ฆาตกรรม ริมทางหลวง
สองสาวชาวอังกฤษโบกรถท่องเที่ยวทั่วออสเตรเลียอย่างสำราญใจ แต่จู่ๆ ทั้ง 2 ก็ อันตรธานอยางไร้ร่องรอย
จากจุดเริ่มต้น เช่นเดียวกับคดีตามหาคนหายธรรมดา นำไปสู่เบากแสอันนี่าสะพรึงกลัว เจ้าหน้าที่สืบสวนต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำเพื่อล่าตัววายร้ายผู้เหี้ยมโหด
นี่คือเบื้อลึกของการสือสวยคดีฆาตกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ออสเตรเลีย เรื่องราวสะเทือนขวีญของฆาตกรรมสยองและฝีมือคลี่คลายคดีระดับมืออาชีพ
กิล วอลเทอร์รู้สึกกังวลเพราะล่วงเข้าไปหลายสัปดาห์แล้วที่เธอและเรย์สามียังไม่ได้ข่าวคราวจากลูกสาว โจแอนสาวผมำวัย 22 ออกจากบ้านในประเทศอังกฤษเพื่อเดินทางรอลโลกได้เกือบปีแล้ว เธอมีประสบการณ์ในการเลี้ยงเด็กจึงหางานทำเล็กๆน้อยๆในออสเตรเลียได้ไม่ยาก ไม่ว่าจะเป็นการทำงานกับเด็กๆ พนักงานเสิร์ฟคนเก็บผลไม้ หรือทำงานในเรือท่องเที่ยว ชมแนวปะการังเกรถแบริเออร์รีฟ
โจแอนเป็นคนขยันเขียนจดหมายและยังโทรศัพท์กลับบ้านแทบทุกสัปดาห์ทว่าตั้งแต่กลางเดือนเมษายม 2535 ไม่มีข่าวคราวจากเธอเลย ที่สุดในราวปลายเดือนพฤษภาคม เรย์ตัดสินใจสอบถามธนาคารที่โจแอนใช้บริการและพบว่า บัญชีเงินฝากของโจแอนไม่มีการเคลื่อนไหวเลยตั้งแต่วันที่ 15 เมษายน
ช่วงหลังเลิกงาน เรย์โทรไปออสเตรเลียเพื่อติดต่อคนที่โจแอนเคยทำงานด้วยและสอลถามไปตามที่พักราคาประหยัดสำหรับนักท่องเที่ยวประเภท แบบเป้หรือโฮสเทล รวมทั้งสถานีตำรวจ เขากับกิลคิดจนหัวแทบระเบิดว่าจะสอบถามใครได้อีก ตอนที่คุยกันครั้งสุดท้าย โจแอนเล่าว่าจะออกจากซิดนีย์ไปเก็บแตงทางตะวันตกของออสเตรเลีย ฌะอบอกว่าจะไปกับเพื่อนสาวชาวอังกฤษชื่อแคโรไลน์ เรย์ติดต่อไปที่ไร่ในรัฐวิคตอเรีย เขารู้ว่าสองสาวเคยทำงานที่นั่นจึงทราบว่าชื่อเต็มของเพื่อนลูกสาวคือ แคโรไลน์ คลาร์กและได้เบอร์โทรของเธอในอังกฤษ แคโรไลน์เป็นลูกสาวเจ้าหน้าที่อาวุโสธนาคารแห่งชาติของอังกฤษ
เรย์มือเย็นเฉียบเมื่อเอียนพ่อของแคโรไลน์เล่าเรื่องราวฝ่ายเขาซึ่งตรงกับโจแอนไม่ผิดเพี้ยน แคโรไลน์สาวผมสีอ่อนวัย 21 จากบ้านเพื่อเดินทางท่องโลกเมื่อเดือนกันยายาม2534 เอียนและแจ็กเกอลีนภรรยารู้สึกประหลาดใจที่แคโรไลน์ไม่ได้ติดต่อกลับบ้านเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม ซึ่งเป็นวันเกิดของเอ็มมาน้องสาว จนวันที่ 24 พฤษภาคมซึ่งเป็นวันเกิดของเอียน แคโรไลน์ก็ยังไม่ส่งข่าวสองสามีภรรยมเรื่มวิตก "แคโรไลน์ไม่ใช่คนขยันเขียนจดหมายก็จริง แต่ลูกไม่พลาดวันเกิดหรอก" เอียนตัดสินใจติดต่อตำรวจอังกฤษ
ที่ซิดนีย์การสะกดหาร่องรอยการเคลื่อนไหวครั้งสุดท้ายของสองสาย ซึ่งออกจากที่พักย่านคิงส์ครอสในนครซิดนีย์เมื่อวันที่ 8 เมษายนเพื่อขขค้นรถไฟไปวิเวอร์พูลชานเมืองทางตะวันตกเ)ียงใต้ จากตรงนั้นเดินไปนิดเดียวก็ถึงทางหลวงฮูมซึ่งนิยมใช้เป็นเส้นทางโบกรถลงใต้
เรย์ วอลเทอร์กับเอียน คราก์กติดต่อกันตลอดหลังจากนั้น ปละช่วยกันทำโปสเตอร์รูปโจแอนกับแคโรไลน์ส่งไปยังโฮสเทลทั่วออสเตรเลีย ส่วนกิลผู้เป็นแม่ได้แต่หวังว่าโจแอนอาจอยู่ในพื้นที่ห่างไกลซึ่งการสื่อสารทำได้ยาก เช่นในฟาร์มเลี้ยงแกะหลังเขาหรือนิคมชนพื้นเมืองดั้งเดิม ออสเตรเลียไม่ใช้บ้านป่าเมืองเถื่อน คนจะหายไปเฉยๆได้อย่างไร
เวลาผ่านไปแล้วเดือนแล้วเดือนเล่า เรย์ตระหนักว่าเขากับภรรยาคงไม่มีวันเป็นสุขหากไม่สือหาร่องรอยถึงออสเตรเลียด้วยตัวเอง เรย์ขอลางานที่โรงงานกระดาษในวันที่ 24 สิงหาคม 2535 สิงสามีภรรยาเดินทางไปซิดนีย์ ทั้งสองเดินทางไปทั่วประเทศแวะทุกแห่งที่คิดว่าอาจสืบสาวไปถึงการเดินทางของลูกสาว แต่ก็คว้าน้ำเหลว
วันเสาร์ที่19กันยายน คีท ไซลีย์และคีท คอล์ดเวลวิ่งผ่านดงต้นยูคาลิปตัสสู่เป้าหมายถัดไปซึ่งเป็นโขดหินทรายสีเทาก้อนใหญ่ แต่เมื่อเข้าใกล้ ทั้งสองก็เริ่มได้กลิ่นเหม็นเน่าเหมือนซากสัตว์ แม้จะรู้ว่าอุทยานแห่งนี้มีสัตว์ป่ามากมาย แต่ความอยากรู้อยากเห็นทำให้ทั้งสองเกาะโขดหินด้านที่ชะโงกลงผาแล้วก้มดู ตอนแรกก็เห็นแต่กิ่งไม้ แต่เมื่อเพ่งดูดีๆคอล์ดเวลจึงเห็นปอยผม สิ่งที่รูปร่างคล้ายข้อศแกและเศษะเสื้อยืดสีเข้ม เขากวาดตาไปตามแนวพูนดินเตี้ยๆยาวเกือบ2เมตร แลัเห็นรองเท้าบูตข้างหนึ่งที่ปลายพูนดินนั้น ไซลีย์ใช้โทรศัพท์มือถือโทรเจ้าตำรวจในเมืองบาวรัลที่อยู่ใกล้ๆ "ผมขอแจ้าความครับ พบศพที่อุทยามเบลันโกล" นั่นคือจะดเริ่มต้นของคดีสิบหาฆาตกรครั้งใหญ่ที่สุดของออสเตรเลีย
กว่าแอนดรูว์ กรอส เจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งทำหน้าที่ตรวจสอบบริเวณเกิดเหตุจะไปถึงอุทยามเบลันโกลก็มือแล้ว ไปฉุกเฉินสาดลำแสงสีเงินไปบนพื้นป่า ขณะตำรวจวัย 26 ตรวจหาร่องรอยในบริเวณที่กั้นไว้เป็นเขตห้ามเข้า กรอสถ่ายรูปบันทึกหลักฐานอย่างละเอียดขฯะค่อยๆพลิกเขี่ยกิ่งไม้ใลหญ้า จนเผยให้เห็นศพในกภาพนอนคว่ำ ใส่กางเกงยีน รองเท้าบูตเดินป่า และเสื้อยืดสีกรมท่า เสื้อถูกดึงรั้งขึ้นไปถึงบริเวณไหล่เช้าวันรุ่งขึ้น ตำรวจพบอีกศพใกล้ซุงล้มห่างไปแค่ 30 เมตร มีผ้าสีแดงเกรอะกรังด้วยเลือปิดศีรษะไว้ ไม่พบข้าวของ เป้หรือทรัพย์สมบัติอื่นใด ดังนั้นจึงต้องตรวจเสื้อผ้า เครื่องประดับ และเอกซเรย์ฟันเพื่อระบุว่าเป็นศพใคร
วันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน เรย์ วอลโทรโทรไปสอบถามข่าวคราวตามปกติกับเจ้าหน้าที่เนวิล สกัดเลียน "เรย์ ตอนนี้คุณอยู่ไหน " สกัลเลียนถามกลับ "ผมกับภรรยาอยู่ที่โรงอุปรากรซิดนีย์" ภายในเวลาไม่กี่นาที สกัลเลียนบึ่งฝ่าฝูงชนไปที่บริเวณท่าเรือริมอ่าวอันงดงาม เมื่อใกล้ถึงตัวเรย์กับกิล จึงเห็นหน้าตาทั้งสองเหมือนรอฟังข่าวร้ายอยู่แล้ว "ไมใช่ข่าวที่คุณอยากฟังหรอกครับ" เขาเกริ่น "เราพบศพโจแอนเธอถูกฆาตกรรม" กิลกรีดร้องขึ้นและสลบไปข้างตัวสามี ความปวดร้าวที่ฝังอยู่ในใจมากกว่า5เดือนทลายออกมา
ห่างไปนับหมื่นกิโลเมตรเอียนและแจ็กเกอลีน คลาล์กได้รับลโทรศัพท์ในขฯะกลับจากงานแต่งงาน ตำรวตโทรมาแจ้าข่าว "เจ้าหน้าที่พบบศพสองศพในป่า คาดว่าจะเป็นลูกสาวคุณกับเพื่อนครับ" สิ่งที่ตำรวจและี่อแม่เด็กสาวทั้งสองยังไม่รู้ในตอนนั้นคือเหตุการณ์อันสุดสยองที่เกิดขึ้นกับทั้งสอง ซึ่งวันรุ่งขึ้นเจ้าหน้าที่สถาบันนิติเวชศาสตร์แห่งรัฐนิวเซาวท์เวลส์ในนครซิดนีย์จะชันสูตรศพเพื่อค้นหาหลักฐาน และสันนิษฐานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
นายแพทย์ปีเตอร์ แบรดเฮิสต์ ผู้เชี่ยวชาญวัย 57 ซึ่งเคยชันสูตรศพคดีฆาตกรรมมากกว่า 200 ศพ ชันสูตรซากศพที่เน่าแล้วของโจแอน วอลเทอร์อยู่นานเจ็ดชั่วโมง เธอถูกแทง 14 แผลที่หน้าอก แปลหนึ่งเห็นเป็นสีดำบนผิวเนื้อสีเหลืองที่บางส่วนแห้งและไม่เน่า ซึ่งบ่งชี้ว่าเธอถูกทำร้ายอย่างรุนแรงจนตัดเข้าไปถึงไขสันหลัง ทำให้ร่างกายอัมพาตทันที
โจแอนถูกอุดปากปละมีปมรัดคอไว้หลวมๆ เจ้าหน้าที่นิติเวชตรวจร่องรอยบริเวณมือเพื่อหาบาดแผลปัดป้องที่จะฟ้องว่าเธอมีโอกาสต่อสู้ปัองกันตัวหรือไม่ แต่ไม่พบผ่านไปห้าเดือนก็ยังสรุปไม่ได้ว่าสาเหตุการตายเกิดจากถูกแทง รัดคอ หรือหายใจไม่ออกเพราะเศษผ้าที่อุดปากไว้ ส่วนแคโรไลน์ คราร์กพบแผลถูกแทงเพียงแห่งเดียวที่หน้าอกขวา คนร้ายแทงให้เธอหมดฤทธิ์เท่านั้นหรือ?... หมอแบรดเฮิสต์คิด แค่พอเอาผ้าเปื้อเลือดเกรอะออกจากศีรษะถึงได้พบแผลถูกบิงสิบนัดบนกะโหลก แต่ละนัดมีผลทำให้เธอเสียชีวิตทันที ดูแหล้วเหมือนคนร้ายตั้งตั้งใจใช้ศีรษะของเธอเป็นเป้าซ้อมยิง ไม่พบแผลปัดป้องใดๆ ที่มือของแคโรไลน์เข่นกัน
