กฏแห่งกรรม (2)

การกระทำโดยมีเจตนาเกิดขึ้นในตอนใดตอนหนึ่� ถือว่าเป็นกรรมทั้งสิ้น ส่วนการกระทำที่ไม่มีเจตน� คือใจไม่ได้สั่งท� ไม่จัดว่าเป็นกรร� เช่น คนเจ็บที่มีไข้สู� เกิดเพ้อคลั่� แม้จะพูดคำหยาบออกม� เอามือหรือเท้าไปถูกใครเข้า ก็ไม่เป็นกรร� ในทางวินัยก็ยกเว้นให้พระที่วิกลจริตซึ่งล่วงเกินสิกขาวินัยโดยไม่ต้องอาบัต ทั้งนี้ก็โดยหลักเกณฑ์ที่ว่� ถ้าผู้ทำไม่มีเจตนากระทำแล้� การกระทำนั้นก็ไม่เป็นกรร�
ส่วนหลักเกณฑ์ข้อที� � ที่ว่า การกระทำนั้นจะต้องให้ผลเป็นบุญหรือบา� ก็เพื่อแยกการกระทำของพระอรหันต์ออกจากการกระทำของปถุช� เนื่องจากพระอรหันต์เป็นผู้หลุดพ้นจากกิเลสอาสวว� ไม่มีความยึดถือในตัวตน การกระทำเรียกว่า อัพยากฤต ไม่นับเป็นกรรมดี หรือกรรมชั่ว บุญและบาปก็ไม่มี การกระทำของพระอรหันต์จึงไม่เรียกว่� กรรม แต่เรียกว่� กิริยา ส่วนปถุชนยังมีความยึดมั่นในตัวตนอยู่ จะทำอะไรก็ยึดถือว่าตนเป็นผู้กระท� การกระทำของปถุชนจึงเป็นกรร� ย่อมก่อให้เกิดวิบา� หรือผลกรรมเสมอ กรรมดีก็ก่อให้เกิดบุ� ส่วนกรรมชั่วก็ก่อให้เกิดบา�
คนบางคนเข้าใจว่ากรรมหมายถึงสิ่งไม่ดีคู่กับเว� หรือบา� เช่น ที่เรียกว่าเวรกรรม หรือ บาปกรร� ตรงข้ามกับฝ่ายข้างดี ซึ่งเรียกว่า บุ� ทั้งนี้เพราะเราได้ใช้คำว่ากรรมในความหมายที่ไม่ดี เช่น เมื่อเห็นใครต้องประสบเคราะห์ร้าย และถูกลงโท� เราก็พูดว่ามันเป็นเวรกรรมของเข� หรือเขาต้องรับบาปกรรมที่เขาทำไว้ แต่ความจริงคำว่ากรรมเป็นคำกลาง� หมายถึงการกระทำตามที่กล่าวมาแล้ว จะมุ่งไปในทางดีก็ได้ทางชั่วก็ได้ ถ้าเป็นกรรมดีเราก็เรียกว่า
กุศลกรรม ถ้าเป็นกรรมชั่วเราก็เรียกว่า อกุศลกรร�
กรรมอาจจะจำแนกออกได้เป็นหลายประเภท หากแบ่งตามทางที่ทำก็แบ่งเป็น � ทางได้แก�
�. กายกรร� กรรมที่ทำทางกา�
�. วจีกรร� กรรมแสดงออกทางวาจา
�. มโนกรร� กรรมทางใ�
ในกรรมบท ๑๐ แบ่งกรรม � ทางนั้� เป็นฝ่ายกุศล แล� ฝ่ายอกุศ� แต่ละฝ่ายมีรายละเอียดของกรรมหรือการกระทำดังนี้
กายกรร� หรือ กรรมทางกาย แบ่งเป็นฝ่ายละ � คื�
�. ฝ่ายอกุศ� ได้แก่ ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย� และผิดประเวณ�
�. ฝ่ายกุศล คือเว้นจากการฆ่าสัตว� เว้นจากการลักทรัพย� และเว้นจากการผิดประเวณ�
วจีกรร� แบ่งเป็นฝ่ายละ � คื�
�. ฝ่ายอกุศ� ได้แก่ พูดเท็� พูดส่อเสีย� พูดคำหยา� และพูดเพ้อเจ้อ
�. ฝ่ายกุศล ได้แก่ เว้นจากการพูดเท็� เว้นจากการพูดส่อเสีย� เว้นจากการพูดคำหยา� และเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ
มโนกรร� แบ่งเป็นฝ่ายละ � คื�
�. ฝ่ายอกุศ� ได้แก่ เพ่งเล็งทรัพย์ผู้อื่� ปองร้า� และเห็นผิดจากคลองธรร�
�.ฝ่ายกุศล ได้แก่ ไม่เพ่งเล็งทรัพย์ผู้อื่น ไม่ปองร้าย และเห็นชอบตามคลองธรร�
ตามที่กล่าวม� จะเห็นได้ว่าแม้แต่การนึกคิดก็จัดว่าเป็นกรรมแล้� เช่นเราคิดจะลักทรัพย� หรือทำร้ายผู้อื่� แม้จะยังไม่ลงมือทำ ก็ถือว่าเป็นกรรมชั่ว ซื่งจะต้องมีผลตอบแทนแล้ว ผิดกับการลงโทษตามกฏหมายอาญาซึ่งจะลงโทษได้ก็ต่อเมื่อผู้กระทำได้เตรียมการหรือลงมือกระทำแล้วเท่านั้� ลำพังความคิดที่จะกระทำความผิดยังหามีโทษไม่ ตามที่กฏหมายอาญาไม่เอาโท� การคิดจะกระทำความผิดก็เพราะเป็นการยากที่จะพิสูจน์ความนึกคิดของบุคค� และเห็นว่ายังไม่มีความเสียหายเกิดขึ้�
แต่หลักของกรรมถือว่าความคิดชั่วเป็นความผิด ก็เนื่องจากว่าแม้ว่าคนอื่นยังไม่เสียหา� ผู้คิดเองก้เสียหาย ฉะนั่นจึงต้องมีวิบากติดตามมา จะเห็นได้ว่า การสนองผลของกรรมมีขอบเขตกว้างขวางกว่าการลงโทษของกฏหมายบ้านเมืองมาก
กรรม ๑๒ ประเภท
ในหนังสือวิสุทธิมรรค แต่งโดยพระพุทธโฆษาจารย์พระเถระชาวอินเดียได้แบ่งกรรมไว้ ๑๒ ประเภท ตามกาลเวลา ตามหน้าที่ และตามความหนักเบ�
กรรมให้ผลตามกาลเวล�
�.ทิฏฐิกรรมเวทนียกรร� กรรมให้ผลในชาตินี้
�.อุปปัชชเวทนียกรร� กรรมให้ผลในชาตินี้
�.อุปราปรเวทนียกรร� กรรมให้ผลในชาติต่อๆไ�
�.อโหสิกรร� กรรมที่เลิกให้ผล คือให้ผลเสร็จไปแล้� หรือหมดโอกาสจะให้ผลต่อไป
กรรมให้ผลตามหน้าที�
�.ชนกกรร� กรรมที่แต่งมาด� หรือชั่ว
�.อุปถัมภกรร� กรรมที่สนับสนุ� คื� ถ้ากรรมเดิ� หรือชนกกรรมแต่งด� ส่งให้ดียิ่งขึ้น กรรมเดิมแต่งให้ชั่วก็ส่งให้ชั่วยิ่งขึ้�
�.อุปปีฬกรรม กรรมบีบคั้นหรือขัดขวางกรรมเดิม คอยเบียนชนกกรร� เช่นเดิมแต่งมาดี เบียนให้ชั่ว เดิมแต่งมาชั่ว เบียนให้ดี
�.อุปฆาตกรรม กรรมตัดรอน เป็นกรรมพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ เช่นเดิมชนกกรรมแต่งไว้ดีเลิศ กลับทีเดียวลงเป็นขอทาน หรือตายไปเลย หรือเดิมชนกกรรมแต่งไว้เลวมาก กลับทีเดียวเป็นพระราชา หรือมหาเศรษฐีไปเลย
Hosted by www.Geocities.ws

1