แม้ธรรมชาติจะสร้างมนุษย์ให้มีความแตกต่างกันทั้งในด้านของสรีระ
ผิวพรรณ ภาษา จิตใจ ฐานะ และชาติตระกูล แต่มีอยู่สิ่งหนึ่งที่ธรรมชาติได้ประทานให้กับมนุษย์ทุกๆ
คนอย่างเท่าเทียมกัน สิ่งนั้น ก็คือ "เวลา"
นั่นเอง.
คนเราทุกๆ คน ล้วนมีเวลาในแต่ละวัน 24 ชั่วโมงเท่าเทียมกัน ไม่มีใครเลยที่จะมีเวลาน้อยหรือมากเกินไปกว่านี้ จะแตกต่างกันไปบ้าง ก็เพียงในรายละเอียดของการใช้เวลาเท่านั้นเอง
ถ้าหากใครรู้จักใช้เวลาให้เป็นประโยชน์หรืออยู่ในช่วงแห่งความสุขและเพลิดเพลินสนุกสนาน
ก็จะเกิดความรู้สึกว่าเวลาในแต่ละวันนั้นช่างผ่านไปอย่างรวดเร็วเหลือเกิน ส่วนคนที่ไม่รู้จักคุณค่าของเวลาหรือกำลังตกอยู่ในห้วงของความทุกข์นานาประการ
ก็จะเกิดความรู้สึกที่ตรงกันข้ามกัน คือ รู้สึกว่าเวลาหรือราตรีช่างยาวนานและผ่านไปอย่างเชื่องช้ายิ่งนัก.
ในการดำเนินชีวิตประจำวันของคนเราในยุคสมัยปัจจุบันนี้
เวลาที่เดินทางไปที่ไหนก็ตาม เรามักจะได้ยินคนพูดหรือบ่นให้ฟังอยู่เสมอๆ ว่า
ไม่มีเวลาว่างบ้าง เวลาไม่พอบ้าง มีเวลาน้อยบ้าง ซึ่งทำให้เกิดความรู้สึกว่าโลกนี้มันช่างรีบร้อนและยุ่งเหยิงไปตามที่พูดเสียจริงๆ
ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว เราทุกคนต่างก็มีเวลาเท่ากัน ไม่มีใครมากหรือน้อยเกินกัน
จะต่างกันก็ตรงที่การจัดการบริหารเวลาเท่านั้น ถ้าหากว่าเราบริหารและจัดเวลาได้อย่างถูกต้องลงตัว
เวลาก็จะเป็นเวลาปกติที่มีความสมดุลย์ไม่มากหรือน้อย แต่ถ้าหากว่าเราบริหารหรือจัดเวลาไม่ลงตัว
ก็จะสร้างปัญหาให้เกิดขึ้นมาได้ ทำการทำงานหรือทำภาระกิจหน้าที่ต่างๆ ไม่อาจจะสำเร็จลงได้ทันเวลา
เลยทำให้เกิดความรู้สึกว่ามีเวลาน้อยหรือเวลาช่างผ่านไปอย่างรวดเร็วประดุจดังมีปีกบินเลยทีเดียว
ทั้งๆ ที่เวลาก็คือเวลานั่นเอง ที่ยังดำเนินไปอย่างปกติและสม่ำเสมอตลอดเวลา ความรู้สึกของคนต่างหากที่เปลี่ยนแปลงไปและยุ่งเหยิงสับสน
กาลเวลาดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามากสำหรับชีวิตของคนเรา
อายุที่คนเราได้เพิ่มมา ก็คือเวลาที่เราสูญเสียไปนั่นเอง เวลาจึงเป็นเครื่องเตือนใจที่จะทำให้เราเกิดความสำนึกและระลึกถึงอยู่เสมอว่า
ชีวิตของคนเรานั้นแสนสั้นนัก ทำอย่างไรเราถึงจะดำเนินชีวิตอยู่อย่างมีคุณค่าและมีแก่นสารมากที่สุด
เพื่อให้คุ้มค่ากับกาลเวลาช่วงหนึ่งในชีวิตที่ธรรมชาติได้มอบให้มา.
อาจมีหลายคนเข้าใจว่า การมีอายุยืนนานเป็นร้อยปีนั้น
เป็นสิ่งที่ประเสริฐ เพราะเป็นสิ่งที่หาได้ยาก แต่ในทัศนะทางพุทธศาสนาแล้วหาได้เห็นด้วยไม่
หากมองว่าสาระของชีวิตนั้น แท้ที่จริงแล้วไม่ได้ขึ้นอยู่กับระยะเวลาของการใช้ชีวิต
แต่ขึ้นอยู่กับการเข้าใจในคุณค่าของเวลาและใช้ชีวิตอย่างมีสาระและมีประโยชน์มากกว่า
โดยได้กล่าวเอาไว้เป็นข้อเปรียบเทียบให้เห็นด้วยว่า ผู้ที่มีชีวิตอยู่ร้อยปี
แต่ไร้สาระแก่นสาร คนที่มีชีวิตอยู่อย่างมีสาระเพียงวันเดียวเสียอีกที่มีความประเสริฐมากกว่านัก
ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่า คนเราจะมีอายุยืนหรือสั้นนั้นไม่ใช่สิ่งสำคัญ สำคัญอยู่ที่การรู้จักใช้ชีวิตให้เป็นต่างหาก
การใช้ชีวิตอย่างมีสาระและมีประโยชน์มากที่สุด ก็คือ
การใช้ชีวิตอย่างมีความชาญฉลาด และรู้จักการพิจารณาไตร่ตรองมองตนอยู่ตลอดเวลา
เพื่อให้รู้เท่าทันปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น รวมทั้งเพื่อเพาะบ่มความดีงามให้เกิดขึ้นกับตนเองอยู่เสมอ
ด้วยเหตุฉะนี้ เราทุกคนจึงควรที่จะรู้จักการดำเนินชีวิตให้เป็นประโยชน์และมีสาระมากที่สุด
ไม่ควรปล่อยให้กาลเวลาล่วงเลยผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ โดยการหมั่นศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับชีวิตของตนเองอยู่เสมอ
เพื่อให้มีเข้าใจในชีวิตมากยิ่งขึ้น
หากเรามีโอกาสได้ศึกษาทำความเข้าใจและพิจารณาไต่ตรองมองตนอยู่ตลอดเวลา
เราก็จะรู้จักและเข้าใจชีวิตตนเองและเข้าใจโลกมากขึ้น ซึ่งจะทำให้เรารู้ว่าเราควรที่จะปรับปรุง
เปลี่ยนแปลง แก้ไขและพัฒนาตนเองอย่างไรบ้าง เพื่อนำชีวิตของตนไปสู่หนทางที่ดีกว่า
มันเป็นความจริงที่ว่า มนุษย์มักจะชอบมองดู พูดถึง นินทา และวิพากย์วิจารณ์คนอื่นอยู่ตลอดเวลา โดยไม่เคยเลยที่จะหันมามองหรือวิพากย์วิจารณ์ตนเองบ้าง เลยทำให้มนุษย์ไม่ค่อยจะรู้จักตนเองและมีความวุ่นวายอยู่ตลอดเวลา
ถ้าหากว่ามนุษย์เลิกวิพากย์วิจารณ์คนอื่น แล้วหันมาไตร่ตรองมองตนเสียบ้าง
บางทีก็อาจจะทำให้มนุษย์มองเห็น รู้จัก และเข้าใจตนเองมากยิ่งขึ้น รวมทั้งจะทำให้ค้นพบแนวทางแห่งการอยู่ร่วมกันด้วยความรัก
ความเมตตา และมีความปรารถนาดีต่อกันอยู่ตลอดเวลาด้วย
หากเราไตร่ตรองมองตนอยู่บ่อยๆ เราก็จะพบว่า แท้ที่จริงแล้ว
ความสุขและความทุกข์ ล้วนแล้วแต่อยู่ที่ตัวเราเองทั้งสิ้น ขึ้นอยู่กับมุมมองของเราเองว่าเราจะมองในแง่มุมไหน
ไม่มีใครทำให้เราเกิดความสุขหรือมีความทุกข์ได้ ทุกอย่างล้วนขึ้นอยู่ที่ตนเองทั้งหมด
ซึ่งจะทำให้เรามีความระมัดระวังและใช้ชีวิตอย่างสุขุมรอบคอบมากกว่าที่เป็นอยู่
อย่ามัวแต่วิพากย์วิจารณ์คนอื่นให้มากนักเลย แต่จงหันมาเอาใจใส่และไตร่ตรองมองตนเสียบ้าง
แล้วเราจะค้นพบความหมายและคุณค่าชีวิตที่แท้จริงของตนเองได้ ซึ่งจะเป็นหนทางดำเนินไปสู่ความสงบ ร่มเย็น และมีสันติภาพอย่างยั่งยืนโดยแท้จริง.
|
ไตร่ตรองมองตน
|