ระบบเครือข่ายท้องถิ่น (Local Area Network - LAN) เป็นระบบเครือข่ายที่รองรับการทำงานของโฮสต์คอมพิวเตอร์ ซึ่งอยู่ภายในชั้นเดียวกันมีลักษณะเป็นกลุ่มผู้ใช้ที่อยู่ใกล้ ๆ กัน หรือเป็นระบบเครือข่ายภายในตึกเดียวกัน หรือภายในอาณาบริเวณตั้งแต่ 100 เมตร - 2 กิโลเมตร เช่น ระบบเครือข่ายภายในบริเวณเดียวกัน (Campus Network)
ส่วนประกอบของเครือข่าย ในที่นี่ขอกล่าวถึงส่วนประกอบพื้นฐานของเครือข่ายท้องถิ่นเป็นสำคัญ ซึ่งเครือข่ายจำเป็นต้องมีส่วนประกอบหลายส่วนด้วยกัน เพื่อทำให้คอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ต่าง ๆ บนเครือข่ายสามารถสื่อสาร เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันได้ โดยส่วนประกอบพื้นฐานของเครือข่ายท้องถิ่น ประกอบด้วย
1. เครื่องศูนย์บริการข้อมูล (Servers)
2. เครื่องลูกข่ายหรือสถานี (Clients)
3. การ์ดเครือข่าย (Network Interface Cards)
4. สายเคเบิลที่ใช้บนเครือข่าย (Network Cables)
5. ฮับและสวิตช์ (Hubs and Switches)
6. ระบบปฏิบัติการเครือข่าย (Network Operating System)

ที่มา : http://courseware.payap.ac.th/docu/sc312/lesson4/lesson04.htm
เครื่องศูนย์บริการข้อมูล (Servers) เครื่องศูนย์บริการข้อมูล โดยมักเรียกว่า เครื่องเซิร์ฟเวอร์ เป็นคอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่บริการทรัพยากรให้กับเครื่องลูกข่ายบนเครือข่าย เช่น บริการไฟล์(File Server), การบริการงานพิมพ์ (Print Server) เป็นต้น เครื่องเซิร์ฟเวอร์อาจเป็นคอมพิวเตอร์ระดับเมนเฟรม มินิคอมพิวเตอร์ หรือไมโครคอมพิวเตอร์ก็ได้ โดยคอมพิวเตอร์ที่ออกแบบมาเพื่อใช้งานเป็นเซิร์ฟเวอร์นี้มักจะมีสมรรถนะสูง รวมถึงถูกออกแบบมาเพื่อรองรับความทนทานต่อความผิดพลาด (Fault Tolerance) เนื่องจากต้องทำงานหนัก หรือต้องรองรับงานตลอด 24 ชั่วโมง ดังนั้น เครื่องเซิร์ฟเวอร์จึงมีราคาที่สูงมากเมื่อเทียบกับคอมพิวเตอร์ที่ใช้งานทั่ว ๆ ไป สำหรับเครือข่ายท้องถิ่นยังสามารถติดตั้งเครือข่ายในรูปแบบของ
1) เครือข่ายแบบเคลเอนต์เซิร์ฟเวอร์ (Dedicated Server Network) หมายถึงเครือข่ายที่มีเครื่องเซิร์ฟเวอร์ไว้คอยบริการให้กับเครื่องลูกข่าย หรือเรียกว่าเครือข่ายแบบไคลเอนต์เซิร์ฟเวอร์ (Client-Server) โดยเซิร์ฟเวอร์อาจเป็นเว็บเซิร์ฟเวอร์ (Web Server), เมลเซิร์ฟเวอร์(Mail Server), ไฟล์เซิร์ฟเวอร์ (File Server) หรือพรินเตอร์เซอร์เวอร์ (Print Server) เป็นต้น เครือข่ายประเภทนี้อาจมีเซิร์ฟเวอร์หนึ่งตัวที่ทำหลาย ๆ หน้าที่บนเครื่องเดียว หรืออาจมีหลาย ๆ เซิร์ฟเวอร์ที่ทำหน้าที่เฉพาะก็ได้ ซึ่งแล้วแต่ขนาดของเครือข่าย หรือความต้องการเพิ่มประสิทธิภาพของเครือข่ายเป็นสำคัญ
ที่มา : http://551116.blogspot.com/2012/08/network-component-sms-atm-internet.html
เครือข่ายไคลเอนต์เซิร์เวอร์เหมาะสมกับระบบเครือข่ายที่ต้องการเชื่อมต่อสถานีจำนวนมาก ดังนั้นเครือข่ายประเภทนี้จึงจำแป็นต้องคัดเลือกคอมพิวเตอร์ที่มีสมรรถนะสูง เพื่อนำมาใช้เป็นเครื่องศูนย์บริการข้อมูลให้กับเครื่องลูกข่าย สำหรับเครื่องสถานีลูกข่ายสามารถใช้คอมพิวเตอร์ทั่วไปที่อาจไม่จำเป็นต้องมีสมรรถนะสูงมาเชื่อมต่อเพื่อใช้งานก็เป็นได้ โดยตัวอย่างระบบปฏิบัติการเครือข่ายที่ใช้งานบนเครือข่ายแบบไคลเอนต์เซิร์ฟเวอร์ เช่น Novell-NetWare, Windows-NT, Unix เป็นต้น
สำหรับข้อดีและข้อเสียของการเชื่อมต่อเครือข่ายแบบไคลเอนต์เซิร์ฟเวอร์ สามารถสรุปได้ ดังรายละเอียดต่อไปนี้
ข้อดี
- ลงทุนต่ำ
- เหมาะสำหรับเครือข่ายขนาดเล็ก
- ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาผู้ดูแลระบบ
- ติดตั้งง่าย
ข้อเสีย
- มีขีดความสามารถจำกัด
- มีระบบความปลอดภัยค่อนข้างต่ำ ทั้งในด้านของการจัดการข้อมูล และการกำหนดสิทธิการใช้งานของยูสเซอร์
- มีปัญหาเกี่ยวกับการขยายเคือข่าย เนื่องจากหากมีจำนวนเครื่องมากขึ้นบนเครือข่าย จะส่งผลต่อความเร็วที่เลวลงอย่างเห็นได้ชัดเจน จำนวนเครื่องบนเครือข่ายควรอยู่ประมาณ 10 ถึง 20 เครื่องเท่านั้น ซึ่งไม่ควรมีมากไปกว่านี้
เครื่องลูกข่ายหรือสถานีเครือข่าย(Clients)
เครื่องลูกข่ายเป็นคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อเข้าระบบเครือข่าย ซึ่งอาจเรียกว่าเวิร์กสเตชั่นก็ได้ โดยมักเป็นเครื่องของผู้ใช้งานทั่วไปสำหรับติดต่อเพื่อขอใช้บริการจากเซิร์ฟเวอร์ เครื่องลูกข่ายอาจเป็นคอมพิวเตอร์ที่ไม่จำเป็นต้องมีสมรรถนะสูง ซึ่งอาจเป็นเครื่องเดสก์ทอปคอมพิวเตอร์ทั่วไปก็ได้
การ์ดเครือข่าย (Network Interface Card : NIC)
การ์ดเครือข่ายที่ใช้งานบนเครือข่ายแลนแบบอีเทอร์เน็ต มักเรียกว่า อีเทอร์เน็ตการ์ด (Ethernet Card)
ซึ่งการ์ดดังกล่าวมีหลายชนิดด้วยกันให้เลือกใช้งานตามความเมหาะสมไม่ว่าจะเป็นอัตราความเร็วที่กำหนดไว้เพื่อรองรับการใช้งานที่แตกต่างกัน เช่น 10 Mbps, 10/100 Mbps หรือ 1 Gbps ส่วนคอนเน็กเตอร์ที่ใช้สำหรับเชื่อมต่อก็มีคอนเน็กเตอร์แบบต่าง ๆ ให้เลือกใช้งาน ซึ่งคอนเน็กเตอร์แบบ RJ45 จะถือเป็นคอนเน็กเตอร์มาตรฐานสำหรับเครือข่ายอีเทอร์เน็ตในปัจจุบัน ยกเว้นการ์ดเครือข่ายรุ่นเก่า ๆ ที่ยังคงมีใช้งานอยู่บ้าง เช่น คอนเน็กเตอร์แบบ BNC หรือ AUI เป็นต้น
ที่มา : http://dawun2514.blogspot.com/
ที่มา : http://home.kku.ac.th/tawsra/212701/545050369-6/lancard_cable.html
สายเคเบิลที่ใช้บนเครือข่าย (Network Cables)เครือข่ายคอมพิวเตอร์จำเป็นต้องมีสายเคเบิลเพื่อใช้สำหรับเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ต่าง ๆ ให้อยู่บนเครือข่ายเดียวกันเพื่อสื่อสารกันได้ การเลือกชนิดของสายเคเบิลจำเป็นต้องพิจารณาควบคู่กับรูปแบบการเชื่อมต่อเครือข่าย เช่น หากเชื่อมต่อในรูปแบบดาว สายเคเบิลหลัก ๆ ที่ใช้งานก็คือสาย UTP เป็นต้น โดยชนิดและคุณสมบัติของสายเคเบิลชนิดต่าง ๆ ได้กล่าวรายละเอียดไว้แล้วในบทที่ 4 นอกจากนี้เครือข่ายยังสามารถสื่อสารระหว่างกันโดยไม่ใช้สายก็ได้ ซึ่งเรียกว่า เครือข่ายไร้สาย โดยสามารถใช้คลื่อนวิทยุ หรืออินฟราเรดเป็นตัวกลางในการนำพาสัญญาณอีกทั้งยังสามารถนำเครือข่ายแบบมีสาย และเครือข่ายแบบไร้สายมาเชื่อมต่อเข้าเป็นเครือข่ายเดียวกันได้
ที่มา : http://dawun2514.blogspot.com/
ฮับและสวิชต์ (Hubs and Switches) อุปกรณ์ฮับ และสวิตช์ มักนำไปใช้เป็นศูนย์กลางของสายเคเบิลที่เชื่อมต่อเครือข่ายเข้าด้วยกัน ซึ่งฮับหรือสวิตช์นั้นจะมีพอร์ตเพื่อให้สายเคเบิลเชื่อมต่อเข้าระหว่างฮับกับคอมพิวเตอร์ โดยจำนวนพอร์ตจะขึ้นอยู่กับแต่ละชนิด เช่น แบบ 4, 8, 16 หรือ 24 พอร์ต และยังสามารถนำฮับหรือสวิตช์หลาย ๆ ตัวมาเชื่อมต่อเข้าด้วยกันเพื่อขยายเครือข่ายได้อีกด้วย
ที่มา : http://dawun2514.blogspot.com/
ที่มา : http://home.kku.ac.th/tawsra/212701/545050369-6/hub_and_switch.html
ระบบปฏิบัติการของระบบเครือข่าย (Network Operating Sytems)เป็นซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการควบคุมการทำงานในระบบเครือข่าย โดยส่วนใหญ่แล้วเครือข่ายมักจะใช้กับคอมพิวเตอร์ที่เรียกว่า
"เซอร์เวอร์" ในการรันระบบปฏิบัติการเครือข่ายโดยเฉพาะซึ่งระบบปฏิบัติการเครือข่ายสามารถรันเซอร์เวอร์ได้หลาย ๆ ตัว พร้อมกัน โดยแต่ละเซอร์เวอร์ก็ทำงานเฉพาะแต่ละอย่างได้ เช่น เซอร์เวอร์ตัวหนึ่ง ทำหน้าที่ควบคุมบัญชีชื่อผู้ใช้และรหัสผ่านผู้ใช้แต่ละคน ในขณะที่เซอร์เวอร์อีกตัวหนึ่งทำหน้าที่ในการแลกเปลี่ยนอีเมลของผู้ใช้ในเครือข่าย เป็นต้น
ประวัติ
NetWare วิวัฒนาการมาจากความคิดที่ง่ายมากคือ การแชร์ไฟล์แทนที่การแชร์ดิสก์ ในปี ค.ศ. 1983 เมื่อเวอร์ชันแรกของ Netware ได้ถูกออกแบบมา การแข่งขันของผลิตภัณฑ์อื่นๆทั้งหมด จะมีพื้นฐานบนความคิดที่ว่าการเตรียมการแชร์ดิสก์โดยการเข้าถึงโดยตรง อีกทางเลือกหนึ่งของ Novell ที่จะทำให้เข้าใกล้ความสำเร็จคือ ในปี 1984 โดย IBM ให้ความช่วยเหลือในการโฆษณาผลิตภัณฑ์ไปพร้อมกับผลิตภัณฑ์ของ IBM กับ Novell NetWare แล้วที่ว่างบนดิสก์มีการแชร์อยู่ในรูปแบบของ NetWare ทั้งหมดเปรียบได้เท่ากันกับ DOS เครื่องลูกที่ทำงานบนระบบ MS-DOS จะทำงานเป็นแบบที่พิเศษคือแบบ Terminate and Stay Resident (TSR) โปรแกรมจะอนุญาตให้ TSR แมพกับ local drive และส่งไปยังระดับ NetWare เครื่องลูกจะมีการเข้าถึง server ในรายการที่มีการอนุญาตเพื่อการแมพและการสามารถมีการควบคุมซึ่งขึ้นอยู่กับชิ่อที่ทำการ login ในทำนองเดียวกัน NetWare ก็สามารถติดต่อกับการแชร์ปริ๊นเตอร์บน dedicated server และปริ๊นได้ถ้าเครื่องปริ๊นเตอร์มีการเชื่อมต่อแบบ local และการสร้าง NetWare มีอิทธิพลต่อสภาพทางการตลาดในยุคแรกๆและในกลางปี 1990 ด้วยการพัฒนา XNS-derived โพรโทคอล IPX/SPX ตามแบบ local area network (LAN) เป็นมาตรฐานตอนท้ายปี 1990 ระบบอินเทอร์เน็ตมีการติดต่อกันอย่างรวดเร็ว โดยระบบอินเทอร์เน็ตจะใช้โพรโทคอล TCP/IP มาเป็นส่วนสำคัญของระบบ Novell มีการแนะนำถึงข้อจำกัดของโพรโทคอล TCP/IP ว่ามันจะสนับสนุนเพียง Netware v3.x ( รุ่นปี 1992 ) และ v4.x ( รุ่นปี 1995 ) แต่ NetWare ส่วนใหญ่จะใช้ได้กับโพรโทคอล FTP และ UNIX- style LPR/LPD printing ( เหมาะที่จะใช้ใน NetWare v3.x ) และ Novell ได้พัฒนา webserver ( ใน NetWare v4.x ) โดยทั่วไปโพรโทคอล TCP/IP จะสนับสนุนระบบไฟล์ของเครื่องลูกและการให้บริการพิมพ์แบบปกติ อันเกี่ยวเนื่องกับ Netware ซึ่งได้แนะนำไว้ใน Netware v5.0 ( ปล่อยออกมาในปี 1998 )
ในขณะที่คุณสมบัติบางประการของ Novell ก็ได้รับมาจาก TCP/IP ซึ่งเป็นโพรโทคอลพื้นฐานที่ใกล้สูญหายของ Netware มันเป็นการแน่นอนว่าการพูดถึง Novell ว่าอนุญาตให้ตัวมันเองเป็น outmarketed ช่วงเวลาในยุคแรกจนกระทั่งกลางปี 1980 บริษัท Microsoft ได้แนะนำพวกเขาให้มาเป็นเจ้าของระบบ LAN ใน LAN-Manager บนพื้นฐานการแข่งขันโพรโทคอล NBF ในยุคแรกได้พยายามถึงความแข็งแกร่งบน Netware ไม่ประสบผลสำเร็จ แต่การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ได้รวบรวมการแก้ไขระบบเครือข่ายเพื่อให้สนับสนุน Windows for Workgroup และจากนั้น Windows NT , Windows 95 ก็ได้ประสบความสำเร็จอย่างมหาศาล โดย Windows NT มีจุดเด่นคือการเสนอการบริการมีความคล้ายคลึงกับการเสนอการบริการของ Netware แต่บนระบบเหล่านั้นยังสามารถใช้งานบนเดสก์ทอปได้ด้วย และการติดต่อโดยตรงถึง Windows desktop อื่นๆในที่ไหนๆ NBF ก็จะถูกใช้เป็นสากล
การใช้งาน
เป็นระบบปฏิบัติการที่มีผู้นิยมใช้งานในระบบเครือข่ายมากสำหรับเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ในยุคแรกๆ พัฒนาโดยบริษัท Novell จัดเป็นระบบปฏิบัติการเครือข่ายที่ทำงานภายใต้ MS-DOS ระบบปฏิบัติการเครือข่าย Netware ในขณะนี้ สรุปได้ดังนี้
– 1. Personal Netware (Netware Lite) เป็นระบบเครือข่ายขนาดเล็ก เชื่อมต่อในลักษณะ
Peer-to-Peer โดยคอมพิวเตอร์ในเครือข่ายนั้น จะติดต่อกันในกลุ่มเครือข่าย โดยไม่มีเครื่องใดเครื่อง หนึ่งเป็นเครื่องเซอร์เวอร์โดยเฉพาะ ไม่เหมาะกับ ระบบเครือข่ายขนาดใหญ่ เพราะมีการจัดการเกี่ยวกับระบบความปลอดภัยค่อนข้างน้อย
– 2. Netware 3.1x เป็นระบบเครือข่ายแบบไคลเอ็นต์เซอร์เวอร์ มีเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่ง หรือมากกว่าที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการบริการข้อมูล โดยเฉพาะ Netware 3.12 นั้นยังเป็นที่นิยมใช้กันมากจนถึงปัจจุบัน สามารถต่อเครือข่ายได้สูงสุด 250 ยูสเซอร์ ต่อ 1 เซอร์เวอร์ ปัจจุบันพัฒนา Netware 3.2 แล้ว
– 3. Netwware 4.xx เป็นเวอร์ชันที่มีลักษณะคล้ายกับ Netware 3.12 แต่มีรายละเอียดซับซ้อน มากกว่าในเรื่องของการจัดการและการออกแบบโครงสร้าง NDS ในเวอร์ชันนี้สามารถต่อเครือข่ายได้สูงสุด 1000 ยูสเซอร์ และสามารถรองรับซีพียูในการประมวลผลได้มากกว่าหนึ่งตัว
– 4. Netware 5 เป็นเวอร์ชันที่ใช้สำหรับเครือข่ายขนาดใหญ่ เชื่อมต่อกับเครือข่ายอินเตอร์เน็ต สนับสนุนโปรโตคอลหลายชนิดด้วยกัน เช่น TCP/IP รวมทั้งการติดตั้งระบบเครือข่ายอินทราเน็ต และความสามารถในการจัดการระบบต่าง ๆ เช่น Web-based Management, File System, Java
เป็นต้น
ข้อดี
1. ความเข้ากันได้ Netware มีความเข้ากันได้กับซอฟแวร์ของ ระบบ เครือข่ายของเครื่องคอมพิวเตอร์ ฮาร์ดแวร์และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่ไม่ใช่ Netware บนระบบเครือข่ายเดียวกัน นอกจากนี้ยังมีความ เข้ากันได้กับระบบปฏิบัติการ ของดอส ซึ่งเป็นมาตรฐานของคอมพิวเตอร์ที่ทุกคนคุ้นเคยด้วย
- โปรแกรมหรือคำสั่งใน Netware มีความเข้ากันได้กับ PC DOS 3X อย่างสมบูรณ์และยังสนับสนุนซอฟแวร์ที่พัฒนาภายใต้ดอส 3.X ให้ประมวลผลโดย ไม่ต้องมีการแก้ไขบน Netware ด้วย Netware มีความเข้ากันได้กับ NetBIOS ซึงเป็๋นมาตรฐาน อุตสาหกรรมที่ควบคุม การติดต่อซอฟแวร์ระหว่าง IBM และฮาร์ดแวร์ที่มีความเข้ากันได้กับ IBM ความเข้ากันได้นี้ทำ ให้ใช้ซอฟ แวร์และฮาร์ดแวร์ที่ออกมาสำหรับ NetBIOS รวมทั้ง ซอฟแวร์และฮาร์ดแวร์ ที่พัฒนาบน IBM คอมพิวเตอร์ระบบ เครือข่ายแบบ Token – Ring ด้วย
- ฮาร์ดแวร์ของระบบเครือข่าย Netware เป็นระบบเครือข่าย ที่ไม่ขึ้นอยู่กับฮาร์แวร์(Hardware – Independent) ระบบ ปฏิบัติการ Netware สามารถใช้งาน กับฮาร์ดแวร์มากกว่า 30 ชนิด Netware สนับสนุนโทโพโลยี ที่สำคัญทุกชนิด ในระบบเครือข่าย และฮาร์แวร์ที่สำคัญทุกชนิด รวมทั้งคอมพิวเตอร์ของ IBM ระบบเครือข่ายแบบ Token – Ring , StarLAN ของ AR$T และรบบเครือข่ายแบบ Ethernet อีกหลายชนิด Netware ติดต่อกับผู้ใช้โดยไม่สนใจว่าจะใช้ฮาร์ดแวร์อะไร (Transparent)
2. ความสามารถในการเชื่อมต่อ Netware สามารถเชื่อมต่อหรือ มีสะพาน สื่อสาร กับระบบ เครือข่ายทุกชนิดที่มันสนับสนุน การติดต่อระหว่างระบบ เครือข่าย ที่เชื่อมสะพานสื่อสาร เข้าด้วยกัน และการ ใช้ข้อมูลร่วมกัน จะเป็น แบบไม่สนใจฮาร์ดแวร์ โดยผู้ใช้สามารถทำงานได้ตามปกติ และไม่จำเป็น ต้อง รู้มาก่อนว่ามีการต่อ แบบใช้สะพานสื่อสารกันอยู่ ทำให้ไม่ต้องเสียเวลา อลรมผู้ใช้เพิ่มเติม และซอฟแวร์ที่มีอยู่เดิมไม่จำเป็นต้องแก้ไขเพื่อ ใช้งานกับ สะพานสื่อสารด้วย
3. ความสามารถในการขยายระบบ ระบบเครือข่ายที่ใช้ Netware สามารถ ขยายเนื้อที่เก็บข้อมูล หน่วยความจำ ประสิทธิภาพและความเชื่อถือได้หรือ การ ป้องกันข้อมูลนั่นเอง
- เนื้อที่เก็บข้อมูลและหน่วยความจำ สามารถเพิ่มเนื้อที่เก็บข้อมูล และหน่วยความจำเข้าไปในระบบเครือข่าย Netware ได้ อาจใช้หน่วยบันทึกข้อมูล เสริมที่เรียกว่า Disk Subsystems ของ Netware ได้ เพื่อขยายเนื้อที่เก็บข้อมูลได้ถึง 2 GB ,32TR, และขยายหน่วยความจำได้ถึง 4 GB ขึ้นอยู่กับ Version ของ Netware ด้วย
- ขนาดของระบบเครือข่าย ขนาดของระบบเครือข่ายนั้นขึ้นอยู่กับ การเพิ่มสถานีของ ผู้ใช้และศูนย์บริการข้อมูล (Server) ถึงขีดจำกัดของแต่ละระบบ การขยายเกินกว่าข้อจำกัดนี้จะทำ ได้โดยใช้สะพาน สื่อสารเพื่อเชื่อมต่อระหว่างระบบเครือข่ายอื่น
- ประสิทธิภาพ การปรับปรุงประสิทธิภาพของระบบทำได้โดยการ เพิ่มศูนย์บริการข้อมูล (Server) หรือเปลี่ยนแปลงศูนย์บริการ ข้อมูล (Server) ด้วยตัวที่มี ประสิทธิภาพสูงกว่า เป็นต้น การเปลี่ยนฮาร์ดแวร์ด้วยฮาร์ดที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า การเพิ่ม ดิสก์รวม (DISK Copro – Cessor) หรือบอร์ดของระบบเครือข่าย ไปยังศูนย์บริการข้อมูล จะช่วยเพิ่มความเร็วของการเดินทาง ในระบบ เครือข่าย (Network Traffic) นอกจากนี้การเปลี่ยนไปใช้ Netwareรุ่นที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นจะเป็นการช่วยเพิ่มประสิทธิ ภาพของระบบเครือข่ายได้อีกด้วย
- ความเชื่อถือได้ Netware จะช่วยให้เกิดความมั่นใจว่าข้อมูล ถูกต้องโดยการตรวจสอบข้อมูลหลังจากที่ถูกบันทึกลงดิสก์แล้ว และสามารถเพิ่มความเชื่อ ถือได้โดยการเพิ่มการป้องกัน ข้อมูล โดยใช้ Netware รุ่นที่ใช้คุณสมบัติการกู้คืนที่เรียกว่า System Faut Tolerant (SFT Netware)
4. ความสามารถในการติดต่อสื่อสาร Netware มีความสามารถ ในการติดต่อสื่อสาร แบบเครือข่าย(LAN-to-LAN) เครือข่าย กับคอมพิวเตอร์ระยะไกล (LAN-to-Remote) และเครือข่าย กับ คอมพิวเตอร์ศูนย์ (LAN-to-Host) การติดต่อสื่อสารแบบเครือข่าย กับคอมพิวเตอร์ระยะไกลช่วยให้ผู้ใช้สามารถใช้ระบบ เครือข่าย ได้โดยผ่านโมเด็มการติดต่อสื่อสารแบบเครือข่ายกับคอมพิวเตอร์ศูนย์ช่วยให้ผู้ใช้ระบบเครือข่าย ใช้งานเครื่องเมนเฟรม ทุกชนิดได้ ผู้ใช้สามารถใช้งานเมนเฟรมและการติดต่อสื่อสารกับระบบเครือข่ายสาธารณะ(PrblicNetwork)ได้
5. การรักษาความปลอดภัย การรักษาความปลอดภัยของ Netware มีความยืดหยุ่นและครบ ถ้วนสมบูรณ์ การรักษาความปลอดภัยใน Netware มีอยู่ 4 ชนิด คือ
- Login/Password เป็นการควบคุมการใช้งานระดับ ศูนย์ บริการข้อมูล (Server)
- Trustee Security เป็นการควบคุมผู้ใช้ในการใช้งานระดับ Directory โดยกำหนดที่ผู้ใช้
- Derctory Security เป็นการควบคุมผู้ใช้ในการ ใช้งาน ระดับ Directory โดยกำหนดที่ Directory
- File Attributes เป็นการควบคุมการใช้งานระดับ ไฟล์การ รักษาความ ปลิดภันในแต่ละระดับ จะมีชุดของสิทธิและ ลักษณะเฉพาะของตัวเองซึ่งจะ ใช้งาน ร่วม กันหรือ ใช้แยกกันก็ได้ ซึ่งจะทำให้ระบบการรักษาความปลอดภัย มีความง่ายหรือ ซับซ้อนตามความต้องการได้
6. มีประสิทธิภาพสูง ระบบปฏิบัติการ Netware จะช่วย เพิ่ม ความเร็ว และประสิทธิภาพของฮาร์ดแวร์ของ ระบบ เครือข่ายที่ระบบสนับสนุน ลักษณะ การใช้งานแบบ กระจายงานและเทคนิคการเขียนระบบจะช่วยเพิ่มประสิทธิ ของระบบ เครือข่ายให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
7. ใช้งานง่าย Netware สามารถใช้คำสั่งของ DOS,On-Line Help และโปรแกรมเมอร์
- Netware กับคำสั่งของ DOS Netware สนับสนุนคำสังของ DOS ทุกคำสั่ง นอกจากนี้ คำสั่งของ Netware ยังคล้าย กับคำสั่งของ DOS ช่วยให้ผู้ใช้งาน ได้ง่านขึ้นด้วยไม่ต้อง เสียเวลาอบรมคำสั่งใหม่ เช่น การสำเนาข้อมูล (Backup Data) หรือการเรียกค้นหาข้อมูล (Restore Data) ซึ่งเรียก ใช้คำสั่งของ DOS นี้ในระบบ Netware ได้ทันที เป็นต้น
- On-Line Help Netware สามารถแสดงข้อความช่วยเหลือ ทันทีที่สอบถามโดย Help เป็นโปรแกรมแบบที่ใช้ใน เมนูและเริ่มต้นจากเรื่องทั่วไปก่อนที่จะนำลงไป ในราย ละเอียด
- โปรแกรมข้อมูลและ On – line Netware มีโปรแกรม เมนูที่ออก แบบ สำหรับผู้ที่เริ่มใช้งานโดยเฉพาะ คำสั่ง ส่วน ใหญ่ของ Netware จะรวมเข้าไว้ในระบบ เมนู เพื่อช่วยผู้ใช้ในคำสั่งต่าง ๆ ไดโดยไม่ต้องจดจำคำสั่งนั้น ๆ
ผู้ควบคุมระบบเครือข่าย ( Supervisor) อาจจะต้องใช้โปรแกรมการ สร้างเมนูเพื่อ สร้างเมนูของตนเอง เช่น Supervisor อาจต้องการสร้างเมนูเพื่อ ช่วยให้ผู้ใช้เรียก ใช้โปรแกรมได้โดย ไม่ต้องป้อน คำสั่งที่บรรทัด คำสั่งของ ระบบปฏิบัติการ โปรแกราเมนู on – line Tutorial จะช่วยแนะนำให้ผู้ใช้ตาม ลำดับการใช้งานต่าง ๆ บนระบบเครือข่าย
โปรแกรมเมนูและ On – line Tutorial มีความคุ้นเคยกับ Netware ด้วยความ เร็ว และถ้าผู้ใช้มีความคุ้นเคยกับระบบแล้วอาจเปลี่ยนไปใช้โปรแกรมบรรทัด คำสั่งก็ได้ นอกจากนี้ Netware ที่เป็น Set ยังช่วยป้องกันข้อมูล จาการสูญหาย ได้เป็นอย่างดีด้วย
จากข้อดีต่าง ๆ ที่กล่าวมา ทำให้ Netware เป็นระบบปฏิบัติการ สำหรับ ระบบ เครือข่ายท้องถิ่น (LAN) ที่มีประสิทธิภาพสูงอันหนึ่งในปัจจุบัน
รูป อินเตอร์เฟชแบบกราฟิกของ Novell netware
รูป หน้าตาของ novell netware server
2) ระบบปฏิบัติการ WINDOWS NT และ WINDOWS 2000 Server
MICROSOFT WINDOWS NEW TECHNOLOGY
เป็นระบบปฏิบัติการที่มีความสามารถในการจัดการเครือข่าย ในระยะใกล้ (LAN : Local Area Network) โดยจัดการด้านการติดต่อสื่อสาร ระหว่างคอมพิวเตอร์ และการรักษาความปลอดภัยในเครือข่าย ได้เป็นอย่างดี ในระบบเครือข่ายจะมีผู้ใช้งานหลายคน วินโดวส์ NT จะทำการจัดทรัพยากรของระบบ ให้มีการใช้ร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด รวมถึงการติดต่อสื่อสาร แลกเปลี่ยนข้อมูล ระหว่างคอมพิวเตอร์ด้วยกัน และรองรับการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ได้เป็นอย่างดี
ตัวอย่างหน้าต่างระบบปฏิบัติการ WINDOWS NT
Windows NT ใช้ระบบไฟล์แบบ NT ( NTFS ) ซึ่งเป็นระบบไฟล์ที่รองรับการตั้งชื่อไฟล์ได้ยาวถึง 256 อักขระ และมีความสามารถในการติดตามการทำงาน ซึ่งหมายความว่าเมื่อระบบทำงานผิดพลาด Windows NT จะสามารถคืนค่าเดิมในสภาวะก่อนทำงานผิดพลาดกลับลงไปได้
การเชื่อมโยงข้อมูลของ Windows NT สนับสนุนตามข้อกำหนดระดับชั้นการเชื่อมโยงข้อมูลของมาตรฐาน IEEE 802.2 สำหรับระบบเครือข่ายทั้งแบบโทเคนริงและอีเธอร์เน็ต รวมทั้งข้อกำหนดโปรโตคอล SDLC ,โปรโตคอล X.25 / QLLC และ DFT (distributed function terminal)
นอกเหนือจากนี้ Windows NT รุ่น Advanced Server ยังมีคุณลักษณ์เด่นอื่นๆ อีกหลายประการ รวมถึงความสามารถในการเชื่อมต่อกับระบบปฏิบัติการเครือข่ายอื่นๆ
ประสิทธิภาพของ WINDOWS NT
Windows NT เป็นระบบปฏิบัติการเครือข่ายแบบ 32 บิตที่สามารถทำงานหลายๆงานควบคู่กันไปได้ และยังสนับสนุนระบบหลายโปรเซสเซอร์ รวมทั้งการประมวลผลแบบสมมาตรที่เป็นการกระจายงานออกไปยังโปรเซสเซอร์ทั้งหลายให้ช่วยกันทำการประมวลผลอย่างได้สมดุล ซึ่งด้วยคุณลักษณ์ดังกล่าวนี้ทำให้บริษัททั้งหลายที่ต้องการระบบเครือข่ายที่มีประสิทธิภาพสูงสามารถจัดซื้อซูเปอร์เซิร์ฟเวอร์ที่มีไมโครโปรเซสเซอร์หลายๆตัวมาใช้งานร่วมกับ Windows NT ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น เครื่องที่มีไมโครโปรเซสเซอร์ 6 ตัวก็จะมีความเร็วสูงกว่าเครื่องที่มีไมโครโปรเซสเซอร์ตัวเดียวขึ้นไปอีก 6 เท่าเป็นต้น
ภายใน Windows NT มีความสามารถในการทำระบบเครือข่ายแบบเท่าเทียมมาให้ด้วย กล่าวคือผู้ใช้ Windows NT สามารถแบ่งปันร่วมใช้ทรัพยากรอื่นๆกับผู้ใช้อื่นที่ใช้ Windows NT , Windows , DOS และ OS/2 ได้ด้วยนั่นเอง นอกเหนือจากนี้ใน Windows NT ยังใช้เทคนิคในการจัดการกับหน่วยความจำเป็นแบบแฟลต (flat) แทนที่จะใช้วิธีการแบ่งเพจ (page) อันทำให้การทำงานของ Windows NT มีประสิทธิภาพสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการใช้งานกับโปรแกรมกราฟิกซึ่งจะทำงานได้เร็วขึ้นมาก
ประสิทธิภาพที่สูงขึ้นของ Windows NT ในความเป็นจริงแล้วเป็นผลพวงมาจากความต้องการทรัพยากรของตัว Windows NT เองที่ระบุเอาไว้ว่าต้องเป็นเครื่องที่ใช้หน่วยประมวลผลกลางเบอร์ 80486DX ของ Intel ขึ้นไป และต้องมีหน่วยความจำแรมอย่างต่ำ 12 เมกะไบต์และมีพื้นที่ว่างในการติดตั้งบนฮาร์ดดิสก์อีก 100 เมกะไบต์ โดยนอกเหนือจากเครื่องที่ใช้ชิปของ Intel แล้ว Microsoft ยังได้ร่วมมือกับอีกหลายๆ
บริษัท ซึ่งรวมทั้ง Digital Equipment Corporation และ MIPS Computer Systems เพื่อให้สามารถนำ Windows NT ไปใช้งานบนเครื่องที่มีฮาร์ดแวร์แพล็ตฟอร์มต่างๆได้หลายแบบ
การรักษาความปลอดภัยภายใต้ WINDOWS NT
ในการเข้าใช้งาน Windows NT นั้น ผู้ใช้จะต้องป้อนรหัสผ่านเพื่อแสดงการขอเข้าใช้ มิฉะนั้น Windows NT จะไม่อนุญาตให้เข้าใช้เซิร์ฟเวอร์ได้ โดยใน Windows NT จะมีโปรแกรม User Manager ที่ใช้ในการจัดการเกี่ยวกับบัญชีผู้ใช้ โดยสามารถแบ่งระดับความสามารถในการเข้าถึงระบบเครือข่ายของผู้ใช้ต่างๆออกเป็นหลายๆระดับได้ด้วย นอกเหนือจากนี้ยังสามารถสร้างกลุ่มผู้ใช้และกำหนดสิทธิให้กลุ่มได้ กล่าวคือผู้ใช้ที่อยู่ในกลุ่มผู้ใช้เดียวกันก็จะมีสิทธิในการใช้ระบบเครือข่ายเท่าเทียมกัน
อีกคุณลักษณ์เด่นหนึ่งของ Windows NT คือโปรแกรม Event Viewer ซึ่งเป็นโปรแกรมที่ผู้บริหารระบบเครือข่ายใช้ในการตรวจดูสิ่งผิดปกติทั้งหมดที่เกิดขึ้นในระบบเครือข่าย รวมทั้งการฝ่าฝืนต่างๆ ซึ่งจะมีข้อมูลแสดงวันที่ เวลา และรูปแบบการฝ่าฝืน รวมทั้งสถานที่ที่ผู้ฝ่าฝืนดำเนินการและชื่อของผู้ฝ่าฝืน ทุกครั้งที่จะเริ่มใช้งาน Windows NT ผู้ใช้จะต้องป้อนรหัสผ่านก่อนทุกครั้งด้วยการกดแป้น Ctrl-Alt-Del เหมือนการบูตเครื่องใหม่ เพื่อทำการป้อนชื่อและรหัสผ่านของตน
การรักษาความปลอดภัยภายใน Windows NT เป็นไปตามมาตรฐานการรักษาระดับ C2 ของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา นอกเหนือจากนี้ทาง Microsoft ยังได้แจ้งด้วยว่าจะเพิ่มระดับการรักษาความปลอดภัยใน Windows NT ให้สูงกว่านี้ขึ้นไปอีกในอนาคต
การรัน WINDOWS NT กับระบบปฏิบัติการเครือข่ายอื่น
Windows NT มีคุณสมบัติของการเชื่อมต่อโปรแกรมใช้งานหรือ API (application programming interface) อันเอื้ออำนวยให้ผู้พัฒนาระบบปฏิบัติการเครือข่ายอื่นๆ สามารถพัฒนาโปรแกรมไคลเอ็นต์บนผลิตภัณฑ์ของตนติดต่อกับ Windows NT ได้ง่ายขึ้น โดยทาง Novll ได้แจ้งว่าตนจะสามารถปล่อยซอฟต์แวร์ไคลเอ็นต์สำหรับ Windows NT ของตนตามออกมาได้อย่างทันทีทันใดที่ Windows NT ออกวางจำหน่าย
โปรโตคอลสแต็ก TCP/IP และโปรแกรมใช้งานเป็นไคลเอ็นต์ของ TCP/IP อย่างเช่น Telnet และ FTP มีให้มาด้วยแล้วใน Windows NT นอกจากนี้ยังสนับสนุนการเราต์ TCP/IP อีกด้วย แต่เนื่องจาก Microsoft มิได้ให้โปรแกรมเซิร์ฟเวอร์สำหรับ Telnet และ FTP มาด้วย ดังนั้นสถานีงานของ UNIX จึงยังไม่สามารถเข้ามาใช้ Windows NT โดยตรงได้ในตอนนี้ แต่ทาง Microsoft ได้แถลงว่าจะเพิ่มลงไปด้วยใน
Windows NT เวอร์ชันต่อไป นอกเหนือจากที่กล่าวมา Windows NT ยังสนับสนุนโปรโตคอลการจัดการระบบเครือข่ายอย่างง่ายที่เรียกว่า SNMP (simple network management protocol) อีกด้วย อันทำให้สามารถจัดการการทำงานของเซิร์ฟเวอร์ Windows NT ด้วยโปรแกรมการจัดการระบบเครือข่าย SNMP ได้
Windows NT สามารถโต้ตอบและแลกเปลี่ยนข้อมูลกับ NetWare , Vines และ Sun NFS ได้ ทั้งที่แรกเริ่มที่ออกแบบขึ้นมานั้น ตั้งใจจะให้รองรับเฉพาะ LAN Manager แต่ก็ปรากฏว่าสามารถรับรองระบบเครือข่ายอื่นๆได้ด้วย ขึ้นอยู่กับว่าระบบเครือข่ายนั้นๆรองรับการ์ดเชื่อมต่อระบบเครือข่ายตามข้อกำหนดการเชื่อมต่อส่วนขับเครือข่าย NDIS (network driver interface specification) ของ Microsoft หรือไม่
นอกเหนือจากที่กล่าวมา Windows NT ยังรองรับไคลเอ็นต์ที่เป็นเครื่องแมคอินทอชอีกด้วย ซึ่งนั่นรวมถึงการรองรับ ApplpTalk File Protocol v2.1 และการรักษาความปลอดภัย AF ไว้ภายในด้วย โดยเครื่อง PC สามารถสร้างไฟล์ขึ้นมาแล้วเปลี่ยนเป็นไอคอนเฉพาะ และใส่รายละเอียดเพิ่มลงไป ผู้ใช้เครื่องแมคอินทอชจะสามารถดับเบิลคลิกไฟล์เหล่านี้ เปิดไฟล์ขึ้นด้วยโปรแกรมใช้งานที่เหมาะสมได้
ระบบการพิมพ์ของ Windows NT สามารถรองรับงานพิมพ์แบบโพสต์สคริปต์ทั้งหมดของเครื่องแมคอินทอชให้พิมพ์ไปยังเครื่องพิมพ์ของ Windows NT ได้ และสามารถส่งงานพิมพ์จากเครื่อง CP ไปพิมพ์ยังเครื่องพิมพ์ที่เชื่อมต่ออยู่กับ AppleTalk ได้
การเชื่อมต่อ WINDOWS NT เข้ากับโลกภายนอก
Windows NT มีส่วนบริการการทำเซิร์ฟเวอร์การเข้าใช้ในระยะไกลที่เรียกว่า Remote Access Server มาให้ด้วย ซึ่งเซิร์ฟเวอร์ดังกล่าวจะมีความสามารถในการให้ไคลเอ็นต์ระยะไกลที่ใช้อยู่บน DOS , Windows หรือ Windows NT สามารถหมุนโทรศัพท์เข้าติดต่อกับระบบเครือข่าย Windows NT และทำการลงบันทึกเข้า ( log in) ใช้งานระบบเครือข่ายได้ประหนึ่งเชื่อมต่อกับระบบเครือข่ายโดยตรง จะต่างอยู่บ้างก็ตรงความเร็วซึ่งค่อนข้างช้ามาก โดยเซิร์ฟเวอร์ดังกล่าวนี้สามารถรองรับการเชื่อมต่อได้มากถึง 64 การเชื่อมต่อ และมีการรักษาความปลอดภัยตามพื้นฐานการรักษาความปลอดภัยของ Windows NT เอง ซึ่งรวมถึงการใส่รหัสผ่านที่มีการเข้ารหัสข้อมูลตามมาตรฐาน DES (data encryption standard) และความสามารถในการเรียกกลับ (call – back) เพื่อป้องกันบุคคลไม่พึงประสงค์แอบแฝงเข้า โดยในการติดต่อสื่อสารระยะไกลนี้ Windows NT รองรับทั้งการใช้โปรโตคอล X.25 และ ISDN (integrated service digital network)
ข้อดี
1. มีความเชื่อถือได้สูง (Reliability) คือมีการป้องกันแก่นของระบบปฎิบัติการจากแอพพลิเคชั่นต่างๆที่จะเข้ามารบกวนการทำงานของ Windows NT
2. มีความปลอดภัยสูง (Security) NT Server นั้นมีระดับความปลอดภัยถึง ระดับ C2 คือให้รับรู้เฉพาะที่จำเป็น
3. ความยืดหยุ่นสำหรับการขยายตัว (Scalability) เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบตามจำนวนโพรเซสเซอร์ที่เพิ่มขึ้นโดยรองรับสถาปัตยกรรม SMP
4. ความสามาถในการขยายตัว (Extensibility) เป็นแนวคิดของ Client/Server ที่มาจากระบบ UNIX เมื่อจะต้องนำมาประยุกต์ใช้กับงานเครื่อข่ายและ แอพลิเคชั่นที่ใช้งานกับระบบฐานข้อมูล
5. ความเข้ากันได้ (Compatibility) สามารถทำงานได้ทั้งแอพลิเคชั่นชนิด 16 bit และ 32 bit
ข้อเสีย
1. ขาดความเข้ากันได้กับ อุปกรณ์ต่างๆ ทำให้ไม่สามารถใช้งานได้กับอุปกร์ณ์ที่นอกเหนือจากที่ NT Server
2. ถ้าระบบขณะที่ทำงานเกิดเสียขึ้นมาการแก้ไขทำได้ยาก
WINDOWS 2000 Server
ดังนั้นในเวลาต่อมาทางไมโครซอฟต์จึงได้สร้างระบบปฏิบัติการ Windows 2000 Server ที่นำมาใช้ทดแทน Windows NT และ Windows 2000 Server นี้เองก็ได้รับการตอบรับจากผู้ใช้อย่างกว้างขวางจนถึงทุกวันนี้ โดยระบบจัดการไดเรกทอรีของ Windows 2000 Server จะใช้ชื่อว่า Active Directory ซึ่งคล้ายกับ NDS ของ NetWare นั่นเอง

3) Windows server 2003
วินโดวส์เซิร์ฟเวอร์ 2003 (Windows Server 2003) เป็นระบบปฏิบัติการเซิร์ฟเวอร์จากไมโครซอฟท์ เป็นรุ่นที่ถัดจากวินโดวส์ 2000 เซิร์ฟเวอร์ วินโดวส์เซิร์ฟเวอร์ 2003 ได้ออกวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2547 ซึ่งนับเป็นหนึ่งผลิตภัณฑ์ของ Windows Server System
วินโดวส์เซิร์ฟเวอร์เป็นระบบปฏิบัติการแรกที่ออกมาหลังจากไมโครซอฟท์ประกาศแนวทาง Trustworthy Computing จึงเป็นผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเรื่องความปลอดภัย โดยเน้นความปลอดภัยเป็นหลัก เช่นหลังจากการตั้งแต่ติดตั้งเสร็จนั้น ไม่มีส่วนประกอบเซิร์ฟเวอร์ที่เปิดการใช้งานเพื่อลดช่องทางโจมตีตั้งแต่แรกเริ่ม และได้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากใน IIS 6.0 โดยเกือบเขียนขึ้นมาใหม่หมด เพื่อเพิ่มความปลอดภัยประสิทธิภาพการทำงาน
ในปีพ.ศ. 2548 ไมโครซอฟท์ได้ประกาศ วินโดวส์เซิร์ฟเวอร์ "ลองฮอร์น" ซึ่งจะเป็นรุ่นต่อจากวินโดวส์ เซิร์ฟเวอร์ 2003 โดยมีกำหนดการที่จะออกครึ่งปีแรกใน พ.ศ. 2550
วินโดวส์เซิร์ฟเวอร์ได้แบ่งเป็นรุ่นดังนี้:
- Windows Server 2003 Web Edition
- Windows Server 2003 Standard Edition
- Windows Server 2003 Enterprise Edition
- Windows Server 2003 Datacenter Edition

4)UNIX
อุปกรณ์ที่เป็นส่วนประกอบของคอมพิวเตอร์ก็มีมากมายหลายชิ้นแต่เคยสงสัยกันบ้างหรือเปล่าว่าเจ้าคอมพิวเตอร์ รู้จักอุปกรณ์เหล่านี้ได้อย่างไรและติดต่อรับส่งข้อมูลกับอุปกรณ์เหล่านี้ได้อย่างไรการที่ จะทำให้คอมพิวเตอร์ใช้อุปกรณ์ เหล่านี้ร่วมกันทำงานได้ก็จะต้องมีอะไรสักอย่างหนึ่งมาดูแลควบคุมใช่ไหม?สิ่งที่ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของ อุปกรณ์ทั้งหมดที่รวมอยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ก็คือ"
ระบบปฏิบัติการ"(Operating System) หรือที่เราเรียกกันสั้นๆ ว่า โอเอส (OS)เจ้าตัวระบบปฏิบัติการที่ว่านี้ไม่ได้ทำหน้าที่ ควบคุมการทำงานของอุปกรณ์ต่างๆเท่านั้นแต่มันยังมีหน้าที่ รับคำสั่งที่ป้อนจากผู้ใช้มาแปลเพื่อสั่งให้เครื่อง คอมพิวเตอร์ทำงานตามที่เราต้องการอีกด้วยในปัจจุบันมีระบบปฏิบัติการ มากมายหลายชนิดหลายระบบให้เลือกใช้ตามความต้องการของแต่ละบุคคล หรือ หน่วยงานเช่น ดอส (DOS) วินโดว์ส (WINDOWS)โอเอส/ทู (OS/2) ยูนิกซ์ (UNIX) เป็นต้น
ยูนิกซ์เป็นระบบปฏิบัติการประเภทหนึ่ง ที่เป็นเทคโนโลยีแบบเปิด (open system)ซึ่งเป็นแนวคิดที่ผู้ใช้ไม่ต้อง ผูกติด กับระบบใดระบบหนึ่งหรืออุปกรณ์ยี่ห้อเดียวกัน นอกจากนี้ยูนิกซ์ยังถูกออกแบบมาเพื่อตอบสนองการใช้งานใน ลักษณะให้มีผู้ใช้ได้หลายคน ในเวลาเดียวกัน เรียกว่า มัลติยูสเซอร์ (multiusers)และสามารถทำงานได้หลายๆงานใน เวลาเดียว กันในลักษณะที่เรียกว่า มัลติทาสกิ้ง (multitasking)

5) Linux
ลินิกซ์ (Linux) และรู้จักในชื่อ กะนู/ลินุกซ์ (GNU/Linux) โดยทั่วไปเป็นคำที่ใช้ในความหมายที่หมายถึงระบบปฏิบัติการแบบยูนิกซ์ โดยใช้ลินุกซ์ เคอร์เนล เป็นศูนย์กลางทำงานร่วมกับไลบรารีและเครื่องมืออื่น ลินุกซ์เป็นตัวอย่างหนึ่งในฐานะซอฟต์แวร์เสรี และซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สที่ประสบความสำเร็จและมีชื่อเสียง ทุกคนสามารถดูหรือนำโค้ดของลินุกซ์ไปใช้งาน, แก้ไข, และแจกจ่ายได้อย่างเสรี ลินุกซ์นิยมจำหน่ายหรือแจกฟรีในลักษณะเป็นแพคเกจ โดยผู้จัดทำจะรวมซอฟต์แวร์สำหรับใช้งานในด้านอื่นเป็นชุดเข้าด้วยกัน
เริ่มแรกของของลินุกซ์พัฒนาและใช้งานในเฉพาะกลุ่มผู้ที่สนใจ ซึ่งในปัจจุบันลินุกซ์ได้รับความนิยมเนื่องมาจากระบบการทำงานที่เป็นอิสระ ปลอดภัย เชื่อถือได้ และราคาต่ำ จึงได้มีการพัฒนาจากองค์กรต่าง ๆ เช่น ไอบีเอ็ม ฮิวเลตต์-แพคการ์ด และ โนเวลล์ ใช้สำหรับในระบบเซิร์ฟเวอร์และพีซี เริ่มแรกลินุกซ์พัฒนาสำหรับใช้กับเครื่อง อินเทล 386 ไมโครโพรเซสเซอร์ หลังจากที่ได้รับความนิยมปัจจุบัน ลินุกซ์ได้พัฒนารับรองการใช้งานของระบบสถาปัตยกรรมคอมพิวเตอร์ในระบบต่าง ๆ รวมถึงในโทรศัพท์มือถือ และกล้องวิดีโอ
ลินุกซ์มีสัญญาอนุญาตแบบ GPL ซึ่งเป็นสัญญาอนุญาตที่กำหนดให้ผู้ที่นำโค้ดไปใช้ต้องใช้สัญญาอนุญาตแบบเดิมต่อคือใช้สัญญาอนุญาต GPL เช่นเดียวกัน ซึ่งลักษณะสัญญาอนุญาตแบบนี้เรียกว่า copyleft
การใช้งานดั้งเดิมของลินุกซ์
คือ ใช้เป็นระบบปฏิบัติการสำหรับเครื่องเซิร์ฟเวอร์ แต่จากราคาที่ต่ำ ความยืดหยุ่น พื้นฐานจากยูนิกซ์ ทำให้ลินุกซ์เหมาะกับงานหลาย ๆ ประเภท
ลินุกซ์ ถือเป็นส่วนสำคัญของซอฟต์แวร์เซิร์ฟเวอร์ที่เรียกว่า LAMP ย่อมาจาก Linux, Apache, MySQL, Perl/PHP/Python ซึ่งเป็นที่นิยมใช้เป็นเว็บเซิร์ฟเวอร์ และพบมากสุดระบบหนึ่ง ตัวอย่างซอฟต์แวร์ซึ่งพัฒนาสำหรับระบบนี้คือ มีเดียวิกิ ซอฟต์แวร์สำหรับวิกิพีเดีย
เนื่องจากราคาที่ต่ำและการปรับแต่งได้หลากหลาย ลินุกซ์ถูกนำมาใช้ในระบบฝังตัว เช่นเครื่องรับสัญญาณโทรทัศน์ โทรศัพท์มือถือ และอุปกรณ์พกพาต่าง ๆ ลินุกซ์เป็นคู่แข่งที่สำคัญของ ซิมเบียนโอเอส ซึ่งใช้ในโทรศัพท์มือถือจำนวนมาก และใช้แทนวินโดวส์ซีอี และปาล์มโอเอส บนเครื่องคอมพิวเตอร์พกพา เครื่องบันทึกวิดีโอก็ใช้ลินุกซ์ที่ดัดแปลงเป็นพิเศษ ไฟร์วอลล์และเราเตอร์หลายรุ่น เช่นของ Linksys ใช้ลินุกซ์และขีดความสามารถเรื่องทางเครือข่ายของมัน
ระยะหลังมีการใช้ลินุกซ์เป็นระบบปฏิบัติการของซูเปอร์คอมพิวเตอร์มากขึ้น ในรายชื่อซูเปอร์คอมพิวเตอร์ TOP500 ของเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2548 เครื่องซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่เร็วที่สุดสองอันดับแรกใช้ลินุกซ์ และจาก 500 ระบบ มีถึง 371 ระบบ (คิดเป็น 74.2%) ให้ลินุกซ์แบบใดแบบหนึ่ง
เครื่องเล่นเกม โซนี่ เพลย์สเตชัน 3 ที่ออกในปี พ.ศ. 2549 รันลินุกซ์ โซนียังได้ปล่อย PS2 Linux สำหรับใช้กับเพลย์สเตชัน 2 อีกด้วย ผู้พัฒนาเกมอย่าง Atari และ id Software ก็เคยออกซอฟต์แวร์เกมบนลินุกซ์มาแล้ว