กำพล…คือเด็กชายกำพล ช่างสำราญหรือ
 คุณเดือนวาด พิมวนา

 พิมพร เส็นติระ


ฟรอยด์ (Sigmund Freud) กล่าวว่า งานวรรณกรรมเป็นผลผลิตมาจากจิตไร้สำนึกของผู้แต่ง ทุกสิ่งทุกอย่างที่ปรากฏในงาน ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมของตัวละคร เหตุการณ์ต่าง ๆ หรือปมขัดแย้งของเรื่องล้วนมาจากจิตไร้สำนึกของผู้แต่งทั้งสิ้น วรรณคดีจึงมีความสัมพันธ์กับจิตวิทยาอย่างลึกซึ้ง วรรณคดีจึงสามารถทำความเข้าใจได้โดยอาศัยหลักจิตวิทยา ตามทฤษฎีของฟรอยด์ วรรณคดีเป็น "Symbolic Action" ที่แสดงออกมาเพื่อลดความเครียดทางร่างกายและจิตใจของผู้เขียน กวีได้ระบายสิ่งที่เขาต้องการออกมาในรูปของผลงานโดยที่ตนเองอาจไม่รู้ตัว กวีและวรรณคดีจึงมีความสัมพันธ์กันอย่างแยกไม่ออก

ดังเช่นในนวนิยายเรื่องช่างสำราญ พฤติกรรมของเด็กชายกำพลซึ่งเป็นตัวเอกของเรื่อง สามารถอธิบายได้ตามหลักจิตวิทยาโดยอาศัยทฤษฎีของฟรอยด์และจุง (Carl Jung) พฤติกรรมบางประการของกำพลยังสามารถอธิบายออกมาได้ในแง่ทฤษฎีซึ่งแสดงความสัมพันธ์ของงานเขียนและผู้เขียน ในอันดับแรกขอวิเคราะห์โดยเริ่มจากพฤติกรรมของเด็กชายกำพล

กำพลเป็นเด็กชายกำพร้าวัย 6 ขวบ พ่อและแม่ของเขาทิ้งเขาไว้ให้อยู่ในความดูแลของคนในหมู่บ้าน บ่อยครั้งกำพลมีอารมณ์เศร้าและหดหู่เนื่องจากขาดความอบอุ่นจากพ่อแม่ เด็กในช่วงอายุ 6 - 11 ปี เป็นช่วงที่เด็กใช้การกลั่นกรองอารมณ์ที่ฟรอยด์เรียกว่า การป้องกันตัวเอง (Defense Mechanisms) เมื่อเด็กมีความคับข้องใจ โกรธ หรือผิดหวัง เด็กจะเกิดความกังวลใจ (Anxiety) และจะเรียนรู้ที่จะได้ความพอใจและหลีกเลี่ยงความไม่สบายใจนั้น สิ่งที่เห็นได้ชัดในตัวกำพลคือการทดแทน (Displacement) ซึ่งโดยปกติเกิดขึ้นเมื่อสิ่งที่เลือกหรือสนองความปรารถนาดั้งเดิมเป็นสิ่งที่เด็กไม่สามารถได้รับการตอบสนองเนื่องจากมีอุปสรรคขัดขวาง จึงเกิดกระบวนการส่งพลังปรารถนาไปสู่สิ่งใหม่ ในตอน "ต้นสน" แม่ของกำพลกลับมาหาเขา และพาเขาไปนอนที่บังกะโลแห่งหนึ่งที่ "มีต้นสนขนาดใหญ่ยืนเรียงเป็นปราการอยู่สิบต้น ยอดแหลมของสนนั้นสูงเทียมฟ้า แม้มองจากถนนหลวงในระยะไกลก็เห็นถนัดชัดเจน” (หน้า77) ในวันรุ่งขึ้นกำพลพบว่าตัวเองนอนอยู่ในอีกสถานที่หนึ่ง และแม่ของเขาได้หายไป กำพลกลับไปตามหาแม่และหวังที่จะได้พบแม่อีกครั้ง ระหว่างที่เค้าเฝ้าคอยแม่อยู่หน้าบังกะโลแห่งนั้น เวลาผ่านไป ในที่สุดเขาก็ยังไม่ได้พบแม่ ระหว่างนั้น กำพลได้แทนที่แม่ของเขากับต้นสนโดยไม่รู้ตัว เมื่อต้นสนถูกโค่น "หายไปทีละยอด ทีละต้น…กำพลยืนข้างนายชง แหงนมองอยู่จนกระทั่งฟ้าว่างเปล่า ความคิดคำนึงถึงแม่ก็ว่างเปล่า" (หน้า91) ความคิดปรารถนาในตัวแม่ได้หายไปจากความรู้สึกของกำพลพร้อมกับต้นสน

ความผิดหวังที่สะสมในจิตใจของกำพล มีผลต่อพฤติกรรมและความคิดของเขาไม่น้อย ในตอน "กำพลได้ขึ้น…สวรรค์" (หน้า 227) เขารู้สึกเศร้าเมื่อคิดว่าตนเองได้ตายไปแล้ว แต่ก็คิดว่า "ดีแล้วที่เขาตายเสียได้" รวมทั้งเมื่อเขาฝันว่ามีน้ำทะเลท่วมตัว เขาจึง "หลับตา รอให้ตัวเองจมน้ำตาย" แทนที่จะดิ้นรนเอาตัวรอด แสดงให้เห็นว่ากำพลอยากหลีกหนีจากโลกปัจจุบัน และไปสู่ความตายซึ่งเป็นสภาพไร้สภาวะ ตามทฤษฎีของฟรอยด์ ลักษณะเช่นนี้แสดงสัญชาตญาณมุ่งตาย (Death Instinct) ในตัวกำพล เป็นความอยากมุ่งไปสู่ความไร้สภาวะ หรือความเป็น อนินทรีย์ (constancy of Inorganic matters) ฟรอยด์กล่าวว่า ถึงแม้มนุษย์ถูกสร้างให้มีชีวิต แต่ก็มีสัญชาตญาณความต้องการที่จะตายและสลายตัวไป ในตอน "ยาคุมหมดอายุ" กำพลกล่าวด้วยความเสียใจว่า "ไม่ต้องเอายามาคุมหรอก ไม่ได้อยากเกิดสักหน่อย" (หน้า 109) เนื่องจากความเจ็บปวดที่สำนึกว่าตนเองเกิดมาจากความไม่ตั้งใจของพ่อและแม่ ความผิดหวังเสียใจครั้งแล้วครั้งเล่า ทำให้สัญชาตญาณมุ่งตายของกำพลสะสมขึ้นจนกระทั่งมากกว่าสัญชาตญาณมุ่งเป็น (Life Instinct) ทฤษฎีของฟรอยด์กล่าวว่าบุคคลที่มีสัญชาตญาณมุ่งเป็นมากกว่าจะเบี่ยงเบนสัญชาตญาณมุ่งตายให้ออกมาเป็นความก้าวร้าว มุ่งทำร้ายผู้อื่น กำพลมีพฤติกรรมที่แสดงถึงลักษณะความก้าวร้าวน้อยมาก ในทางตรงกันข้าม กำพลมีลักษณะอ่อนแอ ร้องไห้ง่าย ช่างน้อยใจ ในตอน "สงครามและสันติภาพ" กำพลฮึดสู้ป้องกันตัว แต่ "กำพลทำอะไรไอ้น้อยไม่ได้เลย แถมโดนซ้ำอีกหลายรอบ" (หน้า 105) กำพลเพียงป้องกันตัวและกลับเป็นฝ่ายถูกกระทำ แทนที่จะเป็นฝ่ายกระทำและก่อพฤติกรรมก้าวร้าวนั้นเสียเอง

ถ้าใช้ทฤษฎีของจุง พฤติกรรมเช่นนี้ได้ว่ากำพลสามารถอธิบายได้ว่ากำพลมีลักษณะของความเป็นหญิงในเด็กชาย (Anima) จุงกล่าวว่าธรรมชาติทั้งหมดของมนุษย์แสดงความเป็นหญิง ทารกเพศชายถูกบรรจุด้วยรูป(Archetypes) ของหญิง ซึ่งเกิดจากความสัมพันธ์ใกล้ชิดจากการเลี้ยงดูของแม่ จุงอธิบายว่าลักษณะเช่นนี้เป็นผลของประสบการณ์ทางเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ของมนุษย์ทั้งชายและหญิงซึ่งมีชีวิตอยู่ร่วมกันมาแต่โบราณกาล ในอดีตของมนุษยชาติที่ผู้ชายมีชีวิตร่วมกับผู้หญิงทำให้ผู้ชายรับความเป็นหญิงเข้ามาในตัว กำพลก็เช่นเดียวกัน เขามี Anima อยู่ในตัว และสะท้อนออกมาในบุคลิกของความเป็นหญิงดังกล่าว

ทฤษฎีของจุงในเรื่องจิตไร้สำนึกร่วม (collective unconscious) สามารถนำมาอธิบายสัญลักษณ์บางประการในเรื่องที่มีลักษณะร่วมกันของมนุษยชาติ เช่น ในตอน "กำพลได้ขึ้น…สวรรค์" กำพลฝันว่า "น้ำทะเลกำลังเอ่อขึ้น ไหลทะลักเข้ามาในวัด เสียงคนร้องวี๊ดว้ายแล้วกลับหัวเราะ" (หน้า 229) ตามทฤษฎีของดาร์วิน (Charles Darwin) วิวัฒนาการของมนุษย์เริ่มแรกเกิดขึ้นในทะเล แล้ววิวัฒนาการเป็นตัวสัตว์ พืช จนกระทั่งเป็นมนุษย์ สิ่งมีชีวิตล้วนมีกำเนิดมาจากน้ำทะเล มนุษย์เมื่อเป็นทารกในครรภ์ก็ต้องดิ้นรนอยู่ในถุงน้ำคร่ำของมารดา ทะเลจึงหมายถึงการเกิดใหม่ โดยอาจปรากฏในรูปการเข้าไปสู่ชีวิตใหม่ หรือก้าวเข้าสู่ความเปลี่ยนแปลงที่จะเปลี่ยนชีวิตของเขาไป การตีความเช่นนี้เป็นรูปของ Collective Unconscious โดยอาศัยจิตไร้สำนึกร่วมกันของมนุษยชาติ

นอกจากการทดแทนซึ่งกำพลใช้ในการลดความกังวลในจิตใจแล้ว วิธีอีกอย่างที่เขาใช้คือการเลียนแบบ (Identification) คือ การนำลักษณะทางบุคลิกภาพของบุคคลอื่นเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของบุคลิกภาพของตน โดยปกติ เด็กเรียนรู้ที่จะลดความตึงเครียดโดยหล่อหลอมพฤติกรรมของตนเองให้เหมือนพฤติกรรมของบุคคลอื่นที่มีอำนาจมากกว่าตน สำหรับเด็กแล้วบุคคลต้นแบบก็คือพ่อและแม่ กำพลชื่นชมพ่อของเขา เขาดีใจทุกครั้งที่พ่อมารับไปเที่ยว (เช่นในตอน "กระแส") ในตอน ”เรือใหญ่กว่ารถบรรทุก” กำพลวาดรูป "รถบรรทุกน้ำสีขาวคันใหญ่" และหันไปโอ้อวดอย่างภูมิใจกับเพื่อนว่ารถ "เบ้อเริ่มเลย" (หน้า 221) แทนการแสดงความชื่นชมความยิ่งใหญ่ในอำนาจของพ่อ ในทางตรงกันข้าม กำพลกลับมีความเฉยเมยต่อแม่ ไม่ดีใจและไม่วิ่งเข้าไปหา ในตอน "แม่มาแล้ว" แม่กลับมาหากำพล “เหมือนที่เขาฝัน ทว่า มีบางสิ่งบางอย่างแปรเปลี่ยนไป กำพลยังไม่เข้าใจว่าสิ่งนั้นคืออะไร ได้แต่นึกเปรียบเทียบและบอกตัวเองเพียงว่า สิ่งเดียวกันนี้ยังมีอยู่ในระหว่างเขากับพ่อ แต่ระหว่างเขากับแม่ มันหายไปเสียแล้ว เพราะเขาไม่รู้ว่ามันคืออะไร จึงไม่รู้ว่าจะเรียกคืนได้อย่างไร" สิ่งที่หายไป แท้จริงแล้วคือสิ่งที่ถูกกดไว้ในจิตไร้สำนึกของกำพลเอง ซึ่ง ฟรอยด์เรียกว่า Oedipus Complex ที่เด็กชายอายุ 6 ขวบ อย่างกำพลได้ซ่อนความปรารถนาของเขาที่มีต่อแม่นี้เอาไว้ในส่านลึกของจิตใจ

ทฤษฎีพัฒนาการของฟรอยด์ กล่าวว่า เด็กชายในวัยนี้จะวาดภาพบทบาททางเพศที่เขาต้องการกระทำเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ และสร้างจินตนาการว่าเขาเป็นวีรบุรุษและกล้าหาญ เด็กชายวัยนี้มีความปรารถนาในตัวแม่และเรียนรู้ว่าเขาไม่สามารถใกล้ชิดกับแม่ได้เหมือนที่พ่อทำ ในจิตไร้สำนึกเด็กจึงทำตัวเป็นศัตรูของพ่อ แต่ในขณะเดียวกันก็เกิดความกังวลเพราะรู้สึกว่าพ่อมีอำนาจเหนือกว่าตน ความกลัวการโต้ตอบของพ่อทำให้เด็กชายพัฒนาบุคลิกภาพของตนตามแบบพ่อ และเก็บกด (repress) ความปรารถนาในตัวแม่ให้อยู่ในส่วนลึกของจิตไร้สำนึก เช่นเดียวกับกำพล เขาเลียนแบบพฤติกรรมของพ่อ ยอมรับนับถือพ่อ ในขณะที่ปฏิเสธและเฉยเมยกับแม่ ประกอบกับการเก็บกดความผิดหวังและพยายามลืมความเจ็บปวดจากการถูกทิ้ง แม่จึงค่อย ๆ เลือนหายไปจากความคิดของกำพล และถูกเก็บไว้ในจิตไร้สำนึก ทำให้เขาปฏิเสธแม่ ไม่ยอมรับรู้การมาของแม่

อย่างไรก็ตามความปรารถนาในตัวแม่ก็ยังคงอยู่ และในบางครั้งจะถูกแสดงออกมาในรูปของความฝัน เขามองเห็น "แม่กระโจมอกเดินไปมา" (หน้า 51) และฝันว่าแม่จูงเขาเที่ยวงานวัด ในตอน "กำพลได้ขึ้น…สวรรค์"

โดยทฤษฎีของฟรอยด์ วรรณคดีทุกชิ้นเป็นการแสดงออกถึงจิตใต้สำนึกของผู้เขียน วรรณคดีเปรียบเสมือนการเติมเต็มความปรารถนาที่ถูกซ่อนเอาไว้ในจิตไร้สำนึกของตัวผู้แต่งเอง ดังนั้นตามทฤษฎีนี้ "ช่างสำราญ" จึงเสมือนเป็นการเติมเต็มความปรารถนาของคุณเดือนวาด และกำพลก็คือจิตไร้สำนึกของคุณเดือนวาดเอง พฤติกรรม คำพูด ประสบการณ์ต่าง ๆ ที่กำพลประสบมาจากจิตไร้สำนึกของคุณเดือนวาดที่จะทำให้สิ่งต่าง ๆ ดำเนินไปเช่นนั้น ตามทฤษฎีของฟรอยด์ ผู้เขียนจึงไม่ได้อยู่ใน "มุมมืด" แต่กลับมีบทบาทสำคัญที่สุดในเรื่อง ถึงแม้คุณเดือนวาดได้ให้สัมภาษณ์ว่า "50% ของเรื่องนี้เป็นเหตุการณ์จริง และอีก 50% คือจินตนาการ" แต่ตามทฤษฎีของฟรอยด์สามารถอธิบายได้เพียงอย่างเดียวว่า จิตไร้สำนึกเป็นแรงขับให้คุณเดือนวาดนำเรื่องนี้มาเขียน ตัวคุณเดือนวาดในฐานะผู้เขียนจึงไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าตัวผู้เขียนเองเป็นผู้ที่มีบทบาทที่สุดในเรื่องนี้

และจากคำกล่าวข้างต้นของฟรอยด์ ช่างสำราญจึงเกิดจากความปรารถนาจากจิตไร้สำนึกของผู้แต่ง ไม่ว่าเป็นความต้องการที่อยากสะท้อนปัญหาสังคม หรือเป็นความปรารถนาที่จะกลับคืนสู่วัยเด็กของตัวผู้เขียน ดังแสดงออกมาในสิ่งที่ผู้แต่งกล่าวถึงในเรื่องซึ่งเป็นสิ่งสะท้อนความนึกคิดของเด็ก เช่น อยากมีงานวันเกิด มีขนมเค้กที่ตกแต่งอย่างสวยงาม (ในตอน”วันเกิด”) ความปรารถนาเช่นนี้อยู่ภายในจิตไร้สำนึกของเด็ก ๆ และมนุษย์ทุกคน เป็นความต้องการรองรับความต้องการพื้นฐาน เพื่อขจัดความหิว ความกลัว หรือในบางครั้ง กำพลได้แสดงความไม่ไร้เดียงสาออกมาทางคำพูด เช่น "กระหรี่" หรือในตอน “ม้าด่วน” ซึ่งมีการแสดงความหมายทางเพศอย่างชัดเจน ดังนั้นจึงเท่ากับว่าช่างสำราญเกิดมาจากจิตไร้สำนึกของผู้แต่งที่ปรารถนาจะกลับคืนไปสู่วัยเด็กที่ซื่อบริสุทธิ์และไร้เดียงสา ถึงแม้เป็นชีวิตที่ยากลำบากเพราะถูกทอดทิ้งจากพ่อแม่ แต่ก็ยังได้รับความช่วยเหลือจากคนรอบข้าง โดยเฉพาะจากชายที่ชาญฉลาดอย่างเฮียชง (ซึ่งเป็นลักษณะของ Archetype แบบ The Wise Man ของจุง) แต่อย่างไรก็ตามจิตไร้สำนึกของผู้แต่งในวัยผู้ใหญ่ ซึ่งเคยผ่านประสบการณ์ต่าง ๆ ในชีวิต ทำให้มีข้อความบางส่วนที่แสดงประสบการณ์ของผู้ใหญ่แฝงอยู่ในเรื่องราวและจินตนาการของเด็ก โดยผู้แต่งอาจไม่รู้สึกตัว

ข้อสังเกตบางประการเกี่ยวกับพฤติกรรมของกำพล ไม่ว่าจะเป็น ลักษณะของความเป็นหญิง (Anima) ที่มีมากในตัวของเด็กชายกำพล เช่น การตอบโต้น้อยในตอนสงครามและสันติภาพ "ปากเบ้เหมือนจะร้องไห้ แต่ฮึดสู้กระโดดเข้าใส่ทั้งที่ตัวเล็กกว่ามาก…กำพลกระชากเสื้อทีเดียวส่วนหลังของเสื้อถึงกับขาดติดมือมาทั้งชิ้น…กำพลโกยแน่บ" (หน้า 105) รวมทั้งข้อสังเกตอีกประการคือ ทัศนคติของกำพลในทางลบกับแม่ แต่กลับยอมรับและชื่นชมพ่อ ตามทฤษฎี Psychosexual Development Stage ของฟรอยด์ ลักษณะเช่นนี้คือพัฒนาการของเด็กในช่วงอายุ 6 ปี ซึ่งหันไปเลียนแบบและยกย่องพ่อดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น แต่สำหรับทฤษฎีวิจารณ์วรรณกรรมโดยใช้หลักจิตวิทยาที่ว่า วรรณกรรมคือผลผลิตจากจิตไร้สำนึกของผู้แต่งเอง พฤติกรรมของกำพลเช่นนี้จึงเท่ากับเป็นการแสดงปมในจิตไร้สำนึกของผู้หญิงที่ฟรอยด์เรียกว่า ปมอิเลคตรา (Electra Complex) ซึ่งแสดงออกมาผ่านทางพฤติกรรมของกำพลที่มีความสนิทสนมกับพ่อ และยกย่องในอำนาจของพ่อ ในขณะที่เฉยเมยกับแม่ แม้กระทั่งในบางครั้งเขาได้หลุดคำในทางลบที่เกี่ยวกับเพศแม่ เช่น "แม่มึงเป็นกระหรี่ให้มันเหรอ” (หน้า105) ในตอน”สงครามและสันติภาพ” คำพูดนี้ไม่ใช่เป็นเพียงการเลียนแบบคำพูดของน้อย (ดังได้ที่ถูกกล่าวไว้ในช่างสำราญ) แต่เป็นคำพูดที่หลุดออกมา (Slip of Speech) ซึ่งฟรอยด์เห็นว่ามันมาจากจิตไร้สำนึกของผู้พูดซึ่งคือเด็กชายกำพล นอกจากนี้ ในบท”ที่ซ่อนลับ” แม่เป็นผู้ปลุกกำพลจากความฝันด้วยน้ำเสียงตวาดเกรี้ยวกราดปลุกเขาขึ้นมาจากความฝันอันสวยงาม "ไอ้หนู แอบลงบ่ออีกหรือเปล่า แม่จะตีให้เนื้อแตกเชียว" (หน้า52)

บทบาทของแม่ถูกกล่าวถึงโดยกำพลอย่างเบาบาง แต่ความเป็นแม่ถูกแสดงออกมาหลายตอน ไม่ว่าในรูปของต้นสน ป้าจุกเจ้าของไอ้เสือ งานมงคลสมรส วันเกิด จิ้งหรีด ที่ซ่อนลับ และขณะเดียวกันก็ยังแสดงถึงลักษณะของแม่ในทางลบ ต้นสนถูกโค่น ไอ้เสือถูกป้าจุกทิ้งโดยไม่ไยดี งานมงคลสมรสที่มีแต่ความวุ่นวาย งานวันเกิดที่กำพลไม่เคยมี ที่ช่อนลับซึ่งในที่สุดเป็นเพียงสิ่งลวงตาที่กำพลสร้างขึ้น การปฏิเสธแม่ของกำพลนั้นรุนแรง ลักษณะเช่นนี้ตรงกับ ปมอิเลคตราในจิตไร้สำนึกของเด็กหญิงมากกว่าที่จะเป็นปมปัญหาของเด็กชาย

“แม่” เป็นเสมือนบุคคลที่สำคัญของเรื่อง แมักระทั่งในคำอุทิศของคุณเดือนวาดเอง “แด่…ความรักอันเสมอภาคของ ‘แม่’” และในปกหลัง “แม้ออกจากท้องแม่มานานแล้ว ความดื้อรั้นของข้าพเจ้ายังคงสร้างความวิตกกังวลโดยมิเคยสงบลงเลย ราวกับยังคงอยู่ในท้องแม่เสมอมา” แม่มีความสำคัญทั้งต่อกำพล และต่อคุณเดือนวาดในฐานะผู้ที่มีบทบาทที่สุดในช่างสำราญ ความสัมพันธ์ของกำพลและคุณเดือนวาดมีความเหนียวแน่นลึกซึ้งเกินกว่าที่จะมองว่าคุณเดือนวาดสามารถกันตัวเองออกจากกำพลและช่างสำราญได้อย่างสมบูรณ์ ตรงกันข้าม ทั้งสองคนไม่สามารถแยกจากกันได้ กำพลจึงไม่น่าจะเป็น ”เด็กชาย” ดังที่คุณเดือนวาดได้กำหนดไว้ในช่างสำราญ

โดยสรุปการสร้างสรรค์รูปแบบของวรรณคดีนั้น เป็นกระบวนการของจิตไร้สำนึก (ตามทฤษฎีของ ฟรอยด์) จิตไร้สำนึกของผู้ประพันธ์ยังเชื่อมโยงกับจิตไร้สำนึกร่วม (ตามทฤษฎีของจุง) สำนึกและความโน้มเอียงของสัญชาตญาณร่วมของมนุษย์แต่ละเผ่าพันธุ์และความเป็นไปได้ทั้งหลายย่อมถูกจำกัดด้วยโอกาสและความจงใจเจตนาในการสร้างวรรณคดีแต่ละชิ้น และด้วยจิตไร้สำนึกร่วมนี้เองที่ทำให้ทฤษฎีจิตวิทยาสามารถนำมาใช้วิเคราะห์วิจารณ์วรรณกรรมของทุกชาติทุกภาษาได้ ผลการวิเคราะห์ตามหลักจิตวิทยาซึ่งทำให้แลเห็นสภาพจิตส่วนลึกของตัวละครหรือผู้แต่งนี้ อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้ว่าเป็นการทำลายงานชิ้นนั้น ๆ แต่ในความจริงแล้วทฤษฎีนี้ชี้ให้เห็นความสามารถของผู้แต่งในการทำให้เรื่องราว บทบาทพฤติกรรมและบุคลิกลักษณะต่าง ๆ ดำเนินไปอย่างสอดคล้องกับอุปนิสัย สามารถแสดงพฤติกรรมของตัวละครรวมทั้งพัฒนาการของตัวละครได้สมจริงเพียงใด การวิเคราะห์โดยหลักจิตวิทยาเช่นนี้ยังทำให้พฤติกรรมทุกประการของตัวละครเป็นสิ่งที่อธิบายได้ตามหลักการที่เป็นวิทยาศาสตร์ รวมทั้งสามารถปกป้องวรรณคดีจากข้อกล่าวหาที่ว่า วรรณคดีเป็นเพียงสิ่งเลื่อนลอยและไร้สาระ

 

 

                        

<<BACK   DIALOGUES   NEXT>>

setstats 1

setstats 1

Hosted by www.Geocities.ws

1