กลับหน้าหลัก อ่านThe  Two Towers ฉบับย่อ

The Fellowship of The Rings


ปี1953 นวนิยายไตรภาคเรื่อง The Lord of The Rings ก็ได้ตีพิมพ์ออกมาเป็นครั้งแรก
17 ปีหลังจากที่ The Hobbit ได้รับความนิยมสูงสุดในหมู่หนังสือเด็ก นวนิยายเรื่องนี้เริ่มต้น
ที่การเล่าเรื่องย้อนถึงประเพณีต่างๆของ ตัวเอกของเรื่อง นั่นคือ ฮอบบิทนั่นเอง เป็นต้นว่ า ประเพณีการสูบยาเส้น อุปนิสัยของชาวฮอบบิท
หรือแม้แต่ประวัติศาสตร์ ความเป็นมาของชนเผ่านี้ซึ่งจะมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อประวัติศาสตร์ใน
มหายุคที่3แห่ง มิดเดิ้ลเอิร์ธ

(เรื่องเกี่ยวกับมหายุคที่1 2 3 จะเล่าใน"ตำนานของมิดเดิ้ลเอิร์ธ)

ต่อจากนั้น หลังจากเกริ่นมาด้วยบทนำซะยาว เจ้าแห่งแหวนก็เริ่มต้นเรื่องขึ้นในงานเลี้ยงฉลองวันเกิดครบ
111 ปีของ บิลโบ แบ๊กกินส์ 60 ปีหลังจากการการผจญภัยในเทือกเขาโลนลี่ นายบิลโบก็ยังมีชื่อเสียงอยู่
ในฮอบบิทตัน ในความเป็นคนที่โชคดีและพิลึกพิลั่น
เท่าที่ฮอบบิทคนหนึ่งในหมู่บ้านเล็กๆจะเป็นได้ทีเดียว เขาเป็นเจ้าของ แบ๊กเอ็นด์ โพรงฮอบบิท ในเขต อันเดอร์ฮิลล์ ที่หรูหรา ไม่แต่งงานมีครอบครัวตามธรรมเนียมของชาวฮอบบิท ที่นิยมอยู่กันเยอะๆ
เป็นโขลงๆ กลับอยู่คนเดียว ร่ำรวย มีเพื่อนแปลกๆ เช่น พ่อมด คนแคระ และพราย
นอกจากนั้นหลังจากกลับมาจากการผจญภัยครั้งนั้นเขายังหนุ่มแน่น ไม่ผิดไปจากเมื่อ60ปีก่อนเลย
เขาได้รับ โฟรโด แบ๊กกิ้นส์ ญาติ (หรือลูกพี่ลูกน้อง) มาจากคฤหาสน์สลัม แบรนดี้บั๊ก เนื่องจากถูกชะตากัน
และมีวันเกิดวันเดียวกัน ทำให้ใครๆ พากันสงสัย
คนสนิทของบ้านแบ๊กกิ้นส์ เห็นจะมีเพียงตาคนสวนเฒ่า แกฟเฟอร์ หรือแฮม แกมจี และบุตรชายคนเล็ก แซมไวส์ แกมจี เท่านั้นกระมัง

งานเลี้ยงดำเนินไปได้ด้วยความสนุกสนาน แสงไฟจากพลุวิเศษของแกนดัลฟ์ อาหารชั้นเลิศ และของขวัญ
ชั้นดี แต่แล้วบิลโบก็"หายตัว" ไปจากงานเลี้ยงซะเฉยๆ ผุ้ที่รู้เรื่องนี้มีแต่ แกนดัลฟ์เท่านั้น ที่รู้ว่า "สมบัติ" อะไรที่บิลโบครอบครองอยู่ สาเหตุที่แท้จริงเบื้องหลังงานเลี้ยงนี้คือ บิลโบต้องการอำลา
ไชร์เสียที เนื่องจากจิตใจของเขาเริ่มมีอาการแปลกๆ จึงเริ่มอยากจะออกผจญภัยอีกครั้ง และจะไม่กลับมาอีกแล้ว จึงได้ทิ้งมรดกทุกอย่างไว้ให้ทายาทของเขา
โฟรโด รวมทั้ง"แหวนวิเศษ" ที่เขารักษามันมาตลอดระยะเวลายาวนานนั่นด้วย

แกนดัลฟ์ พ่อมดเทาผู้มีอารมณ์ขัน แต่ภายในมีสติปัญญาและความหยั่งรู้ที่ลึกซึ้ง เขาเห็นว่า
แหวนนั้นมีอะไรแปลกๆ จึงรีบเดินทางไปหาข้อมูลในดินแดนต่างๆ ทันที

20 ปีผ่านไป หลังจากที่ลุงบิลโบจากไชร์ไป โฟรโดได้ครอบครองแบ๊กเอนด์ และมีเพื่อนฝูงมากมาย
แต่ไม่มีทีท่าว่าจะแต่งงาน เช่นเดียวกับลุงบิลโบ ในปีที่โฟรโดอายุได้ 50ปี แกนดัลฟ์กลับมาอีกครั้ง
พร้อมกับพิสูจน์ได้ว่า แหวนวงนั้นไม่ใช่แหวนวิเศษธรรมดา หากแต่เป็น "เอกธรรมรงค์" หรือแหวนหนึ่งเดียวของเจ้าอสูร ซึ่งตีขึ้นมาด้วยเหตุผลอันชั่วร้ายเกินพรรณนา แหวนวงนี้มีประวัติย้อนไปถึงสงครามครั้งแรกกับเจ้าอสูร ที่"พันธมิตรสุดท้าย" หรือlast alliance หลายพันกว่าปีก่อน ที่มีพรายและมนุษย์รบร่วมกันต่อสู้กับ เซารอน เมื่อนั้นอิซิลดูร์ โอรสแห่งเอเลนดิล ได้ใช้ดาบนาร์ซิลตัดนิ้วของเจ้าอสรู ทำให้มันพ่ายแพ้
แต่กระนั้นก็ตาม แหวนวงนั้นได้ครอบงำทุกคนที่ได้สัมผัสและครอบครองมัน จนไม่สามารถทำลายมันได้อย่างสิ้นเชิง
และเจ้าอสูรก็ยังไม่ตาย หากมันหลบหนีไปกบดานอยู่ตามที่ต่างๆ เช่น Dol Guldur ในป่าเมิร์กวู้ดทาง
ตอนใต้ และใช้ชื่อว่า "เนโครมันเซอร์" ในปีการเดินทางของบิลโบใน The hobbit เป็นปีที่สภาพ่อมดต่างช่วยกันขับไล่มันออกไป ทำให้มันกลับไปสิง
อยู่ที่รังเก่าของมันใน mordor

แหวนเอกธรรมรงค์นี้ ถูกสร้างขึ้นมาพร้อมกับแหวนวิเศษอีก19 วงในพื้นพิภพ


แหวนสามวงแด่ราชนิกูลพราย

เจ็ดวงแด่คนแคระผู้อยู่ใต้พื้นศิลา

เก้าวงแด่มนุษย์ผู้ไม่อาจหนีความตาย

วงเดียวเพื่อครองพิภพ

วงเดียวเพื่อจบหล้า

สาปสิ้นไว้ในทุกวิญญาณ์

พันธนาไว้ในความมืดมน



(เพิ่มเติม แหวนพรายสามวงนั้นมีชื่อว่า วิลยา เนนย่า และนาร์ย่า คือแหวน น้ำ ไฟ และอากาศ อยู่ในการครอบครองของ กาลาเดรียล เอลรอนด์ และแกนดัลฟ์

ส่วนแหวนคนแคระทั้ง7 วง นั้นเหลือเพียงแค่3วงที่ค้นพบ และถูกเซารอนริบไป บาลินก็เป็นหนึ่งใน
เจ้าของแหวนวงนั้น และถูกพวกออร์คโจมตีและฆ่าเพื่อชิงแหวนไป ในฉากเหมืองมอเรียนั่นเอง

ส่วนแหวน9วง ของมนุษย์นั้น ได้ครอบงำกษัตริย์ผู้ซึ่งครอบครองจนหมดสิ้น (เพราะมนุษย์อ่อนแอกว่าเผ่าพันธุ์อื่นๆมั้ง)จนกระทั่งกลายเป็นทาสแหวน
ของเซารอน หรือringwrights หรือ Nazgul ภูติแหวนซึ่งไร้วิญญาณ นั่นเอง นี่เป็นอุบายของเซารอน
ภูติแหวนซึ่งเดิมเป็นมนุษย์ได้เข้าครอบครอง หอคอย Minas ithil แล้วเปลี่ยนเป็น Minas morgul หอคอยแห่งภูติผี เพื่อคอยรับใช้เจ้านายที่จะกลับมา และพวกมันก็ได้มีบทบาทจริงๆ)

แกนดัลฟ์ได้เล่าย้อนให้โฟรโดฟังว่า ที่แท้แหวนวงนั้นได้มาอยู่ในมือของ กอลลัม ได้อย่างไร

เรื่องมีอยู่ว่า หลังจากอิซิลดูร์ ได้ครอบครองแหวนนั้นต่อจาก เซารอนแล้ว เขาก็ถูกแหวนทรยศในไม่นาน
เขาถูกกองทัพออร์คโจมตีในช่องเขา ทำให้แหวนนั้นหลุดเลื่อนจากนิ้วออกไป ตกลงในมหานที อันดูอิน จนหายสาบสูรไป ราชวงศ์เอเลนดิล จึงล่มสลายนับแต่นั้นมา และทายาทแห่งราชวงศ์นี้ต่างก็กระจัดกระจายหนีออกไปอยู่ตามที่ต่างๆ กอนดอร์ จึงว่างไร้กษัตริย์ และมีแต่Steward หรือเจ้าผู้ครองนคร ซึ่งเดิมเป็นขุนพล นั้นปกครองต่อมา

หลังจากเวลาผ่านไปเป็นพันๆปี วันหนึ่งก็มีฮอบบิทเชื้อสายสตัวร์ (ตัวล่ำสั้น มือเท้าโต และชอบอยู่ริมแม่น้ำ) สองตัวชื่อ สมีโกล และดีเอโกล พายเรือมาริมน้ำ สมีโกลนั้นชอบขุดค้นสิ่งต่างๆ ดีเอโกลนั้นเห็นแสงแวววาวในท้องน้ำ จึงดำไปเก็บมา สมีโกลเห็นก็ตาลุกวาวว ขอแหวนวงนั้นจากเพื่อนเป็น"ของขวัญ" ทันที แต่เมื่อดีเอโกลไม่ให้ เขาก็บีบคอเพื่อนจนตายคามือ แล้วชิงแหวนวงนั้นมาเป็นของตัวเอง (น่าคิดว่า สมีโกล นี่เลวเป็นนิสัยเลย หรือว่า เพราะถูกแหวนครอบงำกันแน่) มันจึงถูกไล่ออกมาจากบ้านที่อยู่ จนต้องซัดเซเพจรมาถึงเทือกเขามิสตี้ แล้วมาอาศัยอยู่ใต้ดินเพื่อหลบลี้หนีหน้าแสงสว่าง และสิ่งที่เกลียดชังมัน และสิ่งที่มันเกลียดชัง

500 ปีผ่านไป มันยังคงอาศัยอยู่ในถ้ำนั้นจนแก่เฒ่า เ*****่ยวย่น และตัว"ยืด" ขึ้น ตามประสาคนที่ถูกแหวน
ครอบงำมาเป็นเวลานาน อาศัยการจับปลาด้วยมือเปล่าและใช้แหวนไปหาอาหารพวกผีร้ายกิน มันอาจจะเลว แต่ก็น่าเวทนาสงสารเหลือทน จนกระทั่งเมื่อบิลโบไปเจอมันเข้า และได้พบแหวนโดยบังเอิญ
นับว่าเป็น"ชะตา" จริงๆที่ได้มอบหมายหน้าที่ที่เจ้าตัวบิลโบเองก็ยังไม่ได้รู้อนาคตมาให้

ฉันอ่านตรงนี้แล้วจึงซึ้งถึงคำว่า " even the wisest can not predict the future"จริงๆ

เมื่อเวลาผ่านมา60ปี เจ้าอสูรนอนบ่มพลังของมัน มานานหลายพันปี ในที่สุดมันก็ฟื้นคืนชีพขึ้นมาใหม่ พร้อมที่เริ่มบทการทำลายล้างและครองโลกอีกครั้ง ถึงตอนนี้นี่เอง มันได้ส่งสมุน ภูติม้าดำออกมาตามล่าแหวนเสียแล้ว (มันรู้แล้วว่าแหวนไม่ได้หาย แต่มีคนครอบครอง เพราะมันจับ กอลลัมไว้ได้ เวรกรรมจริงๆ)

ดังนั้นโฟรโดฮอบบิทน้อยจากหมู่บ้านเล็กๆ จึงถูกโชคชะตา"เล่นตลก" เข้าให้ซะแล้ว แต่ก่อนอื่นเขาจำต้อง
นำแหวนไปไว้ในที่ๆปลอดภัยก่อน

เป้าหมายแรก : ริเวนเดลล์

ริเวนเดลล์ ถูกก่อสร้างขึ้นมาเพื่อเป็น"ที่พักพิงหลังสุดท้าย" หรือ last homely house เกิดจาก ลอร์ด เอลรอนด์ พรายนักรบผู้มีสติปัญญา หลังจากร่วมรบในสงครามกับเซารอนครั้งแรก พวกพรายที่บอบช้ำได้พากันรวบรวมมาอยู่ที่นี่ เป็นดินแดนที่งดงาม
ใช้ชื่อว่า Imladris อยู่ระหว่างเขตเอเรียดอร์ (เขตของฮอบบิท) และ เทือกเขามิสตี้ ซึ่งกั้นใจกลางมิดเดิ้ลเอิร์ธ นั่นเอง

ระหว่างทางมาถึงริเวนเดลล์ โฟรโดได้รวบรวมสมัครพรรคพวก อันได้แก่ แซม คนใช้ผู้ซื่อสัตย์ เมอเรียด๊อก แบรนดี้บั๊ก (นามสกุลก็บอกว่าเป็นญาติของโฟรโด) เพเรเกริน ทูก และ เฟรเดการ์ โบลเจอร์ เพื่อนวัยหน่มๆ ของเขามาช่วยให้เขาเดินทางออกจากฮอบบิทตันได้
โดยปลอดภัย เขาไปเช่าบ้านอยู่ที่คริกฮอโลว์ ผ่าน มณฑลเซาธ์ฟาร์ธิง (ที่ซึ่งตาเฒ่าโทบี้ปลูกใบยาสูบอ่ะแหละ)และเดินทางต่อไปยังป่าดึกดำบรรพ์ โดนโจมตีโดยเฒ่าหลิว และได้รับความช่วยเหลือจาก ทอม บอมบาดิล และ แม่นางโกลด์เบอร์รี่ (ในตอนนี้เป็นตอนที่ถูกตัดออกไปจากหนัง แต่ก็ไม่เกี่ยวกับเนื้อเรื่อง
เท่าไหร่แฮะ แต่สำหรับคนที่ชอบทอม บอมบาดิลคงเสียดายตอนนี้น่าดู)

หลังจากเดินทางออกมา แล้วผจญกับหมอกบนเขาสุสานแล้ว ก็เดินทางมาถึงบรี จนได้ บรีเป็นชุมชนเล็กๆนอกเขตไชร์ ซึ่งเป็นที่ๆมนุษย์ชาวบ้านและฮอบบิทอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ที่นั่นเขาได้พบกับ "คนไพร" หรือ สไตรเดอร์ ผู้ซึ่งมีที่ท่าแปลกๆ แต่เขาบอกว่าเป็นเพื่อนของแกนดัลฟ์ (ซึ่งหายตัวไปอย่างลึกลับ) พวกฮอบบิทจึงยอมเดินทางไปด้วยกันกับเขา


ระหว่างการเดินทาง ผ่านเทือกเขา เวเธอร์ทอป หรืออะมอนซูล ที่นี่เขาได้พบร่องรอยเก่าๆของแกนดัลฟ์ แต่ก็ตัดสินใจที่จะเดินทางล่วงหน้าไปก่อนยังริเวนเดลล์
ในระหว่างที่พักอยู่นั่นเอง พวกภูติม้าดำก็มาเจอพวกเขาจนได้ โฟรโดถูกแทงเข้าด้วยดาบมอร์กูล ซึ่งใครก็ตามที่สัมผัสตัว หรืออาวุธของนาซกูล จะได้รับพิษโดยทันที และกลายเป็นทาสของพวกมัน
สไตร์เดอร์เข้ามาช่วยไว้ทัน และหาหญ้าอาธีลาสเพื่อช่วยรักษาบาดแผล แต่กระนั้นก็ยังช้าเกินไป พวกเขารีบเร่งเดินทางให้ถึงริเวนเดลล์ แต่ระหว่างทางได้พบกับ
กลอร์ฟินเดลล์และพรายเจ้าผู้งดงาม กลอร์ฟินเดลล์ได้เสนอตัวช่วย โดยให้โฟรโดยืมม้า อัสฟาลอธ ม้าขาวซึ่งมีฝีเท้าดีเลิศ ขี่ม้าไปริเวนเดลล์ล่วงหน้า โฟรโดแม้บาดเจ็บแต่เขาก็กัดฟันขี่ม้าข้ามน้ำหนีพวกภูติแหวนไป ในระหว่างที่ข้ามน้ำนั่นเอง เขาได้ท่องคาถา "O Elbereth Gilthoniel" และกลอร์ฟินเดลล์ ได้ช่วยให้น้ำท่วมพวกภูติแหวนจนหายลับไปกับสายน้ำ โฟรโดใช้พลังเฮือกสุดท้ายจนสลบไป

 ............โดยไม่รู้วันรู้คืน โฟรโดตื่นขึ้นมาในแสงสว่างและ ภาพใบหน้าของแกนดัลฟ์

ทั้งสองดีใจมาก แกนดัลฟ์บอกว่าเขาปลอดภัยแล้ว และอยู่ในบ้านของท่างเอลรอนด์ในริเวนเดลล์ แล้วแกนดัลฟ์จึงได้เล่าย้อนไปถึงสาเหตุที่ทำให้เขาหายตัวไป
นั่นคือ เขาได้ไปปรึกษากับซารูมาน พ่อมดขาวที่หอคอยออร์ธังค์ หรือหอเขี้ยว แต่ปรากฏว่าซารูมานกลับกลายเป็นคนทรยศเสียเอง เขาได้ใช้พาลันเทียร์ หรือ
ศิลาส่องหล้า ส่องดูสิ่งต่างๆในโลกมากเกินไป จนกระทั่งเมื่อส่องไปถึงมอร์ดอร์ เขาก็ถูกเซารอนจับตัวไว้ได้ เขาได้เกลี้ยกล่อมให้แกนดัลฟ์ยอมบอกว่าแหวนนั้นอยู่ที่ไหน และให้เป็นพวกเดียวกับเขา แต่แกนดัลฟ์ไม่ยอม จึงถูกซารูมานจับไปขังไว้บนยอดหอคอย ระหว่างนั้นเอง ซารูมานได้รวมสมัครพรรคพวกออร์ค เพื่อสร้างกองทัพขึ้นมาแข่งกับเซารอน เขาได้ทำลายป่าไม้อันเขียวชอุ่มบริเวณรอบๆ ออร์ธังค์ เสียเหี้ยนเตียน
และสร้างเครื่องยนต์กลไก เพื่อผลิตอาวุธและอุรูกไฮออกมา (ดูในหนังตอนนี้แล้วเรานึกถึงการสร้างอาวุธในสงครามโลกเลยอ่ะ น่ากลัวชะมัด..)

ในระหว่างนี้เอง เจ้าอินทรีย์ไกวเฮียร์ก็ผ่านมาเจอแกนดัลฟ์เข้า จึงพาเขาหนีไปจากหอคอยทันที แกนดัลฟ์ได้ไปลงที่เมือง โรฮัน เมืองหน้าด่านเป็นเมืองแรก เขาได้เข้าพบกับกษัตริย์บัลลังก์ทองแห่งเมดูเซลด์ พระเจ้าธีโอเดน แต่พระองค์กลับไล่เขากลับไป แล้วให้เลือกม้าตัวใดก็ได้ จะได้ไปให้พ้นๆ แกนดัลฟ์เลือกม้าที่ดีที่สุดออกมา นั่นคือ ชาโดว์แฟ็กซ์ ทำให้พระองค์พิโรธเขายิ่งนัก

โฟรโดและเพื่อนๆ ได้เข้าพบเอลรอนด์ เจ้าแห่งริเวนเดลล์ (มีบทบาทมาตั้งแต่the hobbit แล้วนะ) เอลรอนด์ตัดสินใจว่า แหวนแห่งอำนาจจะอยู่ที่ริเวนเดลล์ไม่ได้ เนื่องจากพันธมิตรของพวกเขาเหลือน้อยเต็มที่
พวกเขาจึงจัด"การประชุมของเอลรอนด์" ขึ้น เพื่อประชุมหาทางจัดการกับแหวน การประชุมนี้มีตัวแทนมาจากดินแดนและเผ่าพันธุ์ต่างๆมากมาย พวกพรายมาจากเกรย์ เฮเว่นส์ และเมิร์กวู้ด ตัวแทนจากเมิร์กวู้ดได้แก่ เลโกลัส บุตรแห่งกษัตริย์ธรันดูอิน ตัวแทนของมนุษย์ได้แก่ สไตรเดอร์ หรืออารากอร์น ผู้ซึ่งเผยตัวออกมาภายหลังว่าคือ ทายาทแห่งเอเลนดิล และอิซิลดูร์ เจ้าแห่งกอนดอร์ โบโรเมียร์ บุตรแห่ง เดเนธอร์ มาแทนบิดาของเขา แห่งคนแคระ กิมลี่ บุตรแห่งโกลอิน แห่งเขาโลนลี่ มาแทนพ่อของเขา

โบโรเมียร์ ซึ่งเป็นผู้นำของเหล่ามนุษย์ได้เสนอให้เอาแหวนนั้นไปใช้เพื่อการศึก แต่คนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย เอลรอนด์บอกว่า แหวนนั้นไม่อาจนำมาใช้ได้ เนื่องจากไม่มีใคร นอกจากเจ้าแห่งแหวน จะควบคุมมันได้
บางคนเสนอให้เอาไปทิ้งทะเล แต่ก็มีผู้คัดค้าน เนื่องจากทะเลนั้นมีสิ่งมีชีวิตประหลาดอยู่มากมาย และเพื่อคนรุ่นหลัง มิใช่เพื่อแก้ปัญหาเพื่อยุคนี้เท่านั้น
แหวนจะต้องถูกทำลายอย่างราบคาบ ในที่สุด มีเสียงหนึ่งบอกให้โฟรโดที่อยู่ในการประชุม ลุกขึ้นมาบอกว่า เขาจะเอาแหวนไปทำลายเอง

ทุกๆคนพากันแปลกใจและทึ่งในความกล้าของคนตัวเล็กๆคนนี้ ดังนั้นตัวแทนจากที่ต่างๆจึงบอกว่าจะอุทิศตัวช่วยเหลือเขา ประกอบด้วย อารากอร์น โบโรเมียร์ เลโกลัส กิมลี่ พ่อมดแกนดัลฟ์ และเพื่อนๆของเขา เอลรอนด์จึงได้จัดกลุ่มคณะเดินทางชื่อ "พันธมิตรแห่งแหวนขึ้น" ทั้งหมดมี9 คน รวมทั้ง แซมไวส์ เมอร์รี่ และ พิพพิน ไม่นับเจ้าบิล ม้าแก่
               

เป้าหมายที่สอง : คาลาธรัส (ประตู Redhorn)

เมื่อพันธมิตรแห่งแหวนทั้ง9คน ได้จัดตั้งขึ้นมาแล้ว ความหวังก็บังเกิดขึ้นอีกครั้ง ทั้ง9คนเดินทางไปสู่เป้าหมายที่วางแผนกันเอาไว้ นั่นคือ ผ่านภูเขาคาลาธรัส ไปทางลอริเอน เพื่อหาคำปรึกษาจากเทวีพรายที่นั่น ว่าจะเดินทางไปที่ใด ไปยัง มินาส ทิริธ แห่งกอนดอร์ หรือจะเดินทางไปยังมอร์ดอร์

(คนที่เคยดูแผนที่คงจะจำได้นะ ลอริเอนอยู่ทางตะวันออกเหนือ ติดกับแม่น้ำอันดูอิน ด้านล่างเป็นป่าฟังกอร์น กั้นตรงกลางด้วยเทือกเขามิสตี้ ที่ทอดยาวไปจรดแม่น้ำเอ๊นท์มูด ด้านตะวันตกของเทือกเขามิสตี้คืออร์ธังค์ ทางใต้ของออร์ธังค์คือ โรฮัน ซึ่งเป็นเมืองหน้าด่านเมืองแรก และติดกับดินแดนอันกว้างใหญ่ กอนดอร์ ซึ่งแผ่อาณาบริเวณจากตะวันตกจรดตะวันออก และติดกับมอร์ดอร์ เมืองหลวงคือ มินาส ทิริธ ใกล้กับชายแดนแห่งอิธิลิเอน เราจะกล่าวถึงดินแดนนี้ต่อไปในเล่ม2 The Two towers)

ทุกคนพากันตัดสินใจเดินทางข้ามเทือกเขาคาลาธรัส หากแต่พายุที่นั่นกระหน่ำมากมาย ด้วยเวทมนตร์ของซารูมานช่วยเสริม หิมะถล่มบนไหล่เขาแคบๆ ทำให้พวกเขาเดินทางกันด้วยความยากลำบาก เมื่อเลโกลัส คนเดียวที่เดินทางบนคาลาธรัสโดยไม่ยากลำบากบอกว่า ทางข้างหน้าปิดตายเสียแล้ว พวกเขาจึงต้องหันหลังให้กับคาลาธรัสอย่างสิ้นเชิง แล้วเดินกลับลงมา หันหน้าลงใต้ เบี่ยงไปทาง ที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่า


เป้าหมายที่สาม : เหมืองมอเรีย

มอเรียเป็นเหมืองที่อยู่ในเทือกเขามิสตี้ทางตอนใต้ เดิมเป็นดินแดนของ บาลิน ผู้ไร้เทียมทาน เจ้าแห่งคนแคระ ผู้ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ยิ่งใหญ่แห่งชาวคนแคระ ได้ย้ายมาขุดหาแร่อัญมณีกันที่นี่อย่างเอิกเกริก แต่กระนั้นเมื่อขุดไปขุดมา พวกเขาขุดลึกเกินไปจนไปปลุกอสูรกายแห่งโลกยุคโบราณขึ้นมา นั่นคือ บัลร็อก อสูรอเวจี หนึ่งในเจ้าแห่งโลกมืด ซึ่งถือกำเนิดมาตั้งแต่ในยุคของ เจ้าอสูรคนแรก มอร์กอธ(หรือ เมลคอร์)

นอกจากนั้น พันธมิตรแห่งแหวนยังไม่รู้เลยว่า บาลินและพรรคพวกนั้น ถูกออร์ค แห่งลุกซ์บูร์ค หรือสมุนของเซารอนโจมตีเสียยับเยินเมื่อนานมาแล้ว และแย่งชิงแหวนคนแคระไป

เมื่อพวกเขามาถึงที่นี่ แกนดัลฟ์รู้อยู่แล้วว่าต้องเผชิญกับอะไรบ้าง แต่กระนั้นก็เป็นทางเดียวที่พอจะมีโอกาส
นำพาแหวนไปได้อย่างเสี่ยงน้อยที่สุด เปิดประตูมอเรียได้และหลบหนีปีศาจน้ำได้อย่างอุตลุต ทุกคนก็เข้าไปเผชิญในห้องโถงแห่งมอเรีย................

เมื่อเข้าไปในถ้ำก็ได้พบว่า บาลินนั้นตายเสียแล้ว และคนแคระคนอื่นๆ ต่างก็ถูกโจมตีจากออร์คจนตายกันไปหมดแล้ว ในไม่ช้าทุกคนก็ต้องผจญกับการต่อสู้ครั้งใหญ่กับออร์คและโทรลล์ถ้ำ ผู้ซึ่งถูกฝึกมาให้เป็นพวกของเจ้าอสูรโดยเฉพาะ หลังจากกำจัดมันได้ พวกเขาก็รีบเดินทางไปยังสะพานแห่งคาซัดดูม สะพานในตำนาน ที่นั่นเอง บัลร็อกได้ตามพวกเขามาอย่างน่าสะพรึงกลัว ทุกๆคนข้ามสะพานไปได้ แต่แกนดัลฟ์ได้ใช้พลังทั้งหมดรับมือกับบัลร็อก ไม่ให้มันตามข้ามสะพานมาได้ และแล้ว...เขาก็จบชีวิตลงเมื่อตกลงในหุบเหวแห่งความมืด..............

เป้าหมายที่สี่: ลอธลอริเอน

ทุกๆคนหนีกันมาอย่างเหน็ดเหนื่อยและโศกเศร้า ได้ผ่านสถานที่ต่างๆมากมาย อย่างเคเลดซาราม ลำน้ำอันงดงามของคนแคระ แต่ได้เพียงแค่หยุดมอง
ในที่สุดก็ได้เข้ามาในอาณาเขตแห่ง ไพรทอง หรือลอธลอริเอนจนได้ ที่นั่น เขาได้รับการต้อนรับโดย หัวหน้าพลธนูแห่งลอริเอน ฮัลเดียร์และเหล่าน้องชายของเขา เลโกลัสเป็นญาติกับคนที่นี่ จึงพยายามให้ทุกคน
ได้ขอความช่วยเหลือกับเทวีกาลาเดรียลแห่ง ลอริเอน (หรือ กาลาธริม) ณ.ที่นี่เอง เป็นครั้งแรกที่ทุกคนได้เข้าเฝ้ากับพรายเจ้าผู้สูงศักดิ์และงดงามในโลกอัน
ดูเหมือนจะหยุดนิ่งกับกาลเวลา ณ. คาราส กาลาธอน พระนางกาลาเดรียล และลอร์ด เคเลบอร์นได้ออกมาต้อนรับพวกเขา

พระนางกาลาเดรียลนั้นงดงามยิ่งนัก บรรยายไว้ว่าพระนางเหมือนกับแสงตะวันในยามเช้าอันเจิดจ้า พร้อมทั้ง
มีพลังอันมหาศาล และครอบครองแหวนเนนย่า แหวนน้ำ หนึ่งใน3 ของแหวนพรายเอาไว้ พระนางหยั่งรู้อดีต และอนาคต พวกเขาพักผ่อนในลอริเอนอยู่พักหนึ่งเพื่อคิดหาทางไปต่อ
พร้อมๆกับที่เลโกลัสและกิมลี่ได้พัฒนามิตรภาพขึ้นมา พวกเขาได้ออกไปเที่ยวชื่นชมที่ต่างๆด้วยกันอยู่เป็นประจำ วันหนึ่งเทวีกาลาเดรียลได้ใช้กระจกเงาทำนายให้โฟรโด กับ แซม โฟรโดได้มองเห็นการแตกสลายของพันธมิตรแห่งแหวน ส่วนแซมนั้นมองเห็นภาพโฟรโดนอนนิ่ง และภาพไชร์บ้านเกิดของเขาถูกทำลาย
พระนาง ได้ถามโฟรโดว่าจะทำอย่างไรต่อไป เพราะเขาเท่านั้นที่รู้คำตอบดี โฟรโดได้เสนอที่จะยกแหวนแห่งอำนาจให้พระนาง กาลาเดรียลถูกทดสอบด้วย
แรงดึงดูดของแหวน กระนั้นพระนางก็ได้เปล่งพลังอำนาจขึ้นมา และผ่านการเย้ายวนนั้นไปได้

(ในตอนนี้กล่าวไว้ว่า หากพระนางกาลาเดรียลรับแหวนนั้นไป จะสามารถเอาชนะเซารอนได้ด้วยซ้ำ แต่
พระนางจะตกอยู่ใต้อำนาจของแหวน และสร้างอาณาจักรพรายขึ้นมาปกครองโลกแทน แต่ในเมื่อพระนางเลือกทางที่จะไม่ใช้แหวนนั้น หากเซารอนถูกทำลาย ชาวพรายก็จะสูญสิ้นไปด้วย เนื่องจากการทำลายแหวนแห่งอำนาจจะทำลายอำนาจแหวนอื่นๆทั้งหมด รวมทั้งแหวนพรายด้วย แต่หากแหวนไม่ถูกทำลาย และเอาชนะเซารอนไม่ได้ พวกพรายก็จะตกเป็นทาสของเซารอน จึงกล่าวได้ว่า ชะตาของพวกพรายนั้นน่าเศร้าโดยแท้)


ในที่สุดเมื่อเวลามาถึง พันธมิตรแห่งแหวนก็ต้องจากลาดินแดนลอริเอนอันแสนงดงามไป และได้รับของขวัญจากพระนางกันคนละอย่าง รวมทั้งเสื้อคลุมพรายและขนมเลมบัสด้วย แต่กระนั้นในใจทุกคนก็โศกเศร้าอย่างยิ่ง เพราะจะไม่มีโอกาสได้มาเยือนที่แห่งนี้อีกแล้ว
(เปิดเพลง memory of trees ของ enya ประกอบฉากนี้แล้วจะได้อารมณ์ยิ่งขึ้น)

พวกเขาเดินทางต่อไปยังจุดหมายต่อไป นั่นคือผ่านบนลำน้ำอันดูอินสายใหญ่(ซึ่งจะไหลต่อไปยังเอ๊นท์มูด จุดสิ้นสุดของเทือกเขามิสตี้) บนเรือพราย ผ่านรูปปั้นอาร์โกนัธ กษัตริย์โบราณ และขึ้นบกบนเนิน พาร์ธการ์เลน
ที่อยู่ไม่ห่างจากน้ำตก เรารอส เท่าไหร่นัก

ในระหว่างที่พักอยู่บนเนินเขา พาร์ธ กาเลน นั่นเอง ทุกๆคนก็ได้ให้โฟรโดตัดสินใจว่า จะเลือกนำแหวนไปในทิศทางใด โฟรโดกลัดกลุ้มใจมาก จึงขอเวลาคิด เขาเดินไปจนถึงยอดเขา เอมอน เฮน ของกษัตริย์โบราณ เพื่อครุ่นคิดว่าจะทำอย่างไร เพราะเขารู้ว่าเขาจะไปอย่างไร แต่นั่นหมายถึงว่าเขาต้องไปคนเดียว จะเอาเพื่อนไปด้วย บางคนก็ไม่ไว้ใจ บางคนก็รักเกินกว่าจะเอาไปด้วย
ในขณะนั้นเอง โบโรเมียร์ก็เดินขึ้นมาหาเขา แล้วพยายามหว่านล้อมให้เขาเดินทางไปยัง มินาส ทิริธ แล้วใช้แหวนร่วมรบกับเซารอน แต่โฟรโดรู้ทันทีว่า จริงๆแล้วเขาต้องการแหวนแห่งอำนาจนั่นเอง เมื่อเขาปฏิเสธ โบโรเมียร์จึงโจมตีเขา โฟรโดใช้แหวนสวมนิ้วเป็นครั้งที่3 (เมื่อใส่ครบ3ครั้ง จะเข้าใจเรื่องต่างๆได้มากขึ้น และมีสติปัญญาที่ลึกซึ้งกว่ามนุษย์ทั่วไป)
แล้ววิ่งขึ้นยอดเอมอนเฮน ด้วยความโศกเศร้า ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจได้แล้วว่าควรต้องทำอย่างไร

เป้าหมายสุดท้าย : การเดินทางอันโดดเดี่ยว

ทุกๆคนนึกขึ้นได้ว่า โฟรโดหายตัวไปนาน ประกอบกับโบโรเมียร์กลับมาสารภาพสิ่งที่เขาทำลงไป ทุกคนจึงรีบวิ่งไปไปตามโฟรโดกันอย่างจ้าละหวั่น แซมรีบวิ่งตามสไตรเดอร์ไปได้ไม่นานก็ตามไม่ทัน จึงนึกได้ว่า เมื่ออยู่ในสถานการณ์นี้ โฟรโดจะต้องหนีไปคนเดียวแน่นอน เขาจึงรีบวิ่งไปที่เรือ เพราะสัมภาระของโฟรโดอยู่ที่นั่น

สไตรเดอร์ได้พบโฟรโดบนเทือกเขาเอมอน เฮน แต่ก่อนที่จะทำอะไรลงไป พวกออร์คและอุรุกไฮจากออร์ธังค์ก็เข้ามาโจมตีอย่างกราดเกรี้ยว
โฟรโดรีบหนีลงไปอย่างรวดเร็ว ในอีกทางหนึ่ง โบโรเมียร์ เมอร์รี่ และปิ๊บปิ้น กำลังต่อสู้กับออร์คในป่า
อย่างเต็มที่ พวกอุรุกไฮ ได้คำสั่งจากซารูมานมาว่า ให้จับตัว ฮาล์ฟลิงหรือฮอบบิทกลับไปอย่างเป็นๆ
เมอร์รี่กับปิ๊บปิ้นจึงถูกจับตัวไปในที่สุดโดยไม่ทันต่อสู้ โบโรเมียร์สู้จนสุดใจ เพื่อปกป้องพวกฮอบบิท และลบล้างความผิดในใจของเขา เขาเป่าเขาขอความช่วยเหลือกของกอนดอร์ แต่เมื่อสไตรเดอร์มาถึง
ปรากฏว่า โบโรเมียร์ได้จากไปแล้ว มีธนูแทงอยู่เต็มตัวเขาจนพรุน เลโกลัสและกิมลี่ตามหลังมาติดๆ แต่ก็ไม่ทันการณ์เสียแล้ว.......

ในอีกด้านหนึ่ง แซมวิ่งลงไปที่ริมแม่น้ำ โฟรโดกำลังเลื่อนเรือออกไปคนเดียวบนแม่น้ำ เขาพยายามตามไป
จนจมน้ำ โฟรโดซึ้งในน้ำใจของเขามาก จึงยินยอมให้แซมตามไปในที่สุด ทั้งสองรีบไปเอาสัมภาระที่เหลือบนฝั่งแล้วพายเรือไปด้วยกัน............มุ่งหน้าไปยัง อีมิน มูอิล เทือกเขาแหลม ไปยังมอร์ดอร์....

ทางด้านสไตร์เดอร์ เลโกลัส และกิมลี่ ก็พากันเศร้าและไว้อาลัยให้โบโรเมียร์ แตรเขาสัตว์ของเขาแตกเป็นสองเสี่ยง เขาตัดสินใจทำศพให้โบโรเมียร์โดยการใส่เรือแล่นลงน้ำตกเรารอสไป เพื่อไม่ให้พวกออร์คมาเจอแล้วทำลายศพของเขาได้...............

ในที่สุดสไตรเดอร์ก็รู้ว่า ผู้ถือแหวนได้เลือกทางเดินของเขาแล้ว และพันธมิตรแห่งแหวนก็จบลง เมื่อทั้งสามคนที่เหลือ เดินทางต่อไปทางป่าฟังกอร์น เพื่อตามรอย เมอร์รี่และปิ๊บปิ้น เพื่อช่วยเหลือเขาต่อไป..........

*******************