ใครผิด(2)
มาร์คบอกกับเด็กแก๊งค์นั้นว่า เขาไม่มีเงิน ทันใดนั้นเสียงปืนก็คำรามขึ้นก้องไปทั่วชายหาดพร้อมกับที่มาร์คล้มลงไปกองกับพื้น "เผ่นโว้ย" คนยิงร้องขึ้นแล้วทุกคนก็วิ่งหนีไปกันคนละทิศละทาง ด้วยความสับสนจับต้นชนปลายไม่ถูก คนที่ลั่นไกยิงมาพบตัวเองครั้งก็ต่อเมื่อยืนคนเดียวแล้ว เขาขว้างปืนทิ้งแล้วหนีตามเพื่อนๆไป โดยไม่แม้แต่จะกันกลับมาดูกระเป๋าสตางค์ของมาร์คด้วยซ้ำไป หากเขาเปิดดูจะพบธนบัตรอเมริกันเป็นเงิน 17 เหรียญ บัตรเครดิตแคนาเดียน ไทร์หนึ่งใบ และใบอนุญาติขับขี่ สก็อตบอกกันอจ้าหน้าที่ตำรวจว่าคนยิงคือ รอน สเตาท์ สก็อตเพิ่มเชื้อให้การสืบสวนคืบหน้าต่อไปอีกเมื่อเค้าเอ่ยถึงบิลลี่ ชมิดท์และจอห์น ไรเนย์ที่หนีออกจากสถานพินิจว่าเป็น2ใน4เด็กหนุ่มที่อยู่ในที่เกิดเหตุ ส่วนคนอื่นๆเผ่นไปตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุแล้ว
เมื่อสเตาวท์ได้ยินว่าตำรวจกำลังตามตัวเขาอยู่เขาจึงเข้ามอบตัวต่อตำรวจเดย์โทนาบีชและยอมรับว่า เขาเป็นคนลั่นไกเอง จากการตรวจสอบอย่างรวดเร็วไม่พบว่าสเตาท์เคยมีประวัติการกระทำผิดอยู่ในแฟ้มของตำรวจท้องที่และรวมทั้งแฟ้มของ เอฟบีไอก็เช่นกัน เพื่อนฝูงและญาติๆบอกว่าเค้ามีสมรรถภาพเท่าเทียมกับเด็ก 4 ขวบเท่านั้น เขาจะพูดและทำทุกอย่งที่คนอื่นบอกว่าให้ทำ ผู้ต้องสงสัยที่เหลือถูกจับกุมและนำมาสอบปากคำ
สเตาวท์บอกว่าเขากลัวไรเนย์ "ผมเห็นเขาฆ่าคนได้โดยไม่ยี่หระเลย ผมได้ยินเขาบอกว่าจะฆ่าคนที่ซัดทอดเขา และผมรู้ว่าเขาจะทำอย่างนั้นจริงๆ"
ในเดือนธันวาปี 1997 พนักงานสืบสวนสอบสวนสามารถรวบรวมพยานหลักฐานได้มากเพียงพอที่จะฟ้องพอล ชมิดท์และสก็อต มาโลน ในข้อหาเจตนาฆ่าคนตาย และข้อหาพยายามปล้นโดยใช้อาวุธ ทางรัฐฟลอริด้ายอมที่จะยกฟ้องข้อหาเจตนาฆ่าคนตาย และพยายามปล้นโดยใช้อาวุธทางรัฐฟลอริด้ายอมที่จะยกฟ้องข้อหาเจตนาฆ่าคนตายหากทั้งสองตกลงจะให้เป็นพยานว่าไรเนย์เป็นคนฆ่า หากจะฟ้องทั้งสองคนในทั้งสองข้อหาแล้ว พวกเขาจะต้องรับโทษจำคุกสูงสุดถึง 15 ปี
การสรรหาคณะลูกขุน เริ่มต้นขึ้นที่ศาลยุติธรรมในเดย์โทนาบีช เมื่อง 16 กรกฎาคม 1998 ก่อนจะสิ้นวัน คณะลูกขุนซึ่งประกอบด้วยชาย 6 คนและหญิง 6 คน จึงได้รับเลือกให้เป้นผู้พิจารณาคดีของไรเนย์หากมีความผิดจริง ไรเนย์จะต้องถูกจำคุกตลอดชีวิตหรืออาจถึงประหารชีวิต ผู้ช่วยอัยการประจำรัฐโนอาห์ แมคคินนอน ได้ประกาศในการให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนว่าเขาจะเสนอให้ศาลพิพากษาประหารชีวิต
ห้องพิจารณาคดีวันนี้มีขาวแคนาดาเข้ามาร่วมฟังอยู่ด้วยมากหน้าหลายตา รวมทั้งครอบครัวของมาร์ค ไฟค์ ที่เดินทางมาจาก เบลวิลล์ ส่วนอีกฟากหนึ่งของห้องเป็นกลุ่มญาติและเพื่อนๆของจอห์น ไรเนย์ ในการเบิกความ แกรี่ ทินสเลย์ ทนายความของไรเนย์แถลงว่า เมื่อไรเนย์อายุได้ 2 ขวบ เขาป่วยเป็นโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ต้องเข้ารับการผ่าตัด โดยการเพาะเนื้อเยื่อที่ผิวหนัง ซึ่งส่งผลต่อเนื่องให้เขาต้องพิการที่ขา และต้องผ่าตัดเพื่อใส่หมุดไว้ที่เบ้าสะโพก จนทำให้เขาต้องกลายเป็นคนขาเป๋อย่างที่เป็นได้ชัด เขาจึงถูกเด็กคนอื่นล้อเลียนตลอดมา ขณะที่เด็กอื่นๆได้ขี่จักรยาน เล่นฟุตบอล และเบสบอลอย่างสนุกสนาน ไรเนย์กลับต้องจมปรักอยู่ในรถเข็น และบางทีก็ใช้ไม้ค้ำยัน มารดาจึงส่งเขาเข้าโรงเรียนคนพิการ ซึ่งสร้างความแค้นให้กับเขามาก และกลายเป็นคนติดเหล้าไปตั้งแต่เล็ก เขาเคยหนีออกจากบ้านหลายครั้ง
เนื่องจากบิดาของไรเนย์ออกจากบ้านไปหลังจากเขาเกิดได้ไม่นาน ไรเนย์จึงเติบโตขึ้นมาโดยไม่เคยมีชายคนใดสั่งสอนดูแล คุณตาเป็นชายคนเดียวที่เขาสนิทสนมด้วยมาก ดังนั้นเมื่อผู้เฒ่าคนนี้เสียชีวิตจากอาการหัวใจวาย ไรเนย์จึงหนีออกจากบ้านไปอยู่ป่านานถึง 3 สัปดาห์ จนกระทั่งตำรวจพบและพาเขากลับบ้าน ความกดดันทำให้เขากันไปหาเหล้า มารดาของเขาได้พบกระป๋องเบียร์เปล่ามากมายในกล่องของเล่นเขา ขณะที่ทนายกำลังพูด จำเลยหนุ่มนั่งป้ายน้ำตาของเขา ทนายแถลงต่อไปว่า มารดาของไรเนย์บังคับลูกไม่ได้ ในที่สุดจึงเก็บข้าวของของเขา ลงกระเป๋าแล้วส่งเขาขึ้นรถโดยสารไปอยู่กับบิดาที่นอร์ท คาโรไรนา
งานที่บิดาของจอห์น ไรเนย์ทำอยู่นั้น ทำให้เขาต้องจากบ้านไปหลายครั้ง ครั้งละหลายๆสัปดาห์ เมื่อขากลับมาบ้าน ทั้งเพื่อนบ้านและตำรวจต่างรุมเข้ามารายงานความเหลวไหลของลูกชายที่ก็เรื่องเอาไว้ ด้วยเหตุดังกล่าวบิดาของจอหน์ จึงส่งเขาไปเข้าค่ายอบรมสำหรับเด็กมีปัญหา ที่นั่นเขาถูกผู้ควบคุมข่มเหง รักแกทางเพศ เขายิ่งกลายเป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้นงียบขรึม และอารมณ์ร้ายมากขึ้น
จนอายุ 13 ปี เขากลับไปบ้านของมารดา มารดาได้แจ้งตำรวจให้จับลูกชายตนเองเนื่องจากเขาทำร้ายเธอด้วยมีด แล้วเขาก็หันไปคบกับพวกติดยา และพวกลักขโมย ทนายสรุปว่าสภาพที่เขาเป็นอยู่อย่างนี้ทำให้เขาสามารถก่ออาชญากรรม
ชมิดท์ให้การว่า ไรเนย์ปีนขึ้นไปบนเขื่อกั้นน้ำทะเลที่สูงอยู่เหนือตู้โทรศัพท์ พอมาร์คเดินออกมาเขาก็เตะเข้าที่ศีรษะ ส่วนคนอื่นๆ ยืนล้อมมาร์คไว้ แล้วไรเนย์บอกว่าส่งเงินของแกมา แล้วเสียงปืนก็ลั่นขึ้น แล้วทั้งกลุ่มต่างวิ่งกันแตกกระเจิงกลับไปที่รถ 2 คัน แลัวขับหนีไป
ทั้งแม่ของมาร์คและแม่ของจำเลยต่างนั่งร้องไห้กระซิก คนหนึ่งร้องเพราะต้องทนรับฟังความเจ็บปวดต่อหน้าสาธารณะ ส่วนอีกคนหนึ่งเพราะว่ากำลังต่อสู้เพื่อให้ลูกชายรอดชีวิต
