โฮโลแกรม
จากภาพสามมิติ สู่ฮาร์ดดิสก์ความจุสูง
คอลัมน์ : Feature
ผู้เขียน : ภูสิทธิ์ รัตน์ปิยะสุนทร
--------------------------------------------------------------------------------
สื่อเก็บข้อมูลแห่งอนาคตอีกตัว ที่ถูกหมายมั่นปั้นมือให้มาเพิ่มความจุข้อมูลฟุ่มเฟือยของเรา
ด้วยขนาดที่จุอย่างไม่น่าเชื่อ ปัญหาเรื่องเนื้อที่เก็บข้อมูลไม่พออาจจะไม่ใช่ประเด็นที่พูดในวงสนทนาไปได้อีกพักใหญ่ๆ
แต่ในที่สุดสิ่งนี้อาจจะกลายเป็นเครื่องพิสูจน์ความจริงอย่างหนึ่งที่ว่า
ความต้องการของมนุษย์มีจุดสิ้นสุดที่ตรงไหน
เมื่อคราวก่อน
เราได้มีโอกาสพูดถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่จะมีอิทธิพลต่อวงการคอมพิวเตอร์ในอนาคต
ผมกำลังหมายถึง Magnetic RAM ใครพลาดก็ขอแนะนำให้ย้อนกลับไปอ่าน
เพราะท่านกำลังตกข่าวครั้งใหญ่ เขียนๆ ไปก็รู้สึกดีมาก
ที่ได้พูดถึงอะไรที่มันก้าวหน้า แทนที่จะวกวนกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง
เช่น ซีพียูที่เอาแต่เฆี่ยนเมกะเฮิรตซ์ หรือฮาร์ดดิสก์ที่จุขึ้นอีกหลายกิ๊ก
แล้วยังไงล่ะ ก็แค่ตัวเลขอีกตัวหนึ่งเท่านั้น ตัวเลขแบบนี้ไม่สามารถสร้างแรงบัลดาลใจให้กับคนช่างฝันอย่างนักคอมพิวเตอร์ได้
ใครจะไปตื่นเต้นกับคีย์บอร์ด 200 ปุ่ม เมาส์สายยาว 3 เมตรมีไฟกระพริบ
(แต่จริงๆ แล้วอันนี้ยังไม่ไร้สาระเท่า คนที่คิดจะให้เมาส์ต้องใส่ถ่าน
~ เมาส์ไร้สายไงครับ) ชอบจริงเลย เมาส์ไร้สาย แต่แหม ดันลืมสร้างจอภาพไร้สาย
จะได้ยกตามไปอยู่คู่กันใกล้ๆ กับเมาส์ ไม่รู้จะหนีตู้ซีพียูไปไหน
ของใหม่ที่เราจะพูดถึงวันนี้
จัดอยู่ในประเภทหน่วยเก็บข้อมูลเหมือนกัน แต่จะอยู่คนละประเภทกับ
MRAM ไม่อ้อมค้อมละครับ เราจะพูดถึงหน่วยเก็บข้อมูลแบบ
"โฮโลกราฟิก" (Holographic Storage) ถ้าจะพูดให้น่าเบื่อก็ต้องบอกว่า
นี่นะ มันจุเท่ากับแผ่นซีดีกี่แผ่น เร็วกว่าฮาร์ดดิสก์กี่เท่า
ไม่หรอกครับ เพราะเสน่ห์มันไม่ได้อยู่ตรงนั้น ความน่าสนใจมันอยู่ตรงที่ความขี้เล่นของนักวิทยาศาสตร์ที่จับเอาสิ่งที่ไม่น่าจะเป็นไปได้
มาสร้างของที่มีประโยชน์ ใครจะเชื่อล่ะครับว่าเจ้ารูปโฮโลกราฟิก
อย่างรูปนกบนบัตรวีซาการ์ด จะเก็บข้อมูลได้เป็นกิ๊กๆ อีกยี่สิบปีข้างหน้า
อาจจะมีคนเอาหนังยางมาทำการ์ดเร่งสามมิติก็ได้
ถ้าจะจัดชั้นกันจริงๆ
แล้ว หน่วยเก็บข้อมูลแบบโฮโลกราฟิก น่าจะถูกจัดให้อยู่ในประเภทเดียวกับฮาร์ดดิสก์
คือเป็นพวก Storage เนื่องจากมันมี Access Time ที่ค่อนข้างสูง
แม้ว่าจะมี Transfer Rate สูงด้วยเช่นกัน แต่ที่แน่ๆ คือ
เราเอามันมาทำ RAM ได้ยากหน่อย เนื่องจากคุณสมบัติส่วนใหญ่ของมันจะออกไปทางฮาร์ดดิสก์มากกว่า
ไล่วิชาประวัติศาสตร์คอมพิวเตอร์กันแล้ว
ก็จะเห็นได้ว่า Storage ที่มีทั้งหมดในโลกนั้น เท่าที่มนุษย์รู้จัก
(จริงๆ ต้องพูดว่า เท่าที่ผมรู้จัก) จะอาศัยหลักการอยู่สองชนิด
คือแม่เหล็ก อย่างพวกดิสก์หรือฮาร์ดดิสก์ กับการใช้แสง
ก็พวกซีดีรอม ดีวีดี นั่นเอง พระเอกของเรา โฮโลกราฟิกก็จัดอยู่ในประเภทหลังนี้
เพื่อให้เห็นภาพของพัฒนาการ
ก็จะไล่ให้ดูว่า ต้นตระกูลแผ่นซีดีนั้น มีขนาด 4 นิ้วกว่าๆ
เกือบ 5 นิ้ว หนา 1.2 มิลลิเมตร มีความสามารถเก็บข้อมูลได้ประมาณ
780 เมกะไบต์ เมื่อไม่นานที่ผ่านมาโซนี่ บริษัทโรคจิตที่ชอบผลิตสื่อชนิดประหลาดที่ไม่เข้ากับชาวบ้าน
ก็คิดจะทำให้แผ่นซีดีเดิมๆ ขยายความจุมาเก็บข้อมูลได้เพิ่มเป็น
1.3 กิกะไบต์ ซึ่งก็มากขึ้นอีกเท่าตัว ยอดสุดของตระกูลนี้ก็จะเป็นแผ่นดีวีดี
ด้วยขนาดและมิติเดียวกับซีดี แผ่นดีวีดีสามารถมีความจุเพิ่มขึ้นได้สูงสุดถึง
15.9 กิกะไบต์ เลยทีเดียว ตระกูลนี้ยังน้องใหม่อย่างแผ่นฟลูออเรสเซนต์
แต่เนื่องจากเป็นของใหม่เอี่ยมเหมือนกัน ก็เลยยังไม่พูดถึง
แต่ท่านทั้งหลายครับ สื่อเก็บข้อมูลตระกูลแสงทั้งหมดที่กล่าวมาจะกลายเป็นของมดตัวเล็กทันที
เพราะฮาร์ดดิสก์ที่ใช้หลักการโฮโลกราฟิกนั้น ด้วยขนาดแผ่น
5 นิ้วเดียวกัน สามารถมีความจุได้สูงถึง 125 กิกะไบต์
เป็นอย่างต่ำ อย่างต่ำจริงๆ ครับ เพราะคาดว่าถ้าโฮโลแกรมโชว์ฟอร์มสดจริง
อาจจะไปถึง Terra Byte (1,000 GB) เลยทีเดียว ส่วนความเร็วในการถ่ายข้อมูลนั้นก็ไม่ย่อยเช่นกัน
คาดว่าระดับ 30 เมกะไบต์ต่อวินาทีนี่เห็นกันแน่ ไม่ใช่เรื่องยากเย็น
นักฝันเขาก็วาดภาพให้ดูกันว่า
ถ้าโฮโลกราฟิก ถูกนำมาใช้งานจริงๆ เราอาจจะสามารถบรรจุข้อมูลหนังสือจากหอสมุดรัฐสภาสหรัฐทั้งหมดลงในแผ่นอย่างว่านี้ได้เลยในแผ่นเดียว
(ตอนแผ่นซีดีออกตอนแรกเคยคุยว่าจุสารานุกรมได้ครบชุด)
หรือไม่ก็อาจจะยัดภาพยนตร์เป็นร้อยเรื่องเอาไว้ได้ในแผ่นเดียว
ไม่ต้องพูดถึงว่าเพลงที่เราฟังจะจุได้มากขนาดไหน เครื่องดนตรีแต่ละชิ้นของวงออเครสตร้า
อาจจะมีช่องเสียงเป็นของตัวเองเลยก็ได้ แต่อะไรก็ตามทีเถอะ
ตัวผมเองกลับมีความเชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่า มันมีความเป็นไปได้สูง
ที่แผ่นโฮโลกราฟิกแสนจุนั้นไม่น่าจะบรรจุชุดออฟฟิศของไมโครซอฟท์เวอร์ชันในอนาคตได้หมด
ไมโครซอฟท์อาจจะต้องมีแผ่นมาให้เกินหนึ่งแผ่นให้ผู้ใช้เห็นแล้วอึ้ง
อะไรกันนักกันหนากับเวิร์ดโพรเซสเซอร์ สเปรดชีต จะใหญ่กันไปถึงไหน
ที่มาของความจุที่เพิ่มขึ้นนั้น
ว่ากันว่าเกิดจากการแนวคิดที่ปฏิวัติระบบเก็บข้อมูล ที่แบบเดิมสื่ออื่นๆ
ที่เรารู้จักจะเป็นแบบสองมิติ คือตัวข้อมูลจะฉาบอยู่ที่ผิวเท่านั้น
(ไม่นับดีวีดี) ให้กลายมาเป็น 3 มิติ ความหนาของตัวสื่อกลับกลายมามีส่วนร่วมในการเก็บข้อมูลด้วย
เมื่อภาพออกมาแบบนี้ก็เลยเครมกันว่า โฮโลกราฟิกนั้นเป็นสื่อสามมิติ
ช่างเข้ากับยุคนี้พอดี เพราะตอนนี้การ์ดเร่ง(แสดงผล) ก็เป็น
3D การ์ดเสียงเองก็ยังเป็น 3D พอ Storage จะเป็น 3D บ้างก็เลยดูทันสมัยไปซะ