Bmidtoon.jpg (29694 bytes)

 

WEBBOARD

1.TV.Program

2.Questionnaire

3. Information

4. Article and Knowledge  

5. Discussion

6. Schedule

7. Member

8. History

9. Alternative School

10. answer & Letter

11. art & movie

12. Webboard

13. midnight's report

14. midnight's special

15. psychology

16.link

17. criticism

18. creativity

19.art link

HOME

 

BenvironR.jpg (17284 bytes)

กลุ่มอนุรักษ์เมืองกาญจนฯ ได้จัดวัน"สิ่งแวดล้อมโลก"ขึ้นในวันที่ 3-5 มิถุนายนนี้ ณ ศาลาอเนกประสงค์"60 พรรษามหาราช" จังหวัดกาญจนบุรี   โดยได้เชิญมหาวิทยาลัยเข้าร่วมในอภิปรายเรื่อง"สู่อนาคตการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม : ข้อเสนอเพื่อไม่ต้องให้มีบทเรียนในอนาคต" โดยมีผู้ร่วมอภิปรายดังนี้

Benviron1.jpg (4824 bytes)

อาจารย์พิภพ ธงไชย ผู้ดำเนินรายการ

BenvironTT.jpg (10941 bytes)

สู่อนาคตการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม : ข้อเสนอเพื่อไม่ต้องให้มีบทเรียนในอนาคต

อาจารย์พิภพ ธงไชย ผู้ดำเนินการอภิปราย ได้แนะนำผู้เข้าร่วมอภิปรายในหัวข้อดังกล่าว ประกอบด้วย นางรตยา จันทรเทียร, พลเอกหาญ ลีลานนท์, และ ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ และหลังจากนั้นได้เชิญให้ผู้เข้าร่วมอภิปราย ดำเนินการอภิปรายตามลำดับ

นางรตยา จันทรเทียร : เสนอว่า ปัญหาเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมในประเทศไทยทุกวันนี้ เริ่มต้นขึ้นมาจาก ทิศทางการพัฒนาประเทศของไทยเรา ซึ่งได้เน้นการส่งออกและพัฒนาการทางด้านอุตสาหกรรมมาตั้งแต่อดีตจนกระทั่งถึงปัจจุบัน และทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจเช่นนี้ เป็นแบบเดียวกันกับวิกฤตการณ์เศรษฐกิจฟองสบู่ซึ่งเกิดขึ้นกับสังคมไทยเมื่อไม่นานมานี้นั่นเอง

ทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจลักษณะดังกล่าว เป็นแนวทางเศรษฐกิจแบบกระแสหลัก รัฐเป็นผู้กำหนดและได้ครอบงำแนวทางการพัฒนามาโดยตลอด นอกจากนี้ยังได้ให้ขยายเรื่องเศรษฐกิจแบบกระแสหลักว่า : ประเทศไทยกำลังค้นหาหนทางว่า ทำอย่างไร จึงจะมีการลงทุนมากยิ่งขึ้น โดยส่งเสริมให้มีการลงทุนจากต่างประเทศ นอกจากนี้ สื่อไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ วิทยุ และสิ่งพิมพ์ทั้งหลาย ล้วนช่วยกระตุ้นให้เกิดการบริโภคเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ

จากผลของทิศทางการพัฒนาในเรื่องเศรษฐกิจเงินตรา เน้นการส่งออกและอุตสาหกรรมเช่นนี้ ได้เป็นที่มาของการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างมหาศาล. และลักษณะเดียวกันนี้เกิดขึ้นพร้อมๆกันทั้งโลก. คุณรตยา เสนอว่า ทิศทางการพัฒนาของประเทศมีแนวทางอีกกระแสหนึ่ง ซึ่งเรียกว่า แนวทางเศรษฐกิจพอเพียง อันเป็นแนวทางเศรษฐกิจแบบกระแสรอง เน้นการช่วยเหลือตัวเอง และเป็นแนวทางการพัฒนาประเทศในฝ่ายของภาคประชาชน

นางรตยา ได้พูดถึงแนวคิดของ ศ.เสน่ห์ จามริก ในเรื่องเกี่ยวกับ”ฐานทรัพยากรทางธรรมชาติ” ซึ่งการคำนึงถึงฐานทรัพยากรธรรมชาติ จะเป็นปัจจัยหรือตัวกำหนดทิศทางการพัฒนาของประเทศที่ถูกต้อง

สำหรับข้อเสนอหรือทางออกต่อประเด็นปัญหาข้างต้นนี้ เพื่อไม่ให้เกิดการทำลายทรัพยากรทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างหนักเช่นดังเดิม นางรตยาได้พูดถึงทางออกนี้ด้วยกัน 3 ประเด็นคือ

  1. การที่รัฐมีแผนและทิศทางการพัฒนาของประเทศนั้น ประชาชนขอมีสิทธิ์และมีส่วนในการรับรู้เกี่ยวกับแผนการณ์ดังกล่าวว่ามีทิศทางเป็นอย่างไร ? ประเทศชาติจะไปทางไหน ? และลงรายละเอียดลึกลงไปถึงว่า แต่ละภูมิภาคจะมีทิศทางการพัฒนาอย่างไร ?

  2. ให้ประชาชนใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ เพื่ออ้างสิทธิดังกล่าวให้รัฐบาลเปิดเผยข้อมูล และการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ซึ่งข้อนี้เป็นการนำเอารัฐธรรมนูญมาเป็นเครื่องมือของประชาชน

  3. ขอให้มีคณะกรรมการแต่ละจังหวัดขึ้นมา เพื่อดูแผนพัฒนาของแต่ละจังหวัด ทั้งนี้เพื่อใช้สิทธิของการมีส่วนร่วม และเพื่อความโปร่งใส

พลเอกหาญ ลีลานนท: เสนอว่า ปัญหาสิ่งแวดล้อมเท่าที่ผ่านมานั้น เกิดขึ้นมาจากผู้มีอำนาจทางการเมืองและผู้มีอิทธิพลทั้งหลาย. ส่วนสำหรับทางออกเกี่ยวกับการแก้ปัญหานี้ พลเอกหาญ เสนอเอาไว้ 4 หนทางคือ

  1. ให้ใช้รัฐธรรมนูญเข้าแก้ไขปัญหาการผลาญทรัพยากรและการทำลายสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้เพราะ รัฐธรรมนูญมีกลไกมากมายในการแก้ปัญหาดังกล่าว

  2. เน้นการเมืองภาคประชาชนและของพลเมืองให้เข้ามามีส่วนร่วมมากยิ่งขึ้น

  3. ให้มีการตรวจสอบนักการเมืองทั้งระดับชาติ ไล่ลงมาจนถึงระดับท้องถิ่น

  4. เน้นบทบาทของวุฒิสมาชิกให้เข้ามาแก้ไขปัญหาทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม

ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ : กล่าวนำถึงจังหวัดกาญจนบุรีว่า กาญจนบุรีถือเป็นเมืองหลวงของการเคลื่อนไหวในเรื่องสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ไม่ใช่เพราะชาวจังหวัดกาญจนบุรีมีการคลื่อนไหวในเรื่องของเขื่อนน้ำโจน หรือเรื่องท่อก๊าส ปตท. แต่เป็นเพราะจังหวัดกาญจนบุรีมีการร่วมมือกันของชนชั้นกลางในเมืองกับชนในชนบทรอบนอก การรวมตัวกันเช่นนี้ เป็นมิติที่ดีของสังคม และจะส่งผลให้ความเคลื่อนไหวประสบความสำเร็จ ทั้งนี้เพราะ ชนชั้นกลางเป็นพวกที่มีอำนาจทางการเมือง เป็นพวกที่มีกำลังซื้อ และเป็นพวกที่เข้าถึงอำนาจได้

อ.นิธิ ได้พูดถึงสาเหตุของปัญหาสิ่งแวดล้อมว่า เกิดจากการพัฒนาของระทุนนิยม. ทุกวันนี้การชำรุดของสิ่งแวดล้อมมีที่มาหรือต้นตอจากระบบทุนนิยม โดยยกภาพให้เห็นว่า นับตั้งแต่ ค.ศ.1850-1900 มานี้ โลกเราได้ผลิตคาร์บอนในบรรยากาศมากกว่าตั้งแต่ได้กำเนิดมีมนุษย์ขึ้นมาบนโลกรวมกันเนแสนๆปี. อ.นิธิ ได้กล่าวต่อในลักษณะเป็นการตั้งคำถามว่า”ทำไมทุนนิยมจึงร้ายการ”

”ทำไมทุนนิยมจึงร้ายการ”

  1. ที่ทุนนิยมร้ายการก็เพราะ มันเน้นในเรื่องตัวกูของกู สำคัญที่สุด หรือพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ ทุนนิยมเน้นในเรื่องของปัจเจกชนสำคัญที่สุดและแบ่งแยกตนเองออกมาจากธรรมชาติ. ก่อนหน้านี้มนุษย์ดำรงชีวิตอยู่โดยอาศัยอยู่อย่างสอดคล้องกับธรรมชาติ มีความเชื่อมโยงกัยสิ่งแวดล้อมรอบตัว คือ ธรรมชาติ มนุษย์ พืช และสัตว์

  2. แนวคิดของทุนนิยมเป็นเรื่องของการแสวงหากำไร กล่าวคือ ทุกสิ่งทุกอย่างสามารถที่จะเอามาทำกำไรได้ทั้งสิ้น แม้แต่แม่ของมันเองก็ตาม. ในระบบทุนนิยมนี้ มีการเน้นในเรื่องของ rational ซึ่งสำหรับคำๆนี้มิได้หมายถึงหรือแปลว่า”ความมีเหตุผล” ที่จริงมันหมายความถึง “การทำอะไรที่มีเป้าหมายชัดเจน” สำหรับระบบทุนนิยมนั้นมี rational อยู่ที่คำสั้นๆที่ว่า”กำไร”

อ.นิธิ ได้ยกตัวอย่างถึง กรณีของชาวกระเหรี่ยง ทางรัฐได้ออกโฉนดที่ดินให้กับคนเหล่านี้ได้มีสิทธิครอบครองเป็นกรรมสิทธิ์ ปรากฏว่าชาวกระเหรี่ยงตกใจมาก ทั้งนี้เพราะที่ดินหรือที่ทำกินทั้งหมดนั้นเป็นของพระเจ้าหรือของผี มนุษย์ไม่สามารถเป็นเจ้าของได้. เรื่องราวและสำนึกในทำนองเดียวกันนี้ อ.นิธิกล่าวว่า ได้รับฟังมาจาก อ.ชัชวาล ปุญปัน ว่า ชาวลาดัคหรือชาวธิเบตก็มีความเชื่ออย่างเดียวกันนี้เช่นกัน. ทั้งนี้เพราะ เราจะนำเอาที่ดินไปเป็นสินค้าไม่ได้ หรือเอาไปขายหรือหากำไรไม่ได้ เพราะมันเป็นปัจจัยการผลิต

ทางออกของปัญหาสิ่งแวดล้อม และการแก้ไข

  1. อ.นิธิ เสนอว่า “จะต้องเลิกเป็นทุนนิยม”. แต่ในระยะเวลาอันใกล้นี้ยังเป็นไปไม่ได้ ดังนั้นจึงเสนอทางออกในข้อที่ 2 คือ

  2. เป็นเศรษฐกิจแบบพอเพียง หรือ เป็นทุนนิยมที่ก้าวหน้า. อ.นิธิ ได้กล่าวไปถึงข้อมูลอันหนึ่งซึ่งได้ฟังมาจาก อ.รัชนี ธงไชย ว่า มีรัฐมนตรีบางคนได้ไปพูดที่มหาวิทยาลัยบูรพาว่า เศรษฐกิจพอเพียงที่เสนอมานั้น มันเป็นไปไม่ได้.

นอกจากนี้ ในกรณีที่ต้องมีการตัดสินใจเกี่ยวกับการใช้ทรัพยากรนั้น อ.นิธิ เสนอว่า กระบวนการตัดสินใจในเรื่องเกี่ยวกับการใช้ทรัพยากรและผลกระทบสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นประเภทใดก็ตาม จะต้องให้คนหลากหลายกลุ่มที่สุดได้เข้ามามีส่วนร่วมอย่างเสมอภาคในการเข้าร่วมการตัดสินใจ และได้เสนอหนทาง 5 ข้อสำหรับเรื่องนี้คือ

  1. ให้ใช้รัฐธรรมนูญเป็นพื้นฐานในการเรียกร้องสิทธิดังกล่าวในการเข้าไปมีส่วนร่วม นอกจากนี้ของให้ตามดูกฎหมายลูกด้วยว่า ได้ออกกฎหมายมาสอดคล้องและตรงกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญหรือไม่ อย่าให้นักการเมืองบิดเบือนกฎหมายเหล่านี้

  2. ขยายอำนาจการตัดสินใจไปสู่ชุมชน โดยได้ให้ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการตีความคำว่า”ชุมชน”ให้กว้างกว่าเดิม ไม่ใช่หมายเพียงว่า เป็นคนที่อาศัยอยู่มาแต่เดิมในพื้นที่หนึ่งเท่านั้น แต่ให้กว้างไปถึงชุมชนในลักษณะใหม่ๆที่เกิดขึ้นมาพร้อมกับสังคมข่าวสารข้อมูล

  3. การละเมิดกฎเกณฑ์ต่างๆ ทั้งหมดมาจากราชการ ดังนั้นจะต้องมีการปฏิรูประบบราชการ ราชการควรเปลี่ยนแปลงตนเองได้แล้ว ทั้งนี้เพราะเท่าที่ผ่านมา ราชการทำตัวเหมือนกับเป็นลูกจ้างของนายทุน ความจริง ราชการไม่ใช่ลูกจ้างของนายทุน และราชการก็ไม่ใช่พวกชาวบ้านด้วย แต่ราชการเป็นหน่วยงานกลางที่คอยทำหน้าที่เชื่อมโยงคนจากหลายๆกลุ่ม พร้อมรับฟังข้อมูลจากทุกด้านเพื่อนำมาใช้ในการตัดสินใจ

  4. องค์กรบริหารทรัพยากรแบบใหม่นั้น จะต้องประกอบกันขึ้นมาจากหลายๆส่วน เป็นลักษณะของการผสมผสาน หรือเป็นส่วนผสมของชุมชน องค์กรฯต่างๆ และรัฐ มาจากหลายภาคของสังคม แล้วร่วมกันตัดสินใจ ทั้งนี้เพื่อป้องกันการตัดสินใจแบบรวมศูนย์

  5. การตัดสินใจในเรื่องปัญหาต่างๆเกี่ยวกับการใช้ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมนั้น ยังใช้ไม่ได้ แม้ว่าจะมีการทำประชาพิจารณ์ก็ตาม ทั้งนี้เพราะที่ผ่านมา การประชาพิจารณ์ได้กลายเป็นวิธีการประชาสัมพันธ์อย่างหนึ่ง. นอกจากนี้ การทำ EIA ก็เป็นบริษัทธุรกิจของบรรดานักวิชาการทั้งหลายมากกว่าที่จะทำหน้าที่เป็นตัวแทนประชาชน ดังนั้นจึงต้องมี EIA ภาคประชาชนขึ้นมาคู่กันกับ EIA ของนักวิชาการธุรกิจ.

หลังจากได้มีการอภิปรายกันจนครบทุกคนแล้ว ที่ประชุมได้เปิดให้มีการแสดงความคิดเห็นและการตั้งคำถาม ปรากฎว่ามีคำถามหนึ่งที่หลุดเข้ามาเกี่ยวกับกรณีที่ญาติวีรชนเดือนพฤษภา ขอให้กองทัพฯ เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์เดือนพฤษภาทมิฬ ทั้งนี้เพราะ จากข้อมูลที่เปิดเผยโดยกระทรวงกลาโหม ซึ่งมีการลบข้อมูลด้วยแถบสีดำถึง 80 % ของข้อมูลทั้งหมด โดยอ้างความมั่นคงนั้น เป็นการถูกต้องแล้วหรือ

ต่อประเด็นนี้ อ.นิธิ ตอบว่า “พวกเราทุกกลุ่ม จะต้องช่วยกันกำหนดนิยามคำต่างๆขึ้นมาด้วย โดยไม่ยินยอมให้ใครเป็นผู้ให้นิยามความหมายของสิ่งใดแต่เพียงผู้เดียวหรือกลุ่มเดียว ทั้งนี้เพราะการนิยมคืออำนาจ หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ เป็น”การแย่งชิงการสร้างวาทกรรม”ขึ้นมานั่นเอง

สำหรับคำว่า”ความมั่นคง”นั้น ทหารหรือกองทัพฯเป็นผู้ผูกขาดการนิยามคำนี้มาโดยตลอด การนิยามคำนี้ มีมาตั้งแต่การปราบปรามคอมมิวนิสต์.

อ.นิธิ กล่าวเสริมว่า ครั้งหนึ่ง บรรดาแม่บ้านทหารบก เคยเชิญ พลเอกอาทิตย์ กำลังเอก ให้ไปพูดเรื่องทำนอง”แม่บ้านกับความมั่นคงของประเทศ” ต่อกรณีนี้จะเห็นได้ว่า ทหารได้นิยามความมั่นคงขึ้นมานับตั้งแต่ขอบเขตที่กว้างที่สุดลงมาถึงครกและสากกระเบือในบ้านของเรา. ดังนั้น จึงอยากให้ประชาชนทุกกลุ่มอย่ายอมให้ใครหรือคนบางกลุ่มสร้างนิยามความหมายของอะไรขึ้นมาแต่เพียงผู้เดียว ประชาชนทุกกลุ่มจะต้องเข้ามาแย่งชิงการนิยาม.

Benviron2.jpg (11820 bytes)

 

Back to Home   Next to Article   Next to Webboard

 
Hosted by www.Geocities.ws

1