|
แม่พระทรงประกาศให้ทราบว่า พระบุตรจะทรงลงอาญาโทษในไม่ช้านี้
- ในขณะที่พระศาสนจักรอ่านบท พระวรสารเรื่องเวลาใกล้สิ้นพิภพของนักบุญมัทธิว
แม่พระตรัสว่า "ฉันเรียกลูกๆ ของฉันให้เป็นอัครสาวกในสมัยหลังนี้ ถึงเวลาแล้วที่พวกเขาจะออกไป และให้ความสว่างแก่โลก จงออกไป จงแสดงตัวให้ปรากฏ.."
- พระศาสนจักรก็กล่าวในบทสวดหลังรับศีลว่า "สิ่งที่เราบอกแก่พวกท่านในความมืด จงออกไปประกาศในความสว่าง สิ่งที่ท่านได้ยินกระซิบที่หู จงขึ้นไปประกาศจากบนหลังคาบ้าน" (มธ. 10)
เมลานี ได้เขียนเรื่องการประจักษ์ของแม่พระด้วยมือของเธอเองว่า
- "ในวันที่ 19 กันยายน ฉันกำลังเดินอยู่กับมักซีแมง เรากำลังปีนขึ้นบนภูเขา มักซีแมงขอให้ฉันสอนเขาเล่นเกม อย่างหนึ่ง เวลานั้นสายมากแล้ว ฉันบอกเขาให้ไปเก็บดอกไม้เพื่อมาทำ "พระแท่น" เมื่อทำ "พระแท่น" เสร็จแล้ว เราทั้งสองนอนหลับอยู่บนพื้นหญ้านั่นเอง พอตื่นขึ้นมา ฉันก็เห็นแสงสวยงามสว่างกว่าแสงอาทิตย์เสียอีก
- ฉันไม่รู้ว่าเกิดความรู้สึกเป็นสุขขึ้นได้อย่างไร แต่ฉันรู้ว่าฉันถูกดึงดูดด้วยอะไรสักอย่าง ฉันเกิดความเคารพรัก พลุ่งขึ้นในใจ ฉันเพ่งมองแสงสว่างที่ไม่เคลื่อนไหวนั้น ฉันรู้สึกว่าแสงสว่างนั้นเผยออก แสงสว่างเจิดจ้ากว่าอีกแสงหนึ่งกำลังเคลื่อนเข้ามา
- และในกลุ่มแสงสว่างนั้นเอง ฉันได้เห็นสตรีงามนั่งอยู่บน "พระแท่น" ที่เราทำไว้ เธอซบหน้าลงบนฝ่ามือ สตรีงามนั้นลุกขึ้น ยกมือกอดอกแล้วมองดูพวกเรา พูดว่า "เข้ามาใกล้ๆ ซิหนู ไม่ต้องกลัว ฉันมานี่เพื่อบอกข่าวใหญ่ข่าวหนึ่งแก่เธอ" คำพูดอ่อนหวานไพเราะของเธอ ทำให้ฉันแล่นเข้าไปหา ดวงใจของฉันนั้นอยากจะเข้าชิดสนิทกับดวงใจของเธอตลอดไป ฉันเข้าไปอยู่ต่อหน้าเธอ เยื้องไปทางขวา เธอเริ่มพูด และน้ำตาก็เริ่มไหลนองใบหน้างามของเธอ
- " ถ้าประชาชนของฉันไม่ยอมเชื่อฟัง ฉันก็จำเป็นต้องปล่อยพระหัตถ์ของพระบุตรของฉันลง เพราะพระหัตถ์นั้นแสนหนักเต็มที จนฉันยึดไว้ไม่ไหวแล้ว "
- นานมาแล้ว ที่ฉันทนทรมานเพราะพวกเธอทุกคน ถ้าฉันไม่อยากให้บุตรของฉันละทิ้งเธอ ฉันก็ต้องภาวนาอย่างไม่หยุดหย่อน แต่พวกเธอกลับไม่ใส่ใจ และเธอจะไม่สามารถชดใช้ความยากลำบาก ที่ฉันได้ทนเพื่อพวกเธอได้หมด
- "ฉันให้เวลาพวกเธอ 6 วันเพื่อใช้ทำงาน และฉันขอวันที่ 7 วันเดียวสำหรับฉัน และเขาก็หายอมตามนี้ไม่ นี่แหละเป็นเหตุให้พระบุตรของฉันต้องลงโทษเสียแล้ว"
- "พวกคนขับรถม้าก็สบถสาบานในพระนามของพระเจ้ากันติดปาก บาป 2 ข้อ นี่แหละที่ทำให้พระบุตรต้องลงโทษ"
- "ถ้าการเก็บเกี่ยวไม่เป็นผล ก็เนื่องมาจากตัวพวกเธอเองนั่นเหละ ปีที่แล้วมันฝรั่งในไร่ก็ไม่ได้ผลมาก พวกเธอก็ไม่คำนึง กลับด่าว่าพระเจ้าเสียอีก พืชผลจะเสีย วันพระคริสตสมภพหน้าทุกอย่างจะเรียบหมด"
- ตอนที่สตรีผู้นั้นพูดถึง "มันฝรั่ง" ฉันคิดในใจว่าเธอคงหมายถึงแอปเปิล
- สตรีงามนั้นเดาความคิดของฉันออก เธอกล่าวว่า "เด็กเอ๋ย เธอไม่เข้าใจฉันเลย เอาละฉันจะพูดใหม่"
- ตั้งแต่ต้นมาจนถึงเดี๋ยวนี้พระนางมารีอา พูดภาษาฝรั่งเศสกับเรา
พระนางจึงเริ่มต้นใหม่พูดเป็นภาษาท้องถิ่น ว่าดังนี้
- "ถ้าการเก็บเกี่ยวไม่ได้ผลนั้น เป็นเพราะความผิดของพวกเธอเอง เมื่อปีที่แล้วฉันก็ได้ทำให้พวกเธอเห็นแล้วไงล่ะ มันฝรั่งในไร่ไม่มีผลเลย แต่พวกเธอก็ไม่รู้ตัว กลับทำตรงข้าม คือ เมื่อพืชผลเสียหาย กลับด่าแช่งพระเยซูพระบุตรของฉัน พืชผลจะเสียหายต่อไปเรื่อยๆ พอถึงวันพระคริสตสมภพนี้ ก็จะไม่มีอะไรเหลือเลย" "ถ้าพวกเธอมีข้าวสาลี ก็อย่าได้หว่าน" "ทุกสิ่งที่พวกเธอหว่านลงดิน แมลงหรือมดปลวกจะกินหมด ส่วนที่พอเหลือเก็บได้ ก็กลายเป็นฝุ่นผงหมด แล้วจะเกิดข้าวยากหมากแพงครั้งใหญ่ ก่อนจะเกิดการกันดารอาหาร เด็กที่อายุต่ำกว่า 7 ขวบ จะเป็นไข้ สั่นตายในมือของคนอุ้มเอง ส่วนคนอื่นๆ ก็จะหิวโหยอดอยาก ลูกนัทจะฝ่อ องุ่นก็จะเน่าเสียหมด" ลูกเอ๋ย ลูกภาวนา อย่างดีหรือเปล่า
- ถึงตอนนี้ สตรีงาม อย่างน่าพิศวงนั้น ไม่ให้ฉันได้ยินเสียงของเธอครู่หนึ่ง แต่ฉันเห็นแต่ริมฝีปากแสนงามของเธอขยับขึ้นลง เหมือนกำลังพูด เธอได้บอกความลับบางอย่างแก่มักซีแมง แล้วเธอก็หันมาทางฉัน พระนางได้บอกความลับแก่ฉันเป็นภาษาฝรั่งเศส
- ต่อจากนั้นพระนางก็บอกข้อธรรมนูญของคณะนักบวชใหม่ให้แก่ฉันเป็นภาษาฝรั่ง พอบอกข้อธรรมนูญของนักบวชคณะใหม่แก่ฉันแล้ว พระนางก็ต่อคำสนทนาที่ค้างไว้ "ถ้าพวกเขากลับใจ ก้อนกรวด ก้อนหินก็จะเปลี่ยนเป็นข้าวสาลี หัวมันฝรั่งจะงอกงามในไร่ทุกแห่ง "ลูกเอ๋ย ลูกสวดภาวนาดีหรือเปล่า?"
- เรา 2 คนตอบพร้อมกันว่า "ไม่จ้ะ พวกหนูสวดไม่มาก" "ลูกเอ๋ย ต้องสวดมากๆ ทั้งเช้าและเย็น ถ้าเธอไม่สามารถจะสวดอะไรได้มากๆ ละก็ สวดข้าแต่พระบิดาบทหนึ่ง วันทามารีอาบทหนึ่งก็ยังดี ถ้าสามารถสวดได้มากกว่า ก็ให้สวดมากกว่าอีก" "คนที่ไปร่วมถวายมิสซานั้น มีแต่คนแก่เพียงไม่กี่คน ส่วนคนอื่นหน้าร้อนก็ทำงานแม้ในวันอาทิตย์ด้วย พอหน้าหนาวไม่มีอะไรทำ พวกเขาไปวัดก็จริง แต่ไปเพื่อเยาะเย้ยล่นเท่านั้น ในช่วงมหาพรต เขาก็ไปร้านขายเนื้อเหมือนสุนัขอยากเนื้อ (มหาพรต อดเนื้อ-ผู้แปล) "พวกเธอไม่เคยเห็นนาข้าวสาลีล่มบ้างหรือ?"
- ทั้งสองคนตอบเป็นเสียงเดียวว่า "ไม่เคยเลยจ๊ะ" แล้วพระนางมารีก็หันไปพูดกับมักซีแมง "เธอได้เห็นครั้งหนึ่งแล้วพร้อมกับพ่อของเธอที่เมืองกวง เจ้าของที่ ชวนพ่อของเธอให้ไปดูข้าวสาลีที่เสียในนา เธอตามไปด้วย พ่อของเธอเด็ดรวงข้าว 2-3 รวง มาวางบนฝ่ามือแล้วลองขยี้ดู ข้าวนั้นกลายเป็นผงไปหมด "ตอนขากลับบ้านเมื่อเดินมาได้สักครึ่งชั่วโมง พ่อของเธอให้ขนมปังชิ้นหนึ่งแก่เธอ บอกว่า "เอ้า กินซะลูก ปีหน้าพ่อไม่รู้ว่าเราจะกินอะไรกัน เพราะข้าวสาลีเสียหมดแล้วอย่างนี้ " มักซีแมงตอบว่า "จริงๆ จ๊ะ หนูเพิ่งนึกออก"
แล้วพระนางมารีก็หยุดการสนทนาเป็นภาษาฝรั่งเศสเพียงแค่นี้
- "ดีแล้วละลูก เรื่องที่ได้ยินมานี่น่ะ เอาไปเล่าให้ชาวบ้านฟังด้วย" สตรีแสนงามนั้นเดินข้ามลำธารไปได้ 2 ก้าว เธอก็พูดกับเราอีกว่า "เล่าเรื่องทั้งหมดนี้ให้กับชาวบ้านนะลูก" ทั้งที่ไม่ได้หันมามองเราที่ตามเธอไปติดๆ เลย (เราถูกดึงดูดให้ตามเธอไปเพราะความสุกใสงดงามและยิ่งกว่านั้นเพราะความดีที่ทำให้ฉันหลงใหล)
ถ้าเราจะหยุดอยู่แค่คำพูดของพระนางเท่านั้น เราก็ขาดส่วนอื่นๆ ของสารชองพระนาง
- ในการปรากฏมาอย่างเหนือธรรมชาติทุกครั้ง เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย สถานการณ์ แม้สถานที่ ก็เป็นส่วนประกอบของข่าวสารด้วย เราจะดูคำบอกเล่าของเมลานีต่อไป เฉพาะจุดที่สำคัญ ความหมาย ความสัมพันธ์กับการประจักษ์ครั้งอื่นๆ
- "พระนางมารีอาก่อให้เกิดความยำเกรงขึ้น และเวลาเดียวกันเป็นความยำเกรงที่คละเคล้าไปด้วยความรัก พระนางดึงดูดให้เข้าหา
การมองด้วยความอ่อนหวาน ความดีชนิดที่เข้าใจไม่ได้ ทำให้เกิดความเข้าใจภายใน และความรู้สึกที่ว่า พระนางดึงดูดเราเข้าหาพระนาง และเวลาเดียวกันพระนางก็มองตัวเองให้
"
- "ฉลององค์ของพระนางมารีอาเป็นสีขาวเงิน และส่องรัศมีวาววาม ไม่ใช่วัตถุธรรมดาประกอบด้วยแสงสว่างและสิริรุ่งโรจน์ เปลี่ยนแปลงไปเรื่อย และเป็นประกายระยับ ไม่มีคำอธิบายภาษามนุษย์เราจะอธิบายได้เหมือนจริง"
- "พระนางมารีอา ช่างงามเหลือเกินและเติมด้วยความรัก
เหมือนกับว่า วาจาแห่งความรักหลุดออกมาจากพระโอษฐ์ของพระนาง
- "สำหรับฉัน พระนางแสดงเหมือนแม่แสนดี เต็มไปด้วยความดี ความเป็นมิตร และความรักที่เต็มด้วยความอดทนและเมตตา "มงกุฎกุหลาบบนพระเศียรของพระนางนั้นสวยมาก และเป็นเงางาม ชนิดที่เรานึกไม่ออกเลย ดอกกุหลาบหลากสีไม่ใช่ดอกไม้บนแผ่นดินมี เป็นดอกไม้นานาพรรณที่รวมอยู่ในรูปมงกุฎบนพระเศียรของพระนาง เป็นดอกกุหลาบนั้นเองที่เปลี่ยนไป แสงตรงกลางดอกมีรัศมีสวยงามพุ่งออกมา สวยเหลือเกิน ทำให้ดอกกุหลาบนั้นงามและมีแสงจ้า มงกุฎกุหลาบอยู่เด่นเหมือนกิ่งไม้ทองและมีดอกไม้เล็กๆ ที่มีแสดงวาววามปะปนกันในแสงนั้น เป็นรูปเหมือนกับรัดเกล้าเพชรที่ส่องแสงโดยตัวเอง งามยิ่งกว่าแสงอาทิตย์บนแผ่นดินนี้"
- คำภาวนาที่พระแม่สอน : ลูกประคำ ถ้าทุกครั้งที่แม่พระประจักษ์มาแล้วเตือนให้เราสวดลูกประคำ ก็ที่ลาซาแลตนี้แหละ ที่พระนางทำให้เราเข้าใจถึงอำนาจของการสวดลูกประคำ "อำนาจสูงสุดแห่งพระหรรษทาน" แสงรัศมีที่พุ่งออกจากพระหัตถ์ในการประจักษ์ที่ดือบั๊ก
(แม่พระเหรียญอัศจรรย์, ผู้แปล)แสดงถึงพระหรรษทานที่พระนางมารีอาประทานให้
- แต่ที่นี้แสดงรัศมีที่ออกจากดอกกุหลาบ หมายถึง พระหรรษทานที่จะได้จากการสวดลูกประคำ "พระนางมารีมีกางเขนงามอันหนึ่งแขวนอยู่ที่พระศอ
บนกางเขนที่เปล่งประกายนั้น มีพระเยซูคริสต์ของเราถูกตรึงพระกรแขวนอยู่ตรงปลายสุดของกางเขน ข้างหนึ่งมีค้อน อีกข้างหนึ่งมีคีมถอนตะปูติดอยู่" ค้อน สัญลักษณ์ของบาทที่ "ตรึง พระเยซู เจ้าบนกางเขน" คีมถอนตะปู เป็นสัญลักษณ์ถึง การเป็นทุกข์ บาปที่บีบคั้นหัวใจคนบาป การกลับใจจะ "ปลด" พระเยซูเจ้าลงจากกางเขน พระวรกายพระคริสต์มีสีเหมือนเนื้อธรรมชาติ แต่เปล่งประกาย และมีแสงสว่างออกจากพระกายของพระองค์ เหมือนกับหลาวแห่งความปรารถนา ที่จะหลอมละลายไปในพระองค์ พุ่งมายังหัวใจของฉัน "บางครั้งพระคริสต์ดูเหมือนสิ้นพระชนม์ : พระเศียรพับลง และพระวรกายก็ห้อยร่องแร่ง เหมือนจะตกลงมา ถ้าไม่มีตะปูยึดติดไว้กับกางเขน" "เหมือนกับคราวต่อมาที่ทรงประจักษ์ที่เมืองปงต์แมง
พระนางมารีได้แสดงให้เห็นเครื่องบูชาแห่งความรอด ที่เราถวายแด่พระตรีเอกภาพ คือ พระคริสต์ทรงพระสิริรุ่งโรจน์
- "บทภาวนาของเทวดาที่ปรากฏแก่เด็กที่ฟาติมา : "ข้าแต่พระตรีเอกภาพผู้ศักดิ์สิทธิ์ ข้าพเจ้าทั้งหลายขอถวาย พระกาย, พระโลหิต, ดวงพระวิญญาณ และพระเทวภาพของพระเยซูคริสตเจ้า
" "บางคราวพระคริสต์ดูเหมือนทรงพระชนม์อยู่ พระเศียรตั้งตรง ดวงพระเนตรเปิด ดูเหมือนพระองค์ทรงอยู่บนกางเขนด้วยความสมัครพระทัยของพระองค์เอง ; บางครั้งก็ดูเหมือนพระองค์กำลังตรัสอะไรอยู่"
- "พระนางมารีอา ทรงร่ำไห้เกือบตลอดเวลาที่ตรัสกับฉัน น้ำพระเนตรไหลช้าๆ ทีละหยดๆ ลงบนพระชานุ เหมือนกับประกายแสงสว่าง แล้วน้ำพระเนตรก็หายไป พระนางทรงสวมผ้ากันเปื้อนที่ส่องแสงยิ่งกว่าดวงอาทิตย์หลายดวงมารวมกันเสียอีก พระนางทรงสร้อยพระศอ 2 สาย สายหนึ่งใหญ่กว่า อีกสายหนึ่งสายเล็กแขวนไม้กางเขน สร้อยพระศอทั้งสองสาย เป็นดังแสงแห่งสิริมงคลที่แปรเปลี่ยนไปพร้อมกับแสดงระยิบระยับ รองพระบาทเป็นสีขาวเงินเปล่งประกาย เช่นกัน และมีดอกกุหลาบอยู่รอบๆ ดอกกุหลายเหล่านี้งามน่าพิศวง และที่ใจกลางดอกแต่ละดอกมีแสงสว่างงดงาม และน่ามอง กระจายออกมา บนรองพระบาทมีห่วงทองสุกปลั่งติดอยู่ "พระนางมารีล้อมรอบด้วยแสงสว่าง 2 ชั้น ชั้นแรกอยู่ใกล้กับพระวรกาย และแผ่มาถึงเรา 2 คน แสงนั้นสวยงามเปล่งประกายระยิบมาก
ชั้นที่สองอยู่ห่างออกมาหน่อย และเราสองคนอยู่ในชั้นของแสงนี้ แสงที่ล้อมเรานี้เป็นแสงที่ไม่มีประกาย แต่ก็สว่างไสวกว่าแสงอาทิตย์บนโลกเรานี้มาก "นอกจากแสงแสนงามเหล่านี้แล้ว ยังมีลำแสงที่ส่องออกมาจากพระวรกายของพระนางและพระภูษาและทุกส่วน"
- นี่คือคำเล่าถึงการประจักษ์มาของพระนางมารีอา ที่เมลานีได้เขียนด้วยมือตนเอง
คำทำนายเป็นจริง : - เหตุร้ายที่พระมารดาทรงทำนายไว้ได้เป็นจริง และแผ่ไปทั่วฝรั่งเศส และยุโรป
หนังสือพิมพ์ในสมัยนั้น ปี 1856 ได้ให้ตัวเลข มีคนตายด้วยความอดหยาก และโรคร้าย ทั่วฝรั่งเศสถึง 152,000 คน และยุโรปทั้งหมดถึงล้านคน ข่าวเรื่องการประจักษ์ครั้งนี้แพร่ไปทั่วฝรั่งเศส และทั่วโลกอย่างรวดเร็ว ขณะนี้นับวัด หรือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ที่ถวายแด่แม่พระแห่งลาซาแลต มีจำนวนถึง 1,500 แห่ง กาลเวลาหาได้ทำให้ข่าวการประจักษ์นี้ลบเลือนไปไม่
เราค่อยๆ เข้าใจดีขึ้นทีละน้อยๆ ถึงการเตือนล่วงหน้าอย่างสง่า และจริงจัง ที่พระแม่แห่งสวรรค์ได้ลงมาบอกแก่ลูกๆ ของพระนางถึงโทษมหันต์อันนี้
แม่พระอะคิต้า / พระแม่เจ้าแห่งไอร์แลนด์ / พระแม่เจ้าแห่งกวาดาลูป / พระแม่เจ้าแห่งเหรียญอัศจรรย์ สายจำพวกแม่พระคาร์เมล / เทวฑูตถือสารมาแจ้งแก่พระนางมารีย์ / คำอธิบาย บทวันทามารีอา
แม่พระทรงประจักษ์ ครั้งที่ [ 1 ] [ 2 ]
[ 3 ] [ 4 ] [ 5 ] [ 6 ]
[ 7 ] [ 8 ] [ 9 ] Goto Menu |