ใครผิด(1)
เหตุการณ์อันนี่าเศร้าได้อุบัติขึ้น นอกโรงแรมธันเดอร์เบิร์ด บริเวณเดย์โทนาบีช รัฐฟลอริด้า เมื่อฆาตกรสติแตกคนหนึ่งได้สังหารมาร์ค ไฟค์ นักเรียนทุนจากเมืองออนตาริโอ ประเทศแคนนาดา ที่มาเที่ยวในวันหยุดพักผ่อนที่นี่
ก่อนเที่ยงคืนวันศุกร์ที่ 15 มีนาคม 1996 เพียงไม่นาน มีเสียงปืนดังก้องขึ้น 1 นัด เด็ดร่างไฟค์เด็กหนุ่มวัย 18 ปี ร่วงลงมากับพื้น คนร้ายที่ยิงเขา พร้อมพวกอีก 4 คน หลบหนีหายไปในความมืดของราตรี เพื่อนสนิทที่ร่วมเดินทางมากับเขารีบวิ่งเข้าไปประคองศีรษะขึ้นมาวางไว้บนตัก และพยายามห้ามเลือดที่ไหลโกรกออกมา แต่ก็ไม่เป็นผล เลือไหลออกมาจากกระโหลกศีรษะของมาร์ค เพราะผลของกระสุนปืนขนาด .38มม. ที่เจาะเข้าทางด้านหลังแลัวทะลุออกมาทางตาซ้าย มันสายเกินกว่าที่แพทย์จะได้ทันมาดูแลรักษาแล้ว มาร์ค ไฟค์ เสียชีวิตทันที
พนักงานวิทยุของเดย์โทนาบีช รับโทรศัพท์แจ้งจากพนักงานโรงแรมในเวลา 5 ทุ่ม 2 นาที อีกเพียงไม่กี่นาที รถพยาบาลพร้อมเจ้าหร้าที่ตำรวจก็ไปยังที่เกิดเหตุ รถพยาบาลพร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ไปถึงที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจสถานที่ ขณะที่เฮลิคอปเตอร์ของแขวงโวลูเซียก็บินว่อนอยู่ข้างบน ศพถูกนำไปที่ห้องเก็บศพ ญาติพี่น้องของผู้ตายในแคนนาดา ได้รับแต้งเหตุโศกนาฏกรรมครั้งนี้แล้ว ตำรวจได้ทราบว่ามาร็คกำลังคุยกับแม่ของเขาอยู่ตอนที่ถูกยิง ขณะที่ตะวันยังไม่ทันจะรุ่งดี พนักงานสอบสวนก็ต้องวุ่นวายกันแล้วกับการเก็บสภาพสถานที่เกิดเหตุ หารอยนิ้วมือที่ตู้โทรศัพท์ วาดผังที่เกิดเหตุสอบปากคำพยานผู้รู้เห็นเหตุการณ์ และกำลังค้นหาวัตถุพยาน จากการสอบปากคำเพื่อนๆที่เดินทางมาจากแคนนาดาด้วยกัน ทำให้ทราบว่ามาร์คเป็น 1 ใน 40 นักศึกษาที่ได้เดินทางมาเที่ยวดิสนีย์เวิร์ดในเมืองออร์ลันโด ก่อนที่จะมาพักที่เดย์โทนาบีช
มาร์ค ไฟค์ตั้งใจไว้ว่าจะยึดอาชีพเป็นผู้รักษากฏหมาย เขาเกิดและเติบโตที่เบลวิลล์เมืองออนตาริโอ มาร์คเป็นนักเรียนชั้นดีเลิศ ฉลาด กระตือลือล้น และเรียนรู้เร็ว นักเรียนคนดังนี้ได้วางแผนที่จะเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัย เขาเป็นคนรูปหล่อ และมีบุคลิกดี อย่างที่ใครๆก็อยากจะเป็นอย่างเขา ในอัลบั้นภาพที่บ้านของเขามีรูปเชากำลังยิ้ม ขณะรับรางวัลลูกจ้างดีเด่นประจำเดือนของร้านแมคโดนัลด์ที่เขาเคยทำงานอยู่นานเพื่อหาเงิน 400 เหรียญ มาเป็นค่าใช้ต่ายในการเดินทางมาท่องเที่ยวตามชายหาดรัฐฟลอริด้าครั้งนี้
ขณะเกิดเหตุ มาร์คและเพื่อนรักของเขากำลังพูดโทรศัพท์กับแม่อยู่คนละตู้นอกโรงแรมธันเดอร์เบิร์ด เพราะการใช้โทรศัพท์สาธารณะจะราคาถูกกว่าใช้โทรศัพท์ของโรงแรม และอีกเพียงไม่ถึงแปดชั่วโมง มาร์คและเพื่อนๆของเขาก็จะเดินทางกลับแคนนาดาแล้ว
ตอนที่มาร์คเกิดน้ำหนักตัวเค้าน้อยมาก หนักเพียงสองปอนด์เท่านั้น(1กิโลกรัม มี 2.2ปอนด์) ใครๆคิดว่าเขาจะไม่รอดแต่เขากลับรอดมาได้ และต่อมาก็กลายเป็นคนเก่งเป็นนักกีฬาเบสบอลและนักฮอกกี้ของโรงเรียน โค้ชที่สอนบอกว่าเค้าไม่เคยย่อท้อต่อการฝึกฝน จนกีฬากลายเป็นส่วนหนึ่งของสัญชาตญาณที่ฝังลึกในตัวของเขาไปแล้ว ที่โบสถ์เขาเป็นอาสาสมัครช่วยทำงานในพิธีแต่งงานและพิธีศพต่างๆ ที่บ้านเขาอยู่ห้องเดียวกับน้องชาย ทั้งสองไม่เคยแยกจากกันเลย เขาตกปลาด้วยกัน เล่นฮอกกี้ด้วยกัน มาร์ครักน้องสาวคนเล็กมาก และจากนี้ไปเธอจะต้องเติบโตขึ้นไปโดยไม่มีเขาอยู่ด้วยอีกต่อไป ชาวบ้านในเบลวิลล์ เมืองออนตาริโอ ตื่นตกใจกับข่าวนี้มาก เจ้าหน้าที่เมืองออนตาริโอได้ฝากความห่วงใยไปถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจรัฐฟลอริด้า ที่กำลังระดมสรรพกำลังจากทุกหน่วยเข้าร่วมดำเนินการในคดีนี้ หลังจากทำงานกันอยู่นานหลายชั่วโมง ตำรวจก็ได้หลักฐานและสอบปากคำพยานได้พอสมควร หลักฐานสำคัญชิ้นหนึ่งที่ตำรวจพบคือ ปืนพกสีดำชนาด .38 มม. กระบอกหนึ่งตกอยู่ข้างๆผู้ตาย ซึ่งจากการตรวจสอบทางขีปนวิถีในภายหลังปรากฏว่าเป็นปืนกระบอกเดียวกับที่ฆาตกรใช้สังหารผู้ตาย ปืนกระบอกที่พบถูกโยงไปถึง สก๊อต มาโลน นักเรียนทุนคนหนึ่งของโรงเรียนอูมาทิลลา ซึ่งเขายอมรับว่าขโมยปืนมาจากตู้เก็บปืนของบิดา แต่เขาปฏิเสธอย่างหนักแน่นว่าเขาไม่ได้ลั่นกระสุนนัดที่ฆ่า มาร์ค ไฟค์ ขณะที่นักสืบของเดย์โทนาบีช เร่งเร้าให้เด็กหนูน้อยวัย 17 ปี พูดต่อนั้น สก็อตจึงพรั่งพรูเรื่องราวออกมา
ในคืนวันที่ 15 มีนาคม สก็อตและเพื่อนอีกหกคนไปจอดรถฟอร์ด มัสแตง อยู่ที่สี่แยกหน้าหาดเดย์โทนา ดื่มเบียร์ สูบกัญชา และพยายามคุยโอ้อวดกันถึงความเก่งกล้าทางเพศของแต่ละคนให้เพื่อนฟัง เขาเหน็บปืนพกไว้ที่เข็มขัด เพียงแต่ให้เพื่อนได้เห็นอาวุธดังกล่าวเท่านั้น เขาก็ได้รับความยำเกรงจากพวกเพื่อนๆในรถขึ้นมาทันที ในขณะเดียวกันมีรถเชฟวี่สีเทาคันหนึ่งแล่นเข้ามาจอดหน้ารถมัสแตงของพวกเขา สก็อตจำได้ว่าคนที่นั่งมาในตถคันนั้นสองคนคือ จอห์น ไรเนย์ อายุ17ปี และ มิคกี้ ฮาร์ดแทค อายุ 15 ปี ทั้งคู่เพิ่งหนีออกมาจากสถานพินิจเด็กที่อถทยานแห่งชาติโอคาลา สก็อตและเพื่อนๆบอกกับเด็กหนุ่มทั้งสองว่าพวกเขากำลังคิดจะปล้นใครสักคนหนึ่ง เนื่องจากช่วงนี้เป้นช่วงวันหยุดฤดูใบไม้ผลิ และบริเวณหาดก็กว้างขวางสามารถเลือกเหยื่อที่มาเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจได้มากมาย เด็กที่หนีมาทั้งสองก็บอกว่าเขากำลังคิดอยู่เหมือนกัน สก็อตแลบปืนที่เอวให้ดูแวบหนึ่ง เด็กหนุ่มรถเชฟวี่จึงแนะว่าพวกเขาทั้งหมดควรร่วมมือกันทำตามที่คิดไว้ หลังจากจอดรถแล้วทั้งหมดจึงเดินตามกันไปที่ชายหาด นอกโรงแรมธันเดอร์เบิร์ด แก๊งเด็กหนุ่มทั้งแปดได้หมายตาไปที่มาร์ค เบอร์ด ที่กำลังพูดโทรศัพท์อยู่ในตู้สาธารณะ ขณะเดินประชิดเข้าไป เด็กสี่คนในแก๊งก็เกิดเปลี่ยนใจและหันหลังกลับไป งานนี้จึงต้องกลายเป็นสี่คนต่อหนึ่ง
"เอากระเป๋าสตางค์มาเสียดีๆ ไม่อย่างนั้นโดนยิงอัดตูดเละแน่ " เด็กคนที่ถือปืนพูดึ้น เมื่อรู้สึกตัวว่ากำลังเข้าตาร้ายแน่แล้ว มาร์คจึงบอกกับมารดาว่า "แม่ครับแต่นี้ก่อนนะครับ ผมต้องไปแล้ว" แล้ววางหูโทรศัพท์ลง นั่นคือคำสุดท้ายที่มารดาของมาร์คจะได้ยินลูกชายพูด เพราะอีกเพียงไม่กี่วินาที่ต่อจากนั้นเขาก็เสียชีวิต
