ความฝันสะท้อนความต้องการได้หรือไม่

สรินยา ชมภูบุตร


ตามทฤษฎีจิตวิเคราะห์ของฟรอยด์  ฟรอยด์กล่าวว่า วรรณคดีเป็นการแสดงออกของธรรมชาติฝ่ายต่ำ(ID) ที่อยู่ในจิตไร้สำนึกของมนุษย์ ฟรอยด์กล่าวว่า ศิลปิน นักเขียนและกวี เป็นผู้มีอารมณ์รุนแรงผิดปกติ อารมณ์รุนแรงนี้จะถูกกดอยู่ใต้จิตสำนึกและตกตะกอนไปอยู่ในจิตไร้สำนึกเมื่อเวลาผ่านไป แล้วจะระบายอารมณ์รุนแรงเหล่านี้ออกเป็นงานศิลปะต่างๆ ซึ่งงานเหล่านี้เป็นเครื่องบรรเทาอารมณ์อันเคร่งเครียดอันเกิดจากความกดดันนั่นเอง และ จากทฤษฎีจิตวิเคราะห์นี่เอง การที่จะเทียบว่างานเหล่านี้มีคุณค่ามากน้อยเพียงไรอยู่ที่ว่างานเหล่านี้เผยสิ่งที่เร้นอยู่ในจิตไร้สำนึกของมนุษย์มากน้อยเพียงไร หากเผยให้เห็นมากก็แสดงว่างานนั้นมีคุณค่ามาก กล่าวได้ว่า งานศิลปะต่างๆ เป็นเพียงการแสดงออกอย่างสูงทางสัญชาตญาณ

ทฤษฎีจิตวิเคราะห์ที่นำมาใช้ในการวิเคราะห์ตัวละคร

จิตสำนึก (conscious) หมายถึงประสบการณ์ต่างๆ ที่บุคคลกำหนดรู้ได้ด้วยตนเอง ฟรอยด์เปรียบเทียบว่าจิตใจของมนุษย์มีสภาพคล้ายภูเขาน้ำแข็งที่ลอยอยู่ในมหาสมุทร มีส่วนที่อยู่เหนือผิวน้ำเป็นส่วนน้อย ยังมีส่วนอยู่ใต้ผิวน้ำเป็นส่วนใหญ่โตมาก ภาวะจิตระดับที่มีความสำนึกควบคุมอยู่เช่นเดียวกับส่วนของน้ำแข็งที่อยู่เหนือผิวน้ำ ภาวะจิตระดับไร้สำนึกเหมือนส่วนที่อยู่ใต้ผิวน้ำเป็นที่สะสมองค์ประกอบของจิตไว้มากมาย

จิตไร้สำนึก (unconscious) เป็นแหล่งรวบรวมเรื่องราวต่างๆ ตลอดจนความรู้สึกและความคิดของคนเราที่ไม่ได้อยู่ในจิตสำนึกขนาดนั้น นั่นคือ จิตไร้สำนึกเป็นที่รวบรวมความทรงจำทั้งหลายของมนุษย์ซึ่งเราไม่ได้กำหนดรู้ แต่มันกลับมีอิทธิพลเหนือพฤติกรรม ฟรอยด์เชื่อว่า จิตไร้สำนึกมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของมนุษย์ทั้งรายที่เป็นโรคจิตและบุคคลธรรมดา โดยเราสามารถศึกษาจิตไร้สำนึกได้หลายทาง เช่น ความฝัน การกล่าวคำโดยพลั้งเผลอ การเล่าเรื่องตามแต่จะนึกได้ และการสะกดจิต

จากนั้น ฟรอยด์ ได้อธิบายต่อว่า โครงสร้างของบุคลิกภาพของตัวละครนั้นประกอบด้วยพลัง 3 ประการ พลังทั้ง 3 ประการมีลักษณะเฉพาะตัว แต่ก็มีอิทธิพลต่อกันและกันและทำงานร่วมกัน แต่ถ้าหากพลังใดพลังหนึ่งมีอิทธิพลเหนือพลังอื่น พลังนั้นก็ย่อมเป็นตัวชี้ลักษณะบุคลิกภาพของบุคคลนั้น พลังทั้ง 3 ประการ ได้แก่

1. ID เป็นพลังงานติดตัวของมนุษย์มาตั้งแต่เกิด จึงหมายความถึงสัญชาตญาณด้วย มักเกี่ยวพันกับการตอบสนองความปรารถนาทางกาย

2. Ego เป็นพลังงานแห่งการเรียนรู้และเข้าใจ การรับรู้ข้อเท็จจริง การใช้เหตุผล การดำเนินการเพื่อบรรลุเป้าหมาย การแสวงหาเพื่อตอบสนองพลัง ID

3. Super Ego เป็นพลังที่เกิดจากการเรียนรู้ เช่นเดียวกับ Ego แต่แตกต่างกันคือ Super Ego เป็นส่วนหนึ่งเกี่ยวกับค่านิยมต่างๆ เช่น ความดี ความชั่ว มโนธรรม และความยุติธรรม ฯลฯ

สำหรับความฝัน สามารถแยกออกได้เป็น 2 ประเภท คือ

    1. Manifest content คือ เรื่องในฝันนั้นเกี่ยวพันกับประสบการณ์ต่างๆ ที่ได้ผ่านพบมา
    2. Latent content คือ เป็นการนึกคิดไปต่างๆ นานา เป็นเรื่องราวแปลกๆ ซึ่งต้องแปลความหมายของฝันอีกทอดหนึ่งโดยทำจิตวิเคราะห์

ฟรอยด์เชื่อว่า “ความฝันเป็นสัญลักษณ์แห่งความปรารถนา ความวิตกทุกข์ร้อนและความกลัวซึ่งถูกเก็บกดไว้ในจิตไร้สำนึกความฝันแสดงออกในขณะที่เรายังหลับอยู่ไม่ได้สติ” นักจิตวิทยาใช้ความฝันเป็นเครื่องวิเคราะห์หาอดีต สืบสาวหาต้นตอแห่งความคิด เพื่อให้เข้าใจภาวะจิตในอดีตและปัจจุบัน นักจิตวิทยาวิเคราะห์ว่าเป็นเพราะบุคคลนั้นมีความน้อยเนื้อต่ำใจด้วยเหตุใดเหตุหนึ่งจึงทำให้ได้ฝันเช่นนั้น

การฝันบางทีไม่ต้องเกิดจากประสบการณ์ก็ได้ คือ อาจเกิดจากการคิดนึกที่เรียกว่า ฝันกลางวัน คือ คิดไปอย่างแปลกๆ ตอนกลางวันหรือตอนที่ตื่นอยู่แล้วจับเอามาฝันเป็นเรื่องเป็นราว

การฝันเป็นการทำงานที่พยายามจะแก้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นมาและยังแก้ไม่ตกในตอนกลางวัน ซึ่งปัญหานั้นอาจเกิดจากการสงสัยขึ้นแล้วจิตนั้นก็ย้ำคิดตัดสินใจไม่ตกก็ยากที่จะทำให้เกิดความสบายได้ จึงยังวุ่นคิดไปจนถึงเวลานอน ดังนั้น ความฝันจึงเป็นการช่วยระงับความรู้สึกที่มีอยู่ในจิตไร้สำนึกได้เป็นอย่างดี

สำหรับฟรอยด์ ความฝันเป็นความพยายามอันสำคัญที่จะแสดงออกถึงเรื่องราวของจิตใจที่มีอยู่และการเกิดขึ้นของจิตใจ กล่าวคือ ความฝันเป็นเครื่องหมายของความปรารถนา (ทางเพศ) ที่กดไว้ตั้งแต่เด็กๆ ฟรอยด์กล่าวย้ำว่าเนื้อแท้ของความฝันมีอยู่ 2 อย่าง คือ อย่างแรก พวกที่แสดงออกให้เห็นเป็นเครื่องหมายและอีกพวกคือความต้องการทางเพศที่ซ่อนตัวอยู่

เมื่อกล่าวเกี่ยวกับความฝันเช่นนี้ก็คือ การอธิบายหรือการแปลความฝันให้ออกมาเป็นเรื่องเกี่ยวกับชีวิตประจำวัน ดังนั้น ความฝันจึงเป็นการแสดงออกของการไม่สมประสงค์ในเรื่องความต้องการ เมื่อความต้องการไม่เป็นดังที่หวังและเกิดความรู้สึกเช่นนี้อยู่เรื่อยๆ เมื่อหลับก็เกิดฝันขึ้น

 

ความฝันของกำพลจากเรื่องช่างสำราญ

สิ่งที่กำพลฝันถึงบ่อยครั้ง ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวเขาและเป็นสิ่งที่เขาขาด เช่น บ้าน อาหาร ความรักความอบอุ่นจากครอบครัว พ่อ แม่ น้อง เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งหากอ่านจากเรื่องช่างสำราญจะเห็นได้ว่าผู้เขียนจะใส่สิ่งเหล่านี้ลงไปในความฝันของกำพลเกือบตลอดทั้งเรื่อง เช่น

 “กำพลถือขนมค้างอยู่ในมือ ตาลอยฟังคนนั้นพูดที คนนี้พูดที เขาเบื่อ คอตก คิดถึงพ่อและฝันถึงบ้านใหม่” หน้า 17

“... ไอ้หนูฝันหวาน เขากำลังจะรวย บางวันสิบ บางวันยี่สิบ หากเป็นเช่นนี้ทุกวันตลอดไป เขาจะเก็บเงินซื้อบ้านใหม่...” หน้า 36

การเพ้อฝันของกำพลเช่นนี้ตรงกับที่ฟรอยด์เรียกว่า primary process thinking คือ การทำความหวังให้สมบูรณ์ เนื่องจากกำพลบ้านแตก ไม่มีบ้านอยู่ คล้ายเป็นเด็กจรจัด เที่ยวอาศัยนอนบ้านคนโน่นทีบ้านคนนี้ทีทำให้เขาต้องการบ้าน (เพราะขาดบ้าน) จึงมักจะคิดฝันว่าตนจะต้องเก็บเงินไว้ซื้อบ้านใหม่แล้วฝันไปเรื่อยๆ

 “...กลิ่นปลาทอดลอยมาจากครัวที่ไหนสักแห่งผ่านจมูก กำพลสูดกลิ่นเต็มที่โดยไม่ตั้งใจ เขานึกถึงปลาทอดตัวใหญ่วางบนจานควันหอมฉุย” หน้า 40

“... เขาหิวแต่ไม่รู้จักความหิว คิดว่าตนเองไม่สบายไม่อยากลุกไปไหน ... ใจคิดไปถึงกลิ่นปลาทอดเมื่อเช้า และฝันเห็นปลาตัวเก่ายังอยู่ในจาน เขาหลับไปอย่างระโหย” หน้า 41

“ในฝัน พ่อของกำพลยกจานมาวางตรงหน้า ปลาทอดตัวใหญ่ เหลืองอร่าม กลิ่นหอม ...” หน้า 41

ความฝันในส่วนนี้ เป็นการตีความสัญลักษณ์ของความฝัน เหตุใดเมื่อกำพลหิวแล้วรู้สึกเหมือนฝันหรือกำลังฝันอยู่ อาหารที่เขามักฝันถึงคือปลาทอด เท่ากับว่า ปลาทอดเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งในความฝันของกำพล อาจเป็นไปได้ว่า สำหรับกำพล ปลาทอดเป็นสัญลักษณ์แทนความห่วงใยของแม่ที่มีต่อกำพล เวลาที่เขาหิวก็จะได้แม่เป็นผู้ดูแลคอยหาอาหารมาให้ แม้แต่ตอนที่กำพลได้กลับมาอยู่กับแม่อีกครั้งอาหารที่แม่ทำ ก็คือ ปลาทอด

เห็นได้จาก “นางน้ำฝนหันหน้ามา จมูกแดงและดวงตาบวมช้ำ ยิ้มให้กำพลแล้วหันไปทอดปลาต่อ” หน้า 165 อาจกล่าวได้ว่ากำพลมีความปรารถนาที่จะอยู่ใกล้ชิดกับแม่อีกครั้ง

 “กำพลหลบอยู่ในห้องว่าง หรือตามความรู้สึกคือบ้านของเขา ... แม่กระโจมอกเดินไปมา พ่อโกนหนวดอยู่หน้ากระจก” หน้า 51

“กำพลฝันจนง่วงและเคลิ้มหลับโดยไม่รู้ตัว หลับแล้วยังฝันต่อ ดูเหมือนเวลาได้ย้อนกลับไป กำพลได้อยู่กับพ่อแม่และน้องอีกครั้ง ...” หน้า 51

“ไอ้หนู แอบลงบ่ออีกหรือเปล่า แม่จะตีให้เนื้อแตกเชียว กำพลสะดุ้งตาตื่น มองไปรอบตัว ... เขาไม่ได้ฝันไป ได้ยินเสียงแม่เอ็ด ...” หน้า 52

จากตัวอย่างทั้งสามสะท้อนให้เห็นความต้องการของกำพลในเรื่องของครอบครัว ความต้องการให้ครอบครัวกลับมาเป็นเข่นเดิม นั่นคือสิ่งที่เขาปรารถนา และจากการฝันเช่นนี้ เป็นสิ่งที่จะช่วยเติมเต็มสิ่งที่กำพลขาดได้ แต่ก็เป็นแค่ระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น หากกำพลไม่สามารถกลับมาอยู่ในความเป็นจริงได้ มัวแต่ติดอยู่กับความฝัน เป็นไปได้ที่กำพลอาจเกิดมีอาการทางจิตใจ

 “... แวบหนึ่งขณะเบียดเสียดเยียดยัด กำพลเห็นเสี้ยวหน้าของแม่ ... อีกครั้งหนึ่ง เมื่อหันมองเบื้องหลัง กำพลเห็นหัวพ่อมีไอ้จ้อนขี่อยู่บนคอ ...” หน้า 95-96

“... กำพลยังอยู่ในฝัน ได้ยินเสียงเรียกแต่มองหาไม่เห็น พยายามกระดุกกระดิกกายแต่ทำไม่ได้ เขาหนาวจนตัวแข็งและคิดว่ากำลังจะตาย” หน้า 229

และสำหรับบทสุดท้ายกำพลจะมีอาการหลับแล้วฝัน และครึ่งหลับครึ่งตื่นปะปนกันเกือบหมดทั้งบทก็ว่าได้ หน้า 227-231

แม้แต่ในส่วนท้ายเรื่อง ผู้เขียนก็ยังใส่ความฝันลงไปในตัวกำพลอีก แต่ในส่วนที่สะท้อนออกมาก็ยังเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความครัวและคนรอบข้างของเขาเช่นเดิม เท่ากับว่าความเป็นครอบครัวเป็นสิ่งที่มีความสำคัญและเป็นความต้องการของกำพลมากที่สุด

กล่าวโดยสรุปความผิดปกติทางจิตใจของกำพลเกิดขึ้นเพราะมีข้อขัดแย้งของพลังภายในจิตโดยเฉพาะอย่างยิ่งความขัดแย้งระหว่าง ID กับ Ego และ ID และ Super Ego การที่กำพลฝันหรือการเล่าเรื่องต่างๆ ผ่านความคิดของเขา ทำให้ผู้อ่านมองเห็นความขัดแย้งภายในจิตใจของกำพลได้ดียิ่งขึ้น

การนอนหลับแล้วฝันตามทฤษฎีฟรอยด์ เชื่อว่าเป็นความรู้สึกส่วนลึกที่กำพลพยายามลืมหรือเก็บกดไว้ด้วยเหตุผลใดก็ตาม ดังนั้น ในขณะที่กำพลอยู่ในภาวะจิตสำนึกก็จะไม่กล่าวถึงสิ่งนั้นหรือแสดงพฤติกรรมเช่นนั้น แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ภาวะจิตสำนึกหย่อนลง จากการที่กำพลหลับหรือพลั้งเผลอก็ตาม สิ่งที่เขาพยายามลืมหรือเก็บกดไว้ในจิตไร้สำนึกก็จะแสดงหรือปรากฏออกมา

จากการใช้ทฤษฎีจิตวิเคราะห์สามารถอธิบายความฝันหรือการเคลิ้มฝันของกำพลได้ว่า การที่กำพลพยายามลืมหรือเก็บกด สิ่งต่างๆ ไว้ภายใต้จิตสำนึก เป็นเพราะเขาเกิดความขัดแย้งทางใจขึ้น เพราะโดยธรรมชาติแล้ว มนุษย์จะทำสิ่งที่ตนปรารถนาตามแรงผลักดันหรือแรงจูงใจ ซึ่งอาจจะเป็นไปไม่ได้ในความเป็นจริง ดังนั้น เขาพยายามที่จะเก็บกดความต้องการหรือแรงผลักดันนั้น จนล้นไปอยู่ในส่วนของจิตไร้สำนึก

จากภาพความฝันของกำพล สะท้อนให้เห็นว่า เขาต้องการให้ครอบครัวของเขากลับมาเป็นอย่างเดิมอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน พ่อแม่ลูก ภายในบ้านใหม่ที่มีแต่ความอบอุ่น ไม่ต้องเป็นคล้ายกับเด็กเร่ร่อนอีกต่อไป แต่หากจะกล่าวตามทฤษฎีจิตวิทยาแล้วความต้องการต่างๆ ของกำพล แท้จริงน่าจะคือความต้องการของผู้เขียนที่อยู่ในจิตไร้สำนึกแล้วถูกผลักออกมาในรูปของงานชิ้นนี้ จากที่กล่าวมาทำให้เข้าใจว่าความต้องการต่างๆ ของกำพลในเรื่องเกิดเพราะผู้เขียนต้องการให้สังคมที่เขาได้เห็นกลับกลายเป็นสังคมที่อบอุ่น ปัญหาเด็กทอดทิ้งลดน้อยลงหรือไม่มีเลย พ่อแม่รักใคร่ปรองดองกัน รักและดูแลถนุถนอมลูกของตนเป็นอย่างดีนั่นเอง และสิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่ง แม้ภายในชุมชนในเรื่องช่างสำราญ จะได้ร่วมกันให้ความช่วยเหลือกำพลจนดูเหมือนว่าเขาแทบจะไม่เดือดร้อนอะไรก็ตาม แต่เมื่อใช้ทฤษฎีจิตวิเคราะห์ วิเคราะห์แล้ว จะเห็นได้ว่ากำพลมีปัญหาภายในจิตใจของเขา และสิ่งที่สามารถจะเยียวยาตามความต้องการของเขาได้ก็คงจะมีเพียงความรักความอบอุ่นจากพ่อแม่เขาเท่านั้น ดังนั้นพ่อแม่ควรเป็นบุคคลสำคัญที่จะช่วยเติมเต็มความรักความอบอุ่นให้กับลูกของตน ไม่เฉพาะกับกำพลเท่านั้น แต่หมายความรวมถึงในสังคมปัจจุบันด้วย

ข้อสังเกตบางประการ จะเห็นได้ว่าผู้เขียนใส่ความฝันเข้าไปในตัวละครต่างๆ โดยเฉพาะกำพลเกือบตลอดทั้งเรื่อง โดยในตอนเริ่มเรื่องใส่ไปในปริมาณที่เบาบาง และจะมาเน้นหนักในช่วงท้าย โดยเฉพาะในบทสุดท้าย สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า สังคมที่ผู้เขียนกล่าวถึงเป็นสังคมที่ไม่มีสิ่งให้ยึดเหนี่ยว ไม่มีความสุขสบายอย่างที่มันควรจะเป็น เป็นสังคมที่ไร้มนุษยธรรม ขาดการปรับปรุงที่ดี และเต็มไปด้วยตัวอย่างที่ไม่ดี

แต่โดยสรุป ช่างสำราญ ถือเป็นงานเขียนที่ดี (ตามทฤษฎีจิตวิเคราะห์) เนื่องจากผู้เขียนสามารถเผยให้เห็นผู้อ่านได้เห็นสิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่ในจิตใจของตัวละคร โดยเฉพาะกำพลได้เป็นอย่างดี จนทำให้ผู้อ่านสามารถรับรู้ปัญหาและความขัดแย้งภายในจิตใจของตัวละครได้

 

 

<<BACK   DIALOGUES   NEXT>>

setstats 1

setstats 1

Hosted by www.Geocities.ws

1