 |  |
อยู่อย่างไรให้แข็งแรงกว่า 100 ปี (2)
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้กล่าว สาเหตุที่ทำให้อายุยืน ไว้แล้วดังนี้
๑. ทำความสบายให้แก่ตน
๒. รู้จักประมาณในสิ่งสบาย
๓. กินสิ่งที่ย่อยง่าย
๔. เป็นผู้มีศีล
๕. มีมิตรดีงาม
ในทางตรงกันข้าม เหตุที่ทำให้ตัดรอนอายุ คือ
๑. ไม่ทำความสบายให้แก่ตน
๒. ไม่รู้จักประมาณในสิ่งสบาย
๓. กินสิ่งที่ย่อยยาก
๔. เป็นคนละเมิดศีล
เมื่อพิจารณาแต่ละข้อตามคำตรัสของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตากรุณาต่อสรรพสัตว์แล้ว
ก็น่าซาบซึ้งยิ่งนัก ท่านกล่าวครบถ้วนเป็นจริงเสียจริงๆ
ถ้าใครสามารถปฏิบัติตามคำแนะนำได้ สุขภาพที่แข็งแรงสมบูรณ์และอายุยืน
ย่อมเป็นอันหวังได้ (หากไม่มีกรรมมาตัดรอนกะทันหัน)
ข้อแรกที่ว่า ทำความสบายให้แก่ตน เพียงข้อเดียวนี้ก็น่าใคร่ครวญอย่างลึกซึ้ง
การทำความสบายให้แก่ตน ไม่ได้หมายถึงการตั้งตนอยู่บนการเสพโลกียสุข ติดสบายๆ กินๆ
นอนๆ ตามใจชอบเพราะนี่คือการทำความลำบากให้แก่ตนในภายหลัง
หากแต่หมายความว่าต้องรู้ชัดเจนในสิ่งที่เหมาะควรเหมาะสมแก่สภาพร่างกายของตน
ช่วยเอื้ออนุเคราะห์แก่กายขันธ์ ไม่ให้ทรุดโทรมเสื่อมเร็ว
ซึ่งมีมากมายจนกล่าวไม่หมด เช่น ไม่กลั้นอุจจาระ ปัสสาวะ รู้จักอาหารแสลงควรเว้น
อาหารมีคุณค่าควรรับเข้าสู่ร่างกาย อิริยาบทที่เหมาะสม เช่น การลุกจากที่นอน
เรานอนขดมาทั้งคืน ถ้าลุกพรวดพราดอาจผิดเส้นผิดท่า ทำให้ปวดตึงต้นคอ
ไปถึงหลังไหล่ได้ บางคนหน้ามืดล้มฟาดกับพื้นได้
แม้กระทั่งข้าวของเครื่องกินเครื่องใช้ในยุคปัจจุบันที่ผลิตออกมามากมายอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างที่เรานึกไม่ถึง
เช่น รองเท้าส้นสูง ทำให้การเดินไม่เป็นธรรมชาติ ส่งผลให้ปวดหลัง ปวดคอ
เจ็บปลายเท้า กล้ามเนื้อฝ่าเท้าและขาต้องทำงานหนักกว่าเดิม
รวมไปถึงกล้ามเนื้อน่องและเอ็นร้อยหวายจะหดสั้นตลอดเวลาที่ใส่รองเท้าส้นสูง
ส่งผลต่อการไหลเวียนของเลือด แถมมีโอกาสข้อเท้าแพลง
เพราะความสูงของรองเท้าทำให้การควบคุมข้อเท้าทำได้ไม่ดีนัก
หรือแม้แต่รองเท้าส้นตึกที่มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุขณะขับรถ
เพราะเหยียบเบรคไม่ถนัด เท้าแพลงเพราะรองเท้าส้นตึกพลิกระหว่างเดิน
นอกจากนี้อันตรายจากสารเคมีที่มีอยู่รอบตัวเราก็ทำให้ไม่สบายได้ เช่น สเปรย์ฉีดผม
ยาย้อมผม ดัดผม น้ำยาล้างห้องน้ำที่มีสารเคมีเข้มข้น ไอเสียรถยนต์ ควันเขม่า ฯลฯ
เพียงข้อแรกนี้ถ้าทำตามได้ก็จะช่วยสุขภาพอย่างมากมาย แล้วลองดูรอบตัวเราว่า
มีคนจำนวนมากเท่าไรที่ประกอบความไม่สบายให้แก่ตน ที่เห็นชัดเจน คือ สูบบุหรี่
กินเหล้า ใช้สารเสพติดซึ่งบั่นทอนสุขภาพทับถมต่อเนื่องไปทุกวัน
ข้อที่ ๒ รู้จักประมาณในสิ่งสบาย เป็นรายละเอียดลึกลงไป
ผู้รู้จักประมาณย่อมยังประโยชน์ให้สำเร็จได้ทุกเมื่อ พระพุทธองค์สอนไว้ดังนี้
ฉะนั้นผู้ไม่รู้จักประมาณย่อมต้องเหน็ดเหนื่อยคอยตามแก้ปัญหา
หรือรับผลลบอันเกิดจากการไม่ประมาณของตนอย่างไม่รู้จักจบสิ้น
ดังนั้นจึงต้องเรียนรู้
ฝึกฝนประมวลข้อมูลเพื่อการประมาณสัดส่วนสมดุลความเหมาะสมพอดี
เพราะอะไรที่มากเกินไปหรือน้อยเกินไป ก็ส่งผลไม่ดีต่อสุขภาพร่างกายได้ เช่น
กินทุเรียนไร้สารพิษ ๒-๓ ลูก ร่างกายต้องประท้วงแน่ ต่อให้ไร้สารพิษก็ตาม
ผู้ที่ใส่ใจในสุขภาพควรหัดสังเกตุ อาหารใดกินแล้วรู้สึกสบาย
และกินปริมาณมากน้อยเท่าใด อาหารใดกินแล้วทำให้ร่างกายแพ้เป็นผื่นแดง ปวดบวม คัน
ก็หลีกเลี่ยงอาหารนั้น หรืออาหารที่ไม่เคยกินก็หัดสังเกตุคาดการณ์ว่า
จะรับหรือไม่รับ ถ้ารับจะรับเท่าใด โดยพิจารณากลิ่น สีสัน องค์ประกอบ เช่น มันมาก
เพราะมีน้ำมันลอยเยิ้มเป็นต้น
แม้แต่การพักผ่อนหลับนอน การทำงาน การออกกำลังกาย
การเกี่ยวข้องกับสัมผัสสัมพันธ์กับผู้คนข้าวของเครื่องใช้ ก็ต้องรู้จักประมาณ
รู้ขีดจำกัดของตัวเอง จัดสรรให้สมส่วนลงตัวด้วย
ข้อที่ ๓ กินสิ่งที่ย่อยง่าย หลายท่านอาจจะฟังเผินๆ ผ่านๆ ดูไม่สำคัญอะไรนัก
แต่นี่คือคำแนะนำของพระบรมศาสดาในเรื่องการปฏิบัติตนเพื่ออายุยาวอีกข้อหนึ่ง
ฉะนั้นจะต้องเป็นสิ่งที่ส่งผลกระทบต่อความเจ็บไข้ได้ป่วย
ความเป็นความตายของเราอย่างแน่นอน
และถ้าผู้ใดศึกหาหาข้อมูลเพิ่มเติมในเรื่องระบบทางเดินอาหาร
หรือระบบย่อยอาหารของร่างกาย
ก็จะพบว่าช่างน่าทึ่งที่พระพุทธองค์กล่าวสรุปให้หลักสั้นๆว่า
ให้กินในสิ่งที่ย่อยง่ายๆ เพราะถ้าเรากินในสิ่งที่ย่อยยาก
ระบบย่อยอาหารของเราจะรวนไปหมด และไม่เป็นไปตามหน้าที่ ส่งผลต่อสุขภาพโดยรวมทันที
สรีระร่างกาย ระบบอวัยวะและการย่อยของคนเรานั้น ฟอน สินเน่อ
นักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ชาวสวีเดน กล่าวว่า
"มองจากโครงสร้างของมนุษย์นั้นทั้งภายในและภายนอกซึ้งเปรียบเทียบกับของสัตว์อืนแล้ว
จะเห็นได้ว่า พืช ผัก และผลไม้ จะต้องเป็นอาหารตามธรรมชาติของมนุษย์เป็นแน่"
นั่นคือคนเราจะยังชีพได้อย่างแข็งแรงด้วยธัญพืช ผัก และผลไม้ต่างๆ
ซึ่งมีมากมายทุกฤดูกาล เป็นอาหารมอบให้แก่มนุษย์อย่างไม่ขาดแคลน
แต่เนื้อสัคว์ก็เบียดแทรกเข้ามาเป็นอาหารของคนจนเป็นเรื่องปกติธรรมดา
และแทรกมาเป็นส่วนแห่งโรคภัยไข้เจ็บของมนุษย์ทีละเล็กทีละน้อย จากรุ่นต่อรุ่น
รุ่นแล้วรุ่นเล่ากี่ร้อยกี่พันปี
จนเราไม่ทราบว่ายีนส์ของมนุษย์เกิดการกลายพันธุ์เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมและอ่อนแอไปกว่าเดิมเท่าใด
ไม่มีใครตอบได้