๑๐๐
ปี ของ สามัญชน นาม ปรีดี พนมยงค์ (ต่อ)
เรื่อง : วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์
สยาม ราชอาณาจักรใต้ดิน
"ช่วงนั้นหน้าสิ่วหน้าขวานมากที่สุดเชียว
ทำเนียบท่าช้างเป็นที่บัญชาการของเสรีไทย ที่มีนายปรีดีเป็นหัวหน้า
พออยู่มาวันหนึ่ง นายพลโตโจ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นก็มาเซ็นชื่อเยี่ยมที่ทำเนียบของนายปรีดี
ผู้สำเร็จราชการฯ แล้วก็เดินเข้ามาที่ศาลาริมน้ำซึ่งเป็นส่วนที่พวกเสรีไทยใช้เป็นที่ทำงาน
โตโจคงอยากเห็นส่วนที่เราอยู่หมด น่ากลัวเหมือนกัน แต่โชคดีที่พวกญี่ปุ่นคงไม่ระแคะระคาย"
ท่านผู้หญิง
พูนศุข พนมยงค์
ก่อนสงครามโลกครั้งที่ ๒
จะอุบัติขึ้น นายปรีดีเล็งเห็นว่าลัทธิเผด็จการทหาร กำลังจะจุดชนวนให้เกิดสงครามโลก
ในปี ๒๔๘๒ เขาจึงสร้างภาพยนตร์เรื่อง พระเจ้าช้างเผือก
เพื่อสะท้อนความคิดของเขาที่คัดค้านการทำสงคราม ผ่านไปยังผู้นำประเทศ
ถือเป็นภาพยนตร์ไทยเสียงภาษาอังกฤษในฟิล์มเรื่องแรก
เช้าตรู่ของวันที่ ๘
ธันวาคม ๒๔๘๔ กองทัพญี่ปุ่นก็ยกพลขึ้นบกที่อ่าวไทยพร้อมกันหกแห่ง ทูตทหารญี่ปุ่นในเมืองไทยยื่นคำขาดต่อรัฐบาล
ให้กองทัพลูกพระอาทิตย์เดินทัพผ่านแผ่นดินไทย ภายในวังสวนกุหลาบ-ทำเนียบรัฐบาลในเวลานั้น
คณะรัฐมนตรีแบ่งเป็นสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งนำโดยจอมพล ป. พิบูลสงคราม
เห็นด้วยที่จะร่วมมือกับญี่ปุ่น แต่อีกฝ่ายนำโดยนายปรีดี
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง คัดค้านอย่างรุนแรง และเสนอว่าจะต้องต่อสู้กับญี่ปุ่นที่ละเมิดอธิปไตย
แต่สุดท้ายนายปรีดีก็แพ้เสียงข้างมาก ไทยกับญี่ปุ่นเซ็นสัญญาเป็นพันธมิตรกันต่อหน้าพระแก้วมรกตเมื่อวันที่
๑๑ เดือนเดียวกัน
ไม่นานนักนายทหารญี่ปุ่นก็มาที่วังสวนกุหลาบอีก
และกดดันให้จอมพล ป. ปลดนายปรีดี "ออกไปให้พ้นวงการรัฐบาลทีเดียว"
ผลสุดท้ายนายปรีดีก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
หลุดพ้นจากอำนาจทางการเมืองสมใจปรารถนาของทหารญี่ปุ่น
๒๕ มกราคม ๒๔๘๕
รัฐบาลไทยภายใต้การนำของจอมพล ป. ที่มีญี่ปุ่นเป็นลูกพี่ใหญ่ ก็หาญกล้าประกาศสงครามกับอังกฤษและสหรัฐอเมริกา
อันเป็นการละเมิดต่อประกาศพระบรมราชโองการปฏิบัติความเป็นกลาง พ.ศ. ๒๔๘๒ ฝ่ายอังกฤษประกาศสงครามตอบโต้ ส่วนสหรัฐอเมริกามิได้ประกาศสงครามด้วย
โดยถือว่าไทยถูกญี่ปุ่นรุกราน อย่างไรก็ตามนายปรีดีในฐานะผู้สำเร็จราชการฯ ไม่ยอมลงนามในประกาศสงครามนั้น
โดยเดินทางหลบไปบ้านที่อยุธยา แม้เจ้าหน้าที่รัฐบาลจะติดตามไปหา
แต่นายปรีดีก็ยืนกรานไม่ยอมลงนาม ด้วยเหตุผลสำคัญที่ว่า หากลงนามไปแล้วก็ยากที่จะให้ประเทศสัมพันธมิตรเชื่อถือการปฏิบัติการ
ของขบวนการเสรีไทย
นายปรีดีเริ่มงานกู้ชาติตั้งแต่วันแรกที่ญี่ปุ่นบุกไทย
ครั้นได้เป็นผู้สำเร็จราชการฯ และย้ายมาอยู่ที่ทำเนียบท่าช้าง เขาได้ประสานสามัคคีกับทุกฝ่าย
ตั้งแต่พระบรมวงศานุวงศ์ ทหาร ตำรวจ นักศึกษา พ่อค้า กรรมกร ชาวนา
และชาวไทยในต่างประเทศ อาทิ อังกฤษและสหรัฐฯ จัดตั้งขบวนการเสรีไทย มี "รูธ"
เป็นหัวหน้า ตั้งกองบัญชาการอยู่ที่ทำเนียบท่าช้างและภายในมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง
มีภารกิจเพื่อปลดปล่อยประเทศจากการยึดครองของญี่ปุ่น และเริ่มต้นติดต่อกับประเทศสัมพันธมิตร
โดยส่งนายจำกัด พลางกูร ลักลอบไปประเทศจีนเพื่อที่จะส่งข่าวผ่านไปยังสหรัฐอเมริกา หรืออินเดียให้รับทราบว่าในเมืองไทยมีขบวนการเสรีไทยที่ไม่ยอมรับการประกาศสงครามของรัฐบาล
แต่นายจำกัดได้เสียชีวิตที่ประเทศจีนเสียก่อน นายปรีดีจึงส่งพลพรรคเสรีไทยอีกหลายคนลักลอบออกนอกประเทศ
จนในที่สุดสามารถติดต่อกับอังกฤษ และสหรัฐอเมริกาได้สำเร็จ ทำให้ฝ่ายสัมพันธมิตรรับรู้ว่า
มีขบวนการกู้ชาติในประเทศ และส่งคนเข้ามาประสานงานกัน
เช่นเดียวกับที่นายพลชาร์ลส์ เดอโกล ได้จัดตั้งขบวนการใต้ดินฝรั่งเศสเพื่อต่อต้านทหารเยอรมันที่เข้ายึดครองประเทศฝรั่งเศส
การทำงานของเสรีไทยในเวลานั้น
ไม่ว่าการประชุมลับ การส่งข่าวความเคลื่อนไหวของญี่ปุ่นทางวิทยุ
การแอบพบกับฝ่ายสัมพันธมิตรในประเทศ การแอบฝึกอาวุธให้แก่พลพรรคเสรีไทยทั่วประเทศ
ฯลฯ เต็มไปด้วยความยากลำบากและเสี่ยงอันตรายยิ่ง ไหนจะต้องเผชิญกับความระแวง ของเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยด้วยกันเอง
ตลอดจนทหารและสายลับญี่ปุ่นที่เรียกว่า "เคมเปไต" ที่มีอำนาจมาก
คอยสะกดรอยติดตามความเคลื่อนไหวของนายปรีดีและพรรคพวกตลอดเวลา ซึ่งนายปรีดีก็ระวังตัวเป็นอย่างดี
เพราะรู้ถึงความเหี้ยมโหดของฝ่ายญี่ปุ่น
เพื่อเอกราชและอธิปไตยของชาติ
นายปรีดีในฐานะผู้สำเร็จราชการฯ และหัวหน้าเสรีไทย ต้องทำงานเสี่ยงตายในสองบทบาทตลอดเวลาสาม
ปีกว่าของสงครามมหาเอเชียบูรพา โดยถือความลับสุดยอดเป็นหัวใจของการปฏิบัติงาน แม้กระทั่งพลพรรคเสรีไทยเองต่างก็ไม่รู้ว่ามีใครบ้างที่เป็นพวกเดียวกัน
ทั้งนี้ก็เพื่อให้ภารกิจของเสรีไทยบรรลุเป้าหมายให้ได้ คือต่อสู้กับญี่ปุ่นและเจรจาให้ฝ่ายสัมพันธมิตรเข้าใจว่าการประกาศสงครามของจอมพล
ป. ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย
ม.จ. ศุภสวัสดิ์วงศ์สนิท สวัสดิวัตน์ เชษฐาของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีพระบรมราชินี
ซึ่งเป็นเสรีไทยสายอังกฤษเคยกล่าวว่า "ข้าพเจ้ารู้สึกว่า
หลวงประดิษฐ์ทำงานในการต่อต้านครั้งนี้ด้วยความพยายามเต็มสติกำลังความสามารถ อดทน มิได้เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย
มิได้เห็นแก่ตัวและภยันตรายที่จะมาถึงตน จนพวกเราทั้งหลายที่เข้ามาจากต่างประเทศต้องพากันขอร้องหลายครั้งหลายคราว
ให้เตรียมตัวที่จะคิดป้องกันตนเองเสียบ้าง มิฉะนั้นการงานของประเทศจะเสียหมด ถ้าหลวงประดิษฐ์เป็นอะไรไป..."
ช่วงปลายสงคราม
เครื่องบินของฝ่ายสัมพันธมิตรทิ้งระเบิดอย่างหนักในกรุงเทพฯ บางครั้งนักบินก็ทิ้งผิดเป้าหมาย
ไปทิ้งระเบิดลงในพระบรมมหาราชวัง นายปรีดีเกรงว่าเจ้านายชั้นผู้ใหญ่
จะได้รับอันตราย จึงได้ทูลเชิญสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า และเจ้านายหลายองค์ เสด็จไปประทับที่พระราชวังบางปะอิน
เพื่อความปลอดภัย นายปรีดีมาเข้าเฝ้าถวายความอารักขาอยู่เป็นประจำ ทั้งยังส่งวิทยุไปบอกฝ่ายสัมพันธมิตร
ไม่ให้ทิ้งระเบิดผิดเป้าหมาย โดยเฉพาะพระบรมมหาราชวัง วัดวาอาราม และบ้านพักอาศัย
ในเดือนพฤษภาคม ๒๔๘๘
นายปรีดีแจ้งให้สัมพันธมิตรทราบว่า เสรีไทยจำนวน ๘ หมื่นคนทั่วประเทศพร้อมที่จะลุกฮือขึ้นเพื่อทำสงครามกับทหารญี่ปุ่นอย่างเปิดเผย
แต่ฝ่ายสัมพันธมิตรได้ขอร้องให้ชะลอแผนนี้ไว้ก่อน ด้วยเหตุผลทางแผนยุทธศาสตร์ของทหารฝ่ายสัมพันธมิตร
ในที่สุดฝ่ายญี่ปุ่นก็ยอมแพ้สงครามอย่างไม่มีเงื่อนไขในวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๔๘๘ หลังจากเครื่องบินของสหรัฐอเมริกาไปทิ้งระเบิดปรมาณูที่เมืองฮิโรชิมาและนางาซากิ
หลังญี่ปุ่นยอมจำนน
รัฐบาลจีนของเจียงไคเช็ค คิดจะส่งกองทัพจีนมาปลดอาวุธทหารญี่ปุ่น
ในเขตแดนสยามเหนือเส้นขนานที่ ๑๖ ขึ้นไป คือเหนือจังหวัดตาก ชัยภูมิ ร้อยเอ็ด
ขณะที่ใต้เส้นขนานที่ ๑๖ เป็นหน้าที่ของทหารอังกฤษและสหรัฐอเมริกา ฝ่ายไทยเกรงว่าอาจจะทำให้ประเทศถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน
และกลุ่มคนจีนโพ้นทะเลคลั่งชาติที่มีอยู่จำนวนมาก ในประเทศอาจก่อความวุ่นวาย นายปรีดีจึงโทรเลขแจ้งไปยังรัฐบาลอเมริกันว่า
เสรีไทยพร้อมที่จะปลดอาวุธทหารญี่ปุ่นเอง อเมริกาเข้าใจถึงเหตุผลที่นายปรีดีไม่ยอมให้ทหารจีนปลดอาวุธ
จึงมีคำสั่งให้กองกำลังญี่ปุ่นยอมจำนนต่อลอร์ด เมานท์ แบตเทน ผู้บัญชาการทหารสูงสุดฝ่ายสัมพันธมิตรภาคเอเชียอาคเนย์
ส่วนทหารจีนได้รับมอบหมายให้ปลดอาวุธทหารญี่ปุ่นทางตอนเหนือของอินโดจีนเท่านั้น
ทางด้านกระทรวงการต่างประเทศของอังกฤษได้อนุญาตให้ลอร์ด
เมานท์ แบตเทน ส่งสารส่วนตัวไปยังนายปรีดี เพื่อให้รีบออกแถลงการณ์ ปฏิเสธการประกาศสงครามระหว่างไทยกับสหรัฐฯ
และอังกฤษ ดังนั้นในวันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๔๘๘ นายปรีดีในฐานะผู้สำเร็จราชการฯ
ก็ประกาศสันติภาพ มีสาระสำคัญว่า การประกาศสงครามของจอมพล ป. พิบูลสงคราม
ต่อสหรัฐฯ และอังกฤษเป็นโมฆะ มีผลทำให้ประเทศไทยรอดพ้นจากการเป็นประเทศแพ้สงคราม ประเทศไม่ต้องถูกยึดครองจากต่างชาติ
กองทัพไทยไม่ต้องถูกปลดอาวุธ ทั้ง ๆ ที่ในระหว่างสงครามไทยเป็นมิตร
ที่ใกล้ชิดกับญี่ปุ่น ยอมให้กองทัพญี่ปุ่น เดินทัพผ่านไปรุกราน
และยึดครองประเทศอื่น ๆ
ความสำเร็จในการรักษาเอกราชและอธิปไตยของไทยหลังสงครามโลกครั้งที่
๒ ตลอดจนเกียรติภูมิ และเกียรติศักดิ์ของประเทศที่นานาชาติ
ให้การยอมรับในครั้งนั้น ไม่ใช่เรื่องปาฏิหาริย์
หรือมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาดลบันดาลให้เกิดขึ้น แต่มาจากความกล้าหาญ
และเสี่ยงตายของขบวนการเสรีไทยที่มีนายปรีดี พนมยงค์ เป็นหัวหน้า ลอร์ด เมานท์
แบตเทน เคยกล่าวชื่นชมนายปรีดี ในงานเลี้ยงรับรองในฐานะแขก ของรัฐบาลอังกฤษเมื่อปี
๒๔๘๙ ว่า
"หลวงประดิษฐ์ฯ
เป็นบุรุษผู้มีบทบาทอันน่าตื่นเต้นคนหนึ่งแห่งสงครามในเอเชียอาคเนย์ เป็นที่ทราบกันว่า
ในระหว่างสงครามนั้น ไม่มีการกล่าวถึงชื่อของเขาอย่างเปิดเผย และเรื่องราวทั้งปวงเกี่ยวกับเขาก็ถูกถือว่าเป็น
"ความลับสุดยอด" แม้กระทั่งทุกวันนี้คนอังกฤษส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยทราบเท่าไรนัก
ถึงพฤติกรรมอันอาจหาญที่เขาได้กระทำสำเร็จมาแล้ว... และภยันอันตรายที่เขาต้องเผชิญตลอดเวลาสามปี
นับว่าเป็นสิ่งที่น่าพรั่นพรึงอย่างยิ่ง แต่ก็อาศัยความมีวินัยของเขาเองประกอบกับที่เขาได้ชักจูงให้บรรดาผู้เชื่อถือเลื่อมใสในตัวเขาปฏิบัติตามนั่นเอง
ที่ทำให้ได้ประสบชัยชนะในที่สุด เขาไม่เคยทำให้เราผิดหวังเลย"