1.
อุปกรณ์รับเข้า
1.1 แผงแป้นอักขระ หรือคีย์บอร์ด (Keyboard)
1.2 เมาส์ (Mouse)
1.3 ลูกกลมควบคุม (Track Ball)
1.4 เครื่องอ่านอักขระหมึกแม่เหล็ก หรือเอ็มไอซีอาร์ (Magnetic-Ink
Character Reader : MICR)
1.5 เครื่องกราดภาพ (Scanner)
1.6 เครื่องอ่านสัญลักษณ์ด้วยแสง หรือโอเอ็มอาร์ (Optical
Mark Reader :OMR)
1.7 เครื่องอ่านอักขระด้วยแสง หรือโอซีอาร์ (Optical Character
Reader :OCR)
1.8 เครื่องอ่านรหัสแท่ง (Bar Code)
1.9 อักขระที่เป็นลายมือเขียน (Handwritten Character)
1.10 ข้อมูลเข้าที่เป็นเสียง (Voice Input)
1.11 จอสัมผัส (Touch Screen)
1.12 ป้อนข้อมูลเข้าด้วยการมอง (Looking)
2.
อุปกรณ์ส่งออก 2.1 จอภาพ (Screen)
2.2 เครื่องพิมพ์ (Printer)
2.3 ข้อมูลส่งออกที่เป็นเสียง ลำโพง (Speaker)
--------------------------------------------------------------------------------
บทนำ
จากที่ได้กล่าวมาแล้วว่าการทำงานหลักของคอมพิวเตอร์ทั้ง
4 หน้าที่ได้แก่ การรับข้อมูล การประมวลผลข้อมูล และการแสดงผลลัพธ์
และการจัดเก็บข้อมูล (Storage) จะต้องอาศัยอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ดังต่อไปนี้
คือ 1) อุปกรณ์รับเข้า (Input Device) 2) หน่วยประมวลผล
(Processor) 3) อุปกรณ์ส่งออก (Output Device) และ 4)
อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล (Storage Device) ซึ่งในบทนี้จะได้อธิบายถึงอุปกรณ์รับเข้าและอุปกรณ์ส่งออกประเภทต่างๆ
พร้อมทั้งลักษณะการใช้งานและลักษณะเฉพาะตัวของอุปกรณ์เหล่านั้น
อุปกรณ์รับเข้า
อุปกรณ์รับเข้า (Input Device) เป็นอุปกรณ์ที่รับข้อมูลหรือคำสั่งเข้าสู่คอมพิวเตอร์แล้วทำการส่ง
ต่อไปยังหน่วยประมวลผลกลาง (Processing Unit) อุปกรณ์รับเข้าที่เห็นโดยทั่วๆ
ไปเช่น
- แผงแป้นอักขระ หรือคีย์บอร์ด (Keyboard)
- เมาส์ (Mouse)
- ลูกกลมควบคุม (Track Ball) เป็นต้น
อุปกรณ์นำเข้าที่กล่าวมาเป็นการนำข้อมูลเข้าจากแหล่งข้อมูลโดยการบันทึกตรง
แต่มีการรับข้อมูลเข้าบางอย่างที่ต้อง อาศัยเก็บข้อมูลไว้
ในแหล่งเก็บ แล้วทำการแปลงข้อมูล ให้อยู่ในรูปที่เหมาะสมเพื่อส่งให้คอมพิวเตอร์ประมวลผล
ซึ่งวิธีนี้เรียกว่าการนำข้อมูลต้นฉบับเข้าอัตโนมัติ (
Source Data Automation) ซึ่งจะช่วยลดขั้นตอนการป้อนข้อมูลซึ่งจะเป็นการลดค่าใช้จ่ายตรง
และลดความผิดพลาด ที่อาจเกิดขึ้นจาก การป้อนข้อมูลผิด
ตัวอย่างของการนำข้อมูลต้นฉบับ เข้าอัตโนมัติ เช่น
- เครื่องอ่านอักขระหมึกแม่เหล็ก หรือเอ็มไอซีอาร์ (Magnetic-Ink
Character Reader : MICR)
- เครื่องกราดภาพ (Scanner)
- เครื่องอ่านสัญลักษณ์ด้วยแสง หรือโอเอ็มอาร์ (Optical
Mark Reader :OMR)
- เครื่องอ่านอักขระด้วยแสง หรือโอซีอาร์ (Optical Character
Reader :OCR)
- รหัสแท่ง (Bar Code)
- อักขระที่เป็นลายมือเขียน (Handwritten Character)
- ข้อมูลเข้าที่เป็นเสียง(Voice Input)
- จอสัมผัส (Touch Screen)
- ป้อนข้อมูลเข้าด้วยการมอง (Looking) เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดมีรายละเอียด
ดังจะได้กล่าวต่อไป
1.1
แผงแป้นอักขระ
แผงแป้นอักขระ หรือคีย์บอร์ด (Keyboard) มีลักษณะคล้ายแป้นพิมพ์ดีด
จะต่อยู่กับตัวเครื่องคอมพิวเตอร์ ในคอมพิวเตอร์กระเป๋าหิ้ว
คีย์บอร์ด อาจเป็นส่วนหนึ่ง ของตัวเครื่องคอมพิวเตอร์ได้
คีย์บอร์ดโดยทั่วไปจะประกอบด้วยแป้น (Key) 4 กลุ่ม คือ
1.
แป้นกำหนดหน้าที่ (Function Keys)
คือแป้น F1, F2, ......... , F12 บนคีย์บอร์ด ซึ่งแต่ละแป้นจะถูกกำหนด
หน้าที่ต่างกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับ ซอฟต์แวร์ นั้นๆ อย่างไรก็ตามดยปกติในระบบ
Windows แป้น F1 จะหมายถึงการขอความช่วยเหลือ ในระบบ DOS
แป้น F2 หมายถึงการบันทึกข้อมูล (Save) เป็นต้น
2. คีย์บอร์ดหลัก (Main Keyboard)
จะเป็นแป้นหลักที่ใช้ในการพิมพ์ที่จะมีตัวอักษรต่างๆ เหมือนพิมพ์ดีด
รวมถึงกลุ่มแป้นพิเศษต่างๆ ได้แก่ ปุ่ม
ESC 
Tab 
Caps Lock 
Shift 
Ctrl 
Alt 
Back Space 
Enter 
3. แป้นตัวเลข (Numeric Keys)
แป้นตัวเลขทำงานได้ 2 แบบวิธี (Mode) ตามแต่แบบวิธีที่เลือกว่าจะใช้เป็น
แป้นตัวเลข หรือแป้นควบคุม ทิศทางการเคลื่อนของตัวชี้ตำแหน่ง
(Cursor)









4. แป้นเพิ่มเติม (Additional Keys)
เนื่องจากแป้นต่างๆ ในข้อ 1-3 สามารถควบคุมการทำงานได้แล้ว
แต่ อย่างไรก็ตาม เพื่อแยกการทำงานของแต่ละแป้น ให้เป็นอิสระมากขึ้น
และไม่ต้องทำงานหลายหน้าที่จึงมีแป้นเพิ่มเติมขึ้นมาอีก
3 ส่วนคือ เป็นแป้นควบคุมทิศทางการเคลื่อนของตัวชี้ตำแหน่ง
(Cursor) แป้น Insert Home Page Up Delete End และ Page
down ยังมีแป้นที่อำนวยความสะดวกในการทำงานอีกคือ แป้น
Print Screen Scroll Lock และ Pause

ส่วนประกอบต่างๆ บนแผงแป้นอักขระ หรือคีย์บอร์ด (Keyboard)
1.2 เมาส์
เมาส์ (Mouse) เป็นอุปกรณ์รับเข้าที่นิยมใช้กับระบบปฏิบัติการวินโดวส์
(Windows) ซึ่งมีลักษณะการใช้งานเป็นแบบส่วนต่อประสานกราฟิกกับผู้ใช้
หรือ กุย (Graphical User Interface : GUI) โดยใช้เมาส์อุปกรณ์หลักในการสั่งข้อมูลนำเข้า
ซึ่งลักษณะการใช้งานแบบนี้ จะทำให้ผู้ใช้สามารถใช้งานได้ง่าย
ที่ใช้ชี้และสั่งการกับสัญรูป (Icon) ต่างๆ บนจอภาพ ภายในเมาส์จะมีลูกบอลอยู่
ซึ่งเมื่อเมาส์ถูกกลิ้งไปบนพื้นผิวราบ การเคลื่อนที่ของลูกบอลในเมาส์
จะส่งสัญญาณไปตามแกน และทำให้ตัวชี้ (Pointer) บนจอคอมพิวเตอร์เคลื่อนที่ด้วย
เมื่อต้องการสั่งการคอมพิวเตอร์ก็จะกดปุ่มบนเมาส์
เมาส์ที่มีปุ่มพิเศษเพิ่มขึ้นตรงกลางสำหรับใช้ในการเลื่อนบรรทัดในการทพงานเกี่ยวกับเอกสาร


1.3 ลูกกลมควบคุม
ลูกกลมควบคุมหรือแทร็กบอล (Track Ball) การทำงานของแทร็กบอล
จะคล้ายกับเมาส์แต่ใช้มือไปหมุนกับลูกบอลโดยตรง ส่วนใหญ่ใช้กับ
เครื่องคอมพิวเตอร์ กระเป๋าหิ้ว หรือโน้ตบุ๊คคอมพิวเตอร์
ลูกกลมควบคุมหรือแทร็กบอล แบบต่างๆ ที่ใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์กระเป๋าหิ้ว
แทร็กบอล ที่ให้เด็กๆใช้ มีชื่อเรียกว่า EasyBall เพราะง่ายต่อการใช้งาน
ใช้แทนเมาส์






1.4 เครื่องอ่านอักขระหมึกแม่เหล็ก
เครื่องอ่านอักขระหมึกแม่เหล็ก หรือเอ็มไอซีอาร์ (Magnetic-Ink
Character Reader : MICR) โดยอาศัย วิธีการรู้จำอักขระ
ที่เป็นหมึกแม่เหล็ก (Magnetic-Ink Character Recognition)
โดยปกติ การจดจำนี้จะใช้กับ การตรวจสอบเช็ค ซึ่งจะใช้เครื่องอ่านอักขระหมึกแม่เหล็ก
อ่านหมายเลขเช็คที่อยู่มุมล่างขวามือ ของใบเช็ค หมายเลขนี้จะถูกพิมพ์ด้วยหมึกพิมพ์แบบพิเศษที่มีส่วนผสมของสารแม่เหล็ก
ซึ่งประกอบด้วย สัญลักษณ์พิเศษ และตัวเลข อักขระเหล่านี้
ธนาคารเป็นผู้กำหนด โดยใช้เครื่องมือที่เรียกว่า MICR
Inscriber

1.5 เครื่องกราดภาพ (Scanner)
เครื่องกราดภาพหรือสแกนเนอร์ (Scanner) เป็นเครื่องมือที่ใช้การนำเข้าข้อมูลในลักษณะการกราด
(Scan) ของลำแสง ไปยังรูปภาพหรือ ข้อมูลที่ต้องการนำเข้า
ด้วยระบบการรู้จำด้วยแสง (Optiacal Recognition) แล้วเปลี่ยนเป็นสัญลักษณ์ไฟฟ้า
เพื่อสั่งให้คอมพิวเตอร์ทำการประมวลผล ในปัจจุบันบางบริษัทจะเก็บข้อมูลด้วยวิธีนี้เพราะจะทำให้ประหยัดเนื้อที่กว่าการเก็บด้วยกระดาษต้นฉบับ
สแกนเนอร์แบ่งตามลักษณะการนำข้อมูลเข้าได้ 3 ลักษณะคือ
1.
สแกนเนอร์มือถือ (Handheld Scanner)
เป็นสแกนเนอร์ที่มีขนาดเล็ก ราคาถูก แต่สามารถทำงานได้
สะดวกเพราะสามารถใช้มือถือ และกราดภาพที่ต้องการ ด้วยการเคลื่อนที่ของมือ
ไปตามภาพนั้นๆ แต่อย่างไรก็ตาม สแกนเนอร์มือถือนี้อาจจะให้ผลลัพธ์ที่ไม่ชัดเจน
เพราะอาจเกิดความผิดพลาดจากการวางกระดาษไม่ตรง หรือขณะที่ทำการกราดภาพนั้น
มือที่ถือเครื่องไม่มีความนิ่งพอ ข้อจำกัดอีกอย่างหนึ่งของสแกนเนอร์มือถือ
คือสามารถนำข้อมูล ที่เป็นมีขนาดเท่า ความกว้าง ของเครื่องมือได้เท่านั้น
ซึ่งโดยปกติจะกว้างไม่เกิน 6 นิ้ว


2. สแกนเนอร์แบบป้อนทีละแผ่น (Sheet Feed Scanner)
มีลักษณะคล้ายเครื่องส่งแฟกซ์ ซึ่งมีแท่นกลมทรงกระบอกยาว
มีมอเตอร์ติดอยู่เป็นตัวป้อนกระดาษที่เป็นข้อมูลต้นฉบับเข้าทางด้านหัวเครื่อง
เครื่องสแกนนี้ราคาไม่สูงมากนัก แต่มี ข้อเสียคือไม่สามารถกราดข้อมูลจากหนังสือที่เป็นเล่มเพื่อนำข้อมูลเข้าได้


3. สแกนเนอร์แบบระนาบ (Flatbed Scanner)
ซึ่งมีลักษณะคล้ายเครื่องถ่ายเอกสาร มีราคาสูงกว่า 2 ชนิดข้างต้น
สแกนเนอร์แบบระนาบ สามารถนำข้อมูลเข้าโดยการสแกนได้ครั้งละ
1 แผ่นขนาดประมาณ A4 หรือ 1 หน้ากระดาษ สแกนเนอร์แบบระนาบนี้จะทำให้
ข้อมูลหรือภาพที่ได้มีความคมชัดหรือสวยงาม เนื่องจาก เครื่องจะสามารถ
กราดภาพเพื่อนำข้อมูลเข้าได้อย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้สามารถนำข้อมูลหรือภาพจากหนังสือที่เป็นเล่มเพื่อนำข้อมูล
เข้าสแกนได้โดยไม่ต้อง แยกเป็นแผ่น

1.6 เครื่องอ่านสัญลักษณ์ด้วยแสง
เครื่องอ่านสัญลักษณ์ด้วยแสง หรือโอเอ็มอาร์ (Optical
Mark Reader : OMR) เครื่องอ่านสัญลักษณ์ด้วยแสง จะใช้ระบบการรู้จำสัญลักษณ์ด้วยแสง
(Optical Mark Recognition) โดยการใช้แสงอ่านสัญลักษณ์หรือเครื่องหมายที่ได้ทำไว้แล้วเปลี่ยนเป็นสัญลักษณ์ไฟฟ้าส่งต่อให้หน่วยประมวลผล
วิธีการนี้นิยมใช้มากกับกระดาษคำตอบแบบปรนัย โดยจะส่งสัญญาณการรับรู้เครื่องหมาย
(Mark Sensing) ที่ปรากฏบนแผ่นกระดาษ ที่มีผงคาร์บอน ขวางอยู่
(จากการฝนกระดาษคำตอบ) จากการอ่านด้วยเครื่องอ่านสัญลักษณ์ด้วยแสง
แล้วนพข้อมูลเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ โดยเก็บอยู่ในรูปของ
แฟ้มข้อมูล เพื่อการประมวลผลต่อไป

1.7 เครื่องอ่านอักขระด้วยแสง
เครื่องอ่านอักขระด้วยแสง หรือโอซีอาร์ (Optical Character
Reader :OCR) จะทำงานด้วยการรู้จำอักขระด้วยแสง (Optical
Mark Recognition) โดยการใช้แสงอ่านอักขระพิเศษ แล้วเปลี่ยนเป็นสัญลักษณ์ไฟฟ้าส่งต่อให้หน่วยประมวลผล
เหมือนกับโอเอ็มอาร์ เพียงแต่ตัวอักขระพิเศษที่อ่าน เป็นอักขระที่กำหนดขึ้นเรียกว่า
OCR-A ซึ่งกำหนดโดย สถาบันมาตรฐานแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา
หรือแอนซี (American National Standard Institute : ANSI)
แวนรีดเดอร์ (Wand Reader) เป็นเครื่องกราดภาพขนาดเล็กประเภทหนึ่งที่ใช้เป็นอุปกรณ์ในการอ่าน
OCR-A นิยมมากทั้งในห้องสมุด โรงพยาบาล โรงงานและร้านขายสินค้าปลีก
โดยเฉพาะถ้าเป็นร้านขายสินค้าปลีก แวนรีดเดอร์ จะต้องใช้กับระบบ
POS (Point-Of-Sale) ซึ่งสามารถตัดยอด การจำหน่าย และเก็บเงินผ่านบัญชีได้
ณ จุดขาย

1.8 เครื่องอ่านรหัสแท่ง (Bar Code Reader)
เครื่องอ่านรหัสแท่ง (Bar Code Reader) เป็นเครื่องมือที่ใช้อ่านที่ติดอยู่ตามสินค้า
ปัจจุบันสินค้าแต่ละชนิด จะมีรหัสของตนติดยู่บนผลิตภัณฑ์
รหัสนี้ ถูกกำหนด ให้เป็นมาตรฐานสากลทั่วโลกหรือที่เรียกว่า
Universal Product Code (UPC) ซึ่งใช้แทนรหัส และรายละเอียดของสินค้า
การอ่านรหัสแท่ง จะอาศัย วิธีการสะท้อนของแสง โดยอาศัยความแตกต่างของคลื่นแสงที่ส่งกลับมาจากเครื่องอ่าน
ดังนั้นรหัสแท่งที่ติดอยู่บนผลิตภัณฑ์ จึงสามารถพิมพ์ด้วยหมึกใดๆ
ก็ได้เพียงแต่ขอให้มีความแตกต่างกันอย่างมาก ระหว่างสีพื้นและสีที่พิมพ์เป็นรหัส


1.9 อักขระที่เป็นลายมือเขียน
ปัจจุบันเครื่องคอมพิวเตอร์สามารถรับรู้ (Handwritten
Character) ได้โดยตรง ซึ่งวิธีการนี้ ผู้ใช้สามารถป้อน
ข้อมูลที่เป็นลายมือเขียนโดยตรงได้ เพื่อช่วยลดขั้นตอนในการป้อนข้อมูลเข้าเครื่อง
มักนิยมใช้กับตัวอักษรภาษาอังกฤษ และตัวเลข ซึ่งการเขียนจะต้องเป็นไปตามข้อกำหนด
ซึ่งระบบที่ใช้มักจะกำหนดไว้ เช่น มีช่องให้เขียน 1 ช่องต่อ
1 อักขระ มีวิธีที่ควรเขียนให้ชัดเจนระหว่างอักษรที่ใกล้เคียงกัน
เช่น ระหว่างเลขศูนย์ กับอักษรโอ ( f กับ O )


1.10 ข้อมูลเข้าที่เป็นเสียง
ข้อมูลเข้าที่เป็นเสียง (Voice Input) หรือการรู้จำเสียง
(Speech Recognition) เป็นการสั่งหรือพูด เพื่อส่งข้อมูลให้กับระบบเครื่องคอมพิวเตอร์
เพื่อนำไปประมวลผล เช่นการป้อนเสียงที่เป็นตัวเลขของชั้นบนลิฟต์โดยสาร
การออกคำสั่งให้ระบบทำงาน โดยอุปกรณ์รู้จำเสียง (Speech
Recognition Device) ที่รับคำพูดผ่านไมโครโฟน แล้วแปลงคำพูดให้อยู่ในรูปรหัสเลขฐานสองที่คอมพิวเตอร์จะมีระบบรู้จำเสียง
(Speech Recognition System) ซึ่งได้มีการบันทึกจดจำไว้ก่อนแล้ว
และเครื่องคอมพิวเตอร์เองจะเรียนรู้เสียงพูดจากคนซึ่งจะแตกต่างไปตามลักษณะของคนแล้วจดจำเอาไว้ใช้ในอนาคต
ระบบรู้จำเสียง (Speech Recognition System) ก็มีข้อจำกัดทางด้านการแยกแยะคำ
ผู้พูดจะต้องมีการเว้นจังหวะคำพูด หรือพูดที่ละคำ แต่อย่างไรก็ตาม
ได้มีการพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์จนได้ ระบบการพูดอย่างต่อเนื่อง
(Continuous Word System) ซึ่งระบบคอมพิวเตอร์สามารถรับรู้การพูดของคนปกติ
ที่พูดเป็นประโยคต่อเนื่องได้ดีขึ้น

1.11 จอสัมผัส (Touch Screen)
เป็นการป้อนข้อมูลเข้าเครื่องโดยการใช้มือชี้เลือกการทำงานบนจอภาพ
โดยบนผิวจอสัมผัสนี้จะมีลำแสงฉาบอยู่ เมื่อนิ้วไปสัมผัสจอภาพ
จะไปตัดผ่าน ลำแสงบนจอให้ทราบว่าได้สั่งงานแล้ว และนำคำสั่งไปปฏิบัติตาม

1.12 การป้อนข้อมูลเข้าด้วยการมอง (Looking)
การป้อนข้อมูลเข้าด้วยการมอง (Looking) เป็นวิธีการป้อนข้อมูลสำที่คล้ายกับจอสัมผัส
เพียงแต่ลำแสงที่ฉายนั้น ส่งมาไกลในรัศมีระยะหนึ่ง และการสั่งการจะใช้การกระพริบตาเพื่อตัดลำแสงที่ส่งตรงมายังเรตินาที่ตา
การป้อนข้อมูลเข้า ด้วยการมองนี้ เป็นการพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ที่ช่วยคนพิการ
คนเป็นอัมพาต หรือคนป่วย ที่นอนอยู่บนเตียง และไม่สามารถเคลื่อนไหว
ร่างกายได้
อุปกรณ์ส่งออก (Output Device)
เป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ส่งข้อมูลหรือผลที่ได้จากการประมวล
ผลออกมาแสดง ตามความต้องการของผู้ใช้ที่ได้กำหนดไว้แล้วตั้งแต่ต้น
อุปกรณ์ส่งออกโดยทั่วไปได้แก่
2.1
จอภาพ
เป็นอุปกรณ์หลักที่ใช้แสดงผลลัพธ์ที่ได้จากการประมวลผล
ผล
ที่แสดงออกบนจอภาพ จะเรียกว่าสำเนาชั่วคราว หรือ Soft
Copy จอภาพมีชื่อเรียกหลายแบบตามลักษณะของที่มาเช่น
- มอนิเตอร์ (Monitor)
- จอซีอาร์ที หรือหลอดภาพลำแสงขั้วบวก (Cathode Ray Tube)
- จอวีดียู หรือ VDU (Video Display Unit)
- จออาร์จีบี หรือ RGB (Red Green Blue)
- เทอร์มินัล (Terminal)
- จอแอลซีดี หรือจอภาพผลึกเหลว (LCD : Liquid Crystal
Display) ระบบการทำงานของจอภาพสี มีหลายมาตรฐานซึ่งจะสัมพันธ์กับ
Resolution ดังนี้
-
CGA (Color Graphics Adapter) 320 * 200 จุดภาพ
- EGA (Enhanced Graphics Adapter) 640 * 350 จุดภาพ
- VGA (Video Graphics Array) 640 * 480 จุดภาพ
- SVGA (Super Video Graphics Array) 800 * 600 จุดภาพ
หรือ 1024 * 768 จุดภาพ


2.2 เครื่องพิมพ์
เครื่องพิมพ์ (Printer) ใช้ในการออกผลลัพธ์ที่เป็นสำเนาถาวร
หรือสิ่งพิมพ์ออก (Hard Copy) บนกระดาษ
เครื่องพิมพ์สามารถแบ่งตามวิธีการทำงานได้ 2 ประเภทคือ
1. เครื่องพิมพ์แบบกระทบ (Impact Printer)
- เครื่องพิมพ์รายอักขระ (Character Printer)
- เครื่องพิมพ์รายบรรทัด (Line Printer)
- เครื่องพิมพ์รายหน้า (Page Printer)

2.
เครื่องพิมพ์แบบไม่กระทบ (Nonimpact Printer)
- เครื่องพิมพ์เลเซอร์ (Laser Printer)
- เครื่องพิมพ์แบบฉีดหมึก (Ink Jet Printer)
- เครื่องพิมพ์แบบใช้ความร้อน (Thermal Printer or Electrothermal
Printer)
- เครื่องพิมพ์เฉพาะด้าน



2.3 ข้อมูลส่งออกที่เป็นเสียง
มีวิธีการทำให้คอมพิวเตอร์พูดได้ 2 วิธีคือ
1. สังเคราะห์เสียงโดยการวิเคราะห์ (Synthesis by Analysis)
ซึ่งจะมีการป้อนข้อมูลคือ เสียงจริงของมนุษย์เข้ามาก่อน
และจัดเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์ เมื่อต้องการแสดงผลจึงค่อยแปลงข้อมูลที่จัดเก็บไว้กลับเป็นเสียงมนุษย์อีกครั้ง
2. สังเคราะห์เสียงโดยกฎทางภาษาศาสตร์ (Synthesis by Linguistic
Rule) คอมพิวเตอร์จะสังเคราะห์เสียงเทียม ที่ต้องการแสดงผลลัพธ์ขึ้นมาเอง
โดยกฎเกณฑ์ของ หลักภาษาศาสตร์ ที่ใช้ในการพูด