| หลานเข้าวัดทำบุญตักบาตรในวันสำคัญทางศาสนา เป็นต้น หากจิตใจของเด็กและเยาวชนมีความเข้มแข็งขึ้นแล้วก็จะรู้จักยั้งคิดและมีสติในการที่จะไม่กระทำการใด ๆ ซึ่งขัดต่อศีลธรรมหรือผิดกฎหมายได้ด้วยตนเอง จึงนับว่าเป็นการแก้ไขที่รากเหง้าของปัญหา 5. สื่อสารมวลชนต้องมีจรรยาบรรณและเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหายาเสพติด ปัจจุบันต้องยอมรับว่าสื่อสารมวลชนมีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตและมีส่วนช่วยพัฒนากระบวนการเรียนรู้เป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ วิทยุ ภาพยนตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลข่าวสารที่ผ่านทางอินเตอร์เนตซึ่งกำลังเป็นที่นิยมกันอย่างกว้างขวางในปัจจุบันนั้น หากสื่อต่าง ๆ เหล่านี้มีการนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่ไม่ดี ก็จะเป็นสื่อที่สามารถชี้นำชักชวนให้กระทำในทางที่ผิดได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเยาวชนที่ยังมีวุฒิภาวะต่ำ ดังนั้น สื่อสารมวลชนตลอดจนผู้เผยแพร่ข่าวสารจะต้องมีจรรยาบรรณในการนำเสนอข่าวสาร ตลอดจนมีบทบาทในการชี้นำข่าวสารในเชิงสร้างสรรค์โดยคำนึงถึงจริยธรรมและคุณธรรมมากขึ้น โดยเฉพาะควรมีการใช้สื่อทุกรูปแบบเข้ามามีส่วนร่วมในการเผยแพร่เนื้อหาสาระเกี่ยวกับพิษร้ายของสารยาเสพติดให้เป็นที่ทราบกันอย่างแพร่หลาย นอกจากนั้น ประชาชน องค์กรชุมชน องค์กรเอกชนจะต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารดังกล่าวด้วย ขณะเดียวกันบิดามารดาหรือผู้ปกครองก็ต้องให้ความเอาใจใส่ต่อการบริโภคข่าวสารของบุตรหลานอย่างเข้าใจถึงพฤติกรรมของเด็กในวัยนี้ โดยสามารถชี้แนะ อธิบายให้บุตรหลานเข้าใจด้วย เหตุด้วยผลมิใช่ด้วยการขู่เข็ญบังคับ นอกจากนั้นเจ้าหน้าที่ของรัฐควรให้ความสำคัญโดยคอยตรวจสอบเกี่ยวกับการนำเสนอสื่อในรูปแบบต่าง ๆ ที่เป็นไปในทางลบ พร้อมวางมาตรการและดำเนินการอย่างจริงจริง 6. ให้โอกาสแก่เด็กที่เพิ่งกระทำผิดและจัดระบบสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสม จากผลการศึกษาที่ผู้ต้องขังส่วนใหญ่บอกว่าเป็นการกระทำผิดคดียาเสพติดครั้งแรก และยังบอกอีกว่าภายหลังจากที่พวกเขาพ้นโทษแล้วจะเลิกเสพยาอย่างแน่นอนนั้น ผู้ต้องขังหลายคนได้ให้เหตุผลว่าเป็นเพราะพวกเขาไม่อยากกลับไปทัณฑสถานอีก เนื่องจากบทเรียนที่พวกเขาได้รับในขณะที่ถูกต้องขังทำให้รู้สึกหลาบจำ ภาพความลำบากของครอบครัวยามที่ไม่มีพวกเขาและยังคอยห่วงใยพวกเขาอยู่ข้างหลังนั้น ทำให้ผู้ต้องขังส่วนใหญ่รู้สึกคิดถึงและวิตกกังวลถึงความเป็นอยู่ของครอบครัวมาก ดังจะเห็นได้จากภาพของแววตาผู้ต้องขังหลายคนที่คลอด้วยน้ำตา ขณะที่คณะทำงานกำลังสัมภาษณ์อยู่นั้น ยิ่งแสดงให้เห็นเด่นชัดว่ากลุ่มผู้ต้องขังที่กระทำผิดเป็นครั้งแรกรู้สำนึกในสิ่งที่ตนได้กระทำผิดไปแล้ว และเชื่อว่ามีหนทางที่จะช่วยฟื้นฟูสภาพจิตใจให้พวกเขากลับมาเป็นคนดีของสังคมได้ โดยสังคมควรเปิดโอกาสและช่วยให้พวกเขาสามารถใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้เช่นคนทั่วไป และไม่ควรซ้ำเติมหรือตีตราวัดค่าความเป็นคนเพียงแค่การกระทำผิดครั้งนี้ ในวิธีการฟื้นฟูสภาพจิตใจนั้น อาจจะใช้วิธีการคุมประพฤติโดยอาศัยเจ้าหน้าที่ทีมีพื้นความรู้ทางด้านจิตวิทยาซึ่งจะสามารถเข้าใจถึงสภาพปัญหา และเป็นเจ้าหน้าที่ที่มีความตั้งใจที่จะช่วยเหลือเยาวชนที่หลงผิดกลุ่มนี้อย่างแท้จริง เมื่อพวกเขาได้รับการฟื้นฟูสภาพจิตใจจนมั่นใจได้ว่าพวก |