
เป็นวิธีการเชื่อมต่อใยแก้วนำแสงสองเส้นด้วยการให้ความร้อนปลายเส้นใยแก้ว จากนั้นปลายเส้นใยแก้วจะถูกดันมาต่อกัน
การเชื่อมต่อในลักษณะนี้เป็นการเชื่อมต่อแบบถาวร เส้นใยแก้วนำแสงที่เชื่อมต่อกันแล้วเสมือนเป็นเส้นเดียวกัน การสูญเสียที่เกิดจาก
การเชื่อมต่อด้วยวิธีนี้มีค่าอยู่ระหว่าง 0.01-0.2 dB ในขั้นตอนของการเชื่อมต่อนั้นความร้อนที่ทำให้ปลายเส้นใยแก้วนำแสงอ่อนตัวนั้น
มาจากประกายไฟที่เกิดจากการอาร์คระหว่างขั้วอิเล็กโทรดในการหลอมรวม

สำหรับการเชื่อมต่อแบบหลอมรวมแบบเดิมนั้นการปรับตำแหน่งการวางตัวของใยแก้วนำแสง 2 เส้นอาศัยวิธีการปรับฐานรอง
ด้วยการสังเกตผ่านกล้องขยาย แต่ในปัจจุบันมีการใช้วิธีการทางแสงมาช่วยในการจัดวางเพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างอัตโนมัติ
วิธีการนี้ชื่อว่า แอลไอดี (Light Injection and Detection, LID ) โดยอาศัยหลักการตรวจวัดปริมาณแสงที่ได้รับเส้นใยแก้วเส้นที่ผ่าน
มาจากเส้นใยแก้วเส้นที่ 1 ถ้าพบว่าการวางตัวของเส้นใยแก้วทั้งสองอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม ปริมาณแสงที่ตรวจวัดได้จะให้ค่ามากที่สุด
พร้อมที่จะทำการหลอมรวมแสงที่ใช้ในการตรวจสอบมาจากการส่งผ่านสงแอลอีดีเข้าไปในบริเวณเส้นใยแก้วถูกทำให้โค้งโดยท่อทรงกระบอก
ซึ่งมีรัศมีเล็ก (ประมาณ 2-3 มิลลิเมตร) และการตรวจวัดแสงก็อาศัยอุปกรณ์รับแสงซึ่งวางชิดกับกับบริเวณที่ทำให้โค้งของเส้นใยแก้วนำแสง
วิธีการตรวจวัดแสงดังกล่าวอาศัยคุณสมบัติของเส้นใยแก้วนำแสงเกี่ยวกับการโค้งงอของเส้นใยแก้วที่ทำให้เกิดการสูญเสียขึ้น
ขั้นตอนที่ 1 Stripping
การปอกเส้นใยแก้วให้เหลือเฉพาะส่วนของแก้วที่เป็น Cladding และ Core เท่านั้น การปอก Coating
ออกต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง ซึ่งจะใช้เครื่องมือเฉพาะที่ใช้ในการปอกเรียกว่า Stripper
ขั้นตอนที่ 2 Cleaning
การทำความสะอาดปลายเส้นใยแก้วด้วยกระดาษทิชชู่ไม่มีขุย ชุบแอลกอฮอล์ แล้วเช็ดปลายเส้นใยแก้ว
ขั้นตอนที่ 3 Cleaving
เป็นการตัดปลายเส้นใยแก้วเพื่อให้ระนาบหน้าตัดมีความเรียบ และตั้งฉากกับแนวแกนกลางของเส้นใยแก้ว
ด้วยเส้นใยแก้วมีเนื้อวัสดุที่มีความแข็งมาก ใบมีดที่ใช้ตัดจึงต้องเป็นใบมีดพิเศษ ซึ่งเรียกเครื่องมือที่ใช้ตัดว่า Cleaver
ขั้นตอนที่ 4 Fusion Splice
นำสายไฟเบอร์ที่ปอกและตัดปลายแล้ว ทั้ง 2 เส้นมาทำการวางบนเครื่อง Splice โดยวางเส้นใยแก้วให้อยู่ระหว่าง
กึ่งกลางของอิเล็กโทรด จากนั้นทำการกดปุ่ม Set เพื่อทำการ Fusion Splice
