คนดีเมืองไทยไม่ต้องการ

 

 

"ผมขายบ้านของผมในกรุงเทพฯ ไป แล้วก็ซื้อบ้านหลังหนึ่งในกรุงปารีสนี้ ปัจจุบันผมมีรายได้อยู่สองทาง คือเงินบำนาญของผมที่ส่งมาจากกรุงเทพ ฯ เดือนละ ๓,๖๕๓ บาท ซึ่งเงินจำนวนนี้นับว่าเล็กน้อยมาก เมื่อเปรียบเทียบกับค่าครองชีพในกรุงปารีส ด้วยเหตุนี้ผมจึงจำเป็นต้องทำมาหาเลี้ยงชีพอีกทางหนึ่ง ด้วยการเขียนหนังสือขาย แก่ชาวฝรั่งเศสที่นี่ และชาวอเมริกันที่เขาสนใจ ผมเขียนหนังสือเสร็จไปแล้วสองสามเล่ม ในจำนวนนี้มีอยู่เล่มหนึ่งซึ่งผมเขียนขึ้นเป็นภาษาไทยให้ชื่อว่า ความเป็นอนิจจังของสังคม... ขณะนี้ผมกำลังเร่งการเขียนอยู่ทุกวัน ผมจะลงมือเขียนตั้งแต่เช้าจนเที่ยง เมื่อหยุดรับประทานอาหารกลางวันแล้วผมก็จะลงมือเขียนต่อไปจนถึงตอนเย็น"

 

ปรีดี พนมยงค์

เดอะเนชั่น ๒๕๑๔

 

 

 

 

นายปรีดีหลบอยู่แถวฝั่งธนฯ นานหกเดือน จึงสบโอกาสปลอมตัวเป็นชาวประมงลงเรือเล็กหนีลงไปถึงสิงคโปร์ แล้วหาเรือเดินทางต่อไปยังฮ่องกงเพื่อขอลี้ภัยอยู่ที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน ที่นั่นนายปรีดีได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี ขณะนั้นพรรคคอมมิวนิสต์เพิ่งประสบชัยชนะในการโค่นล้มรัฐบาลเจียงไคเช็ค รัฐธรรมนูญของสาธารณรัฐประชาชนจีนมีมาตราหนึ่งที่กำหนดว่า "บุคคลชาวต่างประเทศผู้ที่ได้ต่อสู้เพื่อความถูกต้องเป็นธรรมและถูกข่มเหงกลั่นแกล้ง จากฝ่ายอธรรมจนไม่อาจจะพำนักอยู่ในประเทศของตนได้ ทางประเทศจีนถือว่าบุคคลผู้นั้นเป็นอาคันตุกะของประเทศ"

 

เมื่อครั้งประธานเหมาเจ๋อตงได้พบกับนายปรีดี ประโยคแรกที่ประธานเหมาเอ่ยขึ้น คือ "รู้สึกยินดีที่ได้พบกับท่านปรีดี ผู้ประศาสน์การมหาวิทยาลัย ส่วนตัวผมเองแต่เดิมมีอาชีพเพียงเป็นครูประชาบาลชั้นประถมเท่านั้น"

 

นายปรีดีมาอยู่กรุงปักกิ่งได้ไม่นานก็ได้ข่าวว่า ท่านผู้หญิงพูนศุขและปาล บุตรชายคนโต ถูกรัฐบาลสั่งจับข้อหากบฏภายในและภายนอกราชอาณาจักร ดังนั้นในปี ๒๔๙๖ เมื่อท่านผู้หญิงต่อสู้จนพ้นข้อหาแล้ว ก็ตัดสินใจเดินทางออกนอกประเทศ เพราะรู้สึกว่าไม่ปลอดภัยที่จะอยู่ในเมืองไทยอีกต่อไป ท่านผู้หญิงพาลูกเล็ก ๆ เดินทางนานเจ็ดวันเจ็ดคืนโดยรถไฟสายทรานไซบีเรีย ผ่านฝรั่งเศสและโซเวียต ไปพบนายปรีดีที่กรุงปักกิ่ง ต่อมานายปรีดีได้ขอย้ายไปอยู่ที่เมืองกวางโจวทางใต้ของจีน เนื่องจากทนอากาศหนาวจัดในเมืองหลวงไม่ไหว ซึ่งรัฐบาลจีนก็อำนวยความสะดวกให้ที่เมืองกวางโจว นายปรีดีรับฟังข่าวสารจากเมืองไทยผ่านวิทยุและหนังสือพิมพ์ได้สะดวกขึ้น ตลอดเวลาที่พำนักอยู่ในประเทศจีน นายปรีดีถูกคนของรัฐบาลไทย กล่าวหาตลอดเวลาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ ที่ได้รับการสนับสนุนจากจีนแดง เพื่อยึดประเทศไทย

 

นายปรีดีเขียนหนังสือระบายความในใจมีข้อความตอนหนึ่งว่า "ข้าพเจ้าต้องอยู่ในสาธารณรัฐราษฎรจีนเป็นเวลานานกว่า ๒๐ ปีด้วยเหตุผลเพียงเพราะข้าพเจ้าได้กลายเป็นแพะรับบาปของการใส่ร้ายป้ายสีนานัปการ โดยเฉพาะข้าพเจ้าถูกกล่าวหาหลายครั้งหลายคราว่าเป็นอาชญากรหรือก่อกบฏอย่างร้ายแรง ข้าพเจ้ากลายเป็นบุคคลที่มิพึงปรารถนาในสายตาของรัฐบาลต่างประเทศหลายประเทศ ทั้ง ๆ ที่ระหว่างที่ข้าพเจ้าเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ และเป็นหัวหน้ารัฐบาลอยู่นั้น รัฐบาลเหล่านี้เคยกล่าวว่า เขาเป็นมิตรกับข้าพเจ้า แต่กลับหันหลังให้ข้าพเจ้าอย่างง่ายดาย เพื่อเอาใจรัฐบาลใหม่"

 

ปี ๒๕๑๓ นายปรีดีในวัย ๗๐ ปีตัดสินใจอพยพไปอยู่ที่บ้านอองโตนี ชานกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ทำให้สามารถติดต่อกับญาติพี่น้องได้สะดวกกว่าเมืองจีน ช่วงเวลานั้นนายปรีดีเป็นโจทก์ยื่นฟ้องบริษัทสยามรัฐ ม...คึกฤทธิ์ ปราโมช และบุคคลที่เกี่ยวข้อง ที่ลงข่าวหมิ่นประมาทว่านายปรีดีเกี่ยวข้องกับกรณีสวรรคต จนสุดท้ายจำเลยแพ้คดีต้องประกาศขอขมาทางหน้าหนังสือพิมพ์ และทุกครั้งที่นาย ปรีดีฟ้องศาลเรื่องกรณีสวรรคต ก็ปรากฏว่าชนะทุกครั้ง

 

วันหนึ่งในปี ๒๕๑๖ นายปรีดีได้ไปแสดงปาฐกถา ณ สามัคคีสมาคม แก่นักศึกษาไทยในอังกฤษ มีความตอนหนึ่งว่า "ก็อาจมีบางเรื่องที่ผมรู้ แต่เผอิญเข้าลักษณะของคำพังเพยโบราณว่า เป็นเรื่องที่พูดไม่ออกบอกไม่ได้ ผมก็ต้องผลัดไปในโอกาสที่สถานการณ์อำนวยให้พูดออกบอกได้ ถ้าหากโอกาสนั้นยังไม่เกิดขึ้นในอายุขัยของผม แต่ประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติมิได้หยุดชะงักลงภายในอายุขัยของคนใดหรือเหล่าชนใด คือประวัติศาสตร์จะต้องดำเนินต่อไปในอนาคตโดยไม่มีสิ้นสุด ดังนั้นผมขอฝากไว้แก่ท่าน และชนรุ่นหลังที่ต้องการสัจจะช่วยตอบให้ด้วย"

 

ตลอดระยะเวลาที่ลี้ภัยการเมืองอยู่ในต่างประเทศ นายปรีดีเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวของสังคมไทยและสถานการณ์โลกอย่างใกล้ชิด หลายครั้งได้แสดงจุดยืนที่มั่นคงในเรื่องของสันติภาพ หลักการอยู่ร่วมกันโดยสันติ คัดค้านสงครามทุกรูปแบบ คัดค้านการสะสมอาวุธนิวเคลียร์ ต่อต้านเผด็จการทั้งซ้ายและขวา โดยผ่านการให้สัมภาษณ์ การพูดคุย การเขียนหนังสืออย่างสม่ำเสมอ

 

ในปี ๒๕๒๔ บุตรชายคนโตของท่านคือปาล พนมยงค์ เป็นมะเร็งที่ลำไส้ หมอบอกว่าอาจจะเสียชีวิต ดร. จริย์วัฒน์ สันตะบุตร ลูกศิษย์ผู้ใกล้ชิดคนหนึ่งได้บรรยายสภาพชีวิตในเวลานั้นของอาจารย์ปรีดีไว้ว่า

 

"ตอนนั้นท่านผู้หญิงก็บินไปอยู่เมืองไทยเพื่อเฝ้าลูก ผมกำลังจะส่งวิทยานิพนธ์เลยได้ไปอาศัยอยู่กับท่านที่ปารีส วันหนึ่งขณะที่เราเดินไปสวนในช่วงบ่าย ๆ ท่านเดินอยู่กับผม แล้วมีเด็กเล็ก ๆ วิ่งเล่นอยู่ วิ่งมาใกล้ ๆ ท่าน ท่านก็ก้มลงคอยเอามือลูบศีรษะเด็กคนนั้น พอเด็กวิ่งออกไป ท่านก็แหงนหน้าดูฟ้า และหันมาบอกกับผมว่า ปาลนี่ไม่น่าอายุสั้นเลย ยังไม่ได้มีโอกาสทำประโยชน์ให้ประเทศชาติคุ้มกับที่เกิดมาเลย ได้ฟังแล้วผมน้ำตาไหล นึกถึงว่าคนที่ต้องอยู่ห่างไกลกับลูกที่กำลังไม่สบายหนัก ไม่ทราบว่าจะรอดหรือไม่ สิ่งที่ท่านนึกถึงก็คือว่ายังไม่ได้ทำประโยชน์ให้ประเทศชาติคุ้มค่า ผมไม่แน่ใจว่า ผมจะได้ยินจากคนอื่นในชีวิตนี้ ผมประทับใจมาก และรู้สึกว่านี่คือความผูกพันที่ท่านมีต่อประเทศชาติของเรา"

 

เวลา ๑๑ นาฬิกาเศษของวันจันทร์ที่ ๒ พฤษภาคม ๒๔๒๖ ขณะเขียนหนังสืออยู่ที่โต๊ะทำงานภายในบ้าน นายปรีดีก็ฟุบลงสิ้นใจอย่างสงบด้วยอาการหัวใจวาย และสามปีต่อมาอัฐธาตุของท่านก็ได้กลับแผ่นดินไทยและถูกนำไปลอยสงบนิ่งอยู่ในท้องทะเลไทย

 

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ยุคล มิตรสนิทคนหนึ่ง เขียนคำไว้อาลัยต่อการจากไปของนายปรีดี พนมยงค์ ว่า "ข้าพเจ้าเชื่อว่าชีวิตของคนทุกคนย่อมจะต้องเป็นไปตามแนวแห่งกรรมประจำตัว จะไม่มีผู้ใดที่จะเลี่ยงพ้นจากกรรมได้ ดังนี้ดวงของท่านที่ได้พุ่งขึ้นสูงส่งอย่างน่าประหลาด คือท่านเป็นศาสตราจารย์ที่ยิ่งใหญ่ เป็นรัฐมนตรีมาแทบทุกยุคทุกสมัย ได้เป็นนายกรัฐมนตรี ได้เป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน และยังมีชื่อเสียงไปทั่วโลกว่าเป็นผู้สามารถธำรงเกียรติศักดิ์ของชาติไทยไว้ได้ ครั้นแล้วชะตาชีวิตของท่านอาจารย์ปรีดีก็พลันกลับทำให้ท่านต้องตกต่ำลงมาจนถึงขั้นต่ำสุด ตลอดจนชะตาของท่านอาจารย์ปรีดีก็โหดร้ายต่อตัวท่าน ต่อลูกเมียท่านนานาประการ ถึงขนาดที่เกือบจะต้องตกเป็นคนไทยที่ไม่มีสิทธิ์ในแผ่นดินไทยซึ่งเป็นบ้านเมืองที่รักของท่าน

 

ข้าพเจ้าเคยกล่าวอยู่เสมอว่า ชะตาหรือดวงของคนคนหนึ่งนั้นอาจจะไปสัมพันธ์กับชะตาชีวิตของคน อีกหลายสิบล้านแม้แต่ดวงของประเทศ และถ้าพิจารณากันให้ละเอียดแล้วจะเห็นได้ชัดว่า ดวงของท่านอาจารย์ปรีดีเป็นเช่นนั้น เพราะว่าชะตาหรือดวงของท่านนั้น มิใช่จะทำให้แต่ตัวท่าน ต้องตกระกำลำบาก และเป็นผู้ที่สูญเสียแต่เพียงผู้เดียว แต่ยังทำให้คนไทยอีกหลายสิบล้านคน ที่ต้องพลอยถูกกระทบกระเทือนและสูญเสียไปด้วย... และต้องเสียไปอย่างที่จะไม่มีทางกลับคืนมาได้อีกแล้ว"

 

 

 

 

หน้า 1 | 2 | 3

 

 

 

 

Hosted by www.Geocities.ws

1