|
- "สตรีงามนั้นเป็นความงามที่น่าชื่นใจ ดูเธอช่างเยาว์วัยนัก 18-20 ปีเห็นจะได้ เสื้อยาวของเธอประดับด้วยดวงดาวสีทอง ตั้งแต่คอจดชายกระโปรง แบบเสื้อมีลักษณะกว้างและมีจีบลู่ลงมา แขนเสื้อกว้างคลุมลงมาจนถึงข้อมือ คอเสื้อเป็นแบบเรียบๆ แต่งามมาก สตรีงามสวมรองเท้าสีฟ้ามีริบบิ้นเป็นสีทอง มีผ้าคลุมศีรษะเป็นสีดำ คลุมผม
- "สวมมงกุฎทองเหนือผ้าคลุม มงกุฎมองดูคล้ายๆ กับรัดเกล้าหรือเหมือนมงกุฎกลับหัวนั้นเอง มือของพระนางเล็ก และแบออกมายังเราเหมือนกับแม่พระเหรียญอัศจรรย์ พระพักตร์เรียวกลม
สดชื่น..งามเช่นเดียวกับรูปร่าง ผิวผ่อง
ปากเล็กระบายด้วยรอยยิ้มอยู่เป็นนิจ ดวงตาอ่อนหวาน อย่างไม่มีอะไรเปรียบได้ ความอ่อนโยนอย่างที่สุดแผ่มายังเราเหมือนแม่ ดูคล้ายกับว่าเธอมีความยินดีที่เห็นเพ่งมองพระนาง"
- "เราไม่เคยเห็นความงามแบบนี้ไม่ว่าจะในบุคคลหรือในรูปภาพก็ตาม" เด็กทั้งสองกล่าวต่อ แต่ชานเน็ต เดอเต มารดาและเซซาร์ บาร์เบอแด๊ต บิดา มองไม่เห็นอะไรเลย จึงสรุปว่า "ลูกเอ๊ย เจ้าไม่ได้เห็นอะไรสักหน่อยเลย ถ้าเจ้าเห็นจริง เราก็จะต้องเห็นเหมือนเจ้าซิ มาเถอะมาเก็บฟางต่อเถอะ เร็วเข้านะ"
- แม้ว่า เซซาร์ บาร์เบอแด๊ต จะเป็นคนใจศรัทธา ก็ยังลังเลใจ (เขาไปเฝ้าศีลมหาสนิททุกวัน) เขาบอกกับ ชานเน็ต เดอเตว่า "อย่าเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังนะชานเน็ต เพราะจะไม่มีใครเชื่อแล้วจะเป็นที่สะดุดมากกว่า" กระนั้นก็ดี เมื่อโกยฟางไปได้ไม่นาน เขากลับบอกกับเออแชน ลูกชายว่า "ออกไปดูอีกทีซิ เจ้ายังเห็นอะไรอีกไหม?"
- ลูกชายรีบวิ่งไปบนทางเท้าหน้าประตู ยืนยันว่า "ยังอยู่จ้ะพ่อ เหมือนที่หนูเห็นตะกี้นี้เลย"
ยอแซฟตบมือลั่นแล้วอุทานว่า "โอ! งามอะไรเช่นนั้น โอ! งามแท้ๆ! เด็กๆ ร้องซ้ำอย่างเดียวกัน พลางหันไปพูดกับมารดาซึ่งรีบวิ่งมาดูอีกคน "แม่!
- แม่มองไม่เห็นหญิงงามที่แต่งตัวสีฟ้า มีผ้าคลุมผมสีดำและสวมมงกุฎดอกหรือแม่?" "แม่ไม่เห็นอะไรเลยนี่ลูก" แต่นางก็เสริมว่า "บางทีอาจจะเป็นแม่พระประจักษ์มากได้นะ เพราะลูกเป็นคนมองเห็นท่านนี่นะ สวดข้าแต่พระบิดาและวันทาอย่างละ 5 บท เป็นการถวายเกียรติแด่พระนางก็แล้วกัน"
- ในคืนเงียบสงบนั้น ประตูลั่นเอี๊ยด แล้วเปิดออก : "เกิดอะไรขึ้นหรือ?" "ไม่มีอะไรน่า" นายบาร์เบอแด๊ตพูด และภรรยาของเขาก็แถมท้ายว่า "เป็นเรื่องของเด็ก "บ๊องๆ" ที่พูดกันว่าเห็นอะไรแปลกๆ เท่านั้น คนอื่นไม่เห็นมีใครเขาเห็นกันเลย" เด็กสวดบทข้าแต่พระบิดาและวันทามารีอาอย่างละ 5 บท "ดูอีกทีซิ เจ้ายังเห็นอะไรอยู่อีกหรือเปล่า?" ผู้เป็นแม่สั่งดูซิ! แม่จะไปเอาแว่นตา บางทีใส่แว่นตาแล้วแม่อาจจะมองเห็น" นางกลับมาในเวลาไม่ช้านักพร้อมกับหลุยส์ สาวใช้ แต่หลุยส์ก็เช่นเดียวกันไม่เห็นอะไรเลย แม่จึงพูดเสียงเคร่งกับลูกๆ ว่า "มันน่าไหมล่ะ! พวกเราไม่เห็นอะไรสักอย่าง ไปเก็บฟางให้เสร็จ พวกเจ้าเป็น "พวกโกหก" และพวกประสาททั้งนั้นแหละ"
- เด็กๆ มองภาพอัศจรรย์นั้นอย่างเต็มตาคล้ายกับจารึกไว้หมด เออแชนพูดขึ้นว่า "แม่จ๋า ถ้าแม่ยอม หนูขออยู่อย่างนี้ตลอดไปเลย" แล้วหนูน้อยทั้งสองก็ยังคงจ้องดูด้วยความชื่นชมต่อไป "โอ! สวยจริงๆ โอ! งามอะไรอย่างนั้น!" หลังจากสวดบทข้าแต่พระบิดาและวันทามารีอา อีกอย่างละ 5 จบแล้ว สักครู่ เด็กๆ ก็พูดต่อไปว่า "สตรีงามนั้นรูปร่างใหญ่อย่างกับ เซอร์วิตาลีน แน่ะ" "อย่างนั้นหรือ" แม่เด็กพูด "อย่างนั้นก็ต้องไปตามเซอร์วิตาลีนมา พวกเซอร์เขาดีกว่าเจ้าทั้งสองเป็นไหนๆ ถ้าเจ้าเห็นพวกเขาก็ต้องมองเห็นด้วย" เซอร์มาถึงที่นั่น แต่ก็บอกว่า "ฉันอุตส่าห์เปิดตาดโตเท่าไรก็ไม่เห็นอะไรเลย" เออแชนย้ำว่า "มาเซอร์เห็นดาว 3 ดวงที่เรียงกันเป็นสามเหลี่ยมไหมฮะ?" คนที่อยู่ที่นั้นทุกคนเห็นดาวสามดวงดังกล่าว แต่ไม่มีใครเห็นอะไรอื่นอีก "ใช่ ฉันเห็น" เซอร์พูด "อ้าว! ก็ดาวดวงที่อยู่ยอดแหลมนั้นน่าอยู่ตรงศีรษะของสตรีงามพอดีเลย" เซอร์วิตาลีนไปตามฟังซวสริชเช อายุ 11 ขวบ และชานน์ มารี เลอโบส อายุ 9 ขวบ และเด็กอื่นอีกให้มาที่นั่น ทั้งๆ ที่มีรู้เรื่องอะไรเลย พอมาถึงเด็ก ก็ร้องออกมาพร้อมกันด้วยความตื่นเต้นว่า "โอ! หญิงแสนงาม เธอใส่เสื้อสีฟ้า มีดาวทีทองเต็มตัวเลย!"
- คุณพ่อ เกแรง เจ้าอาวาส อายุ 72 ปีแล้ว ท่านเป็นพระสงฆ์ที่ศักดิ์สิทธิ์มาก เป็นตัวอย่างในฤทธิ์กุศลมากมาย มีความศรัทธาภักดีต่อแม่พระมาก และท่านสมควรที่จะได้รับเกียรติได้รับการเยี่ยมเยียนของพระแม่ที่ปงต์แมง ท่านมายังที่เกิดเหตุ คุณพ่อผู้แสนดีจ้องมองฟ้า แต่ไม่เห็นอะไร
- ขณะนั้นมีกางเขนสีแดงอันหนึ่งปรากฏอยู่บนทรวงอกของพระมารดา แล้วก็มีกรอบหนา 12 ซม. เป็นสีฟ้ามาทำเป็นวงโอบรอบพระนางไว้ แล้วมีเชิงเทียนที่มีเทียนปักอยู่แล้ว 4 อัน ออกมาจากขอบวงรูปไข่นั้น เทียนยังไม่ได้จุด พระนางผู้มีดวงดาวเป็นเครื่องประดับ ยังคงยิ้มแย้มอยู่ แล้วเธอก็หน้าเศร้าลง
- "ถ้ามีแต่เด็ก เท่านั้นที่ได้เห็นแม่พระ ก็แปลว่าเราเป็นผู้ไม่มีเกียรติพอ" เซอร์มารี-เอดัวร์ ก็เช่นเดียวกับเซอร์ วิตาลีน เธอมาจากโรงเรียนใกล้เคียง เธอพูดกับคุณพ่อเจ้าอาวาสว่า "คุณพ่อ ลองพูดกับพระนางดู ดีไหมคะ?"
- "โธ่!" เจ้าอาวาสผู้ศักดิ์สิทธิ์ตอบด้วยเสียงตื้นตัน "ก็พ่อยังมองไม่เห็นท่านเลย จะให้พ่อกล้าพูดกับท่านได้อย่างไรกัน?" "อย่างนั้น คุณพ่อบอกให้เด็กๆ พูดกับพระนางจะได้ไหมคะ?" "สวดกันเถอะ" คุณพ่อเจ้าอาวาสตัดสิน เซอร์มารี-เอดัวร์ เริ่มต้นก่อสวดลูกประคำ ร่างของพระนางมารีอาค่อยขยายใหญ่ขึ้นทุกทีๆ
- เด็กๆ เล่าว่า "เธอใหญ่กว่าเซอร์วิตาลีน ตั้ง 2 เท่า ดวงดาว บนเสื้อเธอก็ดูเหมือนเพิ่มจำนวนมากขึ้น เหมือนดอกไม้บนดวงดาวเคลื่อนไหว จัดตัวเองแล้วเข้าเป็นคู่ๆ ไปหยุดอยู่บนเท้าของพระนาง" "เหมือนกับกองทัพมด ที่วิ่งไปเกาะตัวอยู่บนเสื้อของพระนาง ชั่วครู่เดียว เสื้อของพระนางก็เป็นสีทองระยับไปหมด"
- ขณะที่เซอร์มารี-เอดัวร์ ก่อบท มักซีฟีกัต (ลก:1,46) ได้มีแผ่นป้ายสีขาวขึงอยู่ด้านใต้เท้าของพระนาง มีอักษรสีทองผุดขึ้นมาแล้ว คำว่า "จง" ก็ส่องสว่างอยู่บนป้ายนั้น เป็นที่น่าสังเกตว่าตอนนี้เด็กๆ อยู่กันคนละที่ มีอักษรตัวอื่นๆ ผุดขึ้นมาอีก ตัวอักษรสูงประมาณ 25 ซม. พอจบบทมักซีฟีกัต เด็กๆ อ่านได้ความว่า "จงภาวนาลูกของฉันเอ๋ย"
- คุณพ่อเจ้าวัดเริ่มร้องเพลงแม่พระเป็นภาษาลาติน แล้วก็มีบางอย่างเกิดขึ้นอีก มีคำผุดขึ้นอ่านได้ความดังนี้ "พระเป็นเจ้าจะทรงอภัยโทษพวกเจ้าในเวลาอันใกล้นี้"
"เลิกแล้ว เลิกแล้ว สงครามจะสงบ เราจะมีสันติกันเสียที"
- คนที่อยู่ในเหตุการณ์บอกต่อๆ กัน พวกเขาเริ่มร้องเพลง "อินวีโอลาตา" มีอักษรปรากฏขึ้นมาใหม่บนป้าย อ่านได้ความว่า "พระบุตรของฉัน" ฝูงชนตื่นเต้นมากขึ้น "ต้องเป็นแม่พระแน่แล้ว!" เขาคิดตอนปลายของเพลงอินวีโอลาตา และซัลเวเรจีนา ที่ร้องต่อๆ กัน
- มือที่เรามองไม่เห็นก็เขียนต่อไป เด็กอ่านได้ว่า "พระบุตรของฉันได้รับฟังแล้ว" แล้วเด็กๆ ก็อ่านข้อความทั้งหมดได้ว่า
- " จงภาวนา ลูกของฉันเอ๋ย พระเป็นเจ้าจะทรงอภัยโทษพวกเจ้าในเวลาอันใกล้นี้ พระบุตรของฉันได้รับฟังแล้ว"
- คุณพ่อเจ้าวัดหันไปบอกเซอร์มารี เอดัวร์ ว่า "ร้องเพลงสดุดีแม่พระสักบทซิ" เซอร์ได้เริ่มต้นเพลง "พระมารดาแห่งความหวัง" ขณะนั้นแม่พระทรงยกพระหัตถ์ที่ปล่อยแบออกขึ้นเหนือไหล่ของพระนาง พระนางมองดูเด็กๆ ได้ด้วยสายตาอ่อนโยน แล้วพระนางก็ทำนิ้วเหมือนกับคนเล่นเปียโน ช้านุ่มนวล เด็กๆ ร้องว่า "นั่นแน่ เธอหัวเราะ โอ! ช่างงามอะไรเช่นนี้!"
- ผู้คนที่อยู่ที่นั้นทั้งร้องไห้ ทั้งหัวเราะในเวลาเดียวกัน พวกเขาพากันชมดวงหน้าของเด็ก ซึ่งสะท้อนความน่าพิศวงที่ได้รับจากภาพประจักษ์อีกต่อหนึ่ง "เราอยากจะกระโดดให้สูง" เด็กหญิงพูดขึ้น เออแชนเสริมว่า "โอ! ถ้าฉันมีปีก!" "ตอนนี้เธอตกอยู่ในความเศร้า หน้าของเธอเศร้าเหลือเกิน" เด็กๆ พูด "ตอนนี้คงจะมีอะไรเกิดขึ้นอีกแน่ๆ เลย" เด็กๆ พูด แล้วก็จริงๆ ดังนั้น
- กางเขนแดงอันหนึ่งสูงประมาณ 50-60 ซม. ปรากฏขึ้นตรงหน้าของพระนาง ซึ่งลดมือลงเพื่อรับไว้ แล้วพระนางถือไว้ต่อหน้าพระนาง กางเขนนั้นสีแดงเข้ม มีรูปพระคริสต์สีแดงสดอยู่บนนั้น บนยอดกางเขนมีป้ายสีขาว มีคำสีแดงเขียนว่า "เยซูคริสต์"
- ขณะนี้ผู้คนที่ร่วมในเหตุการณ์พากันร้องเพลง "ปาร์เช โดมีเน" ทันใดนั้นดาวดวงหนึ่งที่อยู่เท้าขวาของพระนาง ลอยผ่านกรอบที่ล้อมไปจุดเทียนทั้ง 4 แท่ง แล้วดาวดวงนั้นก็ลอยขึ้นไปหยุดอยู่ที่เหนือศีรษะของพระนาง ที่ซึ่งดูเหมือนว่าพระนางแขวนลอยอยู่
เซอร์ มารี เอดัวร์ ร้องเพลง "อาเว มารีส สแตลลา" "กางเขนสีแดงหายไปแล้วบนบ่าของพระนาง ปรากฏกางเขนเล็กๆ สีขาวข้างละอัน กางเขนทั้งสองนั้นตั้งอยู่บนบ่าของพระนาง"
- เด็กๆ เล่า พระมารดาพระเป็นเจ้ายิ้มให้เด็กๆ อีกครั้งหนึ่ง เด็กๆ ร้องด้วยความยินดีว่า "พระนางหัวเราะแล้ว พระนางหัวเราะแล้ว" ตอนนั้นประมาณ 2 ทุ่มครึ่ง คุณพ่อเจ้าวัดจึงบอกว่า "พวกเรามาสวดค่ำกันเถิด"
- ในขณะที่กำลังพิจารณามโนธรรมกันอยู่นั้น เด็กๆ ได้เห็นผ้าคลุมผืนใหญ่ขึ้นมาจากใต้เท่าของพระนาง และลอยขึ้นไปอย่างช้าๆ แล้วคลุมพระนางจนถึงเอว : แล้วลอยขึ้นใหม่ทีละนิดๆ จนผ้าคลุมนั้นปิดคลุมพระนางจนถึงคอ "มองดูเหมือนกับพระนางเข้าไปอยู่ใน "ถุง" อย่างนั้นแหละ" เออแชนกล่าว เด็กๆ มองเห็นเพียงแต่พระพักตร์น่าพิศวงของพระนางเท่านั้น แล้วพระพักตร์ก็ถูกคลุมด้วย มีแต่มงกุฎเท่านั้นที่ยังมองเห็นได้ ทั้งดวงดาวที่อยู่เบื้องบนด้วย แล้วทุกอย่างก็หายไป "ยังเห็นอะไรอยู่อีกหรือเปล่า?" คุณพ่อเจ้าวัดถาม "ไม่เห็นแล้ว จบแล้ว" เด็กๆ ตอบ ขณะนั้นเป็นเวลา 3 ทุ่มฝูงชนรู้สึกงงงัน แต่ยังมีหวังอยู่เต็มเปี่ยม พากันค่อยๆ ทยอยกลับไป เหตุการณ์น่าพิศวงนั้นเหลือไว้แต่เพียงความเชื่อ
พวกเรารู้จักเด็กเหล่านี้ดี แกคงไม่สามารถจะแต่งเรื่องแบบนี้ขึ้นมาเองได้ เออแชนและยอแซฟ นอนในยุ้งข้าวกับวัวคู่ยากของเขาตามปรกติ "เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น"
- ทำไมจึงมองไม่เห็น คำเตือนล่วงหน้าของพระมารดาแห่งความหวังที่ปงต์แมง? พวกเยอรมันยกมาถึงลาวาลแล้ว พวกเขาได้รับคำสั่งให้กระจัดกระจายกันเข้าไปในเมือง แต่พวกเขาไม่ได้ปฏิบัติตาม
- ชาวปรัสเซีย ได้หยุดการบุกรุกก่อนการประจักษ์มาของพระมารดาแห่งปงต์แมง เพียงเล็กน้อยเท่านั้น แรงดลใจลึกลับอะไรหนอ ที่ในคืนวันที่ 17 และ 18 มกราคม 1871 เจ้าชายเฟรเดริก ชาร์ลส แม่ทัพเยอรมันได้หยุดการบุกรุก และทำไมเจ้าวิลเลียมแห่งปรัสเซีย จึงเรียกกองทหารของพระองค์ให้ออกจากบริเวณแม่น้ำแซน?
- นักประวัติศาสตร์แห่งปงต์แมง ได้เล่าคำพูดที่ได้รับรู้มาแก่ นายพลฟอน ชมิดต์ "ก็แค่นั้น เราไม่ไปไกลกว่านั้น เพราะที่ฝั่งทะเลเบรอดาญ พระมารดาที่เรามองไม่เห็นเป็นผู้ปิดกั้นหนทางของเราไว้"
- พระคุณเจ้า วิการ์ต สังฆราชแห่งลาวาลได้ถามเด็กที่เห็นภาพประจักษ์ ในวันที่เขารื้อฟื้นการรับศีลมหาสนิทครั้งแรกและรับศีลกำลังในวันเดียวกัน และให้เขาทำพิธีสาบานอย่างสง่าแล้ว เขาก็ได้รื้อฟื้นความเชื่ออย่างสง่า (ศีลสง่า) "ข้าพเจ้าเชื่อ ข้าพเจ้าเชื่อ"
ปีหนึ่งต่อมา วันที่ 2 ก.พ.1872 หลังจากได้ขอความเห็นจากบรรดานักเทววิทยา นายแพทย์จิตแพทย์ผู้มีชื่อเสียง ซึ่งต่างก็มาสอบถามเด็กที่ได้เห็นภาพประจักษ์ แล้วพระสังฆราชได้ตีพิมพ์บทความดังต่อไปนี้
- "หลังจากที่ได้ผลของขบวนการทดสอบด้านสมอง ผลจากใบรับรองแพทย์ และรายงานจากบรรดานักเทววิทยาแล้ว ตัดสินได้ว่า การปรากฏมานั้นมิได้เป็นเรื่องโกหก หรือภาพหลอน หรือเกิดขึ้นเนื่องจากความเจ็บป่วยบางอย่างทางสายตาของเด็ก หรือเด็กๆ มีสติฟั่นเฟือน หรือเรื่องตาฝาดเลย เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น เป็นเหตุการณ์ที่อาศัยธรรมชาติของร่างกายด้วยและมองเห็นได้ ซึ่งจะอธิบายว่าเป็นอำนาจของปีศาจก็ไม่ได้ และนอกจากนั้นยังบอกได้ว่าการประจักษ์ครั้งนี้ มีลักษณะที่เหนือธรรมชาติแสดงออกมา เราตัดสินได้ว่าพระนางมารีอา พระมารดาของพระเป็นเจ้า ได้ประจักษ์มาจริงในวันที่ 17 มกราคม 1871 แก่เออแชน บาร์เบอแด๊ต, ยอแซฟ บาร์เบอแด๊ต, ฟรังซวส ริชเช และชานน์ มารี เลอโบสเซ ที่หมู่บ้านปงต์แมง ซึ่งมีประเพณีการนับถือแม่พระที่เรียกกันว่า พระมารดาแห่งความหวัง"
- พระมหาวิหารปงต์แมง ได้สร้างขึ้นในปี 1900 ล้อมรอบด้วยต้นไม้ใหญ่ เงาของวิหารทอดลงบนแม่น้ำที่อยู่ใกล้ๆ วิหารนี้อยู่ตรงสถานที่ที่แม่พระประจักษ์มานั่นเอง เด็กทั้งสี่ที่ได้เห็นการประจักษ์ที่ปงต์แมง มีชีวิตต่อมาเป็นประจักษ์พยานที่แท้จริง
- เออแชน เด็กชายคนโตได้ยืนยันหลังจากได้เห็นภาพประจักษ์ไม่นานว่าเขามีกระแสเรียก เขาได้บวชเป็นพระสงฆ์และได้เป็นพ่อเจ้าวัดที่ ชาตียอง-ซูร์-โคลมอง คุณพ่อถึงแก่มรณภาพ วันที่ 2 พฤษภาคม 1917 คุณพ่อไม่สามารถจะกลั้นน้ำตาไว้ได้เมื่ออยู่ท่ามกลางฝูงชนที่ปงต์แมงขณะที่ฟังเรื่องเล่าถึงการประจักษ์ในครั้งนั้น
- ยอแซฟ น้องชาย ได้เข้าบวชในคณะ โอบลาเดอ มารี เขาอยากเป็นมัสชันนารี แต่สุขภาพไม่อำนวย จึงทำงานอยู่ที่ มาชองน์ รับหน้าที่มิชชันนารี่ แห่งการประจักษ์ ซึ่งคุณพ่อก็ได้ให้ "คำเล่า" ที่มีค่า คุณพ่อใช้ชีวิตบั้นปลายในบ้านของคณะที่ปงต์แมง และอำลาโลกชั่วคราวนี้ เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 1930
- ฟรังซวส ริชเช และชานน์ มารี เลอโบสเซ มีชีวิตอย่างเรียบง่าย และสุภาพ ไม่มีชื่อเสียง
คนแรกเป็นแม่บ้าน ต่อมาได้เป็นครูผู้ช่วยที่ชาตียอง เธอสิ้นใจวันที่ 28 มีนาคม 1915 คนที่ 2 บวชในคณะครอบครัวศักดิ์สิทธิ์แห่งบอร์โด้
แม่พระอะคิต้า / พระแม่เจ้าแห่งไอร์แลนด์ / พระแม่เจ้าแห่งกวาดาลูป / พระแม่เจ้าแห่งเหรียญอัศจรรย์ สายจำพวกแม่พระคาร์เมล / เทวฑูตถือสารมาแจ้งแก่พระนางมารีย์ / คำอธิบาย บทวันทามารีอา
แม่พระทรงประจักษ์ ครั้งที่ [ 1 ] [ 2 ]
[ 3 ] [ 4 ] [ 5 ] [ 6 ]
[ 7 ] [ 8 ] [ 9 ] Goto Menu |