- ศตวรรษที่ 20 ได้ประทานมรณะสักขีแก่พระศาสนจักรมากกว่ายุคใดๆ คนที่เชื่อถือ และติดตามพระคริสตเจ้าได้ถูกเบียดเบียน ภายใต้สัทธิคอมมิวนิสต์ ระบอบอนาธิปไตย ลัทธินาซี ลัทธิชาตินิยมในอิตาลี ขบวนการก่อการร้ายชาวอิสลาม และขบวนการชาตินิยม
- เริ่มศตวรรษใหม่ ในปี 1894 ภายใต้แผนการของสุลต่าน อาบิด อัล ฮามิดที่ 2 แขกตุรกีได้ฆ่าอย่างถอนรากถอนโคนชาวอาเมเนี่ยนที่เชื่อถือพระคริสตเจ้า
- ในปี 1915 การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวอาเมนี่ยนเป็นเรื่องที่น่าหวาดกลัวเขย่าขวัญอย่างที่สุด
- ประมาณ 2 ปีกว่าๆ ต่อมา สงครามทำลายศาสนาคริสต์ได้เริ่มขึ้นในประเทศรัสเซีย เมื่อพวกคอมมิวนิสต์ ผู้ไม่เชื่อถือพระเป็นเจ้า ได้ยึดอำนาจการปกครองประเทศ
- ในปี 1920 ส่วนหนึ่งของสงครามนั้นเกี่ยวข้องกับความอดหยากในยูเครน ซึ่งเป็นการสร้างสถานะการณ์ทางการเมืองโดยเจตนา ขณะชาวยูเครนกำลังหมกมุ่นกับการต่อสู้เพื่อชีวิต ชาวคอมมิวนิสต์รัสเซียผู้ยึดอำนาจการปกครองได้โจมตีพระศาสนจักร และในเวลาเดียวกัน ด้วยความเอารัดเอาเปรียบ ได้ร้องขอความเห็นอกเห็นใจจากสำนักวาติกันเพื่อลดความหิวโหยในยูเครน วาติกันก็ได้ช่วยเหลืออย่างเต็มที่ ด้วยความรักต่อเพื่อนมนุษย์ผู้ประสบความทุกข์ร้อน
- ในศตวรรษเดียวกันนี้ บรรยากาศแห่งการต่อต้านพระศาสนจักรอย่างน่าหวาดกลัวได้แพร่หลายไปยังสถานที่หลายแห่งและเป้าหมายต่อไป คือ
ประเทศเมกซิโก ทั้งสื่อมวลชนและรัฐบาลสหรัฐ ซึ่งมีแนวโน้มในการต่อต้านพระศาสนาคาทอลิก ไม่สนใจต่อเหตุการณ์เลวร้ายที่กำลังเกิดขึ้น รัฐบาลเมกซิโก ได้ทารุณโหดร้ายต่อพระศาสนจักรโดยการออกกฎหมาย ซึ่งเป็นผลให้ทางการทารุณและฆาตกรรมพระสงฆ์และฆราวาสหลายร้อยคน
- 1930 และ 1940 ลัทธิคอมมิวนิสต์ได้เบียดเบียน ยิ่งทียิ่งรุนแรงขึ้น คนที่เชื่อถือพระเป็นเจ้าในทวีปยุโรป
- ในปลายปี 1940 คุณพ่อโวโลดีเมีย สเทอนิอุค ผู้ซึ่งได้ถูกกักกันอยู่ในค่ายกรรมกรกูแล๊กเป็นเวลา 5 ปี ได้ประมาณการว่า ค่ายกักกันแห่งหนึ่งขังพระสงฆ์
2,000 องค์ รวมทั้งนักบวชชายหญิง และฆราวาสผู้มีชื่อเสียงของพระศาสนาคาทอลิกจารีตไบแซนไทน์แห่งยูเครน หลายคนได้เสียชีวิตจากการทารุณกรรม
หรือการประหารชีวิต
- ในปี 1930 ชาวสเปนหลายคนได้เป็นมรณะสักขี ต้นปี 1936 นักล้มกฎหมายและการปกครองและพวกคอมมิวนิสต์ได้สังหารนักบวชเหล่านี้:
| องค์ | นักบวชคณะ |
| 259 | แคลร์ |
| 226 | ฟรังซิสกัน |
| 204 | เปียรีส |
| 176 | ภารดาของพระนางมารีอา |
| 165 | ภารดาของพระคริสตเจ้า |
| 155 | ออกัสติน |
| 132 | โดมินิกัน |
| 114 | เยซูอิท |
| 26 | พระมหาทรมาน |
| 71 | ภารดาแห่งโรงพยาบาลนักบุญจอห์นออฟ ก๊อด |
| 12 | สโกโลปี |
| 17 | ข้อความเชื่อพระคริสตเจ้าแห่งมิสลาตา |
| 30 | ธิดาแห่งพระเมตตา |
| 26 | คาร์เมลแห่งพระเมตตา |
| 26 | อะโดเรทไรเซส |
| 20 | คาปูชิน |
| 7 | แม่พระเสด็จเยี่ยมนักบุญเอลิซาเบธ |
| 3 | ชีมืดคาร์เมล |
| 2000 | พระสงฆ์ในสังมณฑล และพระสังฆราชหลายองค์ |
- ฆราวาสคาทอลิกถูกฆ่าตายเป็นจำนวนมาก เพราะเขาทั้งหลายแขวนรูปพระ ให้บ้านเป็นที่พักพิงของนักบวชหญิงผู้หลบหนีลัทธิอุบาทว์ หรือทำงานให้กับองค์การของพระศาสนจักรอย่างแข็งขัน
- ถึงแม้ฮิตเล่อร์ได้ช่วยประเทศสเปนต่อสู้กับกำลังทหารของลัทธิคอมมิวนิสต์ เขาเกลียดพระศาสนจักรมากเท่ากับระบอบคอมมิวนิสต์ ตอนแรก ๆ เขาได้ยอมรับอย่างเปิดเผยบางสิ่งบางอย่าง ซึ่งเขาเรียกว่า "ศาสนาคริสต์ในทางบวก" โดยส่วนตัว เขาดูถูกเหยียดหยาม และ เรียก คริสตชนว่า "พระเจ้ายิวที่อ่อนแอ" และ "หลักธรรมแห่งความเห็นอกเห็นใจ ที่อ่อนปวกเปียก" หลังจากที่ได้ลงนามในสนธิสัญญาคอนคอเดิ้นกับพระศาสนจักรในปี 1933 ฮิตเล่อร์ได้บอกคนใกล้ชิดอย่างเยาะเย้ยว่า: "สนธิสัญญาฉบับนั้นไม่อาจป้องกันไม่ให้ข้าพเจ้ากำจัดศาสนาคริสต์ในประเทศเยอรมันอย่างถอนรากถอนโคน"
- ฮิตเล่อร์ได้เฝ้าคอยจนกระทั่งเขาได้ยึดอำนาจในยุโรปทางการเมือง แล้วเขาก็ทำลายพระศาสนจักร ตามความพึงพอใจของตน โดยการทารุณกรรม ฆาตกรรม และการคุมขังคริสตชนชาวเยอรมันที่ "ด้อยความสำคัญ" เขาระมัดระวังที่จะไม่ทำอะไรอย่างเปิดเผยต่อผู้ใดที่เป็นบุคคลสำคัญและขัดแย้ง
กับเขา เช่น พระสังฆราช เคลมเมนส์ ออกัส วอน กาเลน ฮิตเล่อร์ได้สัญญากับคนใกล้ชิดว่า: "ในที่สุดข้าพเจ้าจะล้างแค้นจนถึงเลือดหยดสุดท้าย"
- ฮิตเล่อร์ได้ล่มสลายหลังจากที่ได้ทำมิดีมิร้ายต่อพระศาสนจักรในประเทศต่างๆ เช่น โปแลนด์ ซึ่งได้สูญเสียนักบวชหลายพันคนโดยการประหารชีวิตและการส่งเข้าค่ายกักกัน คนที่เชื่อถือพระเป็นเจ้าในประเทศโปแลนด์ และประเทศในยุโรปภาคตะวันออก ผู้ซึ่งได้รอดตายอย่างหวุดหวิดจากลัทธินาซี ได้ถูกทำให้เป็นมรณะสักขีโดยพวกคอมมิวนิสต์ "ปลดแอก" ผู้ซึ่งได้รีบฉวยโอกาสทำสงครามกับศาสนาคริสต์ทันที
- ปี 1950 และ 1960 เป็นยุคสงครามเย็น ความรุนแรงต่างๆก็มิได้ลดลง ตัวอย่าง พระสังฆราช ยูยีน บอสสิคอฟ ชาวบูแกรี่ ถูกทารุณกรรม แล้วถูกประหารชีวิตในปี 1952 ในข้อหาล้วงความลับกรรมวิธีการผลิต อีกคนที่รู้จักกันอย่างดี คือ พระคาร์ดินัล โยเซฟ มินด์เซนสกี้ ชาวฮังการี่ หลังจากถูกทรมานเป็นเวลา 40 วัน ท่านได้สารภาพว่า ท่านได้ "ต่อต้านการปฏิบัติงานของรัฐ" พระสงฆ์ชาวอังการี่ 600 องค์ได้เข้าคุกพร้อมกับท่าน
- 30 ปีต่อมา ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงในประเทศที่ลัทธิคอมมิวนิสต์ได้ยึดอำนาจ ค่ายกักกันกูแล๊กมีนักโทษพระสงฆ์เพิ่มขึ้นจากประเทศที่ถูกกดขี่ข่มเหง เช่น ลิธูเนีย ประเทศอื่นๆ ถูกจัดการอย่างไม่เปิดเผย เช่น ในปี 1981 คุณพ่อ ปรีไมซัล โกฟัล พระสงฆ์นักบวชใต้ดินชาวสโลวัก ถูกประกาศว่า ท่านได้ฆ่าตัวตาย ร่างกายของท่านเต็มไปด้วยบาดแผล และรอยฟกช้ำ แสดงร่องรอยของการทารุณ
กรรม เมื่อคนพบศพของท่านในบ้านพัก
- ในปี 1949 พวกคอมมิวนิสต์ได้ยึดอำนาจในประเทศจีน จากวันนั้นจนถึงปัจจุบันนี้ คริสตชนหลายคน รวมทั้งพระสังฆราชชาวจีน ผู้ซึ่งไม่ยอมทิ้งความเชื่อ ถูกฆาตกรรม เนรเทศ ยึดทรัพย์สินทั้งหมด และขังคุกเป็นเวลาหลายทศวรรษ
- ในทวีปอเมริกากลาง ระบอบที่ไม่กี่ครอบครัวที่ร่ำรวยคุมเศรษฐกิจของประชาชนทั้งประเทศได้กล่าวหาพระศาสนจักร ที่ได้เรียกร้องขอความเป็นธรรมทางสังคมว่า "เป็นคอมมิวนิสต์" คริสตชนมากมายที่ถูกตราหน้าว่าเป็นคอมมิวนิสต์ ถูกทรมาน ฆ่าตาย หรือหายไปเฉยๆ
- ในทวีปอัฟริกา ผู้ก่อการร้ายชาวอิสลาม ขบวนการนิยมเผ่าพันธุ์ และ ขบวนการชาตินิยม ได้ผลิตคริสตชนมรณะสักขีสำหรับศตวรรษที่ 20 ขณะเริ่มปี 2000 ประเทศซูดานได้ทนทุกข์สงครามล้างเผ่าพันธุ์ ซึ่งผู้ก่อการร้ายชาวอิสลามได้กระทำต่อชาวนูบา ผู้นับถือพระคริสตเจ้า
 เทวฑูตถือสารมาแจ้งแก่พระนางมารีย์ / พระนางมารีย์ร่วมมือกับพระเป็นเจ้า / คำอธิบาย บทวันทามารีอา |