The Author’s Photography : ‘Memories of the Heart’ & ‘Private’
บางส่วนของความคิดและบางภาพของผลงานของ Silke Helmerdig

 

ภาพที่ 1: รู้จัก SILKE HELMERDIG

Silke Helmerdig (1965, Duisburg) เป็นศิลปินภาพถ่ายจากเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี อยู่ในวงการภาพถ่ายมาร่วม 12 ปี ศึกษาด้าน Photography จาก Dortmund College, Dortmund, Germany และ Harrow College of Higher Education with Susan Trangmar, London, Great Britain ปริญญาโทสาขา Fine Art, Mixed Media, with John Hilliard at Chelsea College of Art, London, Great Britain สร้างผลงานศิลปะจากปรัชญาของภาพถ่ายที่เธอเรียกว่า “Author’s Photography” แต่เป็นไปในรูปแบบ แนวความคิดและเนื้อหาในแบบฉบับของเธอ มีผลงานแสดงนิทรรศการภาพถ่ายใน London,

Düsseldorf, Neuss และ Berlin ในขณะเดียวกันเธอทำงานเชิงพาณิชย์ศิลป์เป็นช่างภาพระดับมืออาชีพให้กับโครงการภาพถ่ายผลงานศิลปะของศิลปิน ผลงานการออกแบบสถาปัตยกรรมของบริษัทสถาปนิก โรงงานอุตสาหกรรม ที่ Düsseldorf และ Berlin และเป็นอาจารย์สอนศิลปะการถ่ายภาพในสถาบันศิลปะระดับอุดมศึกษาชื่อ Braunschweig School of Art , Berlin และเป็นผู้เชี่ยวชาญของ DAAD สอนเทคนิคภาพถ่ายและเป็น co-curator ให้กับนิทรรศการศิลปะภาพถ่ายโดยศิลปินรุ่นเยาว์ของไทย Thailand : a new vision ในโครงการ Contemporary Photography and different cultures in Thailand (2000-2003) ในการอำนวยการของ Hans Georg Berger ศิลปินชาวเยอรมัน และรองศาสตราจารย์วิโชค มุกดามณี ผู้อำนวยการหอศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

Silke Helmerdig เป็นศิลปินที่เข้าถึงอารมณ์ของศิลปะภาพถ่าย มี ’วิธีการเล่าเรื่อง’ โดยใช้ ‘เทคนิค’ และ’ ภาษา’ ของภาพถ่าย มี ‘วิธีคิด’ ‘ค้นหา’ และ ‘นำเสนอเรื่องราว’ ในรูปแบบและลีลาที่เป็นของภาพถ่ายและเป็นผู้พิสูจน์ให้เห็นว่าศิลปะภาพถ่ายมี ‘แนวทาง กระบวนการสร้างสรรค์และการแสดงออกทางสุนทรียศาสตร์’ ที่แตกต่างไปจากศิลปะแนวอื่น เป็นศิลปินที่พยายามทำความเข้าในกระบวนการเรียนรู้ศิลปะของคนในโลกตะวันออก โดยที่ไม่ใช้ตะวันตกเป็นมาตรฐาน และเมื่อได้พบข้อแตกต่างก็จะไม่ด่วนตัดสินว่าเป็นสิ่งที่ผิดแต่ค้นหาเหตุผลและข้อดี เมื่อเธอ ‘รู้สึก’ ถึงความเหมือนเธอจะค้นหาภาพที่เล่าเรื่องราวเหล่านั้น

ในทางส่วนตัว Silke Helmerdig เป็นคนที่มีโลกทัศน์ในเชิงบวกต่อมนุษยชาติสูงมาก เธอเดินทางไปในหลายวัฒนธรรมของโลกและกลับมาพร้อมมุมมองส่วนตัวที่บอกความจริง (truth) สำหรับทุกคน เป็นคนใจกว้างต่อการได้ยินได้ฟังความคิดเห็น เป็นคนรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของโลกและวัฒนธรรมของโลกได้อย่างเข้าใจและไม่เศร้าหมอง เป็นคนเยอรมันที่บอกว่าเธอได้สิ่งที่ดีจากเมืองไทยกลับไปใช้เพื่อการสร้างสรรค์งานศิลปะของเธอทุกครั้ง และเป็นคนที่ถ้าใครได้พูดคุยและติดตามการทำงานและผลงานของเธอแล้วจะรู้สึกว่ามนุษย์ทุกคนเป็นเพื่อนกัน เป็นญาติกันและเป็นพี่น้องกัน
 - - KR - -

 

ภาพที่ 2: เส้นทางศิลปินภาพถ่ายของ SILKE HELMERDIG

KR : เกิดความสนใจเรื่องการถ่ายภาพและงานศิลปะได้อย่างไร ในส่วนตัวคิดว่าศิลปะภาพถ่ายมีความพิเศษหรือเสน่ห์ที่ตรงไหน

SH: เพราะฉันเชื่อว่าศิลปินถ่ายภาพ ’ต่างจาก’ จิตรกร ที่เริ่มขึ้นมาแบบนี้เพราะพี่สาวฉันเป็นศิลปินเขียนภาพ ฉันเองก็อยากทำงานสร้างสรรค์แบบพี่บ้างแต่ฉันเองไม่ใช่จิตรกร ความแตกต่างในความคิดของฉันคือ การเขียนภาพหมายถึงคุณเป็นผู้สร้างรูปขึ้นมาโดยเริ่มด้วยจากการปาดฝีแปรงแรก แล้วก็ลงซ้ำอีกครั้งแล้วก็อีกครั้ง ‘พัฒนา’ จนกลายเป็นภาพผลงานในที่สุด ทั้งหมดนี้ต้องใช้เวลา แต่สำหรับภาพถ่ายคุณสามารถทำได้ในเสี้ยววินาที ถ้าออกมาไม่ดี ลืมไปเลย โยนทิ้ง แล้วทำใหม่ ไม่มีการแก้ไขใหม่ เวลาทำงานของฉันเองจะไม่มีการแก้ไขภาพถ่ายเด็ดขาด นี่เป็นบุคลิกของคนที่ทำงานภาพถ่าย คุณทำอะไรฉับพลันเสมอ ด้วย ‘บุคลิกแบบที่ฉันเป็น’ ถ้าให้กระดาษขาวมาแล้วให้ ‘สร้าง’ ขึ้นเป็นภาพ ฉันคงทำไม่สำเร็จเลยเลือกการ ‘ถ่าย’ ภาพแทน ความพิเศษของกระบวนการนี้คือฉันเห็นภาพก่อนและฉันจะเป็นคนตัดสินว่าภาพแบบนี้ถูกหรือผิด ใช่หรือยังไม่ใช่ แล้วจบ จะไม่มีการตัดสินใจหลายครั้ง เปลี่ยนใจหลายรอบกว่างานจะเสร็จ

KR : เชื่อว่ากว่าจะตัดสินว่า ‘ภาพ’ นี้ใช่หรือยังไม่ใช่ กว่าจะได้กดชัตเตอร์นั้น ต้องผ่าน ’กระบวนการคิด’ มาก่อนใช่ไหม

SH :: ใช่ ในปัจจุบันกว่าจะลงมือทำงานศิลปะต้องมีการคิดมาก่อน สำหรับตัวฉันจะเป็นเรื่องของการจับ ‘ความรู้สึก’ ของตัวเอง ถามตัวเองว่ารู้สึกเช่นไรกับโลกตรงนี้ โลกตรงนี้ถูกสร้างขึ้นมาแบบไหน เป็นความรู้สึกของ ’ปัจเจกชน’ ที่เป็นฉัน ฉันไม่สนใจทฤษฎีหรืออุดมการณ์ทางการเมืองอะไรแบบนั้นฉันสนใจเรื่องความรู้สึกของฉันมากกว่า สนใจการรับรู้โลกภายนอกของตัว ฉันคิดว่าการรับรู้ของฉันก็ไม่ได้แตกต่างจากการรับรู้ของคนอื่น แล้วฉันจะพยายามวิเคราะห์ความรู้สึกของฉัน กระบวนการการสร้างสรรค์งานของฉันจะเริ่มจาก ‘ความรู้สึก’ มาก่อน อย่างเช่นตอนที่มาถึงกรุงเทพฯ ฉันเริ่มรู้สึกในทันทีว่ากรุงเทพฯ ทำให้ฉันเกิด ‘ความรู้สึก’ บางอย่างในใจ จากนั้นฉันก็ออกตระเวนทั่วกรุงเทพฯ พยายามหาภาพที่มาสนองหรือรองรับความรู้สึกที่ว่านี้ ต้องเป็นภาพที่แสดงอารมณ์ตามความรู้สึกที่ฉันมีอยู่ออกมาได้ดีที่สุด

KR : หมายความว่ากระบวนการทำงานศิลปะแบบนี้มีการเข้าไป ‘เกี่ยวพัน’ กับสังคมหรือบุคคลที่จะมาอยู่ในบริบทของผลงานใช่ไหม

SH :: ถูกต้อง และนั่นเป็นวิธีการที่ฉันใช้มาโดยตลอด เพราะฉันจะทำงานกับคนที่ฉันรู้จักเสมอ ฉันไม่ทำงานกับคนแปลกหน้าที่ไม่รู้จัก ในการทำงานศิลปะ ฉันจะต้องเริ่มจากความสัมพันธ์ที่ฉันมีต่อใครคนหนึ่งก่อน อาจจะเป็นเพียงการรู้จักกันในเวลาสั้น ๆ และมีเรื่องราวบางอย่างเกิดขึ้นระหว่างคน ๆ นั้นกับตัวฉัน เป็นเรื่องราวที่มาสัมผัสใจของฉันแบบที่ฉันรู้สึกได้ด้วยตัวเอง คือต้องมีความสร้างความสัมพันธ์ที่ก่อให้เกิดความรู้สึกในตัวฉันก่อน นั่นก็หมายความว่าฉันต้องเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในบริบทจริงของสังคมหรือบุคคลก่อนจึงจะเกิดเป็นเรื่องราวสำหรับผลงานได้

KR : ในประเทศเยอรมนีมีกลุ่มศิลปินที่สร้างผลงานด้วยเทคนิคภาพถ่ายมากใช่ไหม ส่วนใหญ่แล้วศิลปินนำเสนอเรื่องแบบไหน เหมือนหรือต่างจากของเธออย่างไร

SH :: ใช่ ตอนนี้เทคนิคภาพถ่ายเป็นที่นิยมอย่างมาก โดยเฉพาะในวงการศิลปะ ส่วนใหญ่แล้วศิลปินภาพถ่ายของเยอรมันนำเสนอผลงานที่มีพื้นฐ่านมาจากการบันทึกเรื่องราวที่เรียกว่า ‘Documentary Photography’ เป็นหลัก หมายความว่า พวกเขาบันทึก ‘เรื่องราวของโลก’ แต่แนวทางการทำงานของฉัน ‘ตรงกันข้าม’ กับแบบนี้โดยสิ้นเชิง ฉันบันทึก ‘เรื่องราวความรู้สึกของฉันที่มีต่อโลก’ เป็นมุมมองส่วนบุคคลซึ่งแตกต่างจากพวกที่ทำงานแนว ‘Documentary Photography’ โดยหลักการอาจมีการพบปะผู้คนมากมายก็จริงแต่การทำงานของพวกเขาจะเกี่ยวกับ ‘ชีวิตของคนอื่น’ ส่วนในแนวทางของฉัน ฉันพบปะผู้คนมากมายเช่นกันแต่งานของฉันเป็นทัศนะของตัวฉันเอง เพราะฉะนั้นจะเป็น ‘ชีวิตของฉันที่เข้าไปเกี่ยวพันกับคนอื่น’ ไม่ใช่เป็นการทำงานเรื่องราวชีวิตของคนอื่น

KR : วางตัวเองอยู่ตรงไหนของวงการศิลปะภาพถ่ายของเยอรมนี

SH :: ในวงการศิลปะของเยอรมนี หรือเรียกว่าระดับนานาชาติก็ได้ เรามีการสร้างผลงานที่มีนิยามว่าเป็น ‘Author’s Photography’ คือการถ่ายภาพที่เน้นมุมมองและทัศนะของผู้สร้างผลงาน คือ author เป็นประการสำคัญ หลักการสำคัญของการถ่ายภาพแบบนี้ คือไม่ใช่การถ่ายภาพที่ต้องการนำเสนอเพียงภาพ แล้ว ’ทอนความสำคัญ’ ของผู้ถ่ายภาพลงไป ทำให้คนดูมองไม่เห็นว่ามีคนถ่ายภาพอยู่ในบริบทนั้นอีกแล้ว แต่การถ่ายภาพแบบ ‘Author’s Photography’ เป็นกระบวนการตรงกันข้าม เพราะเราทำให้ทุกคนที่ดูภาพนั้นตระหนักว่ามีใครคนหนึ่งกับกล้องตัวหนึ่งอยู่ตรงนั้นด้วย การจัด framing ของภาพนั้นอาจออกมาไม่สมบูรณ์ อาจมีสิ่งที่กวนสายตาหรือกวนใจซึ่งเกิดจากวิธีหรือกระบวนการที่ภาพนั้นถูกถ่ายออกมาปรากฏอยู่ แต่ตรงนี้เองที่ทำให้รู้ว่านั่นคือ ‘ภาพ’ และแสดงออกมาจากความรู้สึกและมุมมองที่เป็นส่วนตัวจริง ๆ เป็นถ้อยแถลงส่วนบุคคลของศิลปิน ไม่ใช่เป็นภาพของ ‘ความเป็นจริง’ เพราะเป็นเวลานานนับศตวรรษแล้วที่ภาพถ่ายถูกมองว่าเป็นภาพเหมือนจริงของโลกเรา แต่ฉันไม่เชื่อในความคิดแบบนั้น   

 

ภาพที่ 3 : การทำงานศิลปะของ SILKE HELMERDIG:

KR : ใช้กล้องอะไรทำงานศิลปะ - - มาเมืองไทยคราวนี้สังเกตว่าใช้กล้องดิจิทอลด้วย - -

SH :: ใช่ (หัวเราะ) ตอนนี้ใช้กล้องดิจิทอลด้วย แต่ใช้กับงานประเภท snapshot diary อันที่จริงฉันก็สังเกตตัวเองว่างานของฉันที่ถ่ายด้วยกล้องดิจิทอลก็ต่างจากภาพถ่ายแบบธรรมดามาก และงานภาพถ่ายสีก็แตกต่างจากงานที่ถ่ายแบบขาว-ดำมากเช่นกัน ปกติเวลาฉันทำงานถ่ายภาพศิลปะที่สื่อถึงสถานการณ์ ฉันสนใจเฉพาะเหตุการณ์อย่างเดียวและใช้ขาว – ดำเท่านั้น ฉันไม่เคยนำเสนอสถานการณ์ด้วยภาพถ่ายสีเลย ส่วนกล้องดิจิทอลนี้ใช้ถ่ายรายละเอียดของเรื่องต่าง ๆ เป็นการถ่ายที่ผิวเผินมากที่สุดเพราะฉันเชื่อว่ากล้องดิจิทอลถ่ายง่ายมากและลบง่ายมาก ภาพเหล่านี้จะมีความหมายกับฉันว่าเป็นภาพที่ไม่ได้สำคัญมากนักแต่เหมือนกับเป็นการบันทึกว่ามีภาพเหล่านี้ผ่านเข้ามาในตัวฉันและนึกชอบเลยถ่ายเอาไว้ ประเภท snapshot ส่วนภาพที่ฉันต้องการการสื่อความหมายที่ลึกลงไปกว่านั้นในการทำงานศิลปะฉันถ่ายขาว-ดำตลอด ฉันแทบไม่เคยถ่ายด้วยฟิล์มสีเลย มีผลงานที่เป็นภาพสีน้อยมาก ๆ และต้องมีเหตุผลที่ดีมาก ๆ ว่าทำไมภาพนี้จึงต้องการให้ผลงานนี้เป็นภาพสี แต่งานศิลปะของฉันโดยหลักแล้วเป็นขาว-ดำเท่านั้น อันที่จริงฉันก็ทำงานเชิงพาณิชย์ด้วยซึ่งต้องเน้นเทคนิคสูง ฟิล์มขนาด 5x4 นิ้วเท่านั้น จัดแสงอย่างดีและต้องสะอาดมาก ๆ ตรงตามความต้องการของลูกค้า ด้วยเหตุนี้ฉันจึงตัดสินใจว่าการทำงานศิลปะของฉันต้องเป็นแบบไร้เทคนิคมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ สำหรับงานศิลปะจึงชอบใช้กล้องออโตเมติก (automatic camera) แบบธรรมดา มีน้ำหนักเบา สามารถพกพาไปไหนได้สะดวกและมักจะเป็นกล้องที่มี wide angle เพราะจะได้ถ่ายวัตถุใกล้ ๆ ได้มากเท่าที่ต้องการ ฉันชอบถ่ายภาพแบบฉับพลันชนิดที่ไม่ต้องคำนึงถึงเทคนิคมากมาย เลยชอบใช้แบบออโตเมติกหรือ กึ่งออโตเมติก ปัจจุบันเวลาทำงานศิลปะแทบไม่ได้ใช้กล้องอื่น เพราะมันหนักและใช้เวลาจัดเตรียมติดตั้งอุปกรณ์นานมากกว่าจะถ่ายได้ ลักษณะงานศิลปะที่ทำอยู่จะมาจากความรู้สึกในชั่วขณะหนึ่ง เมื่อฉันเห็นภาพที่ตรงกับความรู้สึก ฉันต้องการถ่ายภาพนั้นโดยทันที ฉันอยากได้ภาพที่มาจากกระบวนการที่เป็นไปได้โดยพลัน ไม่ต้องการให้มีเรื่องราวของเทคนิคที่ซับซ้อนเข้ามาอยู่ในงานศิลปะของฉันขณะสร้างผลงาน ด้วยเหตุผลนี้เลยใช้กล้องที่มีเทคนิคง่าย ๆ เพื่อให้เข้ารูปแบบการทำงานศิลปะแบบนี้

KR : เลือกเรื่องราวในงานศิลปะมาจากไหนและเลือกด้วยเหตุผลทางปรัชญา ทางสุนทรียศาสตร์ ทางเทคนิคหรือเหตุผลอะไร

SH :: เป็นเรื่องราวมาจากชีวิตประจำวันรอบ ๆ ตัวของฉันเอง เป็นชีวิตธรรมดา ๆ ในแต่ละวัน แต่เป็นชีวิตที่มี ‘บริบท’ และเป็นบริบทในสังคมหนึ่งที่ฉันอยู่ ฉันคิดว่าเป็นวิธีบอกเชิงวิพากย์ถึงอิทธิพลและพฤติกรรมของสื่อในปัจจุบันเพราะฉันคิดว่าสื่อมวลชนอย่างเช่นโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ พยายามสร้างความรู้สึกว่า ’ชีวิตของคนทั่วไป’ เป็นเรื่อง ‘ไม่สำคัญ’ เพราะคุณเห็นการนำเสนอแต่เรื่องราวของ ’คนอื่น’ซึ่งล้วนเป็นคนสำคัญ อย่างน้อยก็มีทฤษฏีว่าด้วยวัฒนธรรมของตะวันตกว่าถ้ามีอุบัติเหตุรถไฟชนกัน หรือเรือล่มเกิดขึ้น หลังจากนั้นคนจะแห่มาจองตั๋วเพื่อที่จะเดินทางโดยรถไฟขบวนนั้นหรือเรือเที่ยวนั้นด้วยหวังว่าอาจจะได้เจอโศกนาฎกรรมแบบเดียวกันและจะได้ออกโทรทัศน์สักวันเพราะต้องเป็นแบบนี้เท่านั้นที่คุณจะถูกมองว่ามีความสำคัญ งานของฉันเป็นต่อต้านวิธีการคิดแบบนี้เพราะตรงข้ามกับการเสนอภาพเหล่านี้โดยสิ้นเชิง งานของฉันจะเกี่ยวกับชีวิตปกติธรรมดาของคนในแต่ละวัน งานของฉันแสดงความชื่นชมต่อชีวิตคนธรรมดา ชื่นชมในทุกก้าวในชีวิตของคุณ ชื่นชมกับอาหารเช้าของคุณมากเท่ากับชื่นชมงานแต่งงาน ฉันคิดว่าทั้งหมดมีระดับความสำคัญเท่ากัน ฉันไม่อยากยกย่องอะไรอย่างใดอย่างหนึ่งและไม่ยกย่องเรื่องของคนอื่น สำหรับฉันทุกก้าวในชีวิตฉันมีความสำคัญทั้งสิ้น ฉันคิดเข่นนั้น การเดินทางทุกครั้ง การทำงานทุกโครงการ อาหารทุกมื้อ สำคัญเท่ากัน และสิ่งที่ฉันทำก็มีความสำคัญเท่ากับสิ่งที่คนอื่นกำลังทำเหมือนกัน เราทุกคนต่างมีความสำคัญในแบบและการกระทำที่เป็นของเรา ทุกอย่างสำคัญหมด ดังนั้นงานของฉันจึงพูดเรื่องความสำคัญของชีวิตประจำวันของคุณ แนวความคิดนี้มีที่มาจากยุคหนึ่งในยุโรปที่ผู้คนมักจะไม่ถ่ายภาพกิจวัตรประจำวัน กิจกรรมที่เกิดขึ้นทุกวัน มองว่าการถ่ายภาพแบบนี้ถือว่าเป็นเรื่องสูญเปล่า เพราะ เป็นภาพที่ไม่สำคัญ เห็นกันอยู่ทุกวัน แต่สำหรับฉัน ‘อาหารเช้า’ ของฉันวันนี้อาจต่างจากอาหารเช้าของฉันในวันหน้า และเมื่อ ’วันนี้’ จากไป วันนี้ก็จะมีสำคัญ พรุ่งนี้ก็สำคัญ สิ่งที่ฉันต้องการทำคือ ถ่ายภาพชีวิตประจำวันของฉันเอง ก็เพื่อให้ผู้คนตระหนักว่าชีวิตประจำวันของคนเหล่านั้นก็มีความสำคัญเช่นเดียวกันกับชีวิตประจำวันของฉัน เพราะเวลาคนมาดูงานของฉันก็จะตั้งคำถามว่าศิลปินคนนี้ถ่ายรูปแบบนี้ออกมาได้ยังไง ฉันเองก็ทำแบบนี้ทุกวันได้เหมือนกัน แล้วทุกคนก็จะมาคิดได้ว่า ถ้ามีใครถ่ายรูปอะไรก็แปลว่าสิ่งนั้นมีความสำคัญ แล้วพวกเขาก็จะกลับมามองความสำคัญของชีวิตประจำวันของแต่ละคนและเห็นความสำคัญขึ้นมา ทุกคนต่างสำคัญเท่า ๆ กัน โดยสรุปคือการสร้างงานศิลปะของฉันจะเกี่ยวกับสร้างความสำคัญให้กับตัวคุณเอง

KR : ครั้งแรกที่เห็นภาพผลงาน “Memories of the Heart: seen through the eye” รู้สึกชอบมากโดยเฉพาะ ’การเรียงภาพ’ ที่ไม่เหมือนผลงานภาพถ่ายของศิลปินคนอื่น ที่สำคัญคือเป็นการแสดงลีลาของภาพถ่ายที่น่าสนใจมาก

SH :: ขอบคุณมาก ดีใจที่เธอชอบ ภาพถ่ายเป็นเสมือนลายมือ (handwriting) ของศิลปินที่เป็นแบบฉบับที่ใคร ๆ มองดูแล้วจะรู้ทันทีว่าเป็นแนวทางของใคร สำหรับฉันภาพภาพเดียวไม่บอกอะไรต้องนำมาเรียงต่อเนื่องเสมือนเป็นไวยากรณ์ของประโยคที่สมบูรณ์จึงแสดงความหมายออกมาได้ชัดเจน การที่ฉันนำภาพทั้งสี่ภาพเข้ามาเรียงกับแบบนี้เพราะทั้งสี่ภาพนี้เมื่อรวมกันแล้ว จะสร้างออกมาเป็นเรื่องราวที่สมบูรณ์ แต่ละภาพย่อยก็บอกความหมายแตกต่างกันไป แต่สำหรับฉันภาพทั้งสี่เล่าความรู้สึกออกมาเป็นเรื่องเดียวจึงรวมกันเป็นภาพเดียวบนกระดาษแผ่นเดียวโดยมีไวยากรณ์กำกับอยู่ ภาพเหล่านี้นำเสนอแบบเป็นอิสระจบในตัวเอง แต่เมื่อนำมาเรียงเป็นสามบรรทัดแบบนี้ความหมายในแต่ละชุดจะก้าวข้ามไปมาหากัน หรือเวลานำเสนอบนผนัง 3 ผนัง แบบต่อเนื่องกัน ผู้ชมจะเหลียวกลับมามองดูภาพที่เพิ่งดูผ่านไปเพราะพบความต่อเนื่องของความรู้สึก อันนี้เกิดขึ้นได้เพราะทั้งหมดเล่าเรื่องจากความรู้สึกเดียวกัน อันนั้นเป็นสิ่งที่เรียกว่า ‘handwriting’ และงานของฉันจะเป็นการนำภาพหลายภาพมาประกอบ (combination) นี่เป็น ‘handwriting’ ของฉัน ผลงานของฉันแต่ละผลงานจะประกอบด้วยภาพมากกว่าหนึ่งภาพ สองภาพเป็นอย่างน้อย มากบ้างน้อยบ้างแต่ต้องมีสองภาพเป็นอย่างน้อย และเรียงในแนวตั้งบ้าง แนวนอนบ้างแต่ต้องมีมากกว่าหนึ่งภาพทุกครั้งไป บางทีวางต่อขึ้นไปด้านบน บางทีเป็นแบบแซนวิชบ้างแต่ไม่มีอันไหนเลยเลยที่จะมีภาพเดียว ฉันไม่เชื่อในการนำเสนอภาพภาพเดียว นั่นไม่ใช่แบบของฉัน ภาพแต่ละภาพที่ฉันเลือกมาประกอบขึ้นเป็นภาพใหม่แล้วฉันจะไม่เอาไปใช้ที่ไหนอีก เพราะถือว่าความหมายของภาพนี้ไปเกิดอยู่ใน ‘ภาพใหม่’ ที่ประกอบขึ้นจากภาพสี่ภาพนี้แล้ว นี่คือ combination ใหม่และฉันนับว่านี่คือ ‘ภาพ 1 ภาพ’ การเลือกภาพของฉันเกิดจากการตัดสินใจว่าภาพนี้ใช้ได้หรือใช้ไม่ได้ ถ้าได้คือเอามาใช้ ถ้าไม่ได้คือทิ้งไป และภาพที่นำมาใช้จะต้องมาทั้งภาพโดยสมบูรณ์ ฉันจะไม่ crop ภาพเด็ดขาด ไม่แก้ไขภาพที่ฉันถ่ายแล้วเพราะถือว่ากระบวนการคิดได้สมบูรณ์ออกไปแล้วฉันจึงถ่ายภาพนี้ออกมา ลักษณะและกระบวนทำงานแบบนี้ฉันคิดว่าตรงกันข้ามกับการทำงานของที่จิตรกรที่เริ่มด้วยฝีแปรงแรกในครั้งแรกแล้วลงฝีแปรงใหม่ทับซ้อนลงไปที่เดิมและอีกหลาย ๆ ฝีแปรงเพื่อแก้ไขให้ดีขึ้น ในขณะที่ในการทำงานภาพถ่ายสิ่งที่สำคัญคือกระบวนการคิดที่ต้องสมบูรณ์ที่สุดก่อนลงมือ นี่ก็เป็นอีกลีลาหนึ่งของศิลปะภาพถ่าย

KR : มีแนวความคิดและวิธีการ ‘เลือกภาพและลำดับภาพ’ อย่างไรในการเล่าเรื่อง ‘Memories of the Heart’

SH :: สำหรับฉันการทำงานภาพถ่ายเป็นเสมือนการเขียนบทกวี ภาษาภาพถ่ายคือภาษาบทกวี ภาพแต่ละภาพที่ฉันเลือกเป็นเสมือนถ้อยคำ (word) แล้วฉันก็นำภาพเหล่านั้นมาเรียงเป็นประโยคหรือหลายประโยคเพื่อสร้างเป็นบทกวีแห่งความทรงจำของหัวใจ ภาษาภาพถ่ายของฉันเป็น ‘symbolic and poetic language’ หมายความว่ามีความหมายเชิงสัญลักษณ์และสัมผัสกับจินตนาการและความรู้สึกของผู้คน Memories of the Heart ‘ เป็นภาพที่ถ่ายมาจาก ‘heart’ ไม่ใช่ ‘mind’ ภาพทั้งหมดมาจากเหตุการณ์ที่มีความหมายในชีวิตของฉัน เป็นสถานการณ์ที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตที่ฉันได้ถ่ายภาพไว้ - - ที่ทำแบบนี้เพราะกลัวว่าฉันจะลืมเรื่องราวเหล่านี้ (ยิ้ม) - - และสองปีหลังจากนั้นฉันได้นำภาพถ่ายพวกนี้มาเลือกและประกอบขึ้นมาเป็นภาพใหม่ เป็นการสร้างความทรงจำขึ้นมาใหม่และเป็นความทรงจำที่อยู่ในหัวใจและมองลงไปใหม่ด้วยสายตาของตัวฉันเอง การสร้างงานศิลปะนี้ในที่นี้จึงเป็นการระลึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตของฉันทั้งความสุข ความทุกข์ นี่คือภาพความทรงจำของหัวใจ - - ประติมากรรมรูปหน้าสิงโตที่ไม่ได้มีความหมายเกี่ยวกับ la Bocca della Verita ที่ Rome/ใบหน้าตรงของหญิงสาวผมฟูเป็นริบบิ้น/อ่างน้ำพุมีน้ำเต็ม/ใบหน้าหญิงสาวหันข้างมองกลับไปไปที่ภาพแรกและตอนนี้ผมตัดสั้นแล้ว ต่อเนื่องมาด้วย ภาพชายหนุ่มหน้าตาดีแต่งกายดี/บนรถเมล์มองจากในรถเห็นเป็นศรีษะด้านหลังของผู้หญิง ผ่านที่นั่งคนขับ กระจกหน้ารถออกไปเป็นถนนเห็นเป็นเส้นนำสายตา/ท้องทุ่งมีควันจากระเบิดอยู่ไกล ๆ สงครามหรือเปล่า/ผู้หญิงยืนหลังม่านเห็นเป็นภาพลาง ๆ - - นี่คือ ตัวอย่างของสถานการณ์ในชีวิตของฉันที่ฉันค้นพบในหัวใจแล้วดึงขึ้นมาเล่าเป็นเรื่อง Memories และเพื่อสื่ออารมณ์ของความเป็นความทรงจำ ภาพถ่ายชุดนี้ชองฉันจึงสร้างด้วยเทคนิคที่มีรอยขีดข่วนเพื่อบอกความตรงกันข้ามกับการ copy ความจริง งานของฉันไม่ใช่การจำลองความจริง และเรียงต่อความทรงจำกันเป็นภาพเดียวถือเป็นการเล่าเรื่องราวจากความรู้สึก นี่คือ style ของฉัน

KR : ในชุด Private ฉันยอมรับว่าสามารถอ่านภาพบางภาพออกและเข้าใจ ’ชีวิตเธอในBerlin’ แต่บางภาพจะเกิด ’ความรู้สึก’ บางอย่างขึ้นมาแต่ยังไม่เข้าใจบริบท ช่วยอธิบายให้ฟังได้ไหม

SH :: ความต่างทางวัฒนธรรมอาจทำให้ไม่เข้าใจเรื่องบางเรื่อง แต่ฉันดีใจที่เธอบอกว่า ’รู้สึก’ กับภาพเหล่านี้ (ยิ้ม) ภาพถ่ายสามารถมองได้หลายแบบตามแต่ความรู้สึกและประสบการณ์เดิมของผู้ดู สำหรับฉันแล้วคิดว่าเป็นอิสระของคนดูที่จะคิดออกมาแบบใดก็ได้ ตราบใดที่ภาพของฉันสามารถเชื่อมโยงเข้ากับประสบการณ์ของคนดูและคนดูคิดต่อได้ ฉันก็พอใจ ฉันชอบที่คนดูมีปฏิกิริยาตอบรับงานศิลปะ ครั้งหนึ่งฉันนำภาพผลงานไปแสดงใน Gallery ที่มีลักษณะเป็น window ผู้คนก็เดินผ่านไปมาเป็นปกติ แต่อีกสักพักคนเริ่มหยุดดูและชี้บอกกันว่าภาพนั้นถ่ายมาจากมุมนั้นของย่านนั้นภาพนี้ถ่ายมาจากย่านนี้ที่คุ้นเคย หรือรถเมล์ในภาพนี้เราเคยขึ้นแล้ว ปฏิกิริยาแบบนี้ฉันชอบมาก ๆ เลย ส่วนภาพผลงานในชุด Private อย่างที่เธอรู้เป็นเรื่องราวเหตุการณ์ในชีวิตของฉันกับ Berlin เมืองที่ฉันอยู่ ชุดนี้ประกอบด้วย 9 ภาพอย่างที่เธอเห็น ทุกภาพสร้างขึ้นมาจากการนำ 2 ภาพเรียงต่อกันในแนวนอน 8 ภาพและมีแนวตั้ง 1 ภาพอัดลงบนกระดาษแผ่นเดียวกัน การเลือกภาพและลำดับภาพทั้งสองฉันจะดู ‘ความหมาย’ ให้สัมพันธ์กันและสามารถเล่าเรื่องราวและความรู้สึกของฉันได้ดี จากนั้นฉันจะดูการวางตัวของภาพที่มาต่อกัน ภาพสองภาพไม่จำเป็นต้องมีขนาดเท่ากัน ฉันชอบแบบไม่เท่ากันมากกว่า ลองดูภาพแรกที่เป็นสุเหรายิว หรือ synagogue กับภาพอพาร์ทเมนท์ของเพื่อนฉัน สถาปัตยกรรมทั้งสองมีความหมายที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตฉัน สุเหร่ายิวหรือ synagogue มีความสำคัญมากในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองเพราะเป็นที่ชาวยิวเข้าไปหลบภัยจึงเป็นเหมือนบ้านของยิว ฉันเป็นคนที่มีเชื้อสายยิว นี่คือประวัติศาสตร์ของฉัน สำหรับคนเยอรมันทันทีที่เห็นภาพนี้เขาจะเห็น ‘เรื่องราว’ มากมายที่เกิดขึ้นในพื้นที่นี้แบบที่ฉันเห็น ไม่ใช่อาคารเก่าธรรมดา - -สำหรั&&บที่เมืองไทยอาจยากที่จะเข้าใจแบบนั้นเหมือนกับเวลาคนตะวันตกมาเห็นภาพวัดก็อาจไม่ทราบว่านี่คือวัด แต่ถ้าดูดี ๆ จะเห็นการจารึกภาษาฮิบรูซึ่งบอกเหมือนกันว่าเป็น synagogue - - ส่วนบ้านของเพื่อนคือปัจจุบันและในภาพจะเห็นเงาของฉันติดอยู่ด้านล่างของภาพด้วย ในแง่ขององค์ประกอบภาพที่นำมาต่อกันจะมีพบว่ามีความสัมพันธ์กันดีโดยเฉพาะส่วนของภาพสลักบนผนังอาคารทั้งสอง เหมือนจะบอกว่าทั้งสองอาคารแม้ดูว่าเป็นคนละประเภทแต่ในความรู้สึกที่เห็นจากคุณลักษณะบางประการจะเป็นเหมือนกันคือบ้านและเพื่อแสดงความรู้สึกนี้ฉันต้องเลือกภาพที่ต่อออกมาแล้วเห็นแนวผนังเป็นเนื้อเดียวกันเหมือน ‘ประวัติศาสตร์-ปัจจุบัน-และตัวฉัน’ ภาพต่อมาเป็นถนนที่ฉันเดินผ่านบ่อย ๆ ใน Berlin กับภาพคนถ่ายรูปที่เห็นเงาอยู่ในกระจกก็คือภาพของฉันเองกำลังถ่ายรูป ภาพนี้อาจไม่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์เท่ากับ synagogue แต่ให้บรรยากาศของย่านที่ฉันใช้ชีวิตอยู่และเป็นที่คุ้นเคยของหลาย ๆคนแถวนี้ ฉันคิดว่าเป็นเรื่องที่ดีที่ทำให้คนดูเข้าไปอยู่ในเรื่องราวและให้เขาสร้างเรื่องราวที่เกี่ยวกับชีวิตของเขาในพื้นที่ตรงนี้ ในชุดนี้ยังมีบริบทเกี่ยวกับการเมืองใน Berlin ที่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตฉัน คือภาพการเดินขบวนประท้วงและความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในวันกรรมกร มีกันทุกปีจนกลายเป็นธรรมเนียมและต้องมีทหารออกมาดูแลความสงบแบบในภาพ ฉันเอามาต่อกับภาพอนุสาวรีย์อดีตนายกรัฐมนตรีและผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์ที่มีคนไปเขียน graffiti เลอะเทอะแม้ว่าทางการจะมาทำล้างความสะอาดแต่คนก็มาเขียนอีกเป็นอย่างนี้มาตลอด พอกลายเป็น ‘ภาพใหม่’ จากมุมมองของฉัน หรือ Author’s photography จะเห็นว่ามือของผู้นำชูขึ้นไปทางกลุ่มผู้เดินขบวนเหมือนจะท้าว่า ‘เข้ามาสิ เข้ามาเลย’

KR : ชัดเจนมาก ฉันรู้สึกเหมือนเข้าไปอยู่ในเรื่องของเธอได้เลย เธอเพิ่มพื้นที่ให้คนดูเข้าไปอยู่ในงานศิลปะของเธอด้วย ในฐานะคนดูงานศิลปะฉันชอบมาก ๆ

SH :: ภาพแต่ละภาพของฉันเป็นเหมือน ‘icon’ เพราะไม่ได้ต้องการจะหมายถึงใครที่ฉันรู้จัก บุคคลในภาพเป็นเหมือน ‘sign’ ฉันอยากให้คนดูมองสองภาพนี้แล้วบอกต่อได้ว่าภาพนี้สร้างเรื่องอะไร ภาพนี้คิดอะไร ถ้าใครมีประสบการณ์เดียวกันกับในภาพก็สามารถสร้างเรื่องได้ เพราะภาพนี้เป็นสัญลักษณ์ทำให้คนดูนึกเรื่องราวที่เราลืมไปแล้วให้กลับมาอีก ส่วนฉันในฐานะศิลปิน เมื่องานเสร็จเราก็หมดหน้าที่ เราทำอะไรไม่ได้อีกแล้ว ฉันปล่อยให้คนดูกับภาพนั้นสร้างเรื่องราวต่อโดยอิสระ

 

          

 

 ภาพที่ 4 : ประสบการณ์กับนักศึกษาไทยของ SILKE HELMERDIG

KR : เล่าเรื่องการสอนศิลปะการถ่ายภาพในโครงการศิลปะภาพถ่ายไทย-เยอรมัน Contemporary photography and different cultures in Thailand (2543-2546) ที่เมืองไทยให้ฟังบ้าง

SH :: ปีแรกเราสอนเรื่อง ‘community involvement’ หลักการคือนักศึกษาต้องออกไปในชุมชน หาความหมายของประเพณีที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมไทยเป็นหลัก ในปีที่สองเราตระหนักว่านักศึกษาต้องการความเรียนรู้เพิ่มเติมเพราะยังไม่สามารถเข้าไปสู่การทำงานภาพถ่ายแนว ‘community involvement’ ได้และเราคิดว่าเป็นแนวความคิดนี้คงไม่เหมาะกับบุคลิกการทำงานของนักศึกษาทุกคน บางคนไม่ได้เข้าไปสร้างสัมพันธภาพกับบุคคลในเรื่องราวของเขามากเท่าที่เราอยากจะให้เป็น กลัวที่จะเข้าไปทำความรู้จัก พูดคุย ดังนั้นในปีที่สองเรามาวิเคราะห์เรื่องที่นักศึกษาทำอยู่และเข้าไปสร้างกำลังใจให้การทำงานต่อในเรื่องเดิมและขอให้มุ่งไปในทิศทางและวิธีการตามแนวความคิด ‘community involvement’ ของเราจนจบกระบวนการ และเมื่อจบปีที่สามฉันก็พบว่าเป็นการตัดสินเดินต่อในทางที่ถูกต้อง เราได้เห็นผลงานที่ดี การสอนให้ถ่ายภาพตามแนวคิด ‘community involvement’ นี้เป็นวิธีการที่ใหม่มากในประเทศไทย อย่างไรก็ตามแต่ละผลงานที่สำเร็จออกมาแสดงว่าศิลปินได้เข้าถึงแนวความคิดของการสร้างสรรค์ผลงานแบบนี้แล้วและหากเขาได้เข้าไปสู่ธุรกิจของวงการภาพถ่ายแล้วพวกเขาจะกลับมาจับแนวทางนี้แน่นอน แต่พวกเขาจำเป็นต้องเรียนรู้อะไรบางอย่างก่อนที่จะก้าวออกไปในขั้นที่สอง

KR : เธอต้องเห็นความแตกต่างระหว่างนักศึกษาศิลปะของไทยกับของเยอรมันแน่นอน บอกได้ไหมว่าเป็นอย่างไรบ้าง

SH :: ความแตกต่างที่เห็นได้ชัด คือ ในประเทศไทยนักศึกษาเรียนรู้ถึงวิธีการแสดงความคิดความรู้สึกทางศิลปะของตัวเองจากการให้ทำตามแบบครูผู้สอน ส่วนในยุโรปนักศึกษาไม่ชอบการทำตามแบบหรือ การลอกแบบของอาจารย์ ไม่ทำแบบนั้น ในยุโรปจะเล่นเรื่องบุคลิกแบบที่เขาเป็นและพยายามแสดงสิ่งนั้นออกมา ในประเทศไทยฉันรู้สึกว่านักศึกษาส่วนใหญ่สนใจเรื่องการสร้างทักษะความชำนาญด้านเทคนิคมากกว่าการแสดงออกความรู้สึกของตัวเอง นักศึกษาในยุโรปไม่สนใจทักษะความชำนาญเชิงเทคนิค เอาแต่เรื่องการแสดงความรู้สึกส่วนตัว

KR : ทุกอย่างน่าจะอยู่ที่การเริ่มต้น เธอคิดว่าเราควรเริ่มต้นอย่างไรดี

SH :: ฉันคิดว่าถ้าดูตามแนวการสอนการถ่ายภาพแบบไทยที่สอนให้เรียนรู้จากตัวอย่างหรือการฝึกฝนตามแบบแล้วอาจจะดีถ้าเริ่มด้วยการทำงานตามแนวทางของศิลปินภาพถ่ายชั้นนำของยุโรปหรืออเมริกา ในประวัติศาสตร์ของศิลปะภาพถ่ายเราจะพบศิลปินสำคัญมากนักศึกษาในยุโรปต้องเรียนรู้แนวทางของศิลปะภาพถ่ายแต่ไม่ใช่แบบการลอกแบบรูปแบบหรือเทคนิค ฉันคิดว่าวิธีนี้น่าจะเป็นที่สนใจของนักศึกษาไทย เพราะการถ่ายภาพคือการนำเสนอภาพของโลกเรา ซึ่งนักศึกษาไทยยังไม่ค่อยนึกถึง content ของภาพ เขาไม่ได้คิดเรื่อง เนื้อหา’ จึงน่าสนใจที่จะให้นักศึกษาได้เริ่มแบบนั้นมากขึ้น คือแนะนำเรื่องความคิด

KR : สำหรับผู้ที่อยากจะก้าวเป็นศิลปินหรือช่างภาพระดับอาชีพ คิดว่าควรมีลักษณะบุคลิกหรือคุณภาพระดับไหน

SH :: การจะเป็นมืออาชีพนั้นต้องมีความเก่งด้านเทคนิค และการจะเป็นมืออาชีพที่ยอดเยี่ยมนั้นคุณต้องมีคุณลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง ไม่เหมือนใคร ปัญหาคือการลอกเลียนแบบ นั่นอาจจะดีในการเรียนรู้วิธีการพัฒนาทักษะ แต่แบบนั้นทุกคนก็ทำได้ แต่เราเป็นศิลปินที่ถือว่าเป็น ‘ปัจเจกบุคคล’ จึงต้องมี ‘ความคิดเป็นของตัวเอง’ เราต้องค้นหาบางอย่างที่ยุโรป เรียกว่า ‘handwriting’ เพื่อใช้การสร้างผลงาน และต้องเป็น ‘handwriting’ ที่สัมพันธ์กับบุคลิกส่วนตัวของคุณด้วย หมายความว่าไม่จำเป็นที่คุณต้องมาถ่ายภาพเหมือนบุคคลถ้าคุณไม่ชอบ บางคนอาจชอบภาพภูมิทัศน์หรืออะไรที่สามารถสนองความรู้สึกและความต้องการในการแสดงออดของเขาได้ ‘Handwriting’ มาจากความรู้สึกที่คุณต้องการจะแสดงออกและค้นหาวิธีการที่ทำได้ด้วยการถ่ายภาพ

                 

KR : การเรียนการสอนในประเทศไทยเท่าที่เธอเห็นจากนักศึกษาที่มาร่วมโครงการ คิดว่ามีตรงไหนที่น่าจะเป็นอุปสรรคในการสร้างศิลปินภาพถ่ายระดับ’มืออาชีพ’

SH :: วิธีการสอนภาพถ่ายในประเทศไทยยังไม่สนับสนุนให้เกิดการสร้างบุคลิกเฉพาะตัวในการทำงานศิลปะ การเรียนการสอนแบบให้ ‘ทำตาม’ เป็นแนวทางที่ดีอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ไม่ได้ช่วยพัฒนา handwriting หรือ style ของนักศึกษา นี่คือสิ่งที่ฉันคิดว่าเป็นเรื่องยากที่จะสอนที่นี่และเป็นสิ่งที่นักศึกษาขาดอยู่มาก นักศึกษาที่มีคุณสมบัติแบบนี้จะมีปัญหาในมหาวิทยาลัยของไทย เพราะเขามีรูปแบบการสร้างสรรค์ที่เป็นตัวของตัวเองสูง เป็นแบบฉบับของเขาล้วน ๆ มีความเป็นเอกลักษณ์ และศิลปินทุกคนต้องมีสิ่งนี้ เพราะเราเป็นปัจเจกชน เราไม่ได้เหมือนกัน เรามีพื้นเพ ภูมิหลังที่มาที่แตกต่างกัน ความคิดแตกต่างกัน งานศิลปะเป็นการสื่อสารอย่างหนึ่ง ฉันสื่อสารความคิดโดยผ่านงานศิลปะ ฉันคิดว่านี่ควรเป็นหนทางที่ควรจะเป็นสำหรับนักศึกษา ฉันคิดว่าสิ่งหนึ่งที่มหาวิทยาลัยที่นี่ขาดอยู่ คือ ทำอย่างไรจึงจะสามารถเป็นปัจเจกศิลปินที่มีแนวทางเป็นตัวของตัวเอง

KR : มีวิธีการไหนที่จะช่วยได้บ้าง

SH :: ต้องสอนว่า ภาพถ่ายทุกภาพมีความหมายในตัวเอง และนี่คือสิ่งที่เราเรียนเราสอนกันในยุโรป เรารู้ ’วิธีการอ่านภาพ’ - - เหมือนงานเขียนเรารู้ว่าจะทำความเข้าใจ ’ภาษา’ ได้อย่างไร เรารู้วิธีการอ่านความหมายของภาพถ่ายแบบนั้น เวลาเราต้องการจะสร้างอะไรสักอย่างออกมา เช่น สร้างความรู้สึก เรามีวิธีการอย่างไร เรื่องนี้เราไม่ได้สอนกันในประเทศไทย มันเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับเนื้อหาและความงาม ความหมายของภาพ ถ้าภาพนั้นขาดสิ่งเหล่านี้ไปเราไม่สามารถสื่อความหมายไปยังคนดูได้เลยสิ่งนี้คือสิ่งที่ฉันขอแนะนำนักศึกษาให้จงฝึกฝน คือให้นึกถึงสิ่งที่เราต้องการจะ ‘จับ’ (capture) ไว้ในภาพถ่าย ฉันไม่ได้หมายถึงการจับภาพน้ำตก นกที่บิน แต่หมายถึงการจับ ‘ความรู้สึก” และ ’ความประทับใจ’ และพยายามหาภาพที่แทนความรู้สึกนั้นให้เจอ ในขณะเดียวกันเราสามารถพิสูจน์ความถูกต้องจาก ‘ความรู้สึกของเราเอง’ วิธีการที่ฉันใช้ คือ เวลาฉันถ่ายภาพภาพหนึ่งฉันจะก้าวออกมาจากตัวเอง ไม่เอาตัวเองเข้าไปผูกพันกับภาพนั้นแล้วมองกลับไปที่ภาพนั้นอีกครั้ง ถามว่าภาพนั้นสื่อความรู้สึกแบบเดียวกับที่ฉันตั้งใจไว้ใช่หรือไม่ ถ้าไม่ใช่ ก็โยนทิ้งไปเลย ไม่เอามาใช้อีก แต่ถ้าใช่ ฉันก็จะใช้ภาพนั้น เราต้องฝึกฝนเพื่อสร้าง ‘ภาษา’ ของเราที่สื่อ ’ความหมาย’หรือ ’ความรู้สึก’ได้ ถ้าเปรียบกับภาพถ่ายกับบทกวี หลายคนเขียนบทกวีออกมาคนอื่นไม่เข้าใจหรือทราบซึ้งเพราะเลือกใช้ภาษาที่ยังไม่ดีพอก็เหมือนกับศิลปินที่พยายามจะบอกอะไรบางอย่างที่เข้าใจอยู่คนเดียว อย่างนี้ถือว่า ‘ภาษา’ ยังไม่ดี

KR : ในฐานะ Curator คนหนึ่งของนิทรรศการภาพถ่ายร่วมสมัยกับประเพณีวัฒนธรรมไทย ‘Thailand- a new vision’ พอใจกับการทำงานและผลงานที่คัดเลือกมาแสดงระดับไหน

SH :: พอใจมาก บอกได้ว่าหากได้นำผลงานไปแสดงที่ยุโรป คนเยอรมันจะรู้สึกอัศจรรย์ในในผลงานของนักศึกษาจากประเทศไทยทีเดียว ในส่วนของการทำงานในประเทศไทยในโครงการนี้อยากบอกว่าฉันได้เรียนรู้มากมายถึงแนวการทำงานภาพถ่ายแบบต่าง ๆ ได้รู้ความต้องการของนักศึกษาไทยมากกว่าเดิมมาก หากฉันได้มีโอกาสได้กลับมาสอนอีกฉันคิดว่าจะสามารถทำได้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น นอกจากนี้ฉันได้มีโอกาสนำวิธีการสอนแบบไทยกลับไปใช้ที่เยอรมันด้วยซึ่งก็ฉันก็รู้สึกดีใจเช่นกัน

การมาเมืองไทยกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตฉันแล้วและเป็นส่วนที่สำคัญในชีวิตด้วย ประสบการณ์ในเมืองไทยทำให้ฉันเปลี่ยนวิธีการคิดไปมากทีเดียว การมาทำงานครั้งนี้ถือเป็นการเข้ามาสัมผัสเอเชียเป็นครั้งแรกและเป็นที่ประเทศไทย ฉันได้เข้าถึงวัฒนธรรมของชาวพุทธ ในยุโรปผู้คนสนใจพระพุทธศาสนามาก ตัวฉันก็มีแนวทางการดำเนินชีวิตคล้าย ๆ กับแนวทางพุทธศาสนากันแต่ไม่เข้าใจว่าเหตุใดคนอื่นถึงสนใจกัน ฉันคิดว่าการคิดแบบไทยเป็นแนวทางที่แปลกจากวิธีการมองโลกของคนตะวันตกมาก แต่ฉันก็ดีใจที่ได้เรียนรู้มาก ‘เกี่ยวกับ’ เรื่องนี้และเรียนรู้โลกมากขึ้น ‘จาก’ แนวความคิดไทย และนำกลับไปบ้านและเปลี่ยนโลกของฉันนิดหน่อย ถือเป็นการแลกเปลี่ยนกันทั้งสองทาง ส่วนใหญ่แล้วตะวันตกมักจะคิดว่าเราเป็นผู้นำสิ่งใหม่ ๆ ลงมาในโลกตะวันออก แต่ไม่จริงเพราะฉันได้นำอะไรมากมายกลับไปมากกว่าสิ่งที่ฉันนำมาให้ที่นี่เสียอีก ฉันรู้สึกได้ด้วยตัวเองว่าวิธีการมองโลกของฉันเปลี่ยนไปมากนับแต่ฉันได้มาประเทศไทย และสิ่งที่ทำให้ความผูกพันของฉันที่มีต่อประเทศไทยแข็งแกร่งตลอดไป

 

                

 

Silke Helmerdig:

Biografie:

1965 born in Duisburg, Germany

1984- 1990 studied photography at Dortmund College, Dortmund, Germany

1988/ 89 studied photography at Harrow College of Higher Education with

Susan Trangmar, London, Great Britain

1990 diploma, Dortmund College

1990/ 91 studied on a postgraduate course Fine Art, Mixed Media, with

John Hilliard at Chelsea College of Art, London, Great Britain

1991 Master of Art

1991- 1995 worked in Duesseldorf, Germany as freelance artist and photographer

1992- 1995 lecturer at School for Theatre and Fine Art, Neuss, Germany

since 1995 works and lives in Berlin

2000 guest lecturer at Silpakorn University, Bangkok, Thailand

2001 guest lecturer at Khon Kaen University

2002 guest lecturer at Silpakorn University

since 2001 lecturer at Braunschweig School of Art

Exhibitions:

1990 “Der versunkene Raum”, Im Neuen Raum, Duesseldorf, Installation with Britta

Helmerdig

1991 “Into The Nineties”, The Mall Galleries, London,GB, group exhibition

participation at AVE- Festival, Arnheim, NL

1992 “Tears Of Imagination”, Frauenzentrum Weimar, solo exhibition

Modern Art”, London,GB, group exhibition

1994 “Memories Of The Heart”, Edition Kloeckner, Duesseldorf, solo exhibition

“Duesseldorf, Berlin & andernorts”, Kulturforum Alte Post, Neuss, solo exhibition

1995 “Message 220 Volt”, Hooghuis, Arnheim, NL, group exhibition

1996 “Mit dem Herzen erinnert”, Frauenfotogalerie Silberblick, Berlin, D, solo

exhibition

“Nachtstuecke”, Kulturforum Alte Post, Neuss, group exhibition

1997 “Wasserwaerts”, Kunstschiff ANNA, Berlin, collaboration with the women

photographers group

“SILBERBLICK” “Abschied”, Frauenfotogalerie Silberblick, group exhibition

1998 “Bildpaare- Paarbilder”, Kulturforum Alte Post, Neuss, D, group exhibition

DAVKA- Juedisches Leben in Berlin”, AHAWA, Berlin, D, group exhibition

1999 “Das juedische Zentrallabyrinth”, Berlin, D, group exhibition

2000 “touch”, Kuenstlerbahnhof Westend, Berlin, D, group exhibition

2001 “Forum Junge Kunst- More than a bank”, SEB Weissensee, Berlin, solo exhibition

FE/MALE”, U-Bahnhof Braunschweiggasse, Wien, A, group exhibition “Nachtgedanken”, F8, Berlin, solo exhibition

Re- Generations”, Altes Telegraphenamt, Berlin, group exhibition

setstats 1

 

<<BACK    DIALOGUES     HOME     NEXT>>

GUESTBOOK   EMAIL   WEBBOARD

Hosted by www.Geocities.ws

1