ภารกิจด้านการคลัง | English | Home Home
 
แม้นายปรีดีฯ จะประสบความล้มเหลวในการทำให้รัฐบาลสยามยอมรับโครงการเศรษฐกิจ ฯ ของเขา แต่เขายังมุ่งมั่นปฏิบัติการกิจ เพื่อตอบสนองต่อ หลักเศรษฐกิจ หลักเสมอภาค และหลักเสรีภาพ ที่ได้ประกาศไว้ในหลัก 6 ประการ

ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชนั้น ความไม่เสมอภาคทางสังคมประการหนึ่งแสดงออกมา อย่างเป็นรูปธรรมในลักษณะของการเก็บภาษีอากรที่ไม่เป็นธรรม กล่าวคือรายได้จากภาษีอากร ของรัฐศักดินาส่วนใหญ่เก็บจากราษฎรชนชั้นล่างที่เป็นชาวนาซึ่งมีโภคทรัพย์น้อย แทนที่จะจัดเก็บ ตามความสามารถทางเศรษฐฐานะของบุคคล

เมื่อนายปรีดีฯ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (ระหว่างวันที่ 20 ธันวาคม 2481- 16 ธันวาคม 2484) เขาได้ปฏิบัติภารกิจเพื่อสร้างความเป็นธรรมในด้านการจัดเก็บภาษีอากร ดังนี้

  1. ยกเลิกเงินภาษีรัชชูปการ
  2. ยกเลิกอากรค่านาซึ่งฃาวนาต้องเสียแก่เจ้าศักดินาสูงสุด ที่ถือว่าที่ดินทั้งหลายทั่วราชอาณาจักรเป็นของประมุขของสังคม
  3. จัดระบบเก็บภาษีอากรที่เป็นธรรมในระบอบประชาธิปไตยโดนสถาปนา "ประมวล รัษฎากร" (Revenue Code) เป็นแบบฉบับครั้งแรกในประเทศไทย ซึ่งรวมบทบัญญัติเกี่ยวกับภาษี อากรทางตรง ผู้ใดมีรายได้มาก็เสียภาษีมาก และผู้ใดบริโภคเครื่องบริโภคที่ไม่จำเป็นแก่การดำรงชีพก็ต้องเสียภาษีอากรมากตามลำดับ

งานด้านการคลังที่สำคัญอีกประการหนึ่ง ซึ่งนายปรีดีฯ ผลักดันภายหลังการเปลี่ยนแปลง การปกครองใหม่ ๆ ก็คือ การร่างพระราชบัญญัติงบประมาณเพื่อให้มีการใช้งบประมาณแผ่นดินที่ มาจากภาษีอากรของราษฎรอย่างรัดกุมและเกิดประโยฃน์สูงสุดแก่ประเทศชาติ นายปรีดีฯ ได้ชี้แจง เรื่องนี้ว่า "ใช่แต่เท่านั้น ยังมีความสำคัญอีกคือ พระราชบัญญัติงบประมาณ เราได้ดำริจะวางรูปการ ให้แปลกออกไปจาทที่เคยปฏิบัติมาแล้ว แต่ก่อนงบประมาณแผ่นดินสำเร็จได้โดยบทพระราช บัญญัติ 1 มาตราเท่านั้น เช่นกล่าวแต่เพียงว่า รายได้ 72 ล้านบาท รายจ่าย 72 ล้านบาท แล้วนำ เสนอสภาผู้แทนราษฎร ท่านที่เป็นผู้แทนราษฎรก็ไม่มีโอกาสที่จะพิจารณางบประมาณของแผ่นดินนั้นได้เต็มที่ ว่ารายจ่ายนั้นสมควรเพียงไร เหตุฉะนั้นในการต่อไป พระราชบัญญัติงบประมาณประจำปีที่จะได้เสนอต่อสภานั้น รัฐบาลคงจะได้เสนอเป็นรูปอีกอย่างหนึ่งคือ จะได้แยกประเภทรายได้ ไว้นในพระราชบัญญัติ และรายต่างก็จะได้แยกออกเป็นกรม ๆ ...คือให้อยู่ในอำนาจควบคุมของสภา ผู้แทนราษฎร แทนที่ฝ่ายบริหารจะไปตั้งขึ้นเอง"

กล่าวได้ว่าในช่วงที่นายปรีดีฯ เป็นรมต.คลัง แม้จะเป็นช่วงที่ใกล้เข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 แล้วก็ตาม แต่เสถียรภาพทางการเงินและการคลังของสยาม นับว่ามั่นคงที่สุดยุคหนึ่ง ซึ่งในครั้ง นั้นด้วยการเล็งการณ์ไกลของนายปรีดีฯ ได้ทำให้เสถียรภาพของเงินบาทมั่นคงมาจนกระทั่งทุกวัน นี้ กล่าวคือเมื่อใกล้เข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 นายปรีดีฯ คาดคะเนว่า เงินปอนด์สเติอร์ลิงค์จะต้องลดค่าลงตามลำดับจึงได้จัดการเอาเงินปอนด์ที่เป็นเงินทุนสำรองเงินตราจำนวนหนึ่งซื้อทองคำเป็น จำนวนน้ำหนักประมาณ 1 ล้านเอานซ์ ในราคาเอานซ์ละ 35 เหรียญสหรัฐ และได้นำทองคำนั้นมา เก็บไว้ในห้องนิรภัยกระทรวงการคลังซึ่งยังคงรักษาไว้เป็นสำรองเงินบาทอยู่จนปัจจุบัน

นอกจากนี้ยังมีทองคำจำนวนหนึ่งที่นายปรีดีฯ ได้เรียกร้องให้ญี่ปุ่นนำมาแลกกับเงินของไทย ก่อนที่ญี่ปุ่นจะเปิดฉากสงครามมหาเอเซียบูรพา และยังมีทองคำอีกจำนวนหนึ่งที่นายปรีดีฯ ในฐานะหัวหน้าเสรีไทยได้เรียกร้องต่อรัฐบาลนายควง อภัยวงศ์ ว่าก่อนที่จะให้เงินญี่ปุ่นกู้ระหว่าง สงครามโลกครั้งที่ 2 นั้น ต้องเอาทองำของญี่ปุ่นที่ธนาคารชาติญี่ปุ่นผูกหหูกันไว้ว่าเป็นทรัพย์สิน ของรัฐบาลไทย ซึ่งสัมพันธ์มิตรได้มอบให้รัฐบาลไทยภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยความปรีชาสามารถของนายปรีดีฯ เมื่อทำสัญญาใหม่กับนานาประเทศ ให้ยกเลิกสิทธิพิเศษต่าง ๆ ของต่างชาติ รวมทั้งสิทธิผูกขาดการทำบุหรี่ด้วยนั้น เมื่อเขาย้ายไปดำรง ตำแหน่ง รมต.คลัง ก็ได้ทำการโอนโรงงานยาสูบของบริษัทอังกฤษอเมริกันมาเป็นของรัฐบาลไทย สำเร็จก่อนที่ญี่ปุ่นจะบุกเข้าประเทศไทย มิฉะนั้นญี่ปุ่นผู้รุกรานก็คงยึดเอาไปเป็นทรัพย์สินเฃลยของ ญี่ปุ่น ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยขาดรายได้มหาศาลในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และหลังจากนั้น ภารกิจกู้ชาติและสร้างสันติภาพโลก

บทบาทที่โดดเด่นของนายปรีดีฯ ซึ่งไม่เพียงทำให้เขาเป็นที่ยอมรับในระดับประเทศ ในฐานะรัฐบุรุษผู้กู้ชาติบ้านเมืองแล้ว แต่ยังทำให้เขาเป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ ในฐานะนักสันติภาพของโลกด้วย

ในช่วงที่นายปรีดีฯ เป็น รมต.มหาดไทย (พ.ศ.2478-2479) และได้เดินทางไปยุโรป เพื่อเจรจาขอลดดอกเบี้ยเงินกู้ที่รัฐบาลครั้งรัชกาลที่ 6 ได้ทำไว้ กับทั้งทาบทามรัฐบาลต่างประเทศที จะขอแก้ไขสนธิสัญญาไม่เสมอภาคนั้น นายปรีดีฯ ได้เล็งเห็นแต่ครั้งนั้นแล้วว่ามหาสงครามกำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้า และครั้งนี้จะต้องกระทบกระเทือนมาถึงสยามยิ่งกว่าสงครามโลกครั้งแรกอย่างแน่นอน ดังนั้นเมื่อครั้งคืนสู่สยาม เขาจึงเตรียมการณ์หลาย ๆ ด้านเพื่อเตรียมรับสถานการณ์ สงครามดลกที่จะเกิดขึ้น ประการแรกสุดเขาได้ผลักดันให้มีประกาศพระราฃบัญญัติพระบรมราช โองการปฏิบัติความเป็นกลาง พุทธศักราช 2482 เนื้อหาสาระคือ ให้ข้าราชการ อาณาประชาราษฎรไทย และบรรดาบุคคลซึ่งมีถิ่นฐานในประเทศไทยปฏิบัติความเป็นกลางอย่างเคร่งครัดและ เที่ยงธรรม

ในช่วงที่นายปรีดีฯ เป็น รมต.คลังเขาได้อำนวยการสร้างภาพยนต์เรื่องพรเจ้าช้างเผือก (The King of the White Elephant) จากนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ฉบับภาษาอังกฤษที่เขาประพันธ์ ขึ้นเอง ผู้แสดงในภาพยนต์เรื่องนี้เป็นอาจารย์และนักศึกษามหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการ เมือง และเป็นภาพยนต์ไทยเสียงภาษาอังกฤษในฟิล์มเรื่องแรก ที้งนี้เขาต้องการจะสื่อทัศนะสันติภาพของเขาให้แพร่ในหมู่ปัญญาชน และนานาประเทศ โดยแสดงจุดยืนอย่างแจ่มชัดด้วยพุทธ ภาษิตที่ปรากฎในภาพยนต์ที่ว่า "นตถิ สนติ ปรสุข" ไม่มีความสุขใดจะยิ่งกว่าสันติภาพ ยิ่งไปกว่า นั้นเขายังสื่อให้เห็นว่าชาวสยามพร้อมที่จะต่อสู้เพื่อต่อด้านสงครามรุกรานอย่างมีศักดิ์ศรี

ทันทีที่กองทัพญี่ปุ่นบุกเข้าประเทศไทย นายปรีดีฯ ก็ได้แสดงจุดยืนของเขาให้ปรากฎโดย เป็นผู้นำก่อตั้งองค์การใต้ดินต่อต้านญี่ปุ่นผู้รุกราน ในขณะที่ผู้นำเผด็จการทหารของไทยเวลานั้น เข้าร่วมกับญี่ปุ่น ประกาศสงครามกับฝ่ายสัมพันธมิตรสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ อันเป็นการละเมิด ต่อประกาศพระบรมราชโองการปฏิบัติความเป็นกลาง พ.ศ. 2482

นายปรีดีฯ ในฐานะของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ได้ทำการประสานความสมัคร สมานสามัคคีของคนไทยทุกฝ่ายทั้งภายในประเทศและนอกประเทศ นับตั้งแต่พระบรมวงศานุวงศ์ ทหาร ตำรวจ ข้าราชการ พลเรือน นิสิตนักศึกษา ปัญญาชน กรรมกร ชาวไร่ ชาวนา ทำงานกู้ชาติ บ้านเมืองในนามของ ขบวนการเสรีไทย เพื่อร่วมมือกับสัมพันธมิตรในการยุติสงคราม จนในที่สุด สัมพันธมิตรโดยเฉพาะรัฐบาลสหรัฐอเมริกาได้รับรองว่า นายปรีดีฯ เป็นตัวแทนแห่งการสืบต่อ ของรัฐบาลแห่งประเทศไทยตามที่เป็นอยู่ก่อนหน้าที่นายกรัฐมนตรีไทยสมัยนั้น (จอมพล ป.พิบูลย์ สงคราม) จะไปเข้ากับฝ่ายญี่ปุ่นในตอนที่ญี่ปุ่นบุก และยังถือว่าประเทศไทยเป็นรัฐเอกราชที่ตกอยู่ ภายใต้การยึดครองด้วยกำลังทหารญี่ปุ่น

ภารกิจที่ขบวนการเสรีไทยช่วยเหลือสัมพันธมิตรในระหว่างสงครามคือการหาข่าวกรอง ช่วยเหลือเชลยสัมพันธมิตร ที่สำคัญคือสร้างสมกำลังผู้รักชาติก่อตั้งเป็นกองกำลังติดอาวุธใต้ดิน เตรียมพร้อมที่จะปฏิบัติการโจมตีญี่ปุ่นผู้รุกราน ภายใต้แผนยุทธการเดียวกันกับกองกำลังสัมพันธ มิตรภาคพื้นเอเซียอาคเนย์

ในวันที่ญี่ปุ่นยอมจำนวนต่อสัมพันธมิตร กระทรวงการต่างประเทศอังกฤษได้อนุญาตให้ พล.ร.อ.ลอร์ด หลุยส์ เมานท์แบทเตน (Lord Louis Mountbattan) ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองทัพสัมพันธมิตรภาคพื้นเอเซียอาคเนย์ แนะนำเป็นส่วนตัวมายัง "รูธ" Ruth (อันเป็นนามจัดตั้งของนายปรีดี พนมยงค์ หัวหน้าขบวน การเสรีไทย) ให้ประกาศโดยเร็วที่สุดที่จะเป็นไปได้ภายหลังญี่ปุ่นยอมจำนนในที่สุดแล้วนั้น บอก ปฏิเสธการประกาศสงครามของไทยต่ออังกฤษ และสหรัฐอเมริกา

ทันทีที่นายปรีดีฯ ได้รับสาส์นของ ลอร์ด หลุยส์ เมานท์แบทเตนแล้ว เขาจึงทำการ "ประกาศสันติภาพ" ณ วันที่ 16 สิงหาคม 2488 ในฐานะของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ภาย ใต้พระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลรัฃกาลที่ 8 สารสำตัญที่ประกาศโดย สรุปคือ ให้ถือว่าการประกาศสงครามต่อสหรัฐอเมริกาและอังกฤษของรัฐบาลจอมพล ป. พิบูล สงคราม เป็นโมฆะไม่ผูกพันประชาชนชาวไทยและพร้อมที่จะร่วมมือเต็มที่ทุกทางกับสหประชา ชาติในการสถาปนาเสถียรภาพในโลกนี้

ในระหว่างดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 นายปรีดีฯ ได้ใช้ ความรู้ ความสามารถเจรจาต่อรองกับฝ่ายสัมพันธมิตร ทำให้ประเทศไทยไม่ต้องถูกยึดครองโดย ฝ่ายสัมพันธมิตร ดังเช่นหลายประเทศ และทำให้ประเทศไทย สามารถแก้ขไสถานะผู้แพ้สงคราม ได้สำเร็จอย่างละมุนละม่อม สามารพเข้าเป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติอย่างเต็มภาคภูมิ

ด้วยคุณูปการที่เป็นผู้นำในการกอบกู้บ้านเมืองในยามคับขันนี้เอง พระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัวอานันทมหิดล จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ยกย่องนายปรีดี พนมยงค์ ไว้ในฐานะ รัฐบุรุษอาวุโส ตำแหน่งนี้ถือได้ว่าเป็นตำแหน่งทางการเมืองอันทรงเกียรติสูงสุด

ในปีสุดท้ายก่อนที่จะสูญเสียอำนาจ นายปรีดีฯ ได้เริ่มแสดงบทบาทการเมืองระหว่าง ประเทศก้าวใหม่ ด้วยเล็งเห็นว่า แม้สงครามโลกครั้งที่ 2 จะสิ้นสุดลงแล้วก็ตาม แต่ประเทศในภูมิภาคเอเซียอาคเนย์ยังอยู่ในการปกครองของมหาอำนาจตะวันตก คือ กัมพูชา ลาว เวียดนาม เป็น เมืองขึ้นของฝรั่งเศส พม่า มาลายา สิงค์โปร์ ก็ถูกอังกฤษครอบครอง อินโดนีเซียก็อยู่ในอาณัติของ เนเธอร์แลนด์ และฟิลิปปินส์ก็อยู่ในความดูแลของสหรัฐอเมริกา

บรรดาผู้นำที่รักชาติและประชาชนในรัฐเพื่อนบ้านเหล่านี้ต่างได้เคลื่อนไหวต่อสู้อย่างทรหด เพื่อให้ได้มาซึ่งเอกราช อธิปไตยแห่งประชาชาติของตน นายปรีดีฯ เห็นว่าเป็นความชอบ ธรรมที่ประชาชาติเล็ก ๆเหล่านี้จะรวมตัวเพื่อสร้างแนวร่วมต่อรองกับมหาอำนาจ เขาเคยเสนอให้ฝรั่งเศสร่วมกับไทยเป็นผู้อุปภัมภ์ "สหภาพเอเซียตะวันออกเฉียงใต้" ซึ่งจะประกอบด้วย ลาว กัมพูชา เวียดนาม และไทย โดยเชื่อว่า พม่า มาลายา ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซียอาจเจ้ามาร่วมด้วยในภาย หลัง แต่รัฐบาลฝรั่งเศสปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าว อย่างไรก็ตามนายปรีดีฯ ไม่ยอมล้มเลิกแนวคิดนี้ เขาได้ดำเนินการก่อตั้ง "สันติบาทเอเซียตะวันออกเฉียงใต้" ขึ้นในเดือนกันยายน 2490 เพื่อเป็น เวทีในการประสานแนวร่วมผู้รักชาติในภูมิภาคนี้ขึ้นมาเป็นพลังต่อรองและเจรจาไกล่เกลี่ยกับ มหาอำนาจเพื่อหาลู่ทางที่จะให้มาขึ่งเอกราชอธิปไตยของประเทศในเอเซียอาคเนย์โดยสันติวิธี

แต่ความริเริ่มทางการเมืองระหว่างประเทศมีขึ้นได้เพียงไม่กี่เดือนก็ต้องยุติลง เนื่องจากมี กลุ่มทหาร ใช้กำลังทหารและอาวุธเข้าทำการยึดอำนาจรัฐบาล ถึงแม้ว่าในคราวนี้นนายปรีดีฯ มิได้เป็นนายกรัฐมนตรี แต่คณะรัฐประหารก็มุ่ง หมายที่จะกำจัดนายปรีดีฯ โดยตรง นายปรีดีฯ จึงจำต้องลี้ภัยรัฐประหารออกนอกประเทศเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2480

น่าเสียดายที่ "สันนิบาตเอเซียตะวันออกเฉียงใต้" ต้องล้มเลิกลงกลางคัน เพราะหากแนวคิด นี้ของนายปรีดีฯ ประสบความสำเร็จ โดยที่มหาอำนาจยินยอมปล่อยให้ประชาชนในภูมิภาคนี้ตกลง แก่ไขปัญหาของตนเอง อย่างน้อยปัญหาอินโดจีนคงจะยุติลงด้วยวิถีทางที่สันติและเสียเลือดเนื้อ น้อยกว่าที่ได้เป็นไปแล้ว ในสงครามเกาหลี สงครามเวียดนาม และสงครามในกัมพูชา ซึ่งยังคงครุกรุ่นอยู่ขณะนี้

นับแต่ปี 2490 เป็นต้นมา แม้นายปรีดีฯ จะหลุดพ้นจากเวทีการเมืองของประเทสไทยโดย ไม่อาจหวนคืนมาอีก แต่ตลอดเวลาที่เขาลี้ภัยการเมืองอยู่ในต่างแดน เขายังมีความกระตือรือร้นใน การแสดงบทบาททางความคิดต่อการเมืองภายในประเทศไทย และการเมืองระดับโลก เขาได้พูด และเขียนบทความ หนังสือเป็นอันมาก ที่แสดงทัศนะประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน และสันติภาพที่ ต่อต้านเผด็จการทั้งฝ่ายซ้ายฝ่ายขวา เขาคัดค้านการสร้างและสะสมอาวุธนิวเคลียร์ คัดค้านการทำ สงครามทุกรูปแบบ และยังเตือนรัฐบาลไทยอยู่เนือง ๆ มิให้ตกเป็นเหยื่อของสงครามโดยตัวแทน (War by Proxy) โดยให้ประเทศไทยยึดถือหลีกความเป็นกลางและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติอย่าง เคร่งครัด

นายปรีดี พนมยงค์ ถึงแก่อสัญกรรมเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ.2526 ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ตลอดชีวิตของนายปรีดี พนมยงค์ ได้ตั้งใจรับใช้ชาติและประชาชนชาวไทยด้วย สติปัญญาและความสามารถอย่างเต็มที่ ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ด้วยความกล้าหาญเสียสละมิได้เห็น แก่ประโยชน์ส่วนตนแม้แต่น้อย แม้ภารกิจนั้นจะเสื่ยงภยันตรายต่อชีวิตก็ตาม ท่านรับราชการ สนองพระเดชพระคุณจนเป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัยได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ยกย่องไว้ใน ฐานะรัฐบุรุษอาวุโส และสภาผู้แทนราษฎรได้มีมติแต่งตั้งให้เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์แต่ผู้เดียว จนสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง นอกจากนี้นายปรีดี พนมยงค์ ยังเป็นผู้ดำรงชีวิตเรียบง่ายและ ประหยัด มีศรัทธายึดมั่นในหลักศาสนธรรม หลักนิติธรรม หลักมนุษยธรรม ทั้งในการดำรงชีวิต และการปฏิบัติหน้าที่ราชการเพื่อให้เกิดสันติภาพและสันติสุขในหมู่ประชาชนและในบ้านเมือง

ด้วยผลงานและเกียรติคุณความดีของนายปรีดี พนมยงค์ อันเป็นที่ประจักษ์ดังได้กล่าวมาแล้ว เพื่อแสดงกตัญญูและกตเวทีต่อผู้กระทำคุณประโยชน์ใก้แก่ประชาชนและประเทศชาติ อันจะ เป็นแบบอย่างที่ดีแก่เยาวชนของชาติที่จะทำนุบำรุงบ้านเมืองต่อไป และเพื่อให้นานาชาติได้ทราบ ถึงคุณงามความดีของคนไทยที่ได้กระทำคุณประโยชน์ให้แก่ประเทศไทยและแก่โลก อันควรได้รับ การสรรเสริญจึงเห็นสมควร จัดงานฉลองครบรอบ 100 ปี ชาตะกาลให้แก่นายปรีดี พนมยงค์ เพื่อ เป็นเกียรติประวัติสืบไป

Source: Thai Government

Home Home | หนึ่งศตวรรษ ปรีดี พนมยงค์

 
Hosted by www.Geocities.ws

1