Power Plant Engineering โฮมเพจ สมาชิก ดาวน์โหลด บริจาค ติดต่อเรา

โรงไฟฟ้าฝาง โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ระบบควบคุมมลภาวะ เศรษฐศาสตร์โรงไฟฟ้า คอนเดนเซอร์
โรงไฟฟ้านิวเคลียร์
พลังงานนิวเคลียร์
ประโยชน์ของพลังงานนิวเคลียร์
โรงไฟฟ้านิวเคลียร์

โรงไฟฟ้านิวเคลียร์
      โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ จัดเป็นโรงไฟฟ้าพลังความร้อนชนิดหนึ่ง มีหลักการทำงาน คล้ายคลึงกับโรงไฟฟ้า ที่ใช้น้ำมัน ถ่านหิน และก๊าซธรรมชาติ เป็นเชื้อเพลิง โดยโรงไฟฟ้านิวเคลียร์นั้น สามารถแบ่งส่วนการทำงาน ได้ 2 ส่วน คือ ส่วนเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ จะใส่แท่งเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ ไว้ในน้ำภายในโครงสร้างที่ปิดสนิท เพื่อให้ความร้อน ที่ได้จากปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิชชัน ไปต้มน้ำ ผลิตไอน้ำ แทนการผลิตไอน้ำ จากการสันดาปเชื้อเพลิง ชนิดที่ก่อให้เกิดก๊าซมลพิษ และส่วนผลิตไฟฟ้า เป็นส่วนที่รับไอน้ำ จากเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ แล้วส่งไปหมุนกังหันผลิตไฟฟ้า ซึ่งส่วนนี้ เป็นองค์ประกอบ ของโรงไฟฟ้าพลังความร้อนทุกชนิด


โรงไฟฟ้านิวเคลียร์

หลักการทำงานของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์
      อาจกล่าวได้ว่าโรงไฟฟ้าโดยทั่วไปจะประกอบด้วยส่วนหลัก 2 ส่วน คือ ส่วนแรกเป็นต้นกำเนิดพลังงน ไม่ว่าจะเป็น พลังงานน้ำ ลม แสง อาทิตย์ และความร้อน เป็นต้น และส่วนที่สองผลิตไฟฟ้า ซึ่งจะแปรพลังงานดังกล่าวเป็นพลังงานไฟฟ้าต่อไป โดยในที่นี้จะขอกล่าวถึงพลังงานความร้อนเท่านั้น เพราะในโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนนั้น ได้ความร้อนจากการเผาไหม้เชื้อเพลิง เช่น น้ำมัน ถ่านหิน และก๊าซธรรมชาติ ฯลฯ แล้วถ่ายเทความร้อนที่เกิดขึ้นภายนอกจากการสันดาปไปต้มน้ำในท่อผลิตไอน้ำให้เดือดเป็นไอน้ำ แล้วไปหมุนกังหันไอน้ำที่ติดกับเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเพื่อผลิตไฟฟ้าต่อไป
      ในทำนองเดียวกัน พลังงานนิวเคลียร์ก็เป็นพลังงานอีกรูปแบบหนึ่งให้ความร้อนสูง และสามารถนำมาใช้ผลิตไฟฟ้าทดแทนการใช้เชื้อเพลิงประเภทน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหินได้ ซึ่งมีข้อแตกต่างกับโรงไฟฟ้าพลังความร้อนทั่วไป คือ ในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์นั้น จะแช่เชื้อเพลิงนิวเคลียร์ไว้ในน้ำภายในโครงสร้างปิดสนิทเพื่อถ่ายความร้อนที่ได้จากปฏิกิริยานิวเคลียร์ไปต้มน้ำโดยตรง ซึ่งน้ำที่รับความร้อนมาแล้วนั้นอาจเกิดการเดือดเป็นไอน้ำโดยตรง หรือ นำความร้อนนั้นไปถ่ายเทให้กับน้ำอีกระบบหนึ่งให้เดือดแล้วแต่ชนิดของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ได้รับการออกแบบมา ซึ่งจะได้กล่าวถึงชนิดของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่มีใช้เชิงพาณิชย์ในลำดับต่อไป
      สำหรับปฏิกิริยานิวเคลียร์ที่ก่อให้เกิดความร้อนเพื่อนำไปผลิตไฟฟ้านั้นมีด้วยกัน 2 ชนิด ได้แก่ ปฏิกิริยาฟิวชัน และปฏิกิริยาฟิชชัน


ปฏิกิริยาฟิวชัน (Fusion)

      1.ปฏิกิริยาฟิวชัน เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นภายในดวงอาทิตย์ จากการรวมตัวของธาตุที่มีน้ำหนักเบา เช่น ไฮโดรเจน ภายใต้สภาวะที่เหมาะสม กลายเป็นธาตุใหม่และปลดปล่อยความร้อนออกมา อย่างไรก็ตามความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในปัจจุบันได้แต่เพียงจำลองปฏิกิริยาดังกล่าวให้เกิดขึ้นในเครื่องมือที่ซับซ้อนบนพื้นโลกได้เพียงระยะเวลาสั้นมาก จำเป็นต้องใช้เวลาอีกนานหลายสิบปีเพื่อพัฒนาให้การเกิดปฏิกิริยาอย่างต่อเนื่องจนสามารถนำมาผลิตไฟฟ้าได้อย่างจริงจัง


ปฏิกิริยาฟิชชัน (Fission)

      2.ปฏิกิริยาฟิชชัน เป็นปฏิกิริยาที่ใช้กันอยู่ในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทั่วไป ได้แก่ การนำอนุภาคนิวตรอนที่ได้มาจากสารรังสีเข้าไปกระตุ้นธาตุหนัก เช่น ยูเรเนียม ทำให้เกิดการแตกตัวกลายเป็นธาตุใหม่ ซึ่งจะมีการปลดปล่อยความร้อนพร้อมกับอนุภาคนิวตรอนที่เกิดขึ้นใหม่อีกจำนวนหนึ่ง ดังนั้น เมื่อมีปริมาณยูเรเนียมหนาแน่นเพียงพอ และสภาวะแวดล้อมที่เหมาะสม อนุภาคนิวตรอนที่เกิดขึ้นใหม่จะกลับเข้าไปทำปฏิกิริยากับยูเรเนียมอย่างต่อเนื่อง ทำให้ได้ความร้อนออกมาอย่างมหาศาล ทั้งนี้เนื่องจากการแตกตัวของยูเรเนียม 1 อะตอม จะให้พลังงาน ประมาณ 200 MeV ในขณะที่การเผาไหม้ เชื้อเพลิงคาร์บอน 1 อะตอม จะให้พลังงานเพียง 2 - 3 MeV เท่านั้น

ส่วนประกอบการทำงานและเชื้อเพลิงของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์
      ส่วนกำเนิดพลังงานในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์กล่าวโดยกว้างๆ จะประกอบด้วย เชื้อเพลิงนิวเคลียร์ น้ำที่ใช้ระบายความร้อนและเป็นสารหน่วงนิวตรอนด้วย ถังปฏิกรณ์ความดันสูง ระบบควบคุมปฏิกิริยา ระบบควบคุมความปลอดภัยซึ่งช่วยป้องกันและแก้ไขกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน และระบบผลิตไอน้ำ เป็นต้น
      เชื้อเพลิงยูเรเนียมที่ใช้ในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์โดยปกติจะมีความเข้มข้นของยูเรเนียม-235 ประมาณร้อยละ 2-4 (ที่เหลือเป็นยูเรเนียม-238 ซึ่งไม่สามารถเกิดปฏิกิริยาฟิชชันได้ในสภาวะของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทั่วไป) ในรูปออกไซด์ของยูเรเนียมโดยได้มาจากการถลุงแร่ยูเรเนียมที่มีอยู่ในธรรมชาติ (ไอโซโทปยูเรเนียมที่มีอยู่ในธรรมชาติประกอบด้วย ยูเรเนียม-235 ประมาณร้อยละ 0.7 และ เป็นยูเรเนียม-238 ประมาณร้อยละ 99.27 ที่เหลือเป็นยูเรเนียม 234 ปริมาณน้อยมาก) แล้วนำมาผ่านกระบวนการเสริมสมรรถนะให้มีปริมาณยูเรเนียม-235 มากขึ้น และหลังจากที่ทำให้อยู่ในรูปของออกไซด์แล้วจะถูกทำให้เป็นเม็ดเล็กๆ บรรจุภายในแท่งโลหะผสมของเซอร์โคเนียม ซึ่งจะถูกนำมารวมกลุ่มกันเป็นมัดเชื้อเพลิงประกอบกันเป็นแกนปฏิกรณ์ภายในถังปฏิกรณ์ที่ทนทานความดันสูง
      เชื้อเพลิงยูเรเนียมชิ้นหนึ่ง ขนาดเท่ากับแท่งชอล์กหนักประมาณ 20 กรัมจะให้ความร้อนออกมาเทียบเท่ากับน้ำมันเชื้อเพลิง 1 ตัน สามารถนำไปใช้กับรถยนต์คันหนึ่งได้เป็นเวลานานถึง 1 ปี เมื่อพิจารณาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาด 1,000 เมกะวัตต์จะใช้ยูเรเนียมประมาณปีละ 27 ตัน ซึ่งสกัดมาจากยูเรเนียมในธรรมชาติประมาณ 160 ตัน ซึ่งสามารถผลิตไฟฟ้าเทียบเท่ากับการใช้น้ำมันประมาณปีละ 2 ล้านตัน หรือถ่านหินประมาณปีละ 2.6 ล้านตัน
      ภายในถังปฏิกรณ์ มีน้ำที่อยู่ภายใต้การควบคุมความกดดันสูงบรรจุอยู่เพื่อใช้เป็นตัวระบายความร้อนออกจากแท่งเชื้อเพลิง โดยตรง และยังใช้ประโยชน์เป็นสารหน่วงความเร็วนิวตรอนด้วยเพื่อให้นิวตรอนที่เกิดขึ้นมีความเร็วพอเหมาะที่จะเกิดปฎิกิริยาต่อไปได้


แท่งควบคุมที่ใช้กับปฏิกรณ์แบบน้ำเดือด (BWR)

      ปฏิกิริยาฟิชชันในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์นั้นควบคุมได้ โดยใช้แท่งควบคุมซึ่งเป็นสารที่มีคุณสมบัติพิเศษในการดูดจับอนุภาคนิวตรอน เช่น โบรอนคาร์ไบด์ ทำหน้าที่ควบคุมให้เกิดปฏิกิริยาฟิชชันเพิ่มขึ้นหรือลดลงตามที่ต้องการ โดยเคลื่อนแท่งควบคุมเข้าออกภายในแกนปฏิกรณ์ตามแนวขึ้นลงเพื่อดูดจับอนุภาคนิวตรอนส่วนเกิน

ชนิดของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์
      ปัจจุบันทั่วโลกได้นิยมใช้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 3 แบบ ได้แก่
      โรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบความดันสูง (Pressurized Water Reactor (PWR)) โรงไฟฟ้าชนิดนี้น้ำจะถ่ายเทความร้อนจากแท่งเชื้อเพลิงจนมีอุณหภูมิสูงถึงประมาณ 320 องศาเซลเซียสภายในถังขนาดใหญ่ที่อัดความดันสูงประมาณ 15 Mpa (ประมาณ 150 เท่า ของบรรยากาศ) ไว้เพื่อไม่ให้น้ำเดือดกลายเป็นไอ และนำน้ำส่วนนี้ไปถ่ายเทความร้อนให้แก่น้ำหล่อเย็นอีกระบบหนึ่ง (ระบบผลิตไอน้ำซึ่งอาจเรียกว่าเป็นน้ำระบบทุติยภูมิ) ที่ควบคุมความดันไว้ต่ำกว่าเพื่อให้เกิดการเดือดผลิตไอน้ำออกมาเป็นการป้องกันไม่ให้น้ำในถังปฏิกรณ์ (น้ำระบบปฐมภูมิ) ซึ่งมีสารรังสีเจือปนอยู่แพร่กระจายไปยังอุปกรณ์ส่วนอื่นๆ ตลอดจนป้องกันการรั่วของสารกัมมันตรังสีสู่สิ่งแวดล้อม การทำงานของโรงไฟฟ้าชนิดนี้มีความซับซ้อนกว่าโรงไฟฟ้าแบบที่ 2 คือ แบบ BWR และมีข้อด้อยกว่าตรงที่ถังปฏิกรณ์มีราคาสูง เนื่องจากต้องมีระบบป้องกันการรั่วไหลของน้ำระบายความร้อนและอัตราการไหลของน้ำภายในถังสูงในสภาวะความดันและอุณหภูมิสูง เป็นผลให้เกิดปัญหาการสึกกร่อนตามมา

โรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบความดันสูง
โรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบความดันสูง (Pressurized Water Reactor (PWR)) ดูรูปขนาดจริง

      โรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบน้ำเดือด (Boiling Water Reactor (BWR)) สามารถผลิตไอน้ำได้โดยตรงจากการต้มน้ำภายในถังซึ่งควบคุมความดันภายใน (ประมาณ 7 Mpa) ต่ำกว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบแรก (PWR) ดังนั้นความจำเป็นในการใช้เครื่องผลิตไอน้ำและแลกเปลี่ยนความร้อน ปั๊ม และอุปกรณ์ช่วยอื่นๆ ก็ลดลง แต่จำเป็นต้องมีการก่อสร้างอาคารป้องกันรังสีไว้ในระบบอุปกรณ์ส่วนต่างๆ ของโรงไฟฟ้า เนื่องจากไอน้ำจากถังปฏิกรณ์จะถูกส่งผ่านไปยังอุปกรณ์เหล่านั้นโดยตรง

โรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบน้ำเดือด
โรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบน้ำเดือด (Boiling Water Reactor (BWR)) ดูรูปขนาดจริง

      โรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบที่สามคือแบบแคนดู (CANDU หรือ Pressurized Heavy Water Reactor (PHWR)) มีการทำงานคล้ายคลึงกับแบบ PWR แต่แตกต่างกันที่มีการจัดแกนปฏิกรณ์ในแนวระนาบ และเป็นการต้มน้ำภายในท่อขนาดเล็กจำนวนมากที่มีเชื้อเพลิงบรรจุอยู่แทนการต้มน้ำภายในถังปฏิกรณ์ขนาดใหญ่ เนื่องจากสามารถผลิตได้ง่ายกว่าการผลิตถังขนาดใหญ่ โดยใช้ "น้ำมวลหนัก" มาเป็นตัวระบายความร้อนจากแกนปฏิกรณ์ นอกจากนี้ยังมีการแยกระบบใช้น้ำมวลหนักเป็นตัวหน่วงความเร็วนิวตรอนด้วย เนื่องจากมีการดูดกลืนนิวตรอนน้อยกว่าน้ำธรรมดา ทำให้ปฏิกิริยานิวเคลียร์เกิดขึ้นได้ง่าย จึงสามารถใช้เชื้อเพลิงยูเรเนียมที่สกัดมาจากธรรมชาติซึ่งมียูเรเนียม-235 ประมาณร้อยละ 0.7 ได้โดยไม่จำเป็นต้องผ่านขบวนการปรับปรุงให้มีความเข้มข้นสูงขึ้นทำให้ปริมาณผลิตผลจากการแตกตัว (fission product) ที่เกิดขึ้นในแท่งเชื้อเพลิงใช้แล้วมีน้อยกว่าเครื่องปฏิกรณ์แบบใช้น้ำธรรมดาและหากเกิด
การรั่วของน้ำระบายความร้อน ก็จะมีการลดของความดันช้ากว่าเนื่องจากท่อระบายความร้อนมีขนาดเล็กกว่านั่นเอง


โรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบแคนดู (CANDU หรือ Pressurized Heavy Water Reactor (PHWR)) ดูรูปขนาดจริง

      อย่างไรก็ตาม แกนของเครื่องปฏิกรณ์ชนิดนี้จะมีขนาดใหญ่กว่า 2 แบบแรกและต้องมีการตรวจวัดหลายจุด และใช้ระบบควบคุมปฏิกิริยาหลายอย่างเพื่อป้องกันการเปลี่ยนแปลงการเกิดปฏิกิริยาในแกน และมักมีปัญหาการโค้งงอของท่อบรรจุเชื้อเพลิงเมื่อใช้งานไปนานๆ

เศรษฐศาสตร์โรงไฟฟ้านิวเคลียร์
      เงินลงทุนในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าสูงมาก แต่ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าต่ำ เนื่องจากค่าเชื้อเพลิงมีราคาถูก และใช้น้อย แร่ยูเรเนียมเพียง 1 กรัม ให้ความร้อนเทียงเท่ากับถ่านหินชั้นดีถึง 3 ตัน การเปลี่ยนแปลงราคาของแร่ยูเรเนียม มีผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตไฟฟ้าน้อยมาก ราคาแร่ยูเรเนียม ที่สูงขึ้น 1 เท่าตัว จะทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นไม่เกินกว่าร้อยละ 10
      ต้นทุนการผลิตเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ต่ำกว่าถ่านหินประมาณ 1 ใน 3 ส่วนและต่ำกว่าก๊าซธรรมชาติ ประมาณ 1ใน 4 ถึง 5 ส่วน ต้นทุนการผลิตเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ รวมถึงขบวนการผลิตและการจัดการกำจัดกากกัมมันตรังสี จากเชื้อเพลิงใช้แล้วโดยการฝังเก็บโดยตรงหรือนำมาสกัดเอายูเรเนียมที่เหลืออยู่ และพลูโตเนียมที่เกิดขึ้นจากปฏิกิริยาฟิซซัน ออกมาประกอบเป็นเชื้อเพลิงใหม่ โดยแยกส่วนที่ไม่ต้องการหรือกาก นำไปฝังเก็บ เช่นเดียวกับเชื้อเพลิงใช้แล้ว
      ถึงแม้ว่า ต้นทุนการผลิตเชื้อเพลิงนิวเคลียร์จะต่ำกว่าเชื้อเพลิงฟอสซิล แต่เงินลงทุนในการก่อสร้างจะสูงกว่า เนื่องจาก ต้องมาตรการความปลอดภัยในส่วนของการออกแบบ การติดตั้งเครื่องมือ และอุปกรณ์ทางด้านความปลอดภัยต่างๆ OECD ได้ประมาณค่าพิสัยเฉลี่ย ของเงินลงทุนของโรงไฟฟ้าต่างๆ ในแต่ละประเทศไว้ดังนี้ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ อยู่ระหว่าง 1,277-2,566 ดอลลาร์สหรัฐ/กิโลวัตต์ โรงไฟฟ้าถ่านหิน 772-2,678 ดอลลาร์สหรัฐ/กิโลวัตต์ โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม 402-1,514 ดอลลาร์สหรัฐ/กิโลวัตต์ และได้วิเคราะห์ความเหมาะสมเชิงเศรษฐศาสตร์ ของโรงไฟฟ้าต่างๆ ในกลุ่มสมาชิก โดยใช้อัตราส่วนลดของมูลค่าสินทรัพย์ (Discount rate) ที่ร้อยละ 5 ซึ่งพบว่า ใน 7 ประเทศจาก 13 ประเทศเห็นควรสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เพิ่มขึ้น เพื่อรองรับความต้องการพลังงานไฟฟ้าใน พ.ศ. 2553
      ในอนาคต การออกแบบโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ จะเป็นแบบมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก ซึ่งจะช่วยลดระยะเวลาในการขออนุญาตให้สั้นลง และขยายอายุการใช้งานของโรงไฟฟ้าได้ถึง 40 - 60 ปี การก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์รุ่นใหม่ ใช้เวลาน้อยลง เช่นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์คาชิวาซากิ คาริวา-7 ขนาดกำลังผลิต 1,300 เมกะวัตต์ ของญี่ปุ่น ใช้เวลาก่อสร้างแล้วเสร็จเพียง 4 ปีกว่าเท่านั้น

กากกัมมันตรังสี
      โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าที่สะอาด ไม่ก่อให้เกิดก๊าซมลพิษต่างๆ เหมือนกับใช้งานโรงไฟฟ้าน้ำมันถ่านหินและก๊าซธรรมชาติ นอกจากนี้กากกัมมันตรังสีจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะต้องผ่านกระบวนการจัดเก็บเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
      ในแต่ละปี โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาด 1,000 เมกะวัตต์จะมีกากกัมมันตรังสีที่ได้จากการทำความสะอาดระบบอุปกรณ์ต่างๆ ประมาณ 200-600 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งเป็นกากกัมมันตรังสีที่มีระดับรังสีต่ำและสลายตัวได้อย่างรวดเร็ว กากกัมมันตรังสีเหล่านี้จะถูกทำให้ปริมาตรลดลงและเก็บไว้ให้สลายตัวไปจนไม่เป็นสารรังสี
      นอกจากนี้เชื้อเพลิงใช้แล้วปีละ 27-30 ตันภายในจะมีกากกัมมันตรังสีประมาณ 5% ซึ่งมีระดับรังสีสูงและอายุยาวนานนับหมื่นปี จึงจัดเก็บเชื้อเพลิงใช้แล้วไว้ภายในอาคารเครื่องปฏิกรณ์ปรมาณู 1-5 ปี เพื่อปล่อยให้เย็นลง หลังจากนั้นนำไปเก็บไว้ภายนอกอาคารซึ่งได้ก่อสร้างสถานที่เก็บไว้โดยเฉพาะ โดยเก็บได้ตลอดอายุการใช้งานโรงไฟฟ้านานถึง 50 ปี นอกจากนี้อาจส่งเชื้อเพลิงที่ใช้แล้วไปสกัดให้เหลือกากกัมมันตรังสีแล้วนำไปหลอมรวมกับแก้วลดปริมาตรลงเหลือเพียงปีละ 3 ลูกบาศก์เมตร สามารถจัดเก็บได้สะดวกยิ่งขึ้นโดยมีความทนทานต่อการสึกกร่อนป้องกันการรั่วสู่สิ่งแวดล้อม
      การใช้งานโรงไฟฟ้าถ่านหินถึงแม้ได้มีการติดตั้งระบบกำจัดก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ แต่ก็ยังคงมีการปลดปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์บางส่วนและก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ออกมาปีละหลายพันตัน ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อีกประมาณ 5 ล้านตันและฝุ่นขี้เถ้า 5 แสนตัน ซึ่งประกอบด้วยโลหะหนักและสารพิษต่างๆ ประมาณ 100 ตันโดยไม่มีการสลายตัวเหมือนกับกากกัมมันตรังสี


เชื้อเพลิงจากเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ จะถูกแช่อยู่ในบ่อน้ำภายในโรงไฟฟ้า ไม่ต่ำกว่า 6 เดือน

      อย่างไรก็ตาม กากกัมมันตรังสีบางชนิดซึ่งมีอายุยาวนานถึงหมื่นปีจำเป็นต้องมีแผนงานที่จะหาสถานที่เก็บถาวรเพื่อป้องกัน ปัญหาต่อสิ่งแวดล้อมในอนาคต โดยในปัจจุบันได้มีการวิจัยและพัฒนาเพื่อจะสร้างสถานที่เก็บกากกัมมันตรังสีถาวรลึกลงไปในพื้นดินตามชั้นหินแกรนิต หินเกลือ ดินเหนียว และหินจากภูเขาไฟ ซึ่งดำเนินการในประเทศแคนาดา อังกฤษ สหรัฐอเมริกา สวีเดน สวิสเซอร์แลนด์ และฝรั่งเศส

ข้อดีและข้อเสียของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์
ข้อดีของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์

  • เป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่ และมีความมั่นคงสูง เนื่องจากสามารถเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าได้ติดต่อกันนานกว่าหนึ่งปีโดยไม่ต้องเติมเชื้อเพลิง
  • เป็นโรงไฟฟ้าที่สะอาด โดยไม่มีการปลดปล่อยก๊าซที่เป็นมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะก่อให้เกิดฝนกรด หรือเกิด ปรากฏการณ์เรือนกระจก
  • โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ สามารถใช้เชื้อเพลิงได้ประมาณ 1 ปี โดยไม่จำเป็นต้องมีเชื้อเพลิงใหม่มาเพิ่มเติม ทำให้การจัดหาเชื้อเพลิงมีเสถียรภาพ

ข้อเสียของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์

  • ต้องใช้เงินลงทุนก่อสร้างสูง และจำเป็นต้องเตรียมโครงสร้างพื้นฐานและการพัฒนาบุคลากร เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
  • จำเป็นต้องพัฒนาและเตรียมการเกี่ยวกับการจัดการกากกัมมันตรังสี การดำเนินงานด้านแผนฉุกเฉินทางรังสี และมาตรการควบคุมความปลอดภัย เพื่อป้องกันอุบัติเหตุ
  • การยอมรับของสาธารณชน

 


© Copyright 2004-2007 geocities.com. All rights reserved.
Powered by Macromedia Dreamweaver 8

 

Hosted by www.Geocities.ws

1