| ผลกระทบดังกล่าวได้ก่อให้เกิดพลวัตขนานใหญ่ในสังคมไทยเพื่อปรับตัวให้เท่าทันและ
สามารถอยู่รอดได้ในท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงของโลก
ในระดับชนชั้นที่มี
การศึกษาของฝ่ายคณะราษฎรก็ได้มีการเรียกร้องให้มีปาเลียเมนต์
ได้แก่การเรียกร้องของเทียนวรรณ
และ ก.ส.ร. กุหลาบ
ตลอดจนการเรียกร้องของพระบรมวงศานุวงศ์
และข้าราชการอีกจำนวนหนึ่ง
ที่ได้ลงพระนามและลงนามในเอกสารกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
เพื่อขอให้เปลี่ยนแปลงการปกครองไปเป็นแบบลิมิเต็ดโมนากีเมื่อ
ร.ศ. 103 (ตรงกับพุทธ ศักราช 2428)
และซึ่งต่อมามีผลทำให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงปฏิรูปการ
ปกครองครั้งใหญ่ในปี พ.ศ.2435
โดยล้มเลิกการบริหารราชการแบบจตุสดมภ์โบราณมาเป็น
ระบบกระทรวงทบวงกรมแบบตะวันตก
และเพื่อให้ได้คนที่มีความรู้มาช่วยราชการในระบบใหม่
ที่ทรงปฏิรูปนี้
ก็ได้ทรงส่งเสริมให้ลูกเจ้านาย
ขุนนางและให้ทุนลูกหลานราษฎรที่เรียนดีไปศึกษาต่อ
ในอังกฤษและภาคพื้นยุโรป แต่พลวัตภายในสังคมไทยมิได้หยุดยั้งเพียงเท่านี้ กล่าวคือเมื่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ ไทยถูกดึงเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโลกมากยิ่งขึ้น กลไกการบริหารการปกครองแบบเก่าไม่สามารถ ตอบสนองการแก้ปัญหาเศรษฐกิจสังคมยุคใหม่ได้ ดังบันทึกของพระยาสุริยานุวัติ เสนาบดี กระทรวงพระคลังมหาสมบัติได้แสดงสถานภาพของชาวนาส่วนใหญ่ของประเทศในยุคนั้น ดังนี้ "ชาวนาที่ยากจนขัดสนด้วยทุน ต้องออกแรงทำงานแต่ลำพังด้วยความเหน็ดเหนื่อยเพียงใด ย่อมจะเห็นปรากฎอยู่ทั่วไปแล้ว ในเวลาที่ทำงานอยู่ เสบียงอาหารและผ้านุ่งห่มไม่พอ ก็ต้องซื้อเชื่อเขา โดยต้องเสียราคาแพง หรือถ้าต้องกู้เงินเขาไปซื้อก็ต้องเสียดอกเบี้ยอย่างแพงเหมือนกัน เมื่อเกี่ยว ข้าวได้ผลแล้ว ไม่มีกำลังและพาหนะพอจะขนไปจากลานนวดข้าวหรือไม่มียุ้งฉางสำหรับเก็บข้าวไว้ขาย เมื่อเวลาข้าวในตลาดจะขึ้นราคา ก็ต้องจำเป็นขายข้าวเสียแต่เมื่ออยู่ในลานนั้นเอง จะได้ราคาต่ำสักเท่าใดก็ต้องจำใจขาย มิฉะนั้นจะไม่ได้เงินใช้หนี้เขาทันกำหนดสัญญา ต้องเสียเปรียบเพราะมีทุนน้อยเช่นนี้ ที่สุดเมื่อขายข้าวได้สิ้นเชิงแล้ว บางทีก็จะไม่ได้เงินใช้หนี้เขาพอคุ้มค่าสิ่งของซึ่งจำเป็นต้องบริโภคในการเลี้ยงชีพแท้ ๆ เมื่อปีหน้าจะทำนาต่อไปก็ต้องเป็นหนี้เขาอีก หนี้ใหม่ทันถม หนี้เก่ามากหนักขึ้นทุกปีไป แรงที่ได้ออกไปโดยความเหน็ดเหนื่อย และความซึ่งต้องทรมาณกาย อุตส่าห์ตากแดดตากฝนทนลำบากมาเป็นหนักหนานั้น ก็ไม่ทำให้เกิดผลเป็นทรัพย์ของตัวขึ้นได้ เท่ากับออกแรงทำประโยชน์ให้แก่ผู้อื่นฝ่ายเดียวเป็นแท้ ดูเป็นที่สมเพชนัก" ผู้อภิวัฒน์ประชาธิปไตย การที่สภาพเศรษฐกิจของสยามล้าหลังเช่นนี้ก็เพราะอยู่ภายใต้โครงสร้างสังคมอุปภัมภ์แบบ เจ้าขุนมูลนาย ราษฎรไทยส่วนใหญ่ยังอยู่ในภาคเกษตรแบบดั้งเดิม ด้อยโอกาสในการเรียนรู้และรับรู้ความเปลี่ยนแปลงของโลกภายนอก ยังมีนโยบายจัดระบบการศึกษาในลักษณะส่งเสริมให้ราษฎรรู้จักคิด อ่านสร้างสรรค์ ด้วยเหตุนี้ แม้ยุคสมัยจะล่วงเข้าสู่ต้นคริสตศวรรษที่ 20 แล้วก็ตาม ราษฎรไทยก็ยังไม่มี สิทธิมีเสียง หรือมีส่วนร่วมในการกำหนดชะตากรรมของบ้านเมืองหรือแม้แต่ชะตากรรมของ ราษฎรเอง สภาวะความล้าหลังทางสังคมดังกล่าวนี้เอง เป็นเหตุให้เกิดการกบฎของกลุ่มปัญญาชน ข้าราชการชั้นผู้น้อย (หรือกบฎ ร.ศ. 130) ใน พ.ศ.2454 อันเป็นปีแรกแห่งรัชกาลที่ 6 ทั้งนี้เพื่อ เรียกร้องให้มีการจำกัดอำนาจของพระมหากษัตริย์ให้อยู่ภายใต้กฎหมาย แม้กบฎ ร.ฯ. 130 จะประสบความล้มเหลวในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ก็ได้เป็นกรณีแบบอย่างที่สร้างแรงบันดาลใจ ในการอภิวัฒน์ให้แก่ราษฎรไทยผู้นิยมประฃาธิปไตยทั้งหลาย นายปรีดี พนมยงค์ ถือกำเนิดและเติบโตมาในท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ท่านเกิดเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ.2443 อันเป็นช่วงปลายสมัยรัชกาลที่ 5 ในครอบครัวชาวนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ช่วงชีวิต 15-16 ปีในวัยเด็กช่วยให้นายปรีดีฯ ได้สัมผัสกับสภาพ ปัญหาของชาวนา ซึ่งก็คือปัญหาใหญ่ของประเทศในยุคนั้น ท่านได้สะท้อนปัญหาที่เห็นในวัยเยาว์ ว่า "เนื่องจากชาวนาต้องประสบภัยธรรมชาติ เช่น โรคพืช, ฝนแล้ง, น้ำท่วมมากเกินไป ป่วย ไข้ทำงานไม่ได้ต้องถูกขโมยลักควาย แต่เจ้าของที่ดินก็ไม่ปราณี คือเรียกเก็บค่าเช่าที่ดินตามที่ตกลงกันไว้ให้ได้ จึงทำให้ลูกนาอัตคัตขัดสน เจ้าของนาก็ทำการยึดทรัพย์ ตลอดจนข้าวกิน ข้าวปลูกที่ชาวนา พอมีอยู่บ้างนั้น" และ "ความอัตคัตขัดสนของชาวนามีอีกมากมายหลายประการที่แสดงว่า ชาวนาไม่ได้รับความช่วยเหลือจากทางราชการ แต่ชาวนาก็มีภาระที่ต้องเสียเงินรัชชูปการ ถ้าไม่มีเงินเสียก็ต้องถูก เกณฑ์ไปทำงานประมาณปีละ 15-30 วัน และต้องเสียอากรค่านา" การรับรู้สภาพปัญหาของสังคมไทยนับแต่วัยเยาว์ของนายปรีดีฯ มิได้เกืนความจริง เมื่อเปรียบเทียบกับรายงานของ ดร.คาร์ล ซี ซิมเมอร์แมน แห่งมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด สหรัฐอเมริกา ผู้ได้รับการเชื้อเชิญจากรัฐบาลสยามให้เข้ามาสำรวจเศรษฐกิจในสยาม ตั้งแต่ พ.ศ. 2573 ดังปรากฎ ในรายงานตอนหนึ่งว่า "พ่อค้าคนกลางคิดกำไรจากการกู้หนี้ยืมสินชาวชนบทหลายทาง กระทำให้วิธีการซื้อสินค้า และวิธีขายสินค้าผิดหลักทางเศรษฐกิจ เนื่องด้วยพ่อค้าคนกลางมีอำนาจทางเศรษฐกิจเหนือกสิกร ผู้รับซื้อข้าวเป็นผู้แบ่งข้าวเปลือกในท้องที่ออกเป็นชั้นต่าง ๆ และตั้งราคาตามชอบใจ ข้อบกพร่องต่าง ๆ เหล่านี้กระทำให้กสิกรรมก้าวหน้าได้อย่างแสนเข็ญ" และเมื่อมีโอกาสเข้ามาศึกษาต่อในโรงเรียนกฎหมายแห่งกระทรวงยุติธรรที่กรุงเทพฯ นายปรีดีฯ ก็ได้รับรู้ถึงสิ่งที่เรียกว่า "สิทธิสภาพนอกอาณาเขต" ซึ่งอาจารย์ผู้สอนกล่าวถึงบุคคลต่างชาติผู้มีสิทธิพิเศษนอกอำนาจศาลสถิตย์ยุติธรรมของสยาม ความรู้นี้เองทำให้นักเรียนกฎหมายปรีดีฯ เริ่มตระหนักถึงการสูญเสียเอกราชทางการศาลของประเทศ ในเวลาต่อมา นายปรีดีฯ ได้ให้สัมภาษณ์ประสบการณ์ทางสังคมที่ท่านได้รับรู้ในวัยเยาวร์ว่า "ผมได้กล่าวแล้วถึงสภาพสังคมไทยที่ผมประสบพบเห็นแก่ตนเองว่าราษฎรได้มีความอัตคัตขัดสน ในทางเศรษฐกิจ เพราะไม่มีสิทธิเสรีภาพกับความเสมอภาคในทางการเมือง อีกทั้งตกอยู่ภายใต้อิทธิพลและอำนาจของหลายประเทศทุนนิยม ผมได้มีความคิดก่อนที่ได้มาศึกษาในฝรั่งเศสแล้วว่าจะ ตองค้นคว้าศึกษาเพิ่มเติม ว่ามีวิธีใดที่จะทำให้ความเป็นอยู่ของราษฎรดีขึ้น" เช่นเดียวกับนักเรียนผู้มีผลการเรียนดีเด่นอื่น ๆ นายปรีดีฯ ได้รับทุนจากกระทรวงยุติธรรม เพื่อไปศึกษาต่อวิชากฎหมาย ณ ประเทศฝรั่งเศส (ระหว่าง พ.ศ.2493-2470) แต่ท่านไม่เคยละ ทิ้งอุดมการณืและการรับรู้เกี่ยวกับสภาพปัญหาเศรษฐกิจสังคมของข้านเกิดเมืองนอน ตรงกันข้าม ประสบการณ์เหล่านั้นกลับเป็นเรงกระตุ้นให้ท่านมีมานะศึกษาเรียนรู้วิชากฎหมาย รวมทั้งวิชา เศรษฐศาสตร์ชั้นสูงของตะวันตก เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการปรับปรุงสภาพสังคมไทย จากการที่ ได้เรียนรู้วิชาการของประเทศภาคพื้นยุโรปและอังกฤษนี้เอง ทำให้นายปรีดีฯ เห็นความสำคัญของ การเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศเข้าสู่การปกครองในระบอบประชาธิปไตย (Democracy) ทั้งนี้เพื่อเป็นรากฐานในการสร้างชีวิตใหม่และวัฒนธรรมใหม่ให้แก่สังคมไทย ซึ่งจะต้องพัฒนาเข้า สู่สังคมประชาธรรม (Civil Society) ตามวิถีของสังคมนานาอารยะประเทศ ด้วยเหตุว่า ระบอบประชาธิปไตยเป็นรากฐานที่ขาดเสียมิได้สำหรับอารยธรรมของมนุษยชาติในสังคมยุคใหม่ ด้วยแรงบันดาลใจดังกล่าว ประกอบกับกระแสความเป็นจริงของสังคมโลก เป็นเหตุผลักดันให้ท่านกลายเป็นบุคคลสำคัญในคณะราษฎรที่ได้สถาปนาระบอบประชาธิปไตย โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ภายใต้รัฐธรรมนูญ ทำให้ระบอบประชาธิปไตยมีความเจริญงอกงามขึ้นใน ประเทศไทยดังที่ปรากฎอยู่ในปัจจุบัน นายปรีดีฯ มิได้มุ่งหมายเปลี่ยนแปลงการปกครองเพียงเพื่อให้ได้มาซึ่งระบบ ประชาธิปไตยทางการเมืองเท่านั้น หากแสดงเจตนารมณ์และแสดงบทบาทอย่างแจ่มชัดที่จะก้าวไป สู่ประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ สังคมและการศึกษา เหนือสิ่งอื่นใด เขาปราถนาที่จะให้ระบอบประชาธิปไตยเป็นบรรทัดฐานในการพัฒนาประชาชาติเล็ก ๆ อย่างสยามให้ยืนหยัดอยู่อย่างมีเอกราชและศักดิ์ศรีในทุกด้านท่ามกลางนานาอารยประเทศในประชาคมโลกยุคใหม่ เจตนารมณ์ ประชาธิปไตยของเขาปรากฎอย่างชัดเจนในหลัก 6 ประการของ "ประกาศคณะราษฎร" ที่เขาเป็นผู้ ร่างขึ้นเพื่อใช้เป็นคำแถลงการณ์ ในวันเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 หลัก 6 ประการ มีดังนี้
นอกจากเจตนารมณ์ทั้ง 6 ประการนี้แล้ว แนวความคิดที่กล่าวได้ว่าเป็นจุดเด่นของนาย ปรีดีฯ และเป็นจุดที่ตกเป็นเป้าของการวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุดมาจนกระทั้งทุกวันนี้ ก็คือ "เค้าโครงเศรษฐกิจแห่งชาติ" อันเป็นการแสดงให้เห็นว่า นายปรีดีฯ ให้ความสำคัญกับ การจัดระบบเศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างมาก ทั้งนี้โดยพิจารณาจากคำกล่าวของเขาเองที่ว่า "การเปลี่ยน แปลงการปกครองคราวนี้ไม่ใช้ Coup d' Etat เป็น Revolution ในทางเศรษฐกิจ" เจตนารมณ์ดัง กล่าวนี้ นายปรีดีฯ ได้ตราไว้ในหมวดที่ 1 แห่งเค้าโครงเศรษฐกิจฯ ที่เขาร่างขึ้นว่า "ข้าพเจ้าจึงยังคงยืนยันความข้อนี้อยู่เสมอและเห็นว่า ถ้ารัฐบาลได้จัดการโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติให้เหมาะสมแล้ว การหางานให้ราษฎรทุกคนทำใช่เป็นการสุดวิสัยไม่ การบำรุงความสุขสมบูรณ์ขอราษฎรนี้ เป็นจุดประสงค์อันใหญ่ของข้าพเจ้าในการทำการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ข้าพเจ้ามิได้ปรารถนา ที่จะเปลี่ยนพระเจ้าแผ่นดินองค์เดียวมาเป็นหลายองค์ ซึ่งเป็นการปกครองแบบประชาธิปไตยแต่เปลือกนอกเท่านั้น ข้าพเจ้ามุ่งแต่สาระสำคัญคือ "บำรุงความสุขสมบูรณ์ของราษฎร" และถือว่ารัฐธรรมนูญ เปรียบประดุจกุญแจที่จะไขประตูเปิดช่องให้ราษฎรได้มีส่วนมีเสียงในการปกครองให้จัดถูกต้องตามความต้องการของตน และเมื่อประตูที่กีดกั้นอยู่ได้เปิดออกแล้ว รัฐบาลก็จะต้องนำ ราษฎรผ่านประตูนั้นเข้าไปสู่ชัยภูมิแห่งความสมบูรณ์" แม้ความคิดในเรื่องการจัดระบบเศรษฐกิจโดยรัฐของนายปรีดีฯ จะมีจุดอ่อนให้วิพากษ์ อย่างไรก็ตาม แต่แท้ที่จริงแล้วเค้าโครงเศรษฐกิจฯของเขานั้น เป็นเค้าโครงการปฏิวัติสังคมด้วย บุคคลผู้สำเร็จประกาศนียบัตรการศึกษาขั้นสูงในทางเศรษฐกิจ (Diploma d' Etudes Superieures of Economic Politique) เช่นนายปรีดีฯ ย่อมต้องตระหนักดีว่าระบบเศรษฐกิจย่อมไม่มีความหมายแต่ประการใด ถ้าหากไม่ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการยกระดับคุณภาพชีวิตและสังคม ดังคำชี้แจงของเขาในเค้โครงเศรษฐกิจฯ ตอนหนึ่งว่า "ผู้อ่านโดยมีอุปทานร้ายมักจะเหมายทันทีว่า การที่รัฐบาล ประกอบการเศรษฐกิจเสียเองนี้จะทำให้มนุษย์กลายเป็นสัตว์... ข้าพเจ้าได้ระวังมิให้มนุษย์มีสภาพ เป็นสัตว์ ข้าพเจ้าประสงค์ให้มนุษย์เป็นมนุษย์ยิ่งขึ้น ปราศจากการประทุษร้ายต่อกัน อันเนื่องมาจากเหตุเศรษฐกิจ" นายปรีดีฯ เป็นนักการเมืองคนแรกที่ริเริ่มแนวความคิดที่จะให้ราษฎรทุกคนได้รับ การประกันสังคม (Social assurance) จากรัฐบาล โดยระบุไว้อย่างชัดเจนในหมวดที่ 3 แห่งเค้าโครงเศรษฐกิจฯ แต่น่าเสียดายที่ร่างของแนวความคิดดังกล่าวถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ กว่าประเทศไทยจะยอมรับให้มีนโยบายประกันสังคมให้แก่ประชาชนก็เป็นเวลา 6 ปี หลังจากนั้น แนวความคิดในเค้าโครงเศรษฐกิจฯ มิใช่เป็นแบบคอมมิวนิสต์ดังที่ถูกกล่าวหา แต่เป็น แบบที่นายปรีดีฯ กล่าวว่า "โปลิซีของข้าพเจ้านั้นเดินแบบโซเชียลลิสม์ผสมลิเบรัล" ดังจะเห็นได้ว่า ในเค้าโครงการเศรษฐกิจดังกล่าวมีการรับรองกรรมสิทธิ์ของเอกชนไว้ในหมวด 3 เช่นเดียวกับที่มี ในประเทศเสรีนิยมทงเศรษฐกิจทั้งหลาย แม้เค้าโครงการเศรษฐกิจฯ ของนายปรีดีฯ จะไม่ได้รับการเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรียุค นั้นและตนเองก็ถูกเนรเทศด้วยข้อหาคอมมิวนิสต์ แต่เค้าโครงการเศรษฐกิจฯ ของเขาก็เป็นแบบฉบับของการวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจฯ และสังคมแห่งชาติอย่างเป็นระบบ และความคิดหลายอย่าง ในเค้าโครงการเศรษฐกิจฯ ดังกล่าวก็ได้มีการนำมาปฏิบัติอย่างได้ผลดี ทั้งในสมัยที่เขาเป็นผู้มีส่วน ร่วมในการบริหารประเทศและหลังจากนั้น อาทิเช่น การก่อตั้งธนาคารแห่งประเทศไทย การจัด ระบบการเก็บภาษีที่เป็นธรรม (ประมวลรัษฎากร) การปรับปรุงระเบียบบริหารราชการแผ่นดินให้ สอดคล้องกับระบบการเมืองใหม่ และการประกันสังคมแก่ราษฎรทั่วหน้า ฯลฯ |