การระลึกชาติได(updateแล้วจ้า)

การระลึกชาติเรื่องอื่นๆ (คลิ๊กที่ชื่อเรื่องได้เลย) เด็กชายผู้ถูกฆาตกรรม / สามีผู้กลับมา/นักศึกษาชายผู้กลับชาติมาเกิดเป็นเด็กหญิง

        การระลึกชาติได้   เป็นสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ไม่สามารถพิสูจน์ได้   ไม่มีใครรู้ว่าเบื้องหลังความตายเป็นมาอย่างไร   ตายแล้วไปใหน   บางคนอาจจะบอกว่า   จิตวิญญาณเป็นอมตะ   เหมือนนักเดินทางที่ท่องเที่ยวไปในยุคต่างๆอย่างไม่มีที่สิ้นสุด   เดินทางเข้าประตูนี้   ออกอีกประตูนึงซึ่งต่างมิติกัน   ส่วนการระลึกชาตินั้นอาจจะเกิดชึ้นกับใครบางคนหรือตัวของท่านเองนั้นก็ได้   แต่ถ้าเราเจาะลึกไปกว่านั้น   เราอาจจะทราบก็ได้ว่าชาตินี้ทำไมเราจึงเกิดมาเป็นเช่นนี้   ทำไมจึงรวย จน พิการ หรือว่ามีปัญหาชีวิตมากมายทั้งหมดนี้   อาจจะเรียกได้ว่าเป็นกฎแห่งกรรมก็ได้   ที่เราได้ทำไว้เมื่อชาติที่ผ่านๆมา   ทางที่ดี   เราควรที่จะเป็นคนดี   ดีทั้งกายและใจ   เพื่อที่ว่าดวงวิญญาณเราจะบริสุทธุ์พร้อมที่จะท่องเที่ยวไปในภพต่อๆไปอ่ยางมีความสุข เข้าสู่ประตูต่อไปด้วยความพร้อมที่จะสู่ และท่องเที่ยวไปในภพหน้า

เรื่องการระลึกชาตินี้เรามีเรื่องค่อนข้างที่จะเยอะแล้วคราวหน้าเราจะเอามาลงให้อีกนะแต่ว่าคราวนี้อ่านเรื่องนี้ไปก่อน   ถ้าชอบหรือว่าไม่ชอบยังไง เมล์มาหากันได้   หรือไม่ก็เขียนลงในเวปบอร์ดก็ได้น้า...

นี่ไม่ใช้บ้านของหนู

    สองสามปีภายหลังจากลูกชายชื่อ มูนเซอร์ ลืมตาขึ้นดูโลกในปี 1960, คามัล ซาลิม ไฮดาร์ คนขับรถประจำทางชาวเลบานีสกับเอ็ดมาผู้ภรรยาก็ต้องประสบปัญหา   เมื่อเด็กชายยืนบันให้เรียกแกว่า "จามิล" แม้จะเข้าใจ   แต่สองสามีภรรยาก็ยังพอใจจะเรียกแกด้วยชื่อที่พวกตนตั้งให้   แม้ว่าบางครั้ง   เด็กชายจะปฏิเสธไม่ยอมขานรับก็ตาม   ในที่สุดเด็กชายวัยสามขวบก็ยุติข้อเรียกร้องดังกล่าว   แต่สร้างปัญหาขึ้นใหม่

    "ที่นี่ไม่ใช่บ้านของหนู" มูนเซอร์กล่าวกับพ่อแม่ ฆหนูมาจากอีกฟากหนึ่ง"   ขณะพูด   เด็กชายก็ชี้มือไปทางบริเวณภูเขา   ที่อยู่เลยไกลออกไปจากโซอิฟาเต   และขอให้พ่อแม่พาเขากลับไปที่บ้านเก่า   ซึ่งเขายืนยันว่าเป็นบ้านที่แท้จริงของตนเอง   เขาเฝ้าแต่รบเร้าอยู่เช่นนั้น   และไม่ยอมกินอาหารถึงสามวันเพราะทั้งพ่อและแม่ปฏิเสธไม่ยอมทำตามคำขอร้อง

    เมื่อมาถึงตอนนี้   จามิลได้กล่าวให้พ่อกับแม่ของเขาฟังอย่างละเอียดว่าเชาเคยเป็นใคร   จากไหนมาก่อน   เชาบอกว่าตัวเองนั้นชื่อจามิล ซูกิ  มีบ้านอยู่ในเมืองเอเลย์   เชาได้เปิดผยว่าตนเองเสียชีวิตในหารสู้รบและเล่าสาเหตุที่ทำให้ตนเองอายุสั้นนั้น   เป็นเพราะถูกยิงกระสุนเจากเข้าตรงท้องน้อยพอดี    ทั้งเขายังบอกกับผู้เป็นแม่ด้วยว่า   เวลาที่เขาผันนั้น   ผู้หญิงที่อยู่ในผันไม่ใช่แม่คนนี้   แต่เป็นแม่ ซูกิ ของเขา

    สามีภรรยาไฮดาร์นั้นเป็นชาวดรุส   เป็นศาสนิกชนผู้ยอมรับในเรื่องของการกลับชาติมาเกิด   แต่พวกเขามีความมั่นใจว่า   ความทรงจำของลูกชายน่าจะเป็นเพราะความสับสนมากกว่า   แม้จะไม่ได้สมาคมกับอีกผ่ายหนึ่งโดยตรง   แต่คามัลปละเอ็ดมา   โฮดาร์ก็รู้จักครอบครัวซูกิอย่างดี   และเชื่อว่าพวกเขาอยู่ในเมืองเดียวกับตนนั่นเองคือเมืองโซอืฟาเต   ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงเบรุตประมาณ 6 ไมล์ (10 กม.)   อยู่ตรงฟากจะวันออกของสนามบินนานาชาติเบตุตตรงเชิงเขาใหญ่   ด้วยเหจุผลนี้ทำให้สองสามีภรรยาไม่ต้องการทำตามความประสงค์ของมูลเซอร์

    อย่างไรก็ตาม   ทัศนคติของพวกเขาเกี่ยวกับความทรงจำแห่งอดีตชาติชองลูกชายต้องเปลี่ยนไป   เมื่อมูลเซอร์มีโอกาสไปเยี่ยมน้าสาวในกรุเบรุต   ผู้นำเรื่องที่เด็กชายกล่าวอ้างไปเล่าให้ผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งเช่าอพาร์ตเมนต์ของตนอยู่   ผู้หซิงคนนี้เป็นญาติของจามิล ซูกิ   ดังนั้นหล่อนตึงเอารูปถ่ายใบหนึ่งมาให้เด็กชายดู

    "บอกมาสิว่าสองคนนั้นเป็นใคร"   ผู้หญิงคนนั้นถาม

    "รูปแม่กับตัวหนู"   มูนเซอร์ตอบ

   รูปถ่ายนี้เป็นรูปถ่ายของจามิล ซูกิและวาดัด  มารดาของเขา   เมื่อผลปรากฏออกมาเช่นนี้   มูนเซอร์ก็เริ่มไปเยี่ยมเยียนครอบครัวซูกิที่เอเลย์   เมืองเล็กๆ ที่อยู่ระหว่างเบรุตกับดามัสกัส   ห่างจากบ้านเกิดของเขาประมาณ 9 ไมล์ (15กม.)   และครอบครัวซูกิก็ยังมาเยี่ยมเยียนเขาที่เมืองโซอิฟาเตด้วย ซึ่งในระหว่างการพบกันในโอกาสต่างๆเหล่านี้   เขาได้กล่าวถึงผู้คนอีกเป็นจำนวนมาก   ซึ่งถ้าเขาในฐานะของมูนเซอร์แล้ว จะไม่เคยมีโอกาสรู้จักเลย 

    จามิลซูกินั้น   ในวัยหนุ่มมีความสนใจในเรื่องของการเมืองแย่างมาก   และไมด้เข้าร่วมกับองค์การที่มีชื่อว่า พาร์ติ พอพพูลิแยร์ไซเรียน (พีพีเอส)   ซึ่งทำงานเป็นกองกำลังร่วมระหว่างเลบานอนกับซีเรีย   เมื่อเกิดสงครามกลางเมืองขึ้นในฤดูร้อนของปี 1958   จามิลได้ให้การสนับสนุนประธานาธิบดีชามูน   แลัแม้ว่าการเข้ามาแทรกแซงของเรือรบสหรัฐทำให้การสู้รบยุติลงก็จริง   แต่ไม่เร็วภึงขนาดจะช่วยปกป้องชีวิตของจามิล ซูกิไว้ได้   เขาเสียชีวิตใจสนามรบเมื่อวันที่ 4 กรกฏาคม 1958

    มูนเซอร์ ไฮดาร์   สามารถจดจำน้องชายและน้องสาวมารดาของจามินได้อย่างถูกต้อง   เขาได้บอกกับครอบครัวว่าพวกเขาได้ย้ายบ้านนับตั้งแต่เขานั้นตายลง   ทั้งยังระบุถึงบ้านที่พวกเขาเคยอยู่อาศัย   เมื่อครั้งที่เขายังมีชีวิตอยู่ด   และจำตู้เสื้อผ้าที่เคยเก็บเสื้อผ้าของจามิล ซูกิได้

    ในแจ๊กเกตตัวหนึ่งของจามิล   เขาพบปากกา3ด้าม   และยืนยันว่าปากกาด้ามหนึ่งหายไปซึ่งก็ถูกต้องเพราะน้องสาวของจามิลชื่ออิบทาย   ซาเม   ได้เอาปากกาด้ามนั้นติดตัวไปเวเนซูเอล่าด้วยและเขายังบอกได้อย่างถูกต้องอีกด้วยว่ากุญแตสามดอกที่พบในกระเป๋าใส่เงินนั้น   ดอกหนึ่งสำหรับไขกระเป๋าเดินทางของจามิล

    ขณะที่พูดราวกับว่าตนเองเป็นจามินนั้น   มูนเซอร์ยังจำได้ถึงตอนที่นาจิ๊ป   พี่ชายของเขาที่เดินทางไปอยู่สหรัฐอเมริกาและเขาได้ไปส่งที่ท่าเรือและกล่าวคำอำลาต่อพี่ชาย   ทั้งเขายังได้ยอกกับมารดาของจามิลว่า   เขาได้เขียนจดหมายถึงนางฉบับหนึ่ง   ก่อนหน้าที่จะเสียชีวิตเพียงไม่กี่วัน   และถามนางว่านางได้รับจดหมายฉบับนั้นหรือไม่   ซึ่งนางก็ได้บอกความจริงว่าได้รับ

    มูลเซอร์ยังจำได้อีกว่า   ตอนที่จามิลตายนั้นเขามีเงินอยู่ 31 ปอนด์  เลบานีสในกระเป๋าเสื้อ   ซึ่งสาดัด ซูกิก็ยืนยันว่าเป็นจำนวนที่ถูกต้อง   และนางเป็นคนเอาออกมาจากกระเป๋าเสื้อบุตรชายที่เสียชีวิตเอง   ตอนที่เสื้อผ้าถูกส่งกลับคืนมาให้แก่ครอบครัว   มูนเซอร์ยังรู้อีกด้วยว่า   ครั้งหนึ่งจามิลเคยไปจับน้องชายชื่อกาสซานผูกไว้กับเตียงเกือบ 2 ชม.  เพื่อดัดนิสัย 

    ที่จริงแล้วเรื่องราวเกี่ยวกับจามิลนั้นยังมีมากกว่านี้   เป็นการที่จำบุคคลคนอื่นได้เหมือนๆเดิมเลยขอไม่เล่าน๊ะ   เรื่องอย่างนี้   เคยเกิดขึ้นกับคุณหรือคนรอบข้างของคุณหรือเปล่าหล่ะ???    

กลับมาที่หน้าจอหลัก

Hosted by www.Geocities.ws

1