Representation, Point of View: the Women on the Roof
มินตรา สงขาว
![]()
ลักษณะมุมมองในการถ่ายทอดเรื่องราว ช่างสำราญ ของคุณเดือนวาด พิมวนา นักเขียนผู้ซึ่งได้รับรางวัลซีไรต์ล่าสุดประจำปี พ.ศ. 2546 นั้น มีมุมมองการเล่าเรื่อง (POINT OF VIEW) เป็นไปในลักษณะ OMSNISCIENT POINT OF VIEW ซึ่งเป็นการมองผ่านบุคคลที่ 3 (THIRD PERSON) โดยที่บุคคลที่ 3 (THIRD PERSON) ไม่เพียงแต่จะสามารถทำให้ผู้อ่านเห็นภาพภายนอกที่ปรากฏ ความคิด ความรู้สึก หากแต่ยังรวมไปถึงแรงจูงใจที่ทำให้เกิดเรื่องราวต่าง ๆ ในเรื่องได้ เช่น ในหน้า 17 แสดงให้เห็นว่าผู้เขียนได้เข้าไปสู่จิตใจของกำพลซึ่งเป็นตัวเอก (PROTAGONIST) ของเรื่อง: กำพลถือขนมค้างอยู่ในมือ ตาลอย ฟังคนนั้นพูดที คนนี้พูดที เขาเบื่อ คอตก คิดถึงพ่อ และฝันถึงบ้านใหม่ นอกจากนี้ในบทเกริ่นนำตอนเริ่มเรื่องนั้น ผู้เขียนได้โยงเรื่องเข้าไปสู่ผู้หญิงคนหนึ่งที่อยู่ในบ้านโอ่อ่าบนเนินดินสูง หล่อนผู้นั้นทอดสายตามองมายังชุมชนห้องแถวคุณแม่ทองจันทร์ เป็นฉาก (SETTING) ที่สำคัญในเรื่องประหนึ่งว่าคอยเฝ้ามองเก็บรวบรวมเรื่องราวต่าง ๆ และถ่ายทอดส่งต่อมายังผู้อ่าน (AUDIENCE) ผ่านมุมมองของหล่อนออกมาเป็น ช่างสำราญดังเห็นได้จากบทเกริ่นนำในหน้า 14 :
ในห้วงคำนึงยามสนธยา
หล่อนคงเห็นว่าบนผิวภาพ
สามัญอันปกติที่ปรากฎแก่สายตานั้น
มีสิ่งหน้าสนใจหลบซ่อน
อยู่ภายใน
หล่อนจึงใคร่ได้เห็นได้สัมผัส
ใคร่ยื่นมือออกลูบคลำ
แนบหู
และหัวใจสดับฟัง
ดูว่า
เสียงที่แว่วยินมาแต่ไกลนั้น
ดังมาจากชีวิตชนิดใด--
จากลักษณะการที่ผู้เขียนได้สร้างภาพลักษณ์ผู้หญิงบนหลังคาขึ้นมาถ่ายทอด ช่างสำราญผ่านมุมมองของหล่อนแทนที่จะเล่าผ่านมุมมองของผู้เขียนโดยตรงนั้นเป็นไปในลักษณะของการสร้าง PERSONAขึ้นมาแทนตัวผู้เขียนตามทฤษฎีARCHETYPES ของ CARL JUNG Persona: The mask or image we present to the world. Designed to make a particular impression on author, while concealing our nature. เป็นเสมือนการสร้างหน้ากาก(MASK)หรือภาพลักษณ์ (IMAGE) ขึ้นมาแทนตัวผู้เขียน นั่นคือ ผู้เขียนได้สร้างผู้หญิงบนหลังคาขึ้นมาแทนตนเอง เหมือนกับการที่ผู้เขียนได้นำหน้ากากรูปผู้หญิงบนหลังคามาสวม เพื่อปกปิดไม่ให้ผู้อ่านทราบถึงลักษณะตัวตนของเธอ และเพื่อปิดบังจิตไร้สำนึก(UNCONSCIOUSNESS)ของผู้เขียนที่มีนอกเหนือจากจิตไร้สำนึกร่วม(COLLECTIVE UNCONSCIOUSNESS)ที่มีอยู่ในตัวมนุษย์ทุกคน นอกจากนี้ยังเป็นการปฏิเสธของผู้เขียนต่อการเข้าไปมีส่วนร่วมกับเนื้อหาในช่างสำราญอีกด้วย
สำหรับข้อความในบันทึกผู้เขียนตามที่คุณ เดือนวาดได้กล่าวไว้ว่า นักเขียนควรมีสายตาอย่างผู้แสวงหาความหมาย และมีความคิดอย่างผู้ต้องการค้นให้พบ ข้อความนี้แสดงให้เห็นว่าผู้เขียนได้เน้นถึงมุมมองการสร้างงานที่ได้ให้ความสำคัญในเรื่องของมุมมองที่มองผ่านเลนส์ที่ชื่อว่า เดือนวาด พิมวนา โดยใช้สายตาและความคิดไปกับการ แสวงหา และ ค้นพบ มองลักษณะที่คนอื่นไม่มองโดยมองลึกกว่าที่คนทั่วๆไปเห็นเป็นการมองในหลายๆชั้นหลากหลายระดับเพราะผู้เขียนได้เลือกมุมมอง(POINT OF VIEW)ที่เกินกว่าที่คนธรรมดาสามัญสามารถมองเข้าไป ราวกับว่ามีมุมมองอย่างGODซึ่งสามารถมองได้อย่างทะลุปรุโปร่งประหนึ่งว่านักเขียนได้เข้าไปสู่จิตไร้สำนึก(UNCONCIOUSNESS)ของมนุษย์ทุกคน ดังนั้นภาพปรากฏออกมาจึงมีหลายระดับ ทำให้สิ่งที่เกิดขึ้นจากการตีความแตกต่างกัน เนื่องจากความเข้าใจและประสบการณ์ของผู้อ่านแตกต่างกัน เพื่อให้ผู้อ่านได้มองลึกเข้าไป โดยแสดงเรื่องราวผ่านมุมมองของผู้หญิงบนหลังคา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงลักษณะของผู้ที่อยู่สูงกว่าคนธรรมดา หรือ อาจแสดงถึงผู้ซึ่งมีอำนาจเหนือคนธรรมดาที่สามารถขึ้นไปอยู่บนหลังคาได้มีบทบาทเฉกเช่นพระเจ้า (GOD)เพราะสามารถเข้าไปสู่จิตใจ ความคิด และความฝันของตัวละครในเรื่องได้ตลอดจนการมองไปถึงเรื่องที่คนอื่นไม่มองหรือมองข้าม ดังเห็นได้จากบทเกริ่นนำ สิ่งอันสามัญปกติโดยทั่วไปนั้นยากเหลือเกินที่จะอวดความน่าสนใจในตัวเองให้ได้แลเห็นกันอย่างถนัดถนี่ ชุมชนห้องแถวคูณแม่ทองจันทร์ ก็เช่นเดียวกับชุมชนเล็กๆอีกมากมาย เป็นเพียงทางผ่านของยุคสมัยที่รอเวลาเลือนหาย ไร้การจดจำรำลึก ที่เน้นยำให้ผู้อ่านเห็นว่าผู้คนและเรื่องราวในชุมชนแห่งนี้เป็นเพียงสิ่งปกติธรรมดา ไม่ได้มีความน่าสนใจหรือได้รับความสนใจจากผู้คนในสังคมอย่างบังกะโล หรือบ้านหลังใหญ่บนเนินดินที่ล้อมด้วยกำแพงสูง อย่างไรก็ตามผู้คนและชุมชนแห่งนี้โดยเฉพาะเรื่องราวของเด็กบ้านแตกสาแหรกขาดอย่างกำพล กลับได้รับความสนใจและอยู่ในสายตาของGOD หากภาพและเรื่องราวทั้งหมดเทียบเคียงได้กับการนำมาเล่าโดยผ่านมุมมองของ GOD แล้วนั้น สิ่งที่ผู้อ่านทราบได้หลังจากอ่านเรื่องนี้จบ น่าจะพอที่อนุมานได้ว่าเรื่องราวทั้งหมดนี้ถูกถ่ายทอดมาจากมุมมองของ GOD ในลักษณะที่มองโลกในแง่ดี ทั้ง ๆ ที่ GOD เป็นผู้สร้างและถ่ายทอดเรื่องราวโดยการกำหนดชะตากรรมอันเลวร้ายให้เกิดขึ้นต่อตัวละครซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ GOD ก็ได้พยายามนำเสนอช่วงเวลาที่งดงามของคนในสังคมไทย ใส่เรื่องราวที่ดีงามเข้าไปประกอบรวมอยู่ด้วย เพื่อให้ผู้อ่าน (AUDIENCE)สบายใจและลดอารมณ์ร่วมที่มีต่อชะตากรรมของตัวละคร เช่น การโอบอุ้มของสังคม ความเห็นอกเห็นใจ ความเอื้ออาทรของคนในชุมชนที่ช่วยเหลือให้อาหารการกินและที่หลับนอนแก่กำพล หรือ การให้อภัยของพระโซะที่มีต่อไอ้น้อยเป็นต้น ในขณะเดียวกันGODยังมีลักษณะOBJECTIVEโดยไม่พยายามเข้าไปเปลี่ยนแปลงหรือยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือตัวละคร วางเฉยต่อชะตากรรมของตัวละคร และปล่อยให้เรื่องเป็นไปตามกลไกต่างๆของสังคม ส่วนGODเป็นเพียงผู้ถ่ายทอดเรื่องราวตามที่มองเห็นและเป็นไปเท่านั้น คล้ายกับมีจุดประสงค์กระตุ้นเตือน ปลุกกระแสสำนึกของผู้อ่านให้หันกลับมามองเห็นถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมซึ่งหลาย ๆ คนได้หลงลืมกันไปแล้ว นอกจากนี้การเริ่มเรื่องในลักษณะนี้อาจเป็นการดึงผู้อ่าน (AUDIENCE) เข้ามามีส่วนร่วมกับเนื้อหาเรื่องราวใน ช่างสำราญ เป็นการเริ่มต้นมองดูชุมชนแห่งนี้พร้อมไปกับหล่อน
จากการที่ผู้เขียนเลือกใช้มุมมอง(POINT OF VIEW)ในลักษณะที่เป็นOMNISCIENTซึ่งเป็นมุมมองในระดับที่สูงกว่าคนธรรมดาและมองลงมาราวกับว่าเป็นมุมมองของGODจึงส่งผลทำให้การใช้ภาษาในการถ่ายทอดเนื้อหาเรื่องราวช่างสำราญเป็นไปในหลายระดับ ไม่ต้องถูกจำกัดระดับของการใช้ภาษาที่ใช้เรียกแทนตัวละครจึงทำให้การใช้สรรพนาม (PRONOUN)ในช่างสำราญมีระดับที่หลากหลาย เป็นการลดความซ้ำซากจำเจ ทำให้ภาษาดูมีชีวิตชีวา เต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกที่แตกต่างกันไปตามสรรพนามแต่ละคำที่ผู้เขียนเลือกใช้ โดยสรรพนามแต่ละคำมีน้ำหนักเฉพาะตัว ให้ความรู้สึกภายในจิตใจที่แตกต่าง แต่ทำให้เกิดความหมายเดียวกัน และยังทำให้ผู้อ่านสามารถเข้าใจได้ว่า คำสรรพนามแต่ละคำนั้นหมายถึงอะไร นอกจากนี้ผู้เขียนยังได้ใช้คำที่เป็นคำเดียวกันแต่ให้ความหมายแฝงในมุมที่กว้างกว่าที่ผู้อ่านได้ทราบจากบริบทในเรื่องไว้ด้วย เช่น ผู้เขียนใช้คำสรรพนามที่เรียกแทนกำพลว่า กำพล, ไอ้หนู, เด็ก, เขา, ลูก ดังเห็นได้จากตัวอย่างที่ 1 ในหน้าที่ 19:
ฟ้ามืดลงทุกทีกำพลถูกพามาที่ร้านค้า ขนมถูกยื่นมาตรงหน้าเพื่อให้เขาหยุดร้องไห้ กระเป๋าถูกยกมาวางข้าง ๆ กำพล สะอื้นหนัก ผู้โอบอ้อมอารียืนออกันจนเต็มหน้าร้านค้าทำนองว่าเป็นปัญหาที่ตนต้องร่วมแก้ไข ส่วนใหญ่วิจารณ์กันถึงต้นเหตุที่ทำให้เด็กต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ แม่ไม่น่ามีชู้ พ่อไม่น่าลงมือตบตี แม่ไม่ควรหนีเอาตัวรอด พ่อมีเหตุผลอะไรจึงเอาน้องไปคนเดียว เด็กตาปรือสะลึมสะลืออาการสะอื้นเปลี่ยนเป็นสะอึก และแล้วไอ้หนูหลับทั้งยังสะอึกอยู่อย่างนั้นในอ้อมกอดของใครคนหนึ่ง ลุงคำยกกระเป๋าสองใบของเด็กไปที่ห้องเช่าของตน ครั้งกลับมาเด็กหายไปเสียแล้ว สาวใหญ่ชื่อรำเพยที่ปลอบจนเด็กหลับ อุ้มกลับไปห้องเช่าของตนเอง ท่ามกลางสายตาของคนนับสิบ หล่อนอาสาดูเรื่องที่หลับที่นอนให้เด็กด้วยความปลาบปลื้ม
ตัวอย่างที่ 2 หน้า 22 : พ่อก็ตัวเหม็น ลูกก็ตัวเหม็น เสื้อผ้าก็ยังชุดเดิมที่จากกันไป ต่างโผเข้าหากัน จากตัวอย่างนี้ มีการใช้คำสรรพนามที่หลากหลายในตอนเดียวกัน แต่ผู้อ่านก็สามารถทราบได้ดีว่า กล่าวถึง กำพล มีบางครั้งบางคราวในคำว่า เด็ก ที่แสดงความหมายถึง กำพล ยังอาจตีความหมายไม่ใช่แค่กำพลคนเดียว หากแต่ยังมีความหมายครอบคลุมลึกไปถึงเด็กคนอื่น ๆ ทั่ว ๆ ไปในสังคม เช่นตัวอย่างประโยคหน้า 109 : นายชงเอะใจและทันใดก็ฉุกคิดได้ถึงแง่มุมมองของเด็กจึงจับกำพลมานั่งพักพลางปลอบใจให้เงียบ หรืออาจจะรวมถึงเด็กที่ประสบพบเจอ ชะตากรรมอย่างที่กำพลกำลังประสบอยู่เช่นเดียวกัน ลักษณะการใช้สรรพนามที่หลากหลายและมีน้ำหนักต่างกันนี้ เรายังสามารถเห็นได้ในตัวละครตัวอื่นๆด้วย เช่น ไอ้อ้นกับประสิทธิ์, ไอ้จั๊วกับ ธงชัยนอกจากนี้ผู้เขียนยังใช้สรรพนาม เด็ก กับ ผู้ใหญ่ ที่มีความหมายในเชิงกว้างระบุถึงกลุ่มบุคคลคล้ายกับกำลังชี้ชัดถึงการกระทำ ความคิดและพฤติกรรมระหว่างเด็กและผู้ใหญ่ซึ่งเป็นไปในทิศทางที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน
ตัวอย่างที่ 1 ประโยคหน้า 20 : พอคนในบ้านลุกขึ้นเปิดไฟเด็กถลาไปที่ประตู เปิดและวิ่งออกไป ร้องเรียกหาพ่อดังก้องไปตามถนน เพื่อนบ้านเปิดไฟหน้าต่าง บางคนแง้มประตูโผล่หน้าออกมาดู เด็กวิ่งอยู่บนถนนตรงไปยังทางเข้าหมู่บ้าน ผู้ใหญ่สองคนตามออกมา คว้าแขนและนั่งลงปลอบอยู่พักใหญ่ จึงพากันเดินกลับ เสียงสะอื้นไห้แว่วอยู่ในความสงัด
ตัวอย่างที่ 2 ในประโยคหน้า 50 : สำหรับวันหยุด ย่านห้องแถวคุณแม่ทองจันทร์ราวกับสวนสนุก ทุกครั้งที่มีการรวมตัวกันเพื่อเล่นซ่อนแอบ นับจำนวนแล้วสิบห้าคนพอดี เริ่มต้นจะส่งเสียงโหวกเหวกเจี๊ยวจ้าวจนผู้ใหญ่บางคนก็ทนไม่ไหว ครั้นออกไปเพื่อตวาดให้เงียบเสียงที่โหวกเหวกกลับหยุดลง กลุ่มเด็กสลายตัวอย่างรวดเร็วเพื่อหาที่กำบังหลบซ่อน เหลือคนเดียวยังปิดตาอยู่กลางถนน ผู้ใหญ่ถอนใจกลับเข้าบ้าน
จากลักษณะการเลือกใช้ภาษาที่แตกต่างกันไปตามบริบท และภายในบริบทเดียวกัน ส่งผลต่อผู้อ่านในด้านการให้อารมณ์ ความรู้สึก แตกต่างกันไปและทำให้ผู้อ่านคล้อยตามไปกับน้ำหนักของการเลือกใช้ภาษาในเรื่อง ซึ่งคำและแสดงความหมายในด้านการมองโลกในแง่ดีนั้นเพื่อให้ผู้อ่าน (AUDIENCE) เชื่อตามในสิ่งที่ GOD ได้แสดงภาพเอาไว้โดยผ่านมุมมองที่ GOD มองเห็นและถ่ายทอดเอาไว้ ในทางกลับกันหาก ช่างสำราญ ไม่ได้ถูกเล่าโดยผ่านมุมมองของผู้หญิงบนหลังคา ซึ่งแสดงถึงผู้ที่อยู่สูงหรือมีอำนาจเหนือกว่าคนธรรมดาที่เป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ ไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมหรือประสบชะตากรรมด้วย ผลที่ออกมาจึงทำให้สิ่งที่เล่าปรากฏออกมาในมุมมองอารมณ์ ความรู้สึก และจุดประสงค์ ก็ย่อมแตกต่างกันไปตามแต่ละมุมมองของผู้เล่าที่แตกต่างกัน เช่น หากกำพลมีชีวิตจริง ๆ ไม่ได้เป็นแค่ตัวละคร และเล่า ช่างสำราญ ผ่านมุมมองของเขาอย่างผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในเรื่อง ซึ่งเป็นคนที่อยู่ในชุมชนห้องแถวคุณแม่ทองจันทร์และเป็นตัวละครเอกของเรื่อง (PROTAGONIST) เรื่องราวที่ถูกนำเสนออาจจะปรากฏออกมาในมุมมองที่ผ่านประสบการณ์ตรง เห็นภาพได้ชัดเจนกว่าคนภายนอกเล่า และอาจสื่อถึงความรู้สึกนึกคิดของตัวละครเอกตัวนี้ได้ดีกว่าผู้เห็นเหตุการณ์ภายนอกที่ไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมกับชะตากรรมของเข