คำศัพท์
1. Web Browser
เว็บบราวเซอร์ (Web Browser) คือโปรแกรมที่สามารถแปลงภาษาคอมพิวเตอร์ Html ให้กลายเป็นเว็บเพจที่มนุษย์สามารถอ่านและเข้าใจได้ โดยเว็บบราวเซอร์จะทำการแปลงชุดคำสั่ง html ออกมาปรากฏหน้าเว็บเพจนั้น ๆ การเรียกใช้งานของเว็บบราวเซอร์นั้นจะรับ โดเมนเนม (Domain name) จากผู้ใช้งาน และแปรงโดเนมเนมนั้นให้กลายเป็นไอพีแอดเดรส (Internet Protocol) ซึ่งไอพีนี้จะมีลักษณะเป็นตัวเลขและจำได้ยาก ด้วยเหตุนี้จึงต้องใช้งานเว็บบราวเซอร์ในการแปลงจากโดเมนเนมให้กลายเป็น IP ทำให้ผู้ใช้งานสามารถใช้งานได้ง่ายขึ้น
หลังจากที่เว็บราวเซอร์ได้ IP Address เรียบร้อยแล้วก็จะติดต่อกับ Server เพื่อทำการดึงข้อมูลเว็บไซต์ที่ผู้ใช้งานทำการร้องมาพร้อมกันนั้นก็แปลงจากภาษา html เป็นหน้าเว็บเพจตามองค์ประกอบของคำสั่ง html นั้นเอง
ประวัติความเป็นมาของ Web Browser
เว็บบราวเซอร์เกิดขึ้นครั้งแรกในโลกจากเซอร์ทิมโมที จอห์น เบอร์เนิร์ส ลี (Sir Timothy John Berners-Lee) คนๆนี้ถือได้ว่าเป็นคนแรกที่ได้คิดค้นโปรแกรมเว็บบราวเซอร์ โดยเว็บบราวเซอร์ตัวแรกมีชื่อว่า เวิลด์ไวด์เว็บ(World Wide Web Consortium เขียนย่อว่า WWW) ซึ่งเป็นชื่อเรียกกันต่อมาจนถึงทุกวันนี้ แต่ในตอนแรกเว็บบราวเซอร์ของเซอร์ทิมโมที ยังไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควร จนกระทั่งศูนย์วิจัยเอ็นซีเอสเอ (NCSA) ของมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ เออร์แบนา-แชมเปญจน์ สหรัฐอเมริกาได้ทำการคิดค้นและสร้างโปรแกรมเว็บบราวเซอร์ขึ้นมาใหม่ที่ชื่อว่า “โมเสก (MOSAIC)” ซึ่งเป็นโปรแกรมเว็บบราวเซอร์ที่ดูเว็บเชิงกราฟฟิก และเป็นที่มาของเว็บบราวเซอร์ เน็ตสเคป (Netscape) เพราะทีมงานที่พัฒนาโมเสกได้ออกมาตั้งบริษัทเน็ตสเคปเพื่อปรับปรุงและพัฒนาเว็บบราวเซอร์อย่างจิงจัง
แต่นั้นก็เป็นจุดเริ่มต้นของสงครามเว็บบราวเซอร์หลังจากที่ไมโครซอฟท์เจ้าพ่อยักษ์ใหญ่ของวงการไอทีได้ทำการเปิดตัวเว็บบราวเซอร์ที่ชื่อว่า อินเทอร์เน็ตเอกซ์พลอเรอร์ (Internet Explorer) ทำให้เกิดการแข่งขันที่สูงขึ้นจนกระทั่งเน็ตสเคปต้องประกาศปิดตัวลงในวันที่ 1 มีนาคม 2551 แต่ใช่ว่า IE จะเป็นเว็บบราวเซอร์ที่มีผู้ใช้งานมากที่สุดเพราะหลังจากนั้นก็มีคู่แข่งรายใหญ่พัฒนาเว็บบราวเซอร์ออกมาแข่งขันอย่างมากมาย โดยในปัจจุบันมีเว็บบราวเซอร์อยู่ไม่กี่โปรแกรมที่ได้รับความนิยมจากทั่วโลก โดยเราจะเทียบปริมาณการใช้งานสามารถจัดอันดับได้ดังนี้
1. กูเกิล โครม ( Google Chrome) เป็นเว็บบราวเซอร์ที่เกิดมาหลังจาก Netscape ประกาศปิดตัวลงเพียง 1 วันเท่านั้น โดยที่โครมประกาศเปิดตัวจาก Google ในวันที่ 2 กันยายน 2551 เป็นเว็บบราวเซอร์แบบ Open Sourceและมีการพัฒนามากจากเว็บบราวเซอร์Mozilla Firefox
2. อินเทอร์เน็ตเอกซ์พลอเรอร์ (Internet Explorer) หรือ IE เป็นเว็บบราวเซอร์ที่มีประวัติมาอย่างยาวนานโดยผู้ที่พัฒนาเว็บบราวเซอร์นี้ก็คือ ไมโครซอฟท์ (Microsoft) ซึ่งในปัจจุบันได้มีการพัฒนา IE ถึงรุ่นที่ 10 แล้ว นอกจากนั้น IE ยังสามารถใช้งานในระบบ MAC ของ Apple ได้อีกด้วย
3. มอซิลลา ไฟร์ฟอกซ์ (Mozilla Firefox) แต่ส่วนมากแล้วผู้ใช้งานจะเรียกว่า Firefox เท่านั้น โดยจุดเด่นที่ทำให้ผู้ใช้งานชื่นชอบการใช้งานบราวเซอร์ไฟร์ฟอกซ์ก็คือมีความยืดหยุ่นในการใช้งานที่สูง เป็นเว็บบราวเซอร์ที่มีการพัฒนาจากนักพัฒนาทั่วโลกเพราะว่าเป็นเว็บบราวเซอร์แบบเปิดโค้ดให้กับผู้ที่สนใจไปพัฒนาต่อเหมือกับ Google Chrome จะเห็นได้ว่าฟีเจอร์ของไฟร์ฟอกซ์จะมีให้เลือกใช้งานมากว่าเว็บบราวเซอร์อื่นๆเสมอ
4. โอเปร่า (Opera) ซึ่งเป็นเว็บบราวเซอร์ที่โดดเด่นในการใช้งานอินเตอร์เน็ตผ่านอุปกรณ์พกพา จากประเทศนอร์เวย์ ซึ่งตอนแรกโอเปร่าเป็นเว็บบราวเซอร์ที่ใช้งานในมือถือแต่ในปี 2548 เว็บบราวเซอร์โอเปร่าก็ประกาศเปิดตัวเว็บบราวเซอร์โอเปร่าที่ใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์
ประโยชน์ของ Web Browser
จากที่กล่าวมาจะเห็นประโยชน์ของ Web Browser ว่าเป็นโปรแกรมที่ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถใช้งานอินเตอร์เน็ตได้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น เพราะการเรียกใช้งานเว็บไซต์แต่ละครั้งถ้ามีการให้จดจำ IP ซึ่งเป็นชุดตัวเลขคงเป็นเรื่องยาก ซึ่งหน้าที่หลัก ๆของเว็บบราวเซอร์ก็คือช่วยในการแปลงโดเมนเนมให้กลายเป็นไอพีนั้นเอง และประโยชน์อีกอย่างที่จะขาดไม่ได้ก็คือการแปลงชุดคำสั่งของภาษา html ให้กลายมาเป็นข้อความและรูปภาพต่าง ๆตามชุดคำสั่งที่ผู้สร้างได้เขียนขึ้นมา ถ้าเปรียบเทียบจะเห็นได้ว่าถ้าต้องอ่านชุดคำสั่ง html คงทำให้การค้นหาข้อมูลหรือการใช้งานอินเตอร์เน็ตเป็นเรื่องที่ยากลำบาก แต่เมื่อมีการแปลงแล้วเราสามารถใช้งานได้อย่างสะดวกสบาย
2.เว็บโฮสติ้ง (Web hosting)
เว็บโฮสติ้ง คือ พื้นที่การใช้งานในอินเทอร์เน็ต โดยการเช่าพื้นที่ ฮาร์ดดิสก์ในเครื่อง Server ของผู้ให้บริการ โดยเครื่อง Server นี้จะเชื่อมต่อ Internet ความเร็วสูง และ online 24 ชม.
สำหรับเว็บไซต์ทั่วไป โฮสติงมีลักษณะที่เปรียบเทียบได้เหมือนกับ ฮาร์ดดิสก์ ในเครื่องคอมพิวเตอร์ของเรา ฉะนั้นถ้าคุณมีพื้นที่การใช้งานโฮสติ้งที่มาก คุณก็จะสามารถเก็บ ไฟล์, รูปภาพ, เอกสาร และอื่นๆ ได้มากตามไปด้วยเช่นกัน บางครั้งเราอาจเรียกได้หลายแบบเช่น โฮสติง โฮสติ้ง เว็บโฮสติง โฮส แต่ทั้งหมดก็มีความหมายเหมือนกัน
เว็บโฮสติ้ง มี 2 แบบ คือ Windows Hosting และ Linux Hosting โดยแยกตามระบบปฏิบัติการ (OS) ที่ตัวเว็บโฮสติ้งใช้งาน ซึ่งมีอยู่ 2 ระบบปฏิบัติการที่ใช้งานคือ Microsoft Windows Server และ Linux
ความแตกต่างระหว่างระบบปฏิบัติการ 2 ระบบนี้ คือ ตัว Windows Hosting สามารถใช้งานได้กับเว็บไซต์ที่เขียนโดยภาษา ASP ,ASP.net และ PHP ได้ ในขณะที่ตัว Linux Hosting สามารถใช้งานกับเว็บไซต์ที่เขียนโดยภาษา PHP ได้เท่านั้น
แต่หากเว็บไซต์ของคุณเขียนโดยใช้ HTML ก็สามารถเลือกใช้เว็บโฮสติ้งได้ทั้ง 2 แบบ โดยที่การแสดงผลของทั้ง 2 ระบบไม่ต่างกัน แต่แนะนำให้ใช้เป็น Linux Hosting เพราะจะมีค่าใช้จ่ายน้อยกว่า
หลักการ หรือ วิธีเลือกใช้บริการเว็บโฮสติ้ง
1. Reliability and uptime หรือก็คือ ความน่าเชื่อถือของ โฮสติ้ง และ Uptime ( คือเวลาที่ server ทำงานเทียบกับ เวลาที่ server down )
2. Hosting Control panel คือ ระบบจัดการเว็บโฮสติ้ง เพื่อใช้ในการ อัพข้อมูล เว็บไซต์ ( FTP Account ) , ระบบฐานข้อมูล ( Database Manager ) , ระบบจัดการอีเมล์ ( E-mail Management ) ซึ่งไว้สำหรับ สร้างอีเมล์ account ตามชื่อโดเมนที่สมัคร เช่น support@yourdoma
3.Client/Server คืออะไร
Client คือ เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ไปร้องขอบริการและรับบริการอย่างใดอย่างหนึ่งจาก Server
server คือเครื่องคอมพิวเตอร์หรือระบบปฏิบัติการหรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ที่ทำหน้าที่ให้บริการอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง โดยอาศัยโปรแกรม Web serverแก่เครื่องคอมพิวเตอร์หรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่เป็นลูกข่าย ในระบบเครื่อข่าย
server แบ่งเป็น 3 ประเภทได้แก่
1.เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่ให้บริการอะไรบางอย่างแก่คอมพิวเตอร์หรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์อื่น
2.ระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่ให้บริการอะไรบางอย่างแก่คอมพิวเตอร์หรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์อื่น
3.โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่ให้บริการอะไรบางอย่างแก่คอมพิวเตอร์หรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์อื่น
client/server คือ การที่มีเครื่องผู้ให้บริการ (server) และเครื่องผู้ใช้บริการ (client) เชื่อมต่อกันอยู่ และเครื่องผู้ใช้บริการได้มีการติดต่อร้องขอบริการจากเครื่องผู้ให้บริการ เครื่องผู้ให้บริการก็จะจัดการตามที่เครื่องผู้ขอใช้บริการร้องขอ แล้วส่งข้อมูลกลับไปให้
เครือข่ายแบบ Client / server เหมาะกับระบบเครือข่ายที่ต้องการเชื่อมต่อกับเครื่องลูกข่ายจำนวนมาก โดยการรองรับจำนวนเครื่องลูกข่าย (Client )อาจเป็นหลักสิบ หลักร้อย หรือหลักพัน เพราะฉะนั้นเครื่องที่จะนำมาทำหน้าที่ให้บริการจะต้องเป็นเครื่องที่มี ประสิทธิภาพสูง เนื่องจากถูกต้องออกแบบมาเพื่อทนทานต่อความผิดพลาด ( Fault Tolerance )และต้องคอยให้บริการทรัพยาการให้กับเครื่องลูกข่ายตลอดเวลา โดยเครื่องที่จะนำมาทำเป็นเซิร์ฟเวอร์อาจเป็นคอมพิวเตอร์แบบเมนเฟรม มินิคอมพิวเตอร์ หรือไมโครคอมพิวเตอร์ก็ได้
4.URL ย่อมาจาก Uniform Resource Locator
URL คือ Internet address หรือที่อยู่ในระบบอินเตอร์เน็ตของข้อมูล ไฟล์ หรือเว็บไซต์ต่างๆ เพื่อให้ Web browser รู้ตำแหน่งหรือที่อยู่ที่ถูกต้องและสามารถเรียกข้อมูลหรือเว็บไซต์นั้นมาแสดงบนหน้าจอแสดงผลได้
รูปแบบของ URL
ตัวอย่างของรูปแบบของ URL เช่น http://www.comgeeks.net คือการเรียกหน้าเว็บไซต์ comgeeks.net ออกมา ส่วน http://www.comgeeks.net/vpn/ หมายถึงการเรียกหน้าข้อมูลเกี่ยวกับ VPN ของเว็บไซต์ comgeeks.net เป็นต้น
ความหมายขององค์ประกอบของ URL
- http = Hypertext Transfer Protocol = โปรโตคอลสำหรับการเรียกใช้งานเว็บไซต์
- www = เรียกเปิดหน้าเว็บผ่านเครือข่าย World Wide Web
- comgeeks.net คือชื่อโดเมน ที่เก็บข้อมูลที่ต้องการ
- /vpn/ คือหน้าแฟ้มข้อมูล หรือหน้า webpage ที่เราต้องการเรียกดูข้อมูล
แฟ้มข้อมูลที่เราสามารถเรียกดูผ่าน URL นั้นมีอยู่ด้วยกันหลายประเภท เช่น
- Webpage เช่น .html, .htm, .aspx, และ .php)
- แฟ้มข้อมูล เช่น .doc, .xls, .ppt, .pdf และ .txt
- ไฟล์รูปภาพ (.png, .jpg, .gif, และ .bmp)
- ไฟล์วิดีโอ
- Zip files (download เท่านั้น)
URL นั้นเปรียบเสมือนที่อยู่ หรือ บ้านเลขที่ของข้อมูลต่างๆที่อยู่บนเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ดังนั้นการระบุ URL ควรระบุให้ถูกต้องครบถ้วน มิฉะนั้นผู้ได้รับ URL นั้นจะไม่สามารถไปถึงข้อมูลปลายทางที่เราอ้างถึงได้
5.FTP คืออะไร
FTP ย่อมาจาก File Transfer Protocol คือ โปรโตคอลเครือข่ายชนิดหนึ่ง ถูกนำใช้ในการถ่ายโอนไฟล์ ระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ อย่างการถ่ายโอนไฟล์ระหว่าง ไคลเอนต์ (client) กับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เป็นแม่ข่าย เรียกว่า โฮสติง (hosting) หรือ เซิร์ฟเวอร์ ซึ่งทำให้การถ่ายโอนไฟล์ง่ายและปลอดภัยในการแลกเปลี่ยนไฟล์ผ่านอินเตอร์เน็ต การใช้ FTP ที่พบบ่อยสุด ก็เช่น การดาวน์โหลดไฟล์จากอินเทอร์เน็ต ความสามารถในการถ่ายโอนไฟล์ ทำให้ FTP เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกคนที่สร้างเว็บเพจ ทั้งมือสมัครเล่นและมืออาชีพ โดยที่การติดต่อกันทาง FTP เราจะต้องติดต่อกันทาง Port 21 ซึ่งก่อนที่จะเข้าใช้งานได้นั้น จะต้องเป็นสมาชิกและมีชื่อผู้เข้าใช้ (User) และ รหัสผู้เข้าใช้ (password) ก่อน และโปรแกรมสำหรับติดต่อกับแม่ข่าย (server) ส่วนมากจะใช้โปรแกรมสำเร็จรูป เช่น โปรแกรม Filezilla,CuteFTP หรือ WSFTP ในการติดต่อ เป็นต้น
FTP แบ่งเป็น 2 ส่วน
1. FTP server เป็นโปรแกรมที่ถูกติดตั้งไว้ที่เครื่องเซิฟเวอร์ ทำหน้าที่ให้บริการ FTP หากมีการเชื่อมต่อจากไคลแอนเข้าไป
2. FTP client เป็นโปรแกรม FTP ที่ถูกติดตั้งในเครื่องคอมพิวเตอร์ของ user ทั่วๆไป ทำหน้าที่เชื่อมต่อไปยัง FTP server และทำการอัพโหลด ,ดาวน์โหลดไฟล์ หรือ จะสั่งแก้ไขชื่อไฟล์, ลบไฟล์ และเคลื่อนย้ายไฟล์ก็ได้เช่นกัน
ความสำคัญของ FTP
โดยปกติเมื่อเราต้องการทำเว็บไซต์ไม่ว่าด้วยจุดประสงค์ใดก็ตาม สิ่งที่เราจะต้องนึกถึงและขาดไม่ได้คือ Hosting หรือ Server ซึ่งในปัจจุบันมีผู้ให้บริการอยู่เป็นจำนวนมาก การที่เว็บไซต์ของเราสามารถให้บริการได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่มีหยุดนั้น ก็เพราะ Hosting ไม่เคยปิดนั่นเอง ส่วนการสร้างเว็บไซต์เกิดจากการเขียน Code โปรแกรม ไม่ว่าจะเขียนด้วยภาษา HTML , PHP , ASP , ฯลฯ ล้วนแล้วแต่ต้องนำไฟล์ที่เราเขียนเสร็จเรียบร้อยไปใส่บน Hosting เพื่อสามารถให้บริการได้ตลอด 24 ชั่วโมง 365 วัน แต่ด้วยหนทางที่อยู่ไกลกันระหว่างเรากับ Hosting ที่เราขอใช้บริการไว้ เราจึงต้องใช้เทคโนโลยีของคอมพิวเตอร์ ในการโอนย้ายไฟล์ระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ของเรา กับ Hosting ซึ่งเทคโนโลยีนั้นคือ FTP นั่นเอง
6.CMS คืออะไร
ระบบการจัดการเนื้อหาของเว็บไซต์ (Content Management System: CMS) คือ ระบบที่พัฒนา คิดค้นขึ้นมาเพื่อช่วยลดทรัพยากรในการพัฒนา (Development) และบริหาร (Management)เว็บไซต์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกำลังคน ระยะเวลา และเงินทอง ที่ใช้ในการสร้างและควบคุมดูแลไซต์ โดยส่วนใหญ่แล้ว มักจะนำเอา ภาษาสคริปต์ (Script languages) ต่างๆมาใช้ เพื่อให้วิธีการทำงานเป็นแบบอัตโนมัติ ไม่ว่าจะเป็น PHP, Perl, ASP, Python หรือภาษาอื่นๆ(แล้วแต่ความถนัดของผู้พัฒนา) ซึ่งมักต้องใช้ควบคู่กันกับโปรแกรมเว็บเซิร์ฟเวอร์ (เช่น Apache) และดาต้าเบสเซิร์ฟเวอร์(เช่น MySQL)
ลักษณะเด่นของ CMS ก็คือ มีส่วนของ Administration panel(เมนูผู้ควบคุมระบบ) ที่ใช้ในการบริหารจัดการส่วนการทำงานต่างๆในเว็บไซต์ ทำให้สามารถบริหารจัดการเนื้อหาได้อย่างรวดเร็ว และเน้นที่การ จัดการระบบผ่านเว็บ(Web interface) ในลักษณะรูปแบบของ ระบบเว็บท่า(Portal Systems) โดยตัวอย่างของฟังก์ชันการทำงาน ได้แก่ การนำเสนอบทความ(Articles), เว็บไดเรคทอรี(Web directory), เผยแพร่ข่าวสารต่างๆ(News), หัวข้อข่าว(Headline), รายงานสภาพดินฟ้าอากาศ(Weather), ข้อมูลข่าวสารที่น่าสนใจ(Informations), ถาม/ตอบปัญหา(FAQs), ห้องสนทนา(Chat), กระดานข่าว(Forums), การจัดการไฟล์ในส่วนดาวน์โหลด(Downloads), แบบสอบถาม(Polls), ข้อมูลสถิติต่างๆ(Statistics) และส่วนอื่นๆอีกมากมาย ที่สามารถเพิ่มเติม ดัดแปลง แก้ไขแล้วประยุกต์นำมาใช้งานให้เหมาะสมตามแต่รูปแบบและประเภทของเว็บไซต์นั้นๆ ปัจจุบันซอฟต์แวร์ที่ใช้สร้าง CMS มีหลายตัวด้วยกันอาทิเช่น PostNuke, PHP-Nuke, MyPHPNuke, Mambo, eNvolution, MD-Pro, XeOOPs, OpenCMS, Plone, JBoss, Drupal เป็นต้น
ลักษณะการทำงานของ Content Management System (CMS)
เป็นระบบที่แบ่งแยกการจัดการในการทำงานระหว่างเนื้อหา(Content) ออกจากการออกแบบ (Design) โดยการออกแบบเว็บเพจจะถูกจัดเก็บไว้ใน Templates หรือ Themes ในขณะที่เนื้อหาจะถูกจัดเก็บไว้ในฐานข้อมูลหรือไฟล์ เมื่อใดที่มีการใช้งานก็จะมีการทำงานร่วมกันระหว่าง 2 ส่วน เพื่อสร้างเว็บเพจขึ้นมา โดยเนื้อหาอาจจะประกอบไปด้วยหลายๆส่วนประกอบ เช่น Sidebar หรือ Blocks, Navigation bar หรือ Main menu, Title bar หรือ Top menu bar เป็นต้น
การประยุกต์ใช้ CMS ในวงการต่างๆ
ระบบ CMS สามารถนำมาประยุกต์ในงานต่างๆ หลากหลาย ตัวอย่างการนำซอฟต์แวร์ CMS มาประยุกต์ใช้งาน อาทิเช่น
- การนำ CMS มาใช้ในการสร้างเว็บไซต์สถาบันการศึกษา ธุรกิจบันเทิง หนังสือพิมพ์ การเงิน การธนาคาร หุ้นและการลงทุน อสังหาริมทรัพย์ งานบุคคล งานประมูล สถานที่ท่องเที่ยว งานให้บริการลูกค้า
- การนำ CMS มาใช้ในหน่วยงานของรัฐ อาทิเช่น งานข่าว งานประชาสัมพันธ์ การนำเสนองานต่างๆ ขององค์กร
- การใช้ CMS สร้างไซต์ ส่วนตัว ชมรม สมาคม สมาพันธ์ โดยวิธีการแบ่งงานกันทำ เป็นส่วนๆ ทำให้เกิดความสามัครคี ทำให้มีการทำงานเป็นทีมเวิร์คมากยิ่งขึ้น
- การนำ CMS มาใช้ในการสร้างเว็บไซต์สำหรับธุรกิจ SME โดยเฉพาะสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ หรือ OTOP กำลังได้รับความนิยมสูง
- การนำ CMS มาใช้แทนโปรแกรมลิขสิทธิ์ อื่นๆ เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย และง่ายต่อการพัฒนา
- การใช้ CMS ทำเป็น Intranet Web Site สร้างเว็บไซต์ใช้ภายในองค์กร
ส่วนประกอบของ CMS
· Templates หรือ Theme เป็นส่วนที่เปรียบเสมือนหน้าตา หรือเสื้อผ้า ที่ถือเป็นสีสรรของเว็บไซต์ (Look&feel) ที่มีรูปแบบที่กลมกลืนกันตลอดทั้งไซต์
· ภาษาสคริปต์ หรือ ภาษา HTML ที่ใช้ในการควบคุมการทำงานทั้งหมดของระบบ ฐานข้อมูล เพื่อไว้เก็บข้อมูลทุกอย่างที่เกี่ยวข้องทั้งหมดของเว็บไซต์
แล้ว CMS กับ Web log มันต่างกันตรงไหน
Web log นิยมเรียกสั้นๆ ว่า Blog หมายถึง เว็บไซต์ที่มีรูปแบบง่ายๆ โดยมากจะเป็นในลักษณะเว็บไซต์ส่วนตัวคนสร้างบล็อกต้องการบรรยายเหตุการณ์ส่วนตัว อาทิ ความในใจ ชีวิติครอบครัว เหตุการณ์ประทับใจในชีวิต อะไรทำนองนี้ โดยที่เนื้อหาของบล็อกแต่ละบล็อกนั้นจะเป็นเนื้อหาใหม่ล่าสุด ไล่ย้อนหลังลงกลับไปเรื่อยๆ กล่าวคือข้อความหลังสุดจะอยู่ด้านบนสุด เราเรียกคนที่ทำ Blog ว่า Blogger หรือ Weblogger โดยในเนื้อหาใน Blog นั้นจะส่วนประกอบสามส่วนคือ
- หัวข้อ (Title) เป็นหัวข้อสั้นสั้นๆ
- เนื้อหา (Post หรือ Content) เป็นเนื้อหาหลักที่คนสร้าง Blog ต้องการที่จะบอกให้คุณทราบ
- วันที่เขียน (Date) เป็นวัน เดือน ปี ที่เขียนทูลที่ใช้ทำ Blog เช่น pMachine , b2evolution, bBlog, MyPHPblog, Nucleus, Wordpress, Simplog เป็นต้น
ปัจจุบันเว็บบล็อกบางตัวฝังโมดูลกระดานข่าวและอื่นๆ มาด้วย
หากจะพูดแบบภาษาชาวบ้าน CMS ก็คือปู่ของ Blog นั่นแหละครับ เพราะ CMS เองก็สามารถนำมาทำเป็น Blog ได้ แต่ CMS มันมีความสามารถอื่นๆ อีกมากที่บล็อกทำไม่ได้
7.DNS คืออะไร
DNS คือ Domain Name System และ DNS server คือ Domain Name System server เป็นเครื่องบริการแปลงชื่อเว็บเป็นหมายเลข IP ซึ่งการแปลงชื่อนี้อาจเกิดในเครื่อง local เอง จาก cache ในเครื่อง local หรือจากเครื่องบริการของผู้ให้บริการ เพราะ เบอร์ IP Address เป็นตัวเลขที่ใช้ไม่ค่อยสะดวกและจำยาก ด้วยเหตุนี้จึงมีการคิดระบบตั้งชื่อแบบที่เป็นตัวอักษร ให้มีความหมายเพื่อการจดจำได้ง่ายกว่ามาก เวลาเราอ้างถึงเครื่องใดบนอินเตอร์เน็ต เราก็จะใช้ชื่อ DNS เช่น www.kradarndum.com แต่ในการใช้งานจริงนั้นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เราใช้อยู่ เมื่อรับคำสั่งจากเราแล้ว เค้าจะขอ (request) เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่บริการบอกเลขหมาย IP Address (ทำหน้าที่คล้ายสมุดโทรศัพท์ Yellow Pages) ซึ่งเรียกกันว่าเป็น DNS Server หรือ Name Server ตัว Name Server เมื่อได้รับ request ก็จะตอบเลขหมาย IP Address กลับมาให้เช่น สำหรับ www.kradarndum.com นั้นจะตอบกลับมาเป็น xxx.xxx.xxx.xxx จากนั้นเครื่องคอมพิวเตอร์ของเราจึงจะเริ่มทำการติดต่อ กับคอมพิวเตอร์เป้าหมาย ซึ่งมันก็จะผ่านกระบวนการแบบที่กล่าวไปข้างต้น คือแบ่งข้อมูลออกเป็น packet จ่าหัวด้วย IP จากนั้นส่ง packet ไปซึ่งก็จะวิ่งผ่าน gateway ต่างๆ มากมายไปยังเป้าหมาย
บางทีเราจะพบกรณีที่คอมพิวเตอร์ที่เป็น Name Server นั้นไม่ทำงาน เราจะไม่สามารถติดต่อเครื่องอื่นบนอินเตอร์เน็ตได้อีกต่อไปโดยใช้ชื่อ DNS Server หากเราทราบ IP Address เราสามารถใช้ IP Address ได้ตรงๆ ทำให้เราไม่จำเป็นต้องพึ่งสมุดโทรศัพท์ของ Name Server ด้วยเหตุนี้เราจึงทำการเก็บชื่อและ IP Address ไว้ในสมุดโทรศัพท์ส่วนตัวประจำเครื่อง เช่นบนระบบยูนิกซ์มีไฟล์ /etc/hosts เอาไว้เก็บชื่อ DNS ที่ใช้บ่อยๆ
การทำงานของระบบ DNS
DNS ทำหน้าที่คล้ายสมุดโทรศัพท์คือ เมื่อมีคนต้องการจะโทรศัพท์หาใคร คนนั้นก็จะเปิดสมุดโทรศัพท์ดู เพื่อค้นหาหมายเลขโทรศัพท์ของคนที่ต้องการติดต่อ คอมพิวเตอร์ก็เช่นกัน เมื่อต้องการสื่อสารกับคอมพิวเตอร์เครื่องอื่น เครื่องนั้นก็จะทำการสอบถามหมายเลข IP ของเครื่องที่ต้องการสื่อสารด้วยกับ DNS server วึ่งจะทำการค้นหาหมายเลขดังกล่าวในฐานข้อมูลแล้วแจ้งให้โฮสต์ดังกล่าว ทราบ ระบบ DNS แบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ
1.Name Resolvers : ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่าจุดประสงค์หลักของ DNS คือการแปลงชื่อคอมพิวเตอร์ ให้เป็นหมายเลข IP ในเทอมของ DNS แล้วเครื่องไคลเอนท์ที่ต้องการสอบถามหมายเลข IP จะเรียกว่า "รีโซล์ฟเวอร์ (resolver)" วอฟแวร์ที่ทำหน้าที่เป็นรีโซล์ฟเวอร์นั้นจะถูกสร้างมากับแอพพลิเคชันหรืออาจจะเป็นไลบรารีที่มีอยู่ในเครื่องไคลเอนท์
2.Domain Name Space : ฐานข้อมูลระบบ DNS มีโครงสร้างเป็นต้นไม้ ซึ่งจะเรียกว่า "โดเมนเนมสเปซ (Domain Name Space)" แต่ละโดเมนจะมีชื่อและสามารถมีโดเมนย่อยหรือซับโดเมน (Subdomain) การเรียกชื่อจะใช้จุด ( .) เป็นตัวแบ่งแยกระหว่างโดเมนหลักและโดเมนย่อย
3.Name Servers : เนมเซิร์ฟเวอร์ คือเครื่องคอมพิวเตอร์ที่รันโปรแกรมที่จัดการฐานข้อมูลบางส่วนของระบบ DNS เนมเซิร์ฟเวอร์จะตอบกลับการร้องขอทันทีโดยการค้นหาข้อมูลในฐานของมูลตัวเอง หรือจะส่งต่อการร้องขอ ไปยังเนมเซิร์ฟเวอร์อื่น ถ้าเนมเซิร์ฟเวอร์มีเร็คคอร์ดของส่วนของโดเมน แสดงว่า เนมเซิร์ฟเวอร์นั้นเป็นเจ้าของโดเมนนั้น (Authoritative) ถ้าไม่มีก็จะเรียกว่า Non-Authoritative
ข้อจำกัดของระบบ DNS รับรู้เฉพาะตัวอักษรละติน (ASCII character set) ใน RFC 1035 ระบุว่าสัญลักษณ์ที่ใช้ได้ในโดเมนเนม คือ
ตัวอักษร a ถึง z (case insensitive)
เลข 0 – 9
เครื่องหมายยติภังค์ (-)
การนำไปประยุกต์ใช้งานเชิงสร้างสรรค์
มีการประยุกต์จากระบบ DNS มาเป็นระบบ DDNS โดยทีมงานThai -DDN คือ DDNS ( Dynamic Domain Name System )
จากข้อจำกัดของระบบDNS ได้กลายมาเป็นจุดกำเนิดในการประดิษฐ์คิดค้นเทคโนโลยีชื่อโดเมนภาษาไทยในปี 2542 โดยกลุ่มผู้ประดิษฐ์คิดค้นชาวไทย ที่เอื้ออำนวยให้ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตสามารถเรียกดูเว็บไซต์ผ่านทางชื่อโดเมนภาษาไทยเต็มรูปแบบ และเปิดโอกาสให้เจ้าของเว็บไซต์ที่ประสบปัญหากับการมีชื่อโดเมนภาษาอังกฤษที่จดจำยาก หรือใช้สื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายได้อย่างลำบาก สามารถจดทะเบียนชื่อโดเมนภาษาไทยให้กับเว็บไซต์ของตัวเอง โดยใช้ตัวแปลงรหัสภาษาท้องถิ่นเพื่อทำงานร่วมกับระบบ DNS
8.Home page คืออะไร
โฮมเพจ คือคำที่ใช้เรียกหน้าแรกของเว็บไซต์ โดยเป็นทางเข้าหลักของเว็บไซต์ เมื่อเปิดเว็บไซต์นั้นขึ้นมา โฮมเพจ ก็จะเปรียบเสมือนกับเป็นสารบัญและคำนำที่เจ้าของเว็บไซต์นั้นได้สร้างขึ้น เพื่อใช้ประชาสัมพันธ์องค์กรของตน นอกจากนี้ ภายในโฮมเพจก็อาจมีเอกสารหรือข้อความที่เชื่อมโยงต่อไปยังเว็บเพจอื่นๆอีกด้วย
ตัวอย่าง Home page ของ google

ในหน้าโฮมเพจของเว็บไซต์ มักประกอบด้วยส่วนต่าง ๆ ดังนี้
1.โลโก้ (logo) คือสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ผู้เข้าชมสามารถจดจำเว็บไซต์ของเราได้ นอกจากนี้แล้วโลโก้ยังช่วยให้เว็บไซต์ของเราดูมีเอกลักษณ์อีกด้วย
2. เมนูหลัก (link menu) เป็นจุดที่เชื่อมโยงข้อมูลที่สำคัญ ซึ่งรวบรวมไว้ในรูปแบบของปุ่มเมนู หรือข้อความที่ผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์สามารถรับรู้เรื่องราวที่น่าสนใจของเว็บไซต์ได้ ควรมีข่าวใหม่ๆ เนื้อหาใหม่ๆมาตลอด
3. โฆษณา (Banner) เป็นส่วนที่สำคัญอีกเช่นเดียวกัน เพราะเว็บไซต์ที่มีโฆษณาจะช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ ความน่าเชื่อถือ และช่วยกระตุ้นความสนใจเพราะมักใช้ภาพเคลื่อนไหว (Gif Animation) ประกอบซึ่งจะทำให้เว็บไซต์ของเราดูตื่นตาตื่นใจมากขึ้น จากการวิจัยพบว่าภาพเคลื่อนไหวยังช่วยให้เว็บไซต์ของเราดูน่าสนใจมากยิ่งขึ้นถึง 30% แต่ไม่ควรมีโฆษณามากเกินไปและควรจัดวางตำแหน่งให้เหมาะสมอีกด้วย
4. ภาพประกอบและเนื้อหา (content) เป็นส่วนที่ให้สาระความรู้กับผู้เข้าชม ซึ่งเนื้อหาที่ให้จะต้องมีขนาดพอเหมาะไม่สั้นหรือยาวจนเกินไป ควรมีการปรับเนื้อหาให้ใหม่ทันกับปัจจุบันอยู่ตลอดเวลา จัดวางเนื้อหาให้เหมาะสมกับผู้ที่เข้ามาชมเนื้อหา และการมีภาพที่เกี่ยวข้องประกอบอยู่ยิ่งจะทำให้เว็บไซต์เป็นที่น่าสนใจมากยิ่งขึ้น
5. การใช้สีให้เหมาะสมกับหน้าโฮมเพจ (color)เพราะสีแต่ละสีจะให้ความรู้สึกที่มีผลด้านอารมณ์กับผู้เข้าชมในลักษณะที่แตกต่างกันไป
การสร้างโฮมเพจ สามารถทำได้หลายวิธีเช่น
1. ใช้ Web Hosting ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่ทำหน้าที่ให้บริการจัดเก็บข้อมูล โดยบางเว็บไซต์ให้บริการในการสร้างโฮมเพจสำเร็จรูปกับผู้ต้องการในการมีโฮมเพจ ซึ่งจะมีรูปแบบของโฮมเพจให้เลือกได้ตามที่ต้องการ หรือต้องการให้ออกแบบตามความประสงค์ของผู้ใช้บริการก็ได้
2. ใช้โปรแกรมสร้างเว็บเพจ เป็นการสร้างโฮมเพจโดยการใช้โปรแกรมสำเร็จรูปในการสร้าง ทำให้สามารถสร้างตาราง จัดวางตำแหน่งข้อความหรือรูปภาพได้สะดวก ตลอดจนการปรับแต่งแก้ไขจะทำได้ง่าย ซึ่งโปรแกรมที่นิยมใช้ในปัจจุบันได้แก่โปรแกรม Dreamweaver, FrontPage, Go Live หรือ Home Site เป็นต้น
3.โปรแกรมภาษา HTML และ JavaScript การสร้างโฮมเพจโดยใช้โปรแกรมภาษา HTML และ JavaScript นั้น ผู้สร้างโฮมเพจจะต้องมีความสามารถและความชำนาญในการเขียนโปรแกรมได้เป็นอย่างดี เนื่องจากการสร้างโฮมเพจด้วยวิธีนี้ เป็นการพิมพ์คำสั่งและข้อมูลที่ต้องการแสดงบนโฮมเพจพร้อมกัน
9.Anchor คือ
Keyword เป็นลิงก์ตัวอักษรที่กำกับด้วย Keyword สามารถกดคลิกเพื่อไปหน้าถัดไปหรือหน้าที่ต้องการได้ โดยจะสร้างข้อความที่มีเนื้อหาสัมพันธ์กับ Keyword นั้นๆ เป็นที่รู้จักกัน คือ Backlink เพราะ Anchor text มีผลต่อการจัดอันดับ ของ Google เนื่องจาก Google จะให้ความสำคัญกับข้อความชนิดนี้มากกว่าข้อความปกติ โดย Google จะเช็คความสัมพันธ์กันระหว่างเนื้อหาในเว็บไซต์เป้าหมาย กับเนื้อหาที่ Anchor text ลิงก์มา
■การใส่ Anchor text
การลิงก์ใน HTML จะถูกกำหนดด้วย “a tag”
ลักษณะของ “a tag”
<a href="url">Anchor Text</a>
โดยจะใส่ URL ของเว็บไซต์เป้าหมายในช่อง url และใส่ข้อความในช่อง Your Anchor Text
■Sample
<a href="http://h1.co.th/">SEO</a>
■ลักษณะของ Anchor text ที่แสดง
Anchor text ที่แสดงในเว็บไซต์ จะมีขนาด สี และฟร้อน ที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับเว็บไซต์นั้นว่าจะกำหนดให้เป็นแบบไหน ซึ่งจะพบ Anchor text แทรกอยู่ตามบทความ เนื้อหา และส่วนต่างๆ ของเว็บไซต์ เมื่อใช้เมาส์ชี้ไปที่ Anchor text ก็จะมีการตอบสนองที่ทำให้รู้ว่าสามารถกดได้ โดยเมื่อกดที่ Anchor text ก็จะไปยังเว็บไซต์เป้าหมายที่เชื่อกับ Anchor text นั้นๆ ลักษณะที่เห็นจะมีหลายแบบ
■Sample
1. Anchor text ที่เป็นตัวอักษรตัวหนา เช่น “วิธีการทำ SEO ให้มีคุณภาพควรทำตามเกณฑ์ของ Google”
2. Anchor text ที่มีการขีดเส้นใต้ตัวอักษร เช่น “วิธีการทำ SEO ให้มีคุณภาพควรทำตามเกณฑ์ของ Google”
3. Anchor text ที่มีขีดเส้นใต้ และตัวอักษรหนา เช่น “วิธีการทำ SEO ให้มีคุณภาพควรทำตามเกณฑ์ของ Google”
■Anchor text กับ Text link
ข้อแนะนำในการเขียน Anchor text
1.ใช้ Keyword ตั้งชื่อ Anchor text
การเขียน Anchor text ที่ดี และเพื่อทำให้ Google จัดอันดับเว็บไซต์ให้ติดให้หน้าแรกของ SERP
ควรใช้ Keyword ในการตั้งชื่อ
2. สร้างลิงก์ที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับ Anchor text และ เว็บไซต์เป้าหมาย
การสร้างลิงก์ที่ดีควรเขียนเนื้อหาให้มีความเกี่ยวข้องกับ Anchor text และ เว็บไซต์เป้าหมาย เพราะบางที่อาจจะใช้โปรแกรมในการเขียนเนื้อหาในลิงก์ ทำให้เนื้อหาที่ออกมาไม่ค่อยเกี่ยวข้องกับ Anchor text และ เว็บไซต์เป้าหมาย ก็จะทำให้เสียคะแนนความน่าเชื่อถือไป จึงควรเขียนเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกัน เพื่อให้ Google เชื่อถือ และจัดอันดับเว็บไซต์ของท่านให้ติดให้หน้าแรกของ SERP
3.ไม่ฝากลิงก์แบบไม่ดี การฝากลิงก์ตามเว็บไซต์ต่างๆ แต่ทำในลักษณะที่ไม่ต้องการให้คนกดเข้าไป เช่น ใช้ตัวอักษรสีเดียวกับพื้นหลังของเว็บไซต์ ใช้ตัวอักษรที่มีขนาดเล็ก หรือ ใช้ตัวอักษรปกติและทำเนียนไปกับข้อความอื่นๆ ในเว็บไซต์ ซึ่งการทำเช่นนี้ อาจจะช่วยไม่ให้คนที่เข้ามาในเว็บไซต์กดที่ลิงก์ได้ แต่ไม่สามารถหลบการตรวจสอบของ Google ได้ เนื่องจากในตอนนี้ Google ได้ปรับปรุงระบบการตรวจสอบให้เก่งขึ้นกว่าเดิม
4.ไม่สร้างลิงก์ที่ไม่เป็นธรรมชาติ เนื่องจากลิงก์เป็นส่วนสำคัญในการจัดอันดับของ Google หากเว็บไซต์ของท่านมีลิงก์ที่ไม่เป็นธรรมชาติอยู่มาก ก็จะส่งผลเสียต่อการขึ้นอันดับของเว็บไซต์ของท่าน เช่น
ลิงก์ที่เป็น Archon Text ในบทความของไซต์อื่นๆที่มีมากผิดปกติ
ลิงก์ที่มาจากเว็บไดเรกทอรี่
ลิงก์ที่ฝากเอาไว้ตรง Footer ที่บริษัทรับทำเว็บไซต์มักจะฝากเครดิตเอาไว้
ลิงก์จากบทความ หรือคอมเม้นต่างๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ของท่าน
10.HTML คืออะไร
HTML ย่อมาจาก Hyper Text Markup Language คือภาษาคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการแสดงผลของเอกสารบน website หรือที่เราเรียกกันว่าเว็บเพจ ถูกพัฒนาและกำหนดมาตรฐานโดยองค์กร World Wide Web Consortium (W3C) และจากการพัฒนาทางด้าน Software ของ Microsoft ทำให้ภาษา HTML เป็นอีกภาษาหนึ่งที่ใช้เขียนโปรแกรมได้ หรือที่เรียกว่า HTML Application
HTML เป็นภาษาประเภท Markup สำหรับการการสร้างเว็บเพจ โดยใช้ภาษา HTML สามารถทำโดยใช้โปรแกรม Text Editor ต่างๆ เช่น Notepad, Editplus หรือจะอาศัยโปรแกรมที่เป็นเครื่องมือช่วยสร้างเว็บเพจ เช่น Microsoft FrontPage, Dream Weaver ซึ่งอํานวยความสะดวกในการสร้างหน้า HTML ส่วนการเรียกใช้งานหรือทดสอบการทำงานของเอกสาร HTML จะใช้โปรแกรม web browser เช่น IE Microsoft Internet Explorer (IE), Mozilla Firefox, Safari, Opera, และ Netscape Navigator เป็นต้น