิดและวิ่งออกไป ร้องเรียกหาพ่อดังก้องไปตามถนน…(น.20)”
ยิ่งไปกว่านั้นเนื้อเรื่องของ “ช่างสำราญ” ยังประกอบไปด้วย Gaps หรือ ช่องว่างที่จะให้ผู้อ่านได้เข้าไปตีความต่อเองว่าเรื่องจะดำเนินต่อไปอย่างไร ดังในตอนสุดท้ายของเรื่องที่เด็กชายกำพลจมน้ำ ฟื้นขึ้นมา และเนื้อเรื่องบรรยายว่า “ฉับพลัน กำพลเริ่มยิ้มออก เขาไม่เห็นพ่อ แม่ และไอ้จ้อนเลย นี่หมายความว่าทั้งสามคนยังไม่ตาย กำพลถอนใจอย่างโล่งอก หลับตาลงอย่างสิ้นกังวล(น.231)” มีการถกเถียงกันว่าแท้จริงแล้วความหมายที่ต้องการจะสื่อคืออะไรกันแน่ระหว่าง กำพลได้เสียชีวิตแล้ว หรือเพียงแค่หลับไปเพราะความเหนื่อยล้าจากการจมน้ำ ในขณะที่ตัวเขาเองเข้าใจผิดคิดว่าตัวเองเสียชีวิตแล้ว นี่คือตัวอย่างที่เห็นได้ชัดตัวอย่างหนึ่งที่ผู้อ่านจะสามารถตีความได้เองอย่างไม่มีข้อกำหนดว่าถูกหรือผิด เพราะผู้อ่านเป็นผู้สร้างความหมายจากตัวหนังสือ ไม่ใช่เป็นผู้รับความหมายที่ผู้เขียนสร้างขึ้นมา ดังนั้น ผู้เขียนต้องมีความสามารถที่จะลงลึกถึงเนื้อความให้ได้มากที่สุดเท่าที่ผู้อ่านแต่ละคนจะลงถึงได้
ชื่อตอนก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่มีผู้อ่านหลายท่านได้กำหนดเนื้อเรื่องกันก่อนที่จะได้อ่านเนื้อเรื่องในแต่ละตอนนั้น เช่น ตอน “หมอนวด” ถ้าผู้อ่านเป็นผู้ที่อยู่ในสมัยปัจจุบัน อาจจะให้ความหมายของหมอนวดไปในทางที่เกี่ยวกับหญิงที่ให้บริการทางเพศโดยใช้อาชีพการนวดเป็นการบังหน้า แต่แท้จริงแล้วภาษาที่อยู่ในงานอาจสื่อถึงอย่างอื่นได้ ดังที่ ในตอนนี้ไม่ได้ตั้งให้เกี่ยวกับผู้หญิงที่ทำอาชีพการนวด แต่เป็นการหารายได้พิเศษของเด็กชายกำพลที่รับจ้างนวด หรือ อีกตอนที่ว่า “แม่มาแล้ว” หากผู้อ่านได้อ่านเพียงชื่อตอน อาจคิดไปก่อนกำพลคงมีความสุขที่แม่ของกำพลมาแล้ว แต่จริงๆแล้วไม่ใช่เลยกำพลไม่ได้รู้สึกเช่นนั้น หากได้อ่านเนื้อเรื่องว่า “เพราะบางอย่างได้ขาดหายไป ทำให้กำพลไม่นึกอยากวิ่งไปหาแม่ ไม่นึกอยากเปล่งเสียงเรียก กระทั่งแม่เข้ามากอดเขาไว้ กำพลยังมิได้ยกมือกอดตอบ (น.162)” เป็นเทคนิคการเขียนอย่างหนึ่งที่ทำให้ผู้อ่านได้ตีความเนื้อเรื่องไปก่อนที่จะได้อ่านแล้ว และมีการหักมุมในเรื่องว่าแท้จริงแล้วมันไม่ใช่อย่างที่คิดไว้ ซึ่งความนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากไม่มีการอ่านเนื้อเรื่องต่อไป แต่ก็อาจจะมีผู้อ่านที่เป็น Educated reader ซึ่งเป็นผู้อ่านที่ทฤษฎีนี้ยกย่องคือ เป็นผู้อ่านที่สามารถสร้างความหมายที่แท้จริงของวรรณกรรมได้ และความหมายที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยผู้อ่านอาจแตกต่างกันดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่าขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของผู้อ่านเองด้วย
สรุปได้ว่า คุณเดือนวาดทำให้ “ช่างสำราญ” สามารถนำผู้อ่านให้ไปถึงการตีความต่างๆ ได้โดยการใช้ภาษาที่เรียบง่าย แต่กินใจ ท่วงทำนองการเขียน และการเล่าเรื่องที่ยังคงเหลือช่องว่างให้ผู้อ่านได้เข้าไปเติมเต็ม
ชื่อหนังสือ ชื่อตอน และเนื้อเรื่อง ต่างเป็นสิ่งที่ต้องการการอ่านมาทำให้ตัวมันสมบูรณ์ขึ้นมาทั้งสิ้น คงกล่าวไม่ได้ว่าสิ่งเหล่านี้สมบูรณ์ในตัวอยู่แล้ว เพราะหากไร้ซึ่งกระบวนการอ่านเสีย หนังสือ “ช่างสำราญ” เล่มนี้ คงไร้ซึ่งความหมายเช่นกัน