Back to Minie Site

ลงตีพิมพ์ในนิตยสารสาวิกา นิตยสารเพื่อชีวิตที่งดงามและเป็นอิสระ
ปีที่ 3 ฉบับที่ 22 เมษายน 2542

วิถีแห่งชีวิต
สัมภาษณ์โดย "สาวมีน"

จักหุย เมธีสุวกุล
ชีวิตเริ่มต้นเมื่อ 60

เสียใจแต่ไม่ขอโทษ ที่จะแจ้งให้ทราบว่า "วิถีแห่งชีวิต" สองฉบับนับจากนี้ "สาวมีน" นักสัมภาษณ์มือหนึ่งประเภทสอง (เพราะเป็นตัวสำรอง) ต้องมารับหน้าที่แทน "เชิญอรุณ" ที่ติดธุระ เนื่องจากกำลังทำวิทยานิพนธ์เรื่อง (SHAKESPEARE) IN LOVE รีบปัดฝุ่นเทปบันทึกเสียงคู่ชีพที่ถูกทิ้งร้างมานาน พร้อมชักชวนคุณ บก. ให้เป็นสารถีกิตติมศักดิ์ ขับรถไปยังจังหวัดจันทบุรี ....เรามีนัดสัมภาษณ์กันที่นี่ค่ะ

ถนนบางนา-ตราดในช่วงใกล้สงกรานต์รถไม่เยอะอย่างที่คิด สองสาวจึงเอ้อระเหยลอยชายแวะซื้อของและชิมอาหารอร่อยไปตลอดทางราวกับจะไปปิคนิคก็ไม่ปาน ซึ่งว่าที่จริงแล้วก็รู้สึกเช่นนั้นจริงๆ เพราะครั้งนี้เป็นการสัมภาษณ์ผู้สูงวัยใจดีที่น่ารัก จึงรู้สึกเหมือนกำลังจะไปเคารพญาติผู้ใหญ่มากกว่าไปทำงาน

คุณจักหุย เมธีสุวกุล หรือที่คนสัมภาษณ์เรียกติดปากตามคุณนก-นิรมลว่า คุณแม่นั้น เดินยิ้มแย้มออกมาต้อนรับทันที่ที่เราไปถึง ผมตัดสั้นทรงใหม่แทนบ๊อบตรงทรงเดิมทำให้ใบหน้าดูแจ่มใสและทันสมัย แต่สิ่งหนึ่งที่คงเดิมไม่เปลี่ยนแปลงคือวงหน้าที่บอกเสมอว่า ผู้ใหญ่คนนี้เป็นคนมีความสุขและอารมณ์ดีเป็นนิจ

เราเลือกนั่งคุยกันในมุมสบายๆ ภายในร้าน "ครัวสายเหล็ก" ร้านอาหารที่ตั้งชื่อตามเจ้าของ-ลูกชายคนเดียวของครอบครัว "เมธีสุวกุล" ร้านนี้ ตกแต่งน่ารัก เฟอร์นิเจอร์ โทนสี และต้นไม้ที่วางประดับตรงนั้นนิดตรงนี้หน่อยให้ความรู้สึกอบอุ่นเหมือนอยู่กับบ้าน อีกทั้งบรรยากาศหน้าร้านที่ร่มครึ้มไปด้วยไม้ดอกไม้ใบยิ่งทำให้ทาว์นเฮาส์หลังเล็กนี้เป็นมากกว่าร้านอาหารธรรมดาทั่วไป

คุณจักหุยเล่าว่า ย้ายมาอยู่ที่จันทบุรีตั้งแต่ปี ๓๕ ก่อนลูกสาวคนโต คุณนก-นิรมลจะแต่งงานได้สักปีหนึ่ง "สายเหล็กเขาชวนให้มาอยู่กับลูก"

ก็เลยย้ายจากเชียงรายมาเลยนะคะ
ค่ะ แม่ไม่ยึดติดที่ไหน อยู่ที่ไหนก็อยู่ได้ เป็นคนปรับตัวง่าย

แต่พื้นเดิมเป็นคนสุพรรณใช่ไหมคะ
ใช่ค่ะ เป็นเด็กเกิดที่สุพรรณเลย เป็นครอบครัวใหญ่ จริงๆ มีพี่น้องแค่ ๖ คน แต่มีหลานมาอยู่ที่บ้านกันเยอะ หลายคนมากเลย ก็สนุก

เล่าถึงวิถีชีวิตของคนในยุคนั้นให้ฟังหน่อยสิคะ
ที่จริงก็ใช้ชีวิตเรียบง่ายนะ ไปดูหนังโรงนี่ไม่ค่อยไปนานๆ จะไปกันที ปกติเวลามีงานวัดคนจะชอบไปกัน แต่แม่ไม่ค่อยไปเป็นคนเที่ยวไม่เป็น ชอบอยู่บ้าน ไม่ค่อยชอบออกไปเที่ยว อย่างไปดูลิเกก็รู้สึกว่ามันไม่ค่อยเหมาะกับเรา ก็อยู่แบบลูกคนจีนน่ะ เรียบง่าย แต่เป็นคนมีโอกาส ไปเรียนตัดเสื้อ ก็ได้ออกนอกบ้าน ไปไหนๆ มีโอกาสแต่งตัว เสื้อผ้าก็จะเย็บเอง หรืออยู่บ้านก็จะเย็บเสื้อผ้าให้หลานใส่ ให้พี่ๆ น้องๆ ใส่

การที่คุณนกชอบอ่านหนังสือเป็นเพราะได้นิสัยมาจากคุณแม่หรือเปล่าคะ
ติดนิสัยมาจากแม่ แม่เองแม่ชอบอ่านหนังสือนะ แต่เป็นคนไม่ได้เรียนหนังสือไง อ่านไม่เก่ง รู้สึกว่าเราแย่จังเนอะ สมัยก่อนมันจะเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ เพราะแม่เกิด ๒๔๘๒ โตมาช่วงนั้น โรงเรียนก็ไกล ความเจริญก็ไปไม่ถึงแล้วยิ่งลูกคนจีนเขาจะหวงลูกมากไง ไม่ค่อยชอบให้ไปเรียนให้อยู่บ้าน เลยไม่มีโอกาสเรียนหนังสือ ก็มาเรียนพิเศษให้คนที่รู้จักกันสอน ให้พี่สอนบ้าง โตแล้วถึงจะไปเรียนศึกษาผู้ใหญ่ น่าสงสารมั้ย เรียนได้สามเดือนก็ไปสอบ ก็ได้ใบประกาษจบ ป,๔ แล้วพอย้ายไปอยู่เหนือ (เชียงราย) จะเขียนจดหมายไปหาพ่อหาแม่ รู้สึกเขียนยากจังจดหมายแต่ละฉบับ ก็เลยรู้สึกว่า เราต้องให้ลูกเรียนมากที่สุด เพราะมันเป็นจุดอ่อนของเราไง

Page 1 / Go to top

คุณแม่แต่งงานอายุเท่าไรคะ
แม่แต่งงานเร็ว อายุ ๒๒ เป็นคนที่...พ่อแม่หวงลูกมากพี่ชายก็หวงน้องมาก ไม่มีโอกาสเจอเพื่อนเจออะไรหรอก แต่ก็มีคนมาชอบมาก แล้วคนจีนสมัยก่อนก็จะเป็นการมาขอ ไม่มีการมาจีบ มาคุย หรือมาพาเที่ยว ก็มีคนมาขอเยอะ แต่ไม่อยากออกเรือน จนพ่อแม่ร้อนใจ พอพ่อเด็กมาขอก็เลยตกลง

คุณนกเคยเล่าให้ฟังว่าสมัยหนุ่มๆ คุณพ่อเฟี้ยวมาก
ใช่ พ่อเด็กเขาเป็นคนทันสมัยมาก เป็นคนมีชื่อเสียง มันเป็นเรื่องของบุญหรือว่าอะไรล่ะ

บุพเพสันนิวาส
อืม ใช่ มันจะต้องเกี่ยวข้องกัน หรือว่าจะต้องไปใช้ชีวิตร่วมกัน แม่เชื่อเรื่องพวกนี้ แต่ถ้ามองรูปการณ์ หรือว่าลักษณะแล้ว ก็ไม่น่าจะมาแต่งกับเราได้ หรือว่าเราไปแต่งกับเขาได้

ทำไมล่ะคะ
แฟนเขาเยอะมากเลยน่ะ

สมัยสาวๆ คุณแม่ก็สวยใช่หยอก
(หัวเราะ)

ตอนคุณพ่อมาขอ เห็นหน้าแล้วถูกชะตาทันทีไหมคะ
ถูกชะตามั้ย มันมีเรื่องเยอะแยะมากมายเลยเนอะ ต่างคนต่างครอบครัวใหญ่ บ้านเราก็ครอบครัวใหญ่ แล้วคนจีนจะเน้นเรื่องชื่อเสียง เช่น ถ้าลูกได้แต่งงานก็จะภาคภูมิใจ คนจีนเขาจะถือกันว่า ถ้าลูกไม่ได้แต่งงานเดี๋ยวตายไปไม่มีคนเอาหัวหมูมาไหว้ แล้วถ้าเกิดลูกสาวไม่แต่งก็รู้สึกครอบครัวไม่ดี แล้วเตี่ยก็อายุมากแล้ว เขาก็พูดในทำนองนี้ เตี่ยเขาจะคอยขู่ เพราะตอนนั้นเราก็ยังเป็นวัยรุ่นน่ะเนอะ แล้วก็มีคนชอบเยอะ ก็รู้สึก....เอ๊ พ่อแม่เราน้อยใจมากเหรอที่เรายังไม่ออกเรือน แล้วก็ต้องออกเรือนที่เหมาะสมด้วยนะ ไม่เหมือนสมัยนี้เนอะ

สมัยนี้คุณแม่มองว่าอย่างไรคะ
สมัยนี้เขาไปไหนก็ไปกันเองได้น่ะหนู แต่สมัยก่อนไม่ได้นะ ไปก็ต้องเอาเพื่อนฝูงไป หรือว่าไปกับใครชาวบ้านก็จะนินทา ซึ่งข้อจำกัดจะเยอะ มาถึงรุ่นลูกเรา ถึงรู้สึกว่าจะเลี้ยงลูกยังไงให้ดีที่สุด เรามีอิสระในการเลี้ยงลูก เพราะชีวิตของเราผ่านมา ของแม่เองมันไม่ได้ทำดังใจที่เราต้องการ อย่างแม่นี่แม่คิดว่าแม่ควรจะเรียนหนังสือ หรือไม่เรียนหนังสือควรจะเรียนอะไร หรือทำอะไรได้เยอะแยะ แม่มันก็มีขีดจำกัดไง เขาบอกว่า ลูกผู้ชายต้องมาบวชพระให้พ่อแม่ชื่นใจ เป็นลูกที่ดีของพ่อแม่ ถ้าเป็นผู้หญิงต้องแต่งงานทดแทนบุญคุณ ก็เลยมานั่งคิด เอ๊ นี่ หมายความว่าต้องแต่งงานใช่มั้ย เอางี้แล้วกัน ตั้งแต่บัดนี้ไป ใครมาขอจะออกเรือนก็แล้วกัน ก็บังเอิญพ่อเด็กเขาส่งผู้ใหญ่มาขอก็ถึงเวลาที่จะต้องไปแล้ว คิดแบบเนี้ย ก็ไป ไม่ได้คิดมากอะไร คิดแต่ว่า ถ้าเรามีลูกเราจะเลี้ยงลูกเราให้ดีที่สุด

"จะบอกลูกว่า ถึงเราจะมีจะจนไม่ใช่สิ่งสำคัญ แต่วิชาความรู้สำคัญ แม่คิดว่าให้อะไรไม่เท่าให้วิชาความรู้"

คุณพ่อเล่าให้ฟังไหมคะว่าถูกใจคุณแม่ตรงไหนถึงส่งคนไปขอ
คุณพ่อเขาจะเห็นอยู่เรื่อย เพื่อเขาเยอะ เพื่อนๆ เขาก็ชอบเหมือนกัน บอกให้ฟังว่า... เด็กคนนี้ดีนะ น่ารัก แต่เราเองก็...คือไม่พร้อมจะไปไหน หนูนึกออกมั้ย เพราะเราคิดว่าเรายังใช้ชีวิตทำอะไรได้อีกเยอะแยะ ยังไม่พร้อมจะออกเรือน

ที่ยอมแต่งงานก็เพราะคุณพ่อคุณแม่
ใช่ เพราะผู้ใหญ่ แล้วพ่อแม่เราก็อายุเยอะแล้ว ก็...ไปก็ไปเนอะเพราะเป็นเรื่องธรรมดา ผู้หญิงจะแต่งงานก็ไม่แปลก

ทำไมคุณแม่ถึงบอกว่าเชื่อเรื่องบุพเพสันนิวาสคะ
แม่เชื่อเรื่องกรรมว่าเป็นตัวกำหนด ก่อนหน้านี้มีคนมาขอเยอะแยะ แต่เราก็ไม่แต่งเพราะไม่พร้อมจะออกจากบ้าน อยากอยู่บ้าน อยู่กับพ่อแม่พี่น้อง เพราะเรายังทำอะไรได้อีกตั้งเยอะแยะ มีความสุขไม่ต้องไปอยู่บ้านอื่น แต่พ่อแม่ให้ออกเรือนเราก็พร้อมจะไป แล้วบังเอิญเราก็พูดไปแล้วว่า ถ้าใครมาขอก็จะไป จังหวะนั้นพ่อของเด็กก็มาขอ ซึ่งเขาก็เป็นคนดีนะ ก็คิดว่าสมควรไปแล้ว เพราะฉะนั้นก็คิดว่าเป็นเรื่องของกรรม เพราะคนอื่นตั้งเยอะทำไมเราไม่เลือก หรือทำไมเราไม่ตัดใจออกไป พอมีลูกเลยตั้งใจว่าเราจะให้สิ่งแวดล้อมที่ดีๆ แก่ลูกก็จะเริ่มส่งพี่นกเรียน ลูกคนที่สองก็ส่งเรียน คนที่สามสี่ห้าก็เรียนหมด จะบอกลูกว่า ถึงเราจะมีจะจนไม่ใช่สิ่งสำคัญ แต่วิชาความรู้สำคัญ เพราะมันกินไม่หมดจริงๆ แม่คิดว่าให้อะไรไม่เท่าให้วิชาความรู้ แล้วจะให้เขาเลือกเรียนเอง เพราะว่าแม่ผ่านชีวิตมาแล้ว อย่างคุณถามว่าสมัยก่อนมันเป็นยังไง ผู้ใหญ่จะเข้ามาเกี่ยวข้องกับเราเยอะมาก พ่อแม่มีอิทธิพลกับลูกๆ มาก

สมัยก่อนลูกเองก็กตัญญูมากนะคะ
ใช่ ใช่ ถ้าเราทำให้พ่อแม่เสียใจรู้สึกว่าเราผิดมากเลยนะ ก็เลยคิดว่าถ้าเรามีลูกเราจะให้สิ่งดีๆ กับลูกอยากเลือกเรียนอะไรก็เรียนเลย ง่ายดี เพราะคนทำงานคือใคร คือลูก เขาจะได้ภาคภูมิใจที่เขาเลือกทำ เลือกเรียน ไม่ใช่... เป็นเพราะแม่ชอบ แล้วถ้าใจเขาไม่รักล่ะ แม่ถึงบอกว่าลูกๆ ของแม่เป็นลูกแม่เขาก็โชคดี แม่เป็นแม่ของลูกแม่ก็โชคดี ชีวิตทุกวันนี้ถึงมีความสุข เพราะลูก ๆ เขาก็ดี แล้วแม่เองก็ไม่จู้จี้ (หัวเราะ)

คนสมัยก่อนแม้จะเป็นการคลุมถุงชนแต่ก็อยู่กันยืด ผิดกับคนสมัยนี้ที่เลือกเอง แต่อยู่กันก้นหม้อข้าวไม่ทันดำก็เลิกกันแล้ว ในทัศนะของคุณแม่คิดว่าเป็นเพราะเหตุอันใดคะ
ต้องบอกว่าคนสมัยก่อนอดทน (น้ำเสียงหนักแน่น) เพราะถ้าเกิดเราเลิกพ่อแม่ก็ถือว่าเสียหน้าอีก สมัยก่อนเราแคร์กับสังคม สิ่งแวดล้อม คนใกล้ตัว ถูกมั้ยหนู อย่างแม่ แม่ก็ต้อง คิดถึงพี่คิดถึงน้อง คิดถึงพ่อแม่เรา แล้วคนใกล้ตัวอีกล่ะ ถ้าคนยุคนี้จะถือว่าแม่ก็ส่วนแม่ รักแม่ แต่ชีวิตของหนูขอหนูเถอะ หนูจะตัดสินใจเอง กล้าคิด กล้าตัดสินใจ อย่างแม่ แม่ว่าแม่ขาดความเชื่อมั่นในตัวเอง ไม่เหมือนรุ่นนก รุ่นกบ เพราะว่าเด็กรุ่นนี้ เขามีอิสระในการตัดสินใจ กระทั่งเดี๋ยวนี้แม่ก็ว่าแม่ยังไม่ใช่ จะเป็นคนประณีประนอมสูง ตามใจคนนู้นทีคนนี้ที ก็กลายเป็นว่าเราหลายใจ ที่จริงไม่ใช่ เพรามีเหตุผลของเราเอง

Page 2 / Go to top

ดูคุณแม่ให้ความสำคัญกับการเลี้ยงลูกมากนะคะ
ตั้งใจจริงๆ เลยนะว่าเราเรียนน้อย ไม่อยากให้ลูกเจอ ปัญหาแบบเรา ถ้าลูกได้เรียนเยอะเขาก็จะกล้าตัดสินใจ เขาจะเชื่อมั่นในตัวเอง อย่างแม่นี่จะสื่อไม่เก่ง รู้ตัวเลยว่าเป็นจุดด้อย แม้แต่จะพูดอะไรก็ยังเกรงใจเลย

ท่าทางคุณแม่เป็นคนขี้เกรงใจ
ช่าย (พยักหน้ารับคำ) นิสัยไม่ดี เป็นคน...ยังไงล่ะ (ทำเสียงจิ๊จ๊ะ) ติดนิสัยมาตั้งแต่เด็กเลย จะดูแลครอบครัว พ่อแม่สอนมามั๊ง เราว่าพ่อแม่คงมีอิทธิพลกับเราเยอะ จะแบ่งจะเจือจานกัน สมัยท้องคนนี้นะคุณ (ชี้ไปที่กบ-ลูกสาวคนที่สอง ซึ่งนั่งฟังอยู่ข้างๆ ) อยากกินอะไรรู้มั้ย อยากกินก๋วยเตี๋ยวหลอด ก็ทำเอง มีรุ่นพี่มาที่บ้าน ก็...เออ มาพอดีเลย มากินก๋วยเตี๋ยวหลอดด้วยกัน ก็ผัดแล้วส่งให้คนรอบข้าง พี่เขาบอก...ผิดปกตินะ คนอยากกินเขาต้องผัดแล้วกินเองก่อน ไม่ใช่เที่ยวเรียกคนนู้นคนนี้มากินจนทั่ว ก็รู้สึกว่าเราได้มาจากพ่อแม่นะ ต้องแบ่งคนอื่น

คุณแม่แต่งงานแล้วย้ายไปอยู่เชียงรายเลยใช่ไหมคะ
ได้ลูก ๒ คนแล้วค่อยไปจ๊ะ คิดถึงบ้าน อยากจะเขียนจดหมายก็เขียนไม่เป็น ก็เลยคิด คอยดูนะ เราจะปั้นลูกเรา (ว่าพลางหัวเราะ) ให้ลูกเรียนหนังสือเยอะๆ ลูกจะได้เก่ง แต่ลูกๆ เขาดีนะ เขียนหนังสือเก่ง สื่อสารอะไรก็เก่ง มีแม่น่ะที่อ่อนแอ

จำได้ว่าคุณนกเคยเล่าถึงคุณแม่ด้วยความชื่นชม เพราะการเลี้ยงลูก ๔-๕ คนไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
ใช่ แต่เด็กๆ เขาก็ดีนะ เขาให้ความร่วมมือดี

ลูกๆ ไม่ดื้อไม่ซนเลยหรือคะ
ไม่นะ อย่างกบนี่เลี้ยงง้ายง่าย หรือย่างพี่นกเขาก็ให้ความร่วมมือดี โตมาก็ช่วยดูน้อง ช่วยจัดการ

แต่การเลี้ยงลูกให้ประสบความสำเร็จทุกคนต้องมีเคล็ดลับบางอย่าง
มีอะไรพิเศษเหรอ ไม่หนา บังเอิญลูกดีมากกว่ามั๊ง โชคดีลูกดีนะ คือแม่เองเป็นคนซนน่ะ อยู่ไม่นิ่งหรอกจ๊ะ ทำนู่นทำนี่ จะเย็บเสื้อให้ลูกๆ ใส่ ชุดนักเรียนแม่ก็จะเย็บเอง ลูกๆ ก็จะมานั่งดูแม่เย็บผ้า เย็บยังไง เด็กๆ เห็นแม่ทำ เขาก็เริ่มซื้อผ้าตัดกันเองก็สนุก เพราะเด็กๆ เขาจะสนุกกับเราด้วย ช่วยกันทำงาน แม่ต่อกรอบ (ที่บ้านเป็นร้านถ่ายรูป) ลูกๆ ก็มาเรียนรู้ช่วยต่อกรอบ ทุกคนจะมีบทบาทในการช่วยแม่ เด็กๆ จะช่วยกัน ก็รู้สึกเด็กๆ เขาจะช่วยได้เยอะ
"แต่สิ่งหนึ่งที่กบสังเกต คือแม่จะใฝ่หาความรู้ บ้านนอกเขาจะมีหนังสือแบกมาขายเป็นตั้งๆ เช่น กฤษณาสอนน้อง คู่กรรม แม่เขาจะซื้อไว้ อ้อ สมบัติผู้ดีด้วย" (หัวเราะกันใหญ่)
ซื้อชัยพฤกษ์มาให้ลูกอ่านด้วย ตัวเองน่ะอยากรู้นั่นแหละ ก็เลยอยากให้ลูกเรารู้ไง

นอกจากเรื่องเรียนแล้ว มีเรื่องอะไรอีกคะที่คิดว่าจำเป็นที่ลูกทุกคนควรรู้
เรื่องมารยาท เรื่องอะไรหลายอย่างเนอะที่แม่เอาเรื่องกับลูก
"แม่เล่าเรื่องพิมพ์ดีดหรือยัง" กบทัก
(หัวเราะ) เออ ใช่ ส่งลูกไปเรียนพิมพ์ดีดๆ
"ลูกทุกคนต้องเข้าคอร์สพิมพ์ดีดตอนอายุยังไม่ ๑๐ ขวบ ประมาณ ป.๔ ส่งไปเรียนพิมพ์ดีดวันเสาร์-อาทิตย์ แม่บอก...อย่างน้อยถ้ามันไม่มีโอกาสเรียนมัธยม ยังไปเป็นเสมียนได้ (หัวเราะกันสนุก)
แล้ววันอาทิตย์ก็ส่งไปเรียนธรรมะ คือทั้งหมดน่ะที่แม่ขาด แม่ไม่มีโอกาส รู้สึกว่าอยากให้ลูกเราได้
"แต่ขาดอยู่อย่าง แม่ไม่ให้เล่นไพ่ กบเลยตกเลข" (หัวเราะ)

คนสัมภาษณ์ก็ตกเลขค่ะ แม่เลยสอนให้เล่นไพ่ผสมสิบ เผื่อจะเก่งเลขขี้นมาบ้าง
ซึ่งมันช่วยได้ใช่มั้ย (กบหาเพื่อนทันที)

มันไม่ใช่อย่างนั้นสิคะ เพราะปัญหามันคือผสมได้แค่สิบเท่านั้น
(หัวเราะกันครืน) ทำไมไม่สอนยี่สิบเอ็ดแต้มละ มันจะได้นับได้เยอะหน่อย (คุณแม่แซว เลยได้หัวเราะกันอีกรอบ)
"แต่อย่างหนึ่งที่แม่ไม่ค่อยมีที่กบรู้สึกนะ คือเรื่องที่จะ ปล่อยให้ออกไปอยู่กับสังคมคนนู้นคนนี้ จะมีแหวกออกไปได้คนเดียวคือลูกชาย ซึ่งสังคมเก่ง นอกนั้นจะด้อยมาก ไปงานไม่ค่อยเป็น จะเคอะเขิน"
คือไม่ค่อยพาออกสังคม
ตัวแม่เองก็ไม่ค่อยไปนะ ไปก็ไปแป๊ปๆ กลับ เพราะเราไม่อยากทิ้งลูกอยู่บ้าน งานแต่งงานอะไรก็ส่งป๋าเขาไป
"แล้วมุขแม่เขาจะเยอะ อยู่ในสายตา มีวิธีสารพัดที่จะทำให้ลูกๆ ไปไหนไม่รอด แล้วก็จะอยู่แถวๆ นั้น อยู่ใกล้ๆ เช่น มา...แม่มีนิทานเล่าให้ฟัง ปูเสื่อ เมื่อก่อนหน้าบ้านติดถนน ถนนในตลาดแม่จันมันก็ยังไม่พลุกพล่านมาก บ้านเราจะเป็นบ้านไม้ยกพื้นสูง แล้วก็จะมีไม้ระแนงที่ตีขึ้นจากถนน ก็จะปูเสื่อลาดลงมา นอนเอาขาลงมาทางถนน แล้วก็นอนนับรถ (ฮาครืน) ดูป้ายรถเลขอะไร ทายกัน ดูดาว เล่าเรื่องกระต่างกับเต่าไปเรื่อยๆ"

Page 3 / Go to top

ตอนที่ส่งคุณนกนำร่องไปเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ หัวอกแม่เป็นอย่างไรคะตอนนั้น
เป็นห่วงมากเลยนะ แต่ก็ไม่อยากบอกลูก แอบร้องไห้ แต่เขาก็เก่งนะ ไปกันได้ สมัยนั้นสังคมยังดี ไม่มีการข่มขืน ไม่มีอันตรายอะไร แล้วก็มั่นใจ เชื่อใจว่าลูกจัดการได้
แต่บ้านเราไปค้างคืนบ้านไหนไม่เป็นน่ะหนู แม่ไม่ปล่อย เช่น ลูกไปกับใคร เพื่อนลูกมีใครอีก เพื่อนคนนี้บ้านอยู่ที่ไหน แม่จะไปตามหนูได้ที่ไหนถ้าเพื่อนคนนี้ไม่อยู่ คือต้องให้เขาบอกว่ามีเพื่อนที่ไหนบ้าง เกิดอะไรขึ้นเราจะได้ไปตามถูก

คุณแม่เลี้ยงลูกแต่ละคนด้วยวิธีเดียวกันไหมคะ
รู้สึกเหมือนกันหมดนะ ลูกๆ เขาก็ไม่ค่อยมีปัญหากันน่ะ เล่าเรื่องน้องกวางอยากกินเหล้าดีกว่า ตอนนั้นลูกอยู่ ม.๔ เห็นเพื่อนๆ เขาคุยกันเรื่องกินเหล้า เมากันไม่รู้ตัว จนอาเจียนมันเป็นยังไม แม่ก็บอก รอแม่แป๊ปนึง "แม่ไปซื้อเบียร์ให้" กบเสริม ก็เอาเบียร์ผสมสไปรท์ กวางกินแล้วก็จะเริ่มหน้าแดง ตัวแดง แม่จะบอกให้ ถ้าจะหัดกินเหล้า ให้หัดที่บ้าน เผื่อเมาแล้วแม่จะช่วยหนูได้ (น้ำเสียงอ่อนโยน) ถ้าไปเมาที่อื่นมันไม่รู้ตัวเนอะ เดี๋ยวใครทำอะไรก็ไม่รู้ ช่วยตัวเองไม่ได

คุณแม่สอนวีธีเดียวกับแม่คนสัมภาษณ์เลยค่ะ
ซึ่งมันดีใช่มั้ย

มันไม่ดีตรงกินแล้วไม่เมาสักที หลังจากนั้นเลยติดเหล้าน่ะสิคะ
(หัวเราะกันใหญ่) อุ้ย น่าสนุก
คุณแม่ไม่ได้เป็นแม่บ้านอย่างเดียว ต้องช่วยงานคุณพ่อ และเลี้ยงลูกห้าคนพร้อมกัน ถือเป็นเรื่องหนักไหมคะ
หนัก แต่เสื้อผ้าจะจ้างเขาซัก แต่ครัวจะทำเอง เพราะเราไม่วางใจคนอื่น กลัวจะไม่สะอาด แล้วลูกก็หลายคน ต้องทำหลายอย่าง อาหารจะเต็มไปหมด ตั้งใจไว้ให้ลูกทานดีๆ

คุณนกเล่าว่ากลางวันคุณแม่จะหิ้วปิ่นโตใส่อาหารร้อนๆ ไปให้ลูกๆ ทานถึงที่โรงเรียน
ใช่
"แม่น่ารัก" กบเล่า "สวมงอบ ขี่จักรยาน หิ้วปิ่นโตเป็นเถาเลย ก็จะมารวมกัน พี่ๆ น้องๆ ล้อมวงทานกัน ก็จะได้ทานอาหารร้อนๆ อร่อย แล้วแม่ก็จะเอาปิ่นโตกลับไปด้วย เพราะว่า ลูกตัวเล็กๆ ไม่อยากให้หิ้วปิ่นโต หนัก"
จู้จี้ เรื่องกินบอกตรงๆ ถึงบ้านช่องมันจะไม่หรูหรา แต่เรื่องกินนี่ไม่ได้ ต้องสะอาด ชงกาแฟก็ต้องลวกแก้ว สมัยนี้ดีขี้น เยอะ ไม่ลวกแล้ว (หัวเราะ) ลูกกลับมา โอวัลตินเรียบร้อยเป็นแถวเตรียมไว้ให้ลูก ใส่ใจกับลูกมากนะ นี่บอกตรงๆ ลูกยิ่งใหญ่มาก แล้วลูกก็เรียนเก๊งเก่งคุณเอ๊ย ไม่มีปัญญาให้รางวัลลูกสอบได้ที่เท่าไหร หนูได้ที่ ๑ แล้วก็ได้กันหลายเทอมเหลือเกิ๊น แม่ก็...เอ้า เอ้า แม่เลี้ยงนะ เลี้ยงใหญ่เลย เอาตังค์ไปกินข้าวซอย พูดถึงเรียนหนังสือนี่แม่ตั้งใจเลยว่าต้องให้ลูกเรียนเพราะแม่ด้อย ทุกวันนี้ แม่ก็เรียนนะคะ ภาษาอังกฤษค่ะ ลูกสอน

แม่จะเรียนไว้รับลูกค้าใช่ไหมคะ
ไม่ เป็นความสามารถพิเศษ (ยิ้ม) คุณแม่ช่วยงานคุณพ่อจนกระทั่งทำเป็นทุกอย่างเลยใช่ไหมคะ
อุ้ย คุณแม่เก่ง (มีเสียงฮาเมื่อคุณแม่ชมตัวเองซึ่งๆ หน้า) ตอนแรกเขาไม่ให้ทำ แต่เราจะทำ เพราะที่ร้านคนเยอะมาก แล้วแม่ก็จะยุ่งไปหมด ชอบช่วย เริ่มจากตัดกรอบ ตัดกระจก ตอนแรกตัดกระจกทีไรก็ใช้ไม่ได้ แต่แม่เขาสอนดี เริ่มจากเรา อยากตัดเสื้อ จะลงมือตัดก็ลังเล ไม่รู้ตัดยังไง กลัวผ้าเสีย แม่เขาบอกว่าถ้าผ้าไม่ขาดมันก็ไม่เป็นตัวเสื้อ ลูกก็จะไม่เก่ง ไม่มีความสามารถ เพราะฉะนั้นลูกไม่ต้องกลัว ตัดไปเลย กระจกก็เหมือนกัน ความที่เราไม่กล้ากรีดลงไป มันก็แตกแบบไม่ตรงแตกจนบางทีเราใจอ่อน แต่ถือคติตามที่แม่สอน ไม่เป็นไร แตกเราก็เอามาใส่กรอบเล็ก ตรงไหนแหว่งก็ตัดทิ้งไป ก็ฝึกจนเป็น โดยเฉพาะตอนพ่อเด็กไม่อยู่จะเก่งมาก เรื่องจริง เพราะถ้าเขาอยู่เขาจะคอยมอง มา...ตัดให้ เข้าห้องมืดก็จะคอยไปดูว่าเขาทำยังไง เอาแล้ว...เริ่ม ลองน้ำยาเก่าก่อน แล้วพอเขาไม่อยู่ ก็ลองลุกขึ้นมาถ่ายรูป รู้วิธีการนั่ง การนับ การถ่าย แต่ส่องไปไม่เป็น ถ่ายออกมาทุกคน เป็นคอหอยพอกหมดเลย (หัวเราะกันสนุก)

เงามันทอดลงใช่ไหมคะ
ใช่ แต่เขาน่ารัก เขาเอาหมดเลย (หัวเราะขำ) แถมบอกเขาด้วยนะว่าเพิ่งเริ่มหัดถ่าย ซื่อมาก พอตอนหลังเขาพาลูกมาถ่าย บอก...จำได้มั้ย ที่เจ๊ถ่ายข้าเจ้าแล้วคอเอิมน่ะ (ได้หัวเราะกันอีก) ตอนหลังเริ่มเก่งกล้า ก็เริ่มรับรูปด่วน คือมันต้องปรับไปเรื่อย อย่างทุกวันนี้เหมือนกัน จะไม่ค่อยทุกข์ใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น เหงามั้ยทุกวันนี้ลูกๆ ไม่อยู่ ไม่เหงา พอตอนหลังก็หันมาวาดรูป ลูกถามวันเกิดแม่อยากได้อะไร จะไม่บอกวันเกิด เพราะไม่อยากให้ลูกเหนื่อย ยุ่งยากเพราะเรา "จนถึงเดี๋ยวนี้ลูกยังจำวันเกิดแม่ไม่ได้ (กบยืนยัน) เพราะแม่ไม่เคยบอกความจริง"
เพราะไม่อยากให้ลูกแบกภาระ แต่พอลูกเห็นแม่วาดรูป ลูกๆ ก็จะซื้อสี ซื้อกระดาษ เขาจะช่วยจัดการหามาให้ ก็มีความสุข แล้วตอนนี้เหงามั้ย ไม่เหงา เพราะเราฝึกตั้งแต่แรกแล้ว ไม่ชอบไปไหน

คุณแม่มองโลกยังไงคะ ถึงไม่ซีเรียสและมีความสุขตลอดเวลา
ไม่จริงจังกับสิ่งที่เกิดขึ้น เราต้องรับค่ะ ไม่ว่ามันจะดีจะร้ายเราต้องรับให้ได้ ตั้งสติให้อยู่ อย่างพ่อเด็กก็เคยถูกรถชนแรงๆ นะ รถชน...ตุ้ม...เขาสลบไปแล้วไม่ฟื้น มีคนมาบอก พ่อหลวงเขาถูกรถชนนะ ถาม...เขาสลบมั้ย ก็พูดเล่นนึกว่าเขาชน แล้วเขาตกลงกันไม่ได้เรื่องค่าเสียหายจะให้เราออกไปดู เขาบอกสลบ ก็ซ้อนรถหลานออกไปดู ไปถึงเห็นเขานอนอยู่ ก็ไม่โวยวายอะไร คิดว่าทำยังไงถึงจะดีที่สุด ก็คือพาไปหาหมอ ก็เรียกเขา ประคองเขาบอกว่าเดี๋ยวจะพาไปหาหมอนะ โรงพยาบาลนี้ดูไม่ดี ก็พาไปในจังหวัด คือจัดการไปตามขั้นตอน

"รู้ว่าอายุเท่าไรแต่เราไม่ได้ทุกข์ใจ ถ้าเรามัวแต่พิจารณา สังขารเราก็คงทุกข์ใจ แต่เราไม่ได้เป็นอย่างนั้น"

เรียกว่ามีสติดีมากนะคะ
ใช่ จะตั้งสติดีมากเลย คือตกใจนะ แต่ไม่ร้องไห้ เวลามีอะไรเกิดขึ้นจะตั้งสติดีมาก จะไม่เคยด่า เคยว่าใครนะ อย่างกบเองเคยโดยรถชน แม่ก็ไม่เอาเรื่องคนชน เพราะเขาเสียเงินมาเยอะแล้ว ถ้าเราเอาเรื่องก็คือเขาจ่ายค่ายา จ่ายค่าทำขัวญให้เรา ซึ่งเขาก็ทุกข์อยู่แล้วน่ะ ถ้าเราเอาใจเขามาใส่ใจเรา เขามีเรื่องแรงขนาดนั้นก็แย่แล้ว ก็รักษาเอง พาลูกไปหาหมอ ไปล้างแผล ไม่ค่อยเอาเรื่องกับใครหรอกคุณ ก็จัดการไปให้ดีที่สุดสำหรับลูกเรา คนใกล้ตัวเรา มันคงมีตรงนี้มั้งที่เป็นบุญ

Page 4 / Go to top

ภาพวาดของแม่ ภาพอื่นๆ คลิ๊กที่นี่

คุณแม่เริ่มวาดรูปนานหรือยังคะ นานเหมือนกันเนอะ

กับคุณนก ใครวาดก่อนกันคะ
พี่นกคงชอบเล่นพวกวาดเส้นก่อน แต่แม่ลงสีน้ำมันก่อน แม่ใจกล้ากว่า (หัวเราะกันสนุกกับมุขบลั๊ฟลูกสาวคนโต) เขียนมาปุ๊ปพี่นกก็เดินมาดู บอก...แม่ใจกล้า กล้ามากที่ใช้สีน้ำมัน ยังไงล่ะ...มันไม่ผิดน่ะเนอะ กระดาษกับสีน่ะ ไม่ได้ว่าใครนี่ (ได้หัวเราะกันอีกรอบ)

คุณแม่ไม่ได้คิดว่าวัยเป็นอุปสรรคที่จะทำให้เราเริ่มต้นเรียนรู้อะไรไม่ได้
(พยักหน้า) แม่ลืมไปเลยน่ะว่าขณะนั้นจะทำอะไรแล้วอายุเท่าไร นึกออกมั้ยคะ จะมารู้สึกแก่ก็ตอนป่วย ตอนนี้ความดันขึ้น หมดแรง แล้วก็เหนื่อยเกินไป ตัวมันหนัก แบกสังขารไม่ไหว แต่ถ้าพูดถึงจิตใจนี่มันรู้สึกเนอะ กับเพื่อนๆ ลูกมันสนุกกันไปอย่างเนี้ย เลยไม่มีปัญหา ตอนนี้ก็วาดรูป กบเอารูปที่แม่วาดให้คุณดูส

(หลังจากนั้นเทปหยุดทำงานชั่วคราวเพื่อชมภาพวาดของศิลปินผู้สูงวัยใจกล้า) คุณลองทำสิ แนะนำคนแก่ทำ รับรองมีความสุข

อายุเป็นเพียงตัวเลขใช่ไหมคะ
ไม่ได้ทุกข์ใจกับเขาไง รู้ว่าอายุเท่าไร แต่เราไม่ได้ทุกข์ใจ จะไม่คิดว่าเราทำไอ้นั้นไม่ได้ ไอ้นี่ไม่ได้ มันไม่มี ถ้าเรามัวแต่พิจารณาสังขาร เราก็คงทุกข์ใจ แต่เราไม่ได้เป็นอย่างนั้น แล้วมันทำให้เรามีความสุข แล้วไม่ใช่ไม่เตรียมตัวตายนะ เตรียมมานานแล้วด้วย แต่มันไม่ตาย

กลัวไหมคะ
ไม่กลัว (ตอบอย่างหักแน่น) อ่านหนังสือธรรมะ ศึกษาธรรมะ ศึกษามาเพื่อถ้าถึงวันนั้นถ้าเรารู้ตัวเราจะไม่กลัว เตรียมพร้อม

ผู้สูงอายุส่วนใหญ่มักจะกลัวเรื่องนี้ สำหรับคุณแม่แล้วไม่ใช่
สำหรับแม่แม่ไม่กลัว แต่พ่อเด็กกลัว ป๋าจะถือว่าเป็นเรื่องอัปมงคล ไม่ต้องพูดถึง แต่แม่ไม่ แม่กลับมีความรู้สึกว่า แม่มุ่งที่อยากจะเรียนรู้ อ่านหนังสือ เพื่อเมื่อถึงเวลาเราจะได้เตรียมตัวไปได้ คือกล้าตาย นึกออกมั้ยคะ ไม่งั้นเราก็จะละล้าละลัง ห่วงลูก ห่วงสมบัติ แต่แม่ไม่งั้น แม่เริ่มปล่อยวาง ปล่อยวางทุกอย่าง เอาไปได้แต่จิต คือลมหายใจ ถ้าคุณหายใจไม่ได้คือหมดค่า มีค่าแค่ลมหายใจ เพราะงั้นแม่ก็จะฝึกว่า ถ้าเราเจ็บป่วย ถ้าเราจะตาย เราจะทำยังไง เรากล้าที่จะทิ้งตัวเอง กล้าไปข้างหน้า ไม่ใช่ว่าห่วงนั่นห่วงนี่ ละล้าละลัง เราว่าต้องกล้าตรงนั้นน่ะ เตรียมพร้อม นอนให้หลับ ไปแล้วนะ คือไปคิดแค่เนี้ย ไม่ได้คิดอะไรมาก ก็เหมือนทุกวันนี้ ลูกๆ ไปไหน...ไปเถอะหนู ไม่ต้องห่วงแม่ แม่อยู่ได้ แม่จัดการของแม่ได้ แล้วแม่ก็จะไม่เรียกร้องอะไรให้ลูกกังวล มีอะไรแม่ก็จะจัดการไปจัดการไม่ได้ แล้วจะบอกลูก ปรึกษาลูก

ความตายในทัศนะคุณแม่เป็นอย่างไรคะ
แม่ก็ไม่ค่อยเข้าใจนะ ตายแล้วไปไหน แต่ขอเพียงให้เรา เข้าใจว่าความตายมันไม่ได้น่ากลัว เราเองก็ยังไม่เคยไป ทุกคนก็ยังไม่เคยไป ไปแล้วอาจจะสบายก็ได้ เราไม่ต้องไปกลัว เพราะถ้ากลัวแล้วเราก็จะไม่กล้าตาย เพราะงั้นแม่ต้องตั้งใจและตั้งสติให้ดี ตั้งใจตาย คือให้รู้ตัวและให้เตรียมพร้อมไง
ทุกวันนี้ก็บอกลูก ถ้าแม่ตายขอให้จัดงานเรียบและง่ายที่สุด อยู่สองคืนก็พอแล้ว "ต้องสามค่ะ" กบแซว กลัวฟื้น (คุณแม่ต่อทันที ได้หัวเราะกันใหญ่) ลูกเขาจะบอกเผื่อนิดนึง กลัวฟื้น (หัวเราะ) ญาติพี่น้องไม่จำเป็นต้องไป ตามมา ไกล บางคนต้องไปตามคนนู้นคนนี้ให้มาเผาศพ ไม่จำเป็น

คุณแม่คิดอย่างไม่ให้เป็นภาระใครเลยนะคะ
ตายไปแล้วมันจะมีประโยชน์อะไร มาตอนที่ฉันอยู่ซิ มาคุยกัน เรารักกัน เรามีความสุขกัน เดี๋ยวนี้จะเป็นผู้หญิงที่ชอบดูข่าวมาก ชอบรู้โลก รู้เหตุการณ์ จะได้เตรียมตัวได้ แต่ถ้าพูดถึงเตรียมว่าปี ๒๐๐๐ จะเป็นยังไง ไม่เตรียมหรอกค่ะ นั่นเกิน ความสามารถจะเป็นอะไรก็เป็นไป เดี๋ยวนี้ตังค์ก็ไม่ได้พก พกแต่ลูก ไปไหนลูกๆ ก็จัดการให้ แล้วแม่ก็จะให้
เกียรติลูก อาศัยลูก ยอมรับ ไม่ใช่ว่านี่เป็นลูกนะ เธอจะมาอะไรไม่ได้ ไม่มี อย่างกบช่วยอบผมให้จนสวยตกใจ อุ้ย เป็นใครก็ไม่รู้ ผมดำ (หัวเราะ) ก็จะยอมรับกัน มีความสุขกัน
"แม่มีความสนใจเยอะ หลากหลาย จนลืมหมกมุ่นกับเรื่องตาย วันก่อนแม่เขาพูดขึ้นมาว่า แม่จะหัดทำนู่นทำนี่เอาไว้สอนคนที่แก่กว่าแม่ ตอนที่แม่แก่ๆ น่ะ เพราะตอนนี้แม่ยังไม่แก่นะ คิดดูแล้วกันว่าคนนั้นจะอยู่ให้แม่สอนมั้ย (ฮากันลั่น) คือลูกชายเขาจัดดอกไม้ได้ดี แล้วแม่ก็มีความใกล้ชิด กับพวกนี้ใช่มั้ยคะ แล้วก็มีหนังสือเยอะ แม่ก็บอก...กบขา เก็บหนังสือพวกนี้ไว้ให้แม่นะ แม่จะหัด แล้วแม่จะไปสอนคนแก่กว่าแม่ ไอ้พวกนี้หัวเราะก๊กาเลย บอกแก่จนป่านนี้แล้ว จะหาคนแก่กว่าที่ไหนได้ (หัวเราะ) บางทีลืมตัวเนอะ
"แม่เขามีวิญญาณเด็กเยอะ เขายังสนุกกับอะไรอีกมาก"

ขอเรียนเชิญเป็นวิทยากรที่เสถียรธรรมสถานเลยค่ะ
แต่ยังไม่เก่งนะคะ เราเพียงแต่คิดว่า ถ้าเป็นแล้วจะสอน เพราะคนแก่ที่ขี้เหงาน่าสงสารนะ เขาติดน่ะ คือมีเกียรติ มีชื่อเสียง มีลูกเต้ารุมเร้า สักวันลูกก็ไม่อยู่อะไรก็ไม่อยู่ ซึ่งแม่ว่าเป็นเพราะเขาติด ติดกับการเคยมี เคยได้ เคยกิน เคยอยู่ เรื่องแบบนี้ มันไม่ได้จะฝึกวันนี้พรุ่งนี้ได้ มันต้องฝึกมาแต่แรก อย่างลูกๆ พวกนี้ ไปทำงานก็ไม่ได้อยู่ใกล้แม่นะ ซึ่งแม่ไม่เคยโทรตามลูกเลย รอให้ลูกโทรมา ซึ่งลูกเขามีอะไรก็จะโทรมาหาแม่กัน

"...ขอเพียงให้เราเข้าใจว่าความตายมันไม่ได้น่ากลัว ต้องตั้งใจและตั้งสติให้ดี คือให้รู้ตัวและให้เตรียมพร้อม..."

เราต้องฝึกที่จะไม่ยึดติดทั้งหมด อย่างลูกๆ นี่ก็ต้องคิดว่าไม่ใช่ลูกของเรา ต้องคิดอย่างนี้ให้ได้นะ คนที่เราเคยรักหรือคนที่เคยอ่อนน้อมถ่อมตนให้เรา สักวันเขาอาจจะ ไม่สนใจก็ได้ เพราะเราอาจจะไม่มีค่ากับเขาแล้ว เพราะฉะนั้นเราต้องฝึก ตั้งแต่ตอนนี้ ไม่งั้นมันจะคิด...อุ้ย ทุกทีเธอยกมือไหว้ฉัน ทำไมวันนี้เธอไม่ไหว้ เราก็หงุดหงิดแล้วถ้าเราติด แต่ถ้าเราไม่ติด จะไหว้ก็ไหว้ ไม่ไหว้ก็แล้วไป เราก็สบายใจ

เคยคุยกับคนแก่ที่นับถือกัน เขาอายุเยอะแล้ว เขาบอกว่า คนเราแก่แล้วต้องเหมือนตอไม้ที่มีเห็ดเกาะเพื่อให้ลูกหลานได้เก็บเกี่ยว มันก็เป็นประโยชน์ แต่ถ้าตราบใดไม่มี มันก็เป็นไม้ที่ไม่มีค่า หรือเรียกร้องลูกเกินไป อย่างแม่นี่แม่ไม่เรียกร้องลูก ลูกชวนไปเที่ยวยังไม่ไปเลย บอกไปเถอะ แม่อยากอยู่บ้าน อยู่บ้านมีความสุขที่สุด คืออยากกินก็กิน อยากนอนก็นอน ไปแล้วมันเหนื่อยน่ะ เหนื่อยกว่าเก่า

คุณแม่มีคำแนะนำสำหรับผู้สูงอายุที่ขี้เหงาไหมคะ
พยายามทำจิตให้นิ่ง ทุกอย่างวางเฉย อย่าไปวิตกวิจารณ์ สมมติลูกออกไปนอกบ้าน อู้ย ทำไมลูกยังไม่กลับ จะไปถูกรถชนมั้ย นั่นคือจิตเราส่งกระแสออกไป แต่ถ้าเราใจนิ่งๆ มีอะไรทำก็ทำไป เดี๋ยวเขาก็กลับ เราเป็นพ่อแม่ ถือว่าเป็นพระองค์หนึ่ง ต้องมองในสิ่งที่ดีไว้ แล้วทุกอย่างมันจะดี แต่ถ้าสมมติ ไม่มีลูกหลานอยู่ด้วย มันก็ลำบากเนอะ แต่ถ้าเป็นแม่แม่จะเลือกไปอยู่ประชาสงเคราะห์ ตาวาวเชียว เห็นมั้ย เพราะทำอะไรได้อีกเยอะแยะ ถ้ามีคนรับเราไปได้นะ ควรจะไปอยู่ในกลุ่ม แต่ตัวเองต้องไม่ทำตัวมีปัญหา แล้วที่สำคัญต้องไม่ทุกข์ใจน่ะ ถ้าเราทุกข์ใจเราก็อ่อนเพลีย เราก็เจ็บป่วย เศร้า เหี่ยว เหงา ควรจะหาอะไรทำ นิดๆ หน่อยๆ อย่างแม่ทุกวันนี้จะอยู่เงียบ ง่าย อยู่กับลูก ลูกชวนไปไหนไปได้ก็ไป ไม่อยากไปก็ไม่ไป

คุณแม่มองว่าการไปอยู่บ้านพักคนชราก็เป็นเรื่องสนุกได้
แม่คิดว่าสนุกได้นะ มีอะไรทำเยอะแยะ
"แม่เคยไปหรือยัง" กบถาม ไม่เคย แต่เห็นในทีวี แต่จะให้แม่ถึงกับลุกขึ้นมาแต่งตัวรำมันก็คงไม่ใช่นะ (หัวเราะกันใหญ่) คือถ้าเขาไม่มีลูกหลานจริงๆ จนใจจริงๆ ก็ต้องยอมรับสภาพ แต่ถ้ามีลูกหลาน ลูกหลานก็ควรจะให้อยู่บ้านไปสิ เพราะไม่เห็นจะเดือดร้อนอะไร แต่ถ้าไปเจอ คนแก่จู้จี้ แม่ก็บอกไม่ถูกเหมือนกันนะ เพราะทุกคนไม่ได้เหมือนเรา ถ้าเป็นเราเราทำประโยชน์ได้ เล็กๆ น้อยๆ กวาดบ้าน เช็ดนู่นถูนี่ เรามีความสุข ลูกกลับมาเหนื่อย บ้านช่องก็สะอาด นี่ยังนึกเลย เขาว่าคนแก่น่าสงสาร ถ้ามีโอกาส เราจะไปนั่งคุยกับเขา ทำให้คนมีความสุขก่อนตายนี่เราว่าเรามีความสุขนะ เราอยากให้คนแก่มุ่งทางธรรมะ จิตใจจะอ่อนโยนลง ทำใจตรงนี้ได้เราคิดว่าทุกอย่างไม่มีปัญหาหรอก แล้วก็อย่าไป...ลูกบ้านนู้นเก่ง บ้านนี้เก่ง ลูกเราทำไมไม่เก่ง ขอเถอะ บุญวาสนาไม่เหมือนกัน ครอบครัวไม่เหมือนกัน เราต้องคิดว่าลูกเราดี ทำดีที่สุดแล้ว ลูกเขามีโอกาส ลูกเราไม่มีโอกาส ไม่ใช่ลูก เราไม่เก่ง อย่างไปโทษเด็ก ยิ่งถ้าเด็กสอบไม่ได้เราควรเป็นขวัญกำลังใจให้ลูก ไม่ใช่ว่าจะไปดูแลแต่คนแก่ จริงๆ แล้วเด็กสำคัญที่สุด พ่อแม่มัวแต่แต่งตัวไปงานเลี้ยง ลูกก็กองอิเหละเขละขละอยู่ที่บ้าน มันไม่ใช่ แม่เองแม่จะไม่มีตรงนี้ แม่จะอยู่กับลูก ใครจะไปไหนก็ไปเถอะ สังคมไม่ใช่จะอยู่ไม่ได้ถ้าขาดเรา เยอะแยะที่เขาทำกัน เราไม่ได้เป็นคนเก่งขนาดนั้น แต่เราอย่าสร้างปัญหาให้สังคม

ดูคุณแม่เป็นผู้สูงวัยที่มีความสุขจังเลยค่ะ
ทุกข์ก็มี แม่ว่าแม่เป็นคนทำนู่นทำนี่ จนลืมความทุกข์มากกว่า ทุกข์นะ ร้องไห้ก็มีนะ แต่แป๊ปเดียว (หัวเราะ) อย่าจมอยู่กับตรงนั้น ถ้ารู้สึกตัวเองเศร้ามันจะเศร้า มีนะ เคยมี เศร้า โดยไม่รู้สาเหตุ
"มันมาจากอะไรที่รู้สึกเศร้า" กบถามทันที "เพราะบางทีกบไม่รู้จะจัดการอย่างไรกับเขาเหมือนกัน เวลาเขามีอาการไม่สบายใจ ทุกข์ใจ กบจะเข้าไม่ถึงเขา คือปกติคุยจ๋อยๆ เนี่ย แต่บางวันเขาก็มาในมาดใหม่ เช่น แม่ วันนี้กินอะไร เขาก็จะ...อะไรก็ได้ลูก แม่น่ะกินอะไรก็ได้ (เลียนเสียงเฉื่อยๆ เย็นๆ ได้ฮากันสนุก) ถามอีก แม่เป็นอะไร แม่น่ะไม่เป็นอะไรหรอก แม่อยู่ของแม่ได้ ทำอะไรมากินเสร็จบอก...แม่พอแล้วยัง กบจะกินก็กิน แม่กินนิดหน่อยแม่ก็พอของแม่แล้ว เอาล่ะโว้ย เผ่นดีกว่า บอก...แม่ งั้นกบไปข้างนอกนะ หันมาบอก...แม่ก็ไม่เคยห้ามลูก (เจ้าของเรื่องนั่งหัวเราะชอบใจ)
แต่เขาจะเป็นไม่นาน แต่กบไม่รู้เขาเป็นอะไรของเขา"
ไม่รู้เหมือนกัน แบบ...มันซึมๆ แล้วมันก็เศร้า ไม่รู้เป็นไง บางทีอยู่ๆ มันก็เป็น บางวันก็ตัวหนักมากเลย

สถิติผู้สูงอายุถูกทอดทิ้งมีเพิ่มมากขึ้นทุกปี คิดว่าสาเหตุเป็นเพราะอะไรคะ
เพราะสังคมเปลี่ยนไป ไปตามตะวันตกมาก แล้วอีกอย่าง คนมองเรื่องวัตถุมากไป อยากได้นู่นอยากได้นี่ ก็ทำให้ตัวเองจนลง แล้วเศรษฐกิจมันไม่เหมือนเมื่อก่อนที่จะดูแลกันได้ ก็อาจจะคิดว่า แม่อยู่คนเดียวได้ พ่ออยู่คนเดียวได้ เขาก็ถือว่าตัวเองมีความจำเป็นสูง แต่ผู้สูงอายุบางคนก็เรียกร้องมากเกินไป เท่าไรก็ไม่พอ พ่อแม่จะเรียกร้องอยู่เรื่อย แล้วลูกก็ใช่ว่าจะมีรายได้ แม่คิดว่าให้ทุกคนเจียมเนื้อเจียมตัวดีกว่า ใช้คำพูดอย่างนี้ง่ายกว่ามั้ย อย่างบอกว่าคนแก่ควรจะมีกิจกรรม ถ้าเขาไม่รักล่ะ เขาก็ต้องรักในสิ่งที่เขาอยากทำ เขาถึงจะมีความสุข บางคนบอกเขารักต้นไม้ แต่กลัวไส้เดือน จับไม่ได้ กลัวสกปรก เราก็เลยไม่แน่ใจว่าเขารักตอนที่มันพร้อม จะสวยใช่มั้ย แต่ถ้าเราเองเราจะเอากิ่งมา มาปลูกมาแยก ได้ต้นเยอะแยะ แล้วพอมันออกดอกหอมเราก็จะมีความสุข เพราะเราลงมือ คิด พร้อมที่จะทำ แต่บางคนเขาไม่ แต่เราว่าคนเรามันต้องลงมือน่ะ ถ้าคนแก่มีกิจกรรมทำมันดี อย่างมีสวนข้างบ้าน ได้ถางหญ้า ได้เหงื่อ ก็นอนหลับสบาย ไม่ใช่เป็นโรคนอนไม่หลับ แม่คิดอย่างเนี้ย ไม่คิดอะไรไกลตัว

คุณแม่คงไม่เคยพึ่งยานอนหลับเลย
ไม่มี มีแต่พวกยาลดความดัน ยานอนหลับนี่ไม่ทาน นอนไม่หลับ ก็ลุกมาอ่านหนังสือ นั่งสมาธิ แม่ไม่เหงา เพราะแม่มีทางออกเยอะมากเลยคุณ สวดมนต์ยอดพระไตรปิฏก แม่ก็สามารถนะ เปิดตำราสวด ๓ จบ สวดชินบัญชรอีก ๓ จบ แล้วค่อยนอน ถ้านอนไม่หลับเพราะกาแฟ พรุ่งนี้ตอนบ่ายเราก็ไม่จิบ ก็สำรวจตัวเอง บางคนบอกคนแก่ต้องกินวิตามินเยอะๆ ตัวนั้นดีตัวนี้ดี แม่จะบอกว่าไม่จริง เพราะอะไร เพราะร่างกาย บางคนไม่เหมาะแม่ว่าให้ดูแลตัวเองให้ดี ๆ ให้ชีวิตเรียบง่าย บรรพบุรุษเรา คนแก่โบราณก็ไม่ได้เติมอะไรมากมายกับชีวิต มีอะไรทานได้ก็ทานที่เป็นประโยชน์กับตัวเอง แล้วสังเกตดูคนสมัยนี้ปลูกบ้านไม่เหมือนสมัยโบราณ ที่ยกใต้ถุนสูง นี่ต้นไม้ นั่งเล่นได้ ชีวิตเราก็อยู่ได้ ไม่เห็นต้องไปเปิดแอร์ตึงๆๆ เพื่อพัดให้เราเย็น ถ้าใจเราร้อนอยู่ที่ไหนก็ไม่เย็น อยากให้ทุกคนใช้ชีวิตเรียบง่าย

คุณแม่คิดว่า ผู้สูงวัยควรจะทำตัวอย่างไรเพื่อเป็นร่มโพธิร่มไทรของลูกหลาน
พูดให้น้อยลง (หัวเราะกันใหญ่) จริงๆ ลูกๆ เหนื่อยกลับมาเพราะปัญหาร้อยแปด มาเจอยายบ่นเอาๆ มันไม่ใช่ไง ลูกกลับมาเหนื่อยขอให้เห็นใจลูก ถ้าเราไปบ่นไปว่าใครก็ไม่อยากเข้าใกล้หรอก อย่าเป็นคนแก่เรื่องมาก ทุกอย่างก็จะลงตัวนะ เพราะทุกคนก็อยากกลับมาหาแม่ อยากให้ทุกฝ่ายร่วมมือกัน พ่อแม่ก็อยู่อย่างเป็นพระ ไม่ต้องไปหาพระไปกราบพระ เราน่ะทำตัวให้เป็นพระให้ได้
แล้วทุกบ้านเลยนะ หันมาชมกัน แม่ก็ชมลูก ลูกก็ชมแม่ ความปลื้มปิติก็มี ถ้ามีหลาน ก็พยายามให้หลานไปอยู่กับคุณยาย จะได้ไม่คิดมาก นั่งคุยกัน เขียนรูปมาก็ไปอวดคุณยาย แต่เดี๋ยวนี้สังคมไม่มีแบบนี้ใช่มั้ย จะคุยกันแค่พ่อ แม่ ลูก ยาย เป็นตัวอะไรก็ไม่รู้ เขาก็น้อยใจ เพราะเขาไม่มีอำนาจ แล้วนี่ ไม่ได้หาเงิน เราต้องเอาความละเอียดอ่อนพวกนี้ไปใช้ แล้วทุกบ้านจะมีความสุข ไม่ต้องใช้เงินมากมายด้วย ไม่ใช่ว่าต้องไปซื้อแอร์มาเปิดให้แม่เย็นๆ ถ้าแม่ร้อนใจ หรือเป็นทุกข์ แอร์ก็ช่วยไม่ได้ แต่น้ำใจต่างหาก

คุณแม่สนใจตัวเลขในแต่ละวัยไหมคะ เช่น วางแผนว่าถ้าอายุ ๖๐ แล้ว จะใช้ชีวิตอย่างนี้ๆ
มันวุ่นจนเราไม่ได้คิดว่าเราจะวาดรูปเนอะ ทำงานเกี่ยวกับรูป แต่งรูป แต่ก็ไม่เคย คิดว่าจะมาวาดรูปเนอะ ทำงานเกี่ยวกับรูป แต่งรูป แต่ก็ไม่เคยคิดว่าจะมาวาดรูป ตอนลูกไปเรียนวิจิตรศิลป์เชียงใหม่ เห็นลูกวาด เอารูปมาตั้งที่หน้าบ้าน อุ้ย เราอยากทำอย่างนี้ได้ ลูกๆ ก็ส่งเสริม ดีจังเลย ถึงบอกว่าลูกๆ ดี

แม้ไม่บอก คนสัมภาษณ์ก็รับรู้ได้ถึงความจริงในข้อนี้ ระหว่างมื้อค่ำบนโต๊ะอาหาร ท่ามกลางแสงเทียนโรแมนติก ภาพพูดคุยหยอกล้อแม่ลูก- กบ เหล็ก กวาง ฉายชัดถึงความผูกพันที่แม่-ลูกมีต่อกัน อย่างแน่นแฟ้น

ลูกทั้งห้าของแม่ ต่างโลดแล่นไปตามเส้นทางฝันของแต่ละคนที่วาดหวังไว้ ทุกคนล้วนประสบความสำเร็จในแง่การใช้ชีวิตอย่างรู้ค่า และเป็นสุข

ซึ่งทั้งหมดนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่า เป็นเพราะผู้เป็นแม่ จักหุย เมธีสุวกุล โดยแท

Page 5 / Go to top

นิรมล (เมธีสุวกุล) เอื้อปฏิภาน (นก)
พิธีกรรายการ "ทุ่งแสงตะวัน"

จนถึงทุกวันนี้ แม่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้สูงวัยมาก จนต้องเป็นภาระของลูกหลาน ในความคิดของแม่นะคะ อย่างเช่น พี่นกถามว่า เมื่อไหร่จะมาอยู่ด้วยกันสักที เมื่อไหร่จะให้ดูแลสักที แม่ก็จะบอกว่า...เอาไว้แก่ๆ ก่อน เพราะฉะนั้นท่านก็ยังไม่ได้เป็นผู้สูงวัยเลยในทัศนะของท่านเอง แต่สำหรับพี่นกเองมองว่าคงเป็นธรรมชาติของทุกๆ คนแหละ ก็คือไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองแก่เลยตราบใดที่ยังดูแลตัวเองได้ แล้วก็ยังมีความสามารถของตัวเองอยู่ แม่ของพี่นกเองจริงๆ ก็ไม่คล้ายผู้สูงวัยเลยถ้าดูจากบุคลิก ใบหน้า วิธีการพูด หรือพฤติกรรมหลายๆ อย่างยังวัยรุ่นอยู่มากทีเดียวแหละ ยกเว้นอย่างเดียวคือสุขภาพ ที่เริ่มอ่อนแอลงในระยะ ๒-๓ ปีหลังที่ผ่านมานี้ โดยเฉพาะเมื่อเริ่มมีโรคความดัน กับหัวใจโตนิดหน่อย อึม..อย่างอื่นๆ พี่นกว่าแม่ยังเป็นคนทันสมัยมากทีเดียว แล้วเพิ่งเริ่มต้น เช่น ความสนใจทางด้านศิลปะ ความสนใจเรื่องอยากจะค้าขายเล็กๆ น้อยๆ ด้วยตัวของตัวเอง แต่ลูกๆ กลับเป็นคนคอยดึงๆ ท่านไว้มากกว่าว่า แม่แก่แล้วเดี๋ยวเหนื่อย อย่าไปทำเลย ซึ่งถ้าโดยทฤษฏีแล้วก็รู้อยู่ว่า ถ้าเราจะดูแลผู้ใหญ่ หรือผู้สูงวัยก็คือ อย่าให้ท่านเหงาอยู่คนเดียว หาอะไรให้ทำน่าจะดีกว่า เพราะฉะนั้น ก็เลยรู้สึกว่าแม่เรา ไม่เห็นเคยแก่เลยน่ะ ยังยุ่งๆ อยู่กับทุกเรื่องได้ ช่วยทำโน่นทำนี่ แล้วก็ยังแอ็คทีฟอยู่เสมอ

"ถ้าถามพี่นกเองพี่นกก็รู้สึกว่า การดูแลแม่บางทียังไม่มากเท่าแม่เขาดูแลเราเลยน่ะ จนถึงทุกวันนี้ หมายถึงเจอหน้าก็...กินข้าวหรือยัง ทำนู่นทำนี่หาอาหารให้กิน เวลาเจอหน้ากันรู้สึกว่าแม่จะเหนื่อยกว่าเราเหนื่อยซะอีกน่ะค่ะ แต่ถ้าพูดถึงในแง่ลึกๆ แล้ว จะคอยเป็นห่วงอยู่เสมอว่าสุขภาพตอนนี้มันมีอะไรผิดปกติมั้ย ชวนไปตรวจสุขภาพบ่อยๆ ซึ่งแม่จะไม่ค่อยยอมไป โดยที่แม่บอกว่า ไม่เจออะไรซะดีกว่า เจอแล้วเดี๋ยวกลุ้มใจ คราวก่อนก็เจอตาเป็นต้อนิดหน่อย ก็ต้องมีวินัยในเรื่องการหยอดตาทุกระยะประจำ ๓ เดือน รู้สึกตอนนี้ดีขึ้นแล้วล่ะ
"แต่สิ่งหนึ่งที่แน่ๆ ก็คือ แม่ช่างคิดถึงลูกหลาน แต่ว่าไม่ค่อยยอมบอก เพราะว่าขี้เกรงใจ นี่ก็เป็นลักษณะหนึ่งของพ่อแม่ บุพการีที่รัก แล้วไม่อยากให้ลูกกังวล หรือบางทีขาดเหลืออะไรก็ไม่ค่อยยอมบอก เพราะรู้สึกว่าลูกๆ กำลังยุ่ง เดี๋ยวแม่ไปทำให้ยุ่งมากขึ้น อะไรทำนองนี้ ก็จะต้องคุยกันว่า บอกหน่อยนะแม่นะ ถ้ามีปัญหาอะไร โดยเฉพาะเรื่องสุขภาพ ผิดปกตินิดหน่อยก็ต้องบอก แล้วถ้ามีอะไรที่เห็นว่าแม่กำลังสนใจก็พยายามสนองอย่างเต็มที่ อย่างบางช่วงแม่สนใจไปวัด ก็จะพาไปวัดซะเป็นระวิง เพราะรู้สึกว่าเราก็ได้ไปด้วย หรืออย่างแม่สนใจเรื่องศิลปะ ก็จะพาไปดูงานศิลปะ จัดงานศิลปะให้ คุยกัน วิพากษ์วิจารณ์งาน แล้วก็ชวนไปเที่ยวบ้าง แต่ว่าพอแม่เริ่มอายุมากขึ้น สิ่งที่เคยไปเที่ยวร่วมกันแบบบู๊ๆ สนุกๆ อาจจะต้องเปลี่ยนไปบ้าง เพราะว่าเงื่อนไขร่างกายเปลี่ยนไป
"พี่นกเองก็เคยทอดทิ้งพ่อแม่ ช่วงประมาณทำงาน ๕ ปีแรก แล้วมนุษย์ทุกคนน่ะเป็น เพราะว่าบ้างานมาก บางที ลืมเอาแต่เขียนจดหมายถึงหรือโทรศัพท์ถึงเพราะคิดว่าพอแล้ว จริงๆ มันไม่พอค่ะ แต่ว่าความรู้สึกที่กลับไปสู่ครอบครัวมันจะมาเองโดยอัตโนมัติ โดยเฉพาะเมื่ออายุย่างเข้า ๓๐ รู้สึกว่าการพาคนแก่ไปเที่ยวนี่เป็นความสุขอย่างหนึ่งของเรา พี่นกคิดว่ามันเป็นไปตามวัยนะ แล้วพอเวลาผ่านมาแล้วมีโอกาสได้ดูแลพ่อคุณแม่ไว รู้สึกเป็นคนมีบุญน่ะ เพราะว่าหลายๆ คนกว่าจะรู้ได้นี่สายเสียแล้วนะ เพราะว่าแม่ขึ้นสวรรค์แล้ว จะตามไปเลี้ยงดูต้องขึ้นสวรรค์ตามไป ซึ่งบางทีเราอาจตกนรกก็ได้ใช่มั้ย ไม่เจอพ่อเจอแม่"

กิ่งกาญจน์ เมธีสุวกุล (กบ) อาชีพอิสระ


"แม่ไม่เหมือนผู้สูงวัยเลย เขาเหมือนเพื่อน เวลาอยู่ด้วยกันก็จะชวนกันทำโน่นทำนี่ เหมือนคนวัยใกล้เคียงกัน ไม่มีความรู้สึกว่าต้องดูแลคนแก่ มันอาจจะมีบางครั้งที่รู้สึกว่าเขาเอาใจยากนิดนึง ในแง่ว่าเราต้องดูแลเรื่องอาหารการกิน หรือจะไปไหนต้องการอะไรหรือเปล่า แต่เขาจะบอก...แม่ไม่ต้องการอะไร เพราะเขาไม่อยากให้เป็นภาระกับลูก ในขณะที่เรารู้สึก เขาอยากกินเจน่ะ เราก็ต้องหาอะไรที่เป็นเจเอาไว้บ้าง ก็ต้องเตรียมของไว้ให้ระดับหนึ่ง แต่อย่างป๋านี่จะเป็นอีกเคสหนึ่ง เขาอายุ ๖๐ กว่า แต่มีอาการอัมพฤกษ์นิดนึง ซึ่งการดูแลแตกต่างกันเลย เพราะว่าป๋าจะเป็นอีกแบบหนึ่ง เขาจะรู้สึกอายที่พูดไม่ชัด ไม่อยากกินอะไรที่รู้สึกเคี้ยวลำบาก ซึ่งเงื่อนไขจะเยอะกว่าเยอะ ก็ต้องดูแลอีกแบบหนึ่งเลย ซึ่งจะเอาใจยากนิดนึง แต่ก็จัดเตรียมให้ตามที่ต้องการทุกอย่าง"

สายเหล็ก เมธีสุวกุล
เจ้าของธุรกิจส่วนตัว

"แม่นี่ดูแลง่ายมาก จริงๆ แล้วเหมือนเพื่อนกันมีอะไรก็ปรึกษากัน ขาดเหลืออะไรก็บอกกัน ง่ายมาก ตอนนี้ยังดีเพราะแม่สุขภาพดี ยังไม่ใช่ปัญหา แต่ในทางกลับกัน ป๋าอายุมากกว่า ในฐานะลูกเราก็ต้องเตรียมตัวพร้อมไว้ว่า ซักวันนึงเราจะต้องแบ่งช่วงเวลาชีวิตของเราให้เขาบ้าง เพราะเขาอายุมากแล้ว คือแม่ก็สำคัญ ต้องจัดเวลาให้แล้ว ถึงเวลาแล้ว เหมือนงานอย่างนึง มันคือความรับผิดชอบนะผมว่า ซึ่งทุกคนควรจะมี ซึ่งถ้าพี่น้องหลายๆ คนช่วยกันดูแลตรงนี้ เวลาที่หลายๆ คนมองว่ามันเหนื่อยก็จะลดน้อยลง ถ้าทุกคนช่วยกัน ผมมองว่าอย่างป๋า ซึ่งทำงานมาไม่น้อย แม่ก็เหมือนกัน ถึงเวลาที่เขาอยู่กับที่ให้เราดูแลมันเป็นเรื่องดี ว่างๆ ได้แลกเปลี่ยน ผมมองว่าจริงๆ แล้วคนวัยนี้ จะสะสมความรู้ไว้เยอะไง เพียงแต่กำลังเขาหมดแล้ว เวลานั่งคุยกับเขาเชื่อว่าจะได้คำตอบหลายๆ เรื่อง อย่างเหล็กจะได้คำตอบเกี่ยวกับการใช้ชีวิตผ่านแม่เยอะ ซึ่ง...ดีน่ะ ยิ่งอยู่กับแม่ใกล้ชิดกัน จะรู้สึกดีทีเดียวเลยแหละ"

มีนา (เมธีสุวกุล) เปรื่องวิริยะ (กวาง)
ผู้จัดการส่วนอาวุโสฝ่ายการตลาด
บริษัท สยามยามาฮ่า จำกัด

"เอาเป็นว่ากวางมองแม่เป็นยังไงดีกว่านะคะ ก็คือ...จากเล็กๆ เลย จะรู้สึกว่าแม่ทำงานเยอะ ทั้งงานอาชีพเพื่อจะหาเงินมาจุนเจือครอบครัวส่วนนึง แล้วก็เรื่องของการดูแลลูกๆ ด้วยในทุกแง่ทุกมุม คือต้องมีแม่อยู่ตลอดเวลา เป็นผู้หญิงที่เรียกว่า...คงเทียบกับคนอื่นลำบาก แต่เทียบกับตัวเองจะรู้สึกว่าเขาอดทนในทุกๆ เรื่องเลย ซึ่งตรงนั้นเป็นจุดที่เราถือเป็นตัวอย่างในการดำรงชีวิตของตัวเอง อย่างแม่โดนผึ้งต่อยหน้าบวม ถ้าเป็นเราคงนอนแบ็บไปแล้ว แต่เขาก็ยังคงทำงานตามปกติ แล้วก็บอกแม่ไม่เป็นไรลูก พอเราโตขึ้นก็เลยเป็นคนไม่โวยวายกับเรื่องต่างๆ นั่นคือส่วนหนึ่งที่ได้มาจากแม่

ข้ามช้อตมาเลยตอนที่รู้สึกว่าแม่อายุเยอะขึ้น ที่เขามีกิจกรรมต่างๆ น้อยลงเพราะรู้สึกว่าแก่แล้ว แล้วเราก็มีอาชีพพอที่จะเลี้ยงดูตัวเองได้ ในช่วงตรงนี้เวลาพูดคุยกับแม่ก็จะเห็นว่าเขายังมีไฟอยู่ตลอดเวลา มีโปรเจ็คท์ใหม่ๆ อยากทำนู่นทำนี่ตลอดเวลา ซึ่งเราฟังดูแล้วมันยังฝันๆ ยังไงไม่รู้เนอะ (ยิ้ม) เช่น เนี่ย แม่เห็นเขาไปต่างประเทศไปเป็นแม่บ้าน แม่ก็ทำได้ ไปมั้ย ซึ่งเรารู้สึกแปลกดีเนอะ ยังมีไฟอยู่ ในเรื่องชีวิตประจำวันทั่วๆ ไป ก็เรียกได้ว่า ยังขยันน่ะค่ะ อดไม่ได้ที่จะทำนู่นทำนี่ เช่น ดูแลต้นไม้ รดน้ำต้นไม้ตลอดเวลา อยู่นิ่งไม่เป็น แต่ว่าบางครั้งเขาก็เริ่มยอมรับตัวเองแล้วว่าเขาเหนื่อย แล้วก็ต้องพักผ่อนบ้าง ซึ่งพอเราได้ยินแล้ว เราก็ดีใจ เพราะไม่อยากให้เขาทำอะไรเกินตัว เกินกำลังที่มีอยู่ เพราะเราเป็นห่วง อย่างอาทิตย์นึงกวางจะโทรศัพท์มาหาประมาณ ๒-๓ ครั้ง ครั้งละประมาณครึ่งชั่วโมงได้ ก็โอเค ใช้วิธีนี้เพื่อให้เขาไม่เหงา และรู้ว่าคิดถึงตลอดเวลา"

รัชดา เมธีสุวกุล (ผึ้ง)
กราฟฟิคดีไซน์เนอร์
บริษัท ดิจิตอลแกลเลอรี่ จำกัด

"จริงๆ แล้ว เกี่ยวกับเรื่องครอบครัว หรือเรื่องของผู้สูงอายุที่อยู่ในบ้านมันก็สัมพันธ์กับวัยอื่นๆ ด้วย ซึ่งเรียกว่าแต่ละวัยก็มีวิธีของตัวเอง มีรูปแบบการดำเนินชีวิตแต่ละวัยอยู่แล้ว ซึ่งถ้าให้มองในมุมมองของตัวเอง ในอายุปัจจบันที่กำลังอยู่ในวัยทำงาน ที่จะกลับไปมองดูผู้สูงอายุที่เขาเลี้ยงดูเรามา ซึ่งใช้เวลาในการดูแลเราเยอะมาก ผึ้งมองว่า ถ้ามีโอกาสใส่ใจกันได้ก็ควรทำน่ะค่ะ

ที่ผึ้งทำอยู่ก็คือ สร้างวงสนทนาให้มีกิจกรรมร่วมกัน ให้มันมีความหมายในช่วงเวลาที่เจอกัน พยายามเข้าใจเขาให้เยอะขึ้น เพราะก็นึกออกว่าในวัยของเขาอยากจะได้อะไรจากเรามั่ง

ด้วยความที่แม่เป็นคนใจกว้างกับคนทั่วๆ ไป ชอบดูแลคนอื่น ก็ทำให้มีคนไปมาหาสู่มาคุยด้วยอยู่เสมอ ก็เลยทำให้แม่มีความสุขดี"

Page 6 / Go to top

Hosted by www.Geocities.ws

1