อดัมและอีฟ

เราทราบกันดีอย่างเป็นสากลว่า มนุษย์คนแรกที่เกิดมาบนโลกนั้นเป็นเพศชาย และมีนามว่าอาดัม ตามไบเบิลกล่าวไว้ว่าพระเจ้าไม่สามารถหาคู่ครองที่เหมาะสมให้แก่อาดัมได้ นั่นหมายถึงอะไรหรือครับ ผมไม่อยากจะคิดว่า คู่ครองของยอดชายนานอาดัมนั้น จะเป็นสิ่งมีชีวิตครึ่งคนครึ่งลิง หรือว่าพวกสิ่งมีชีวิตเพศเมียอื่นๆ ซึ่งอาศัยอยู่บนโลกในสมัยนั้น ยะโฮวาห์เป็นนักสัตววิทยาผู้เชี่ยวชาญ อย่างไรเสีย เขาก็คงไม่คิดว่า ภรรยาของอาดัมจะมาจากตระกูลมนุษญ์โลก(ในตอนนั้น) หรือว่าแมวป่า หมูป่าหรอกจริงไหมครับ?

ในไบเบิลกล่าวถึงรายละเอียดในตรงนี้ไว้สองประเด็นครับ หนึ่งคือการสร้างมนุษย์เพศหญิง สองก็คือ การสอนให้อาดัมรู้จักการเรียกชื่อ และตั้งชื่อสัตว์ที่เขาพบ ตรงนี้แหละที่มีเงื่งำน่าสนใจ แต่อันนั้นเราจะพูดถึงกันในภายหลัง และคงไม่ลืมสิ่งที่ผมเกริ่นเอาไว้ตั้งแต่บทแรกๆว่า การสร้างโลกและมนุษย์ในไบเบิล เป็นการพยายามเอาเรื่องสองเรื่องมารวมกัน และทำความยุ่งยากให้กับคนเขียนเอามากๆ เพราะการผสมผสานเรื่องราวของ"พระเจ้า"ที่แท้จริง กับนักท่องอวกาศที่พยายามจะทำตนเป็น "พระเจ้า"นั้น มันหาได้กลมกลืนสอดคล้องไม่

เมื่อยะโฮวาห์ตัดสินใจที่จะสร้างมนุษย์ผู้หญิงขึ้นมา ทุกอย่างไม่มีปัญหาครับ ในเมื่อเขามีต้นแบบคืออาดัมอยู่แล้ว เขาเอาต้นแบบของผู้หญิงมาจากอาดัมและดัดแปลงบางอย่างเพื่อให้เป็นเพศที่แตกต่างออกไป ชายชาวคริสเตียนจำนวนไม่น้อยครับ ที่ยังเชื่อว่า ตนเองมีซี่โครงเพียง 11 ซี่ เพราะซี่โครงอันที่ 12 ถูกดึงไปเพื่อสร้างผู้หญิง เห็นรึยังครับว่า ไบเบิลพยายามจะบอกเรื่องราวเล็กๆน้อยๆแก่เรา โดยเราจะไม่สามารถเข้าใจได้จนกว่าวิทยาการของเรา จะเจริญก้าวหน้าขึ้นมาจนถึงระดับหนึ่ง แน่ล่ะว่า สมัยก่อนที่การแพทย์จะก้าวหน้าอย่างทุกวันนี้ ใครๆก็นึกไม่ออกหรอก ว่ายะโฮวาห์... สร้างมนุษย์ผู้หญิงขึ้นมาจากซี่โครงของมนุษย์ผู้ชายได้อย่างไร แต่ในปัจจุบัน หากท่าพินิจดูดีๆแล้วจะพบว่า ท่านจะเห็นสายใยแห่งเหตุผลวิ่งจากปลายด้านหนึ่ง ไปสู่อีกด้านหนึ่ง คัมภีร์ไม่ได้โกหกเราครับ พระเจ้าสร้างมนุษย์ผู้หญิงขึ้นมาจากอาดัม ด้วยกรรมวิธีที่เราคุ้นเคยกันดีในปัจจุบัน การโคลนนิ่งครับ!!!

เนื่องจากใครๆก็สามารถนับซี่โครงตัวเองได้ โดยล้วงเข้าไปคลำดูในชายเสื้อ ดังนั้นจึงไม่ยากเลยหากเราจะยอมรับแนวคิดที่ว่า อีฟถูกโคลนขึ้นมา โดยการดึงเอาบางส่วนมาจากอาดัม อาจจะเป็นเลือด เซล DNA หรืออะไรซักอย่างที่เราไม่ทราบ แต่กระนั้นมันก็ง่ายดายมากกว่าตอนสร้างอาดัมมากนัก ดูภาพด้านล่างนะครับ อันนี้มาจากคัมภีร์ของชาวสุเมเรี่ยน ว่าด้วยการสร้างมนุษย์ตรงกับไบเบิลเป๊ะๆ มีภาพของ DNA แบบเกลียว ตู้เพาะเชื้อ และการวางสลบเสร็จสรรพ (ภาพเมื่อกี่พันปีก่อนเราก็ยากจะบอกได้) ในไบเบิลก็บอกเหมือนกันครับ ว่าการสร้างอีฟได้กระทำในภาวะที่คนไข้หมดสติ และการปฏิบัติการมาสิ้นสุดในสามบทหลังของเยเนซิสคือ

"ในวันที่พระเจ้าได้สร้างมนุษย์ให้เหมือนพระองค์นั้น พระองค์ได้ทรงสร้างมนุษย์ผู้ชายและมนุษย์ผู้หญิง"(เยเนซิส 5.1-2)

เรื่องราวที่ต่อมาจากนั้นก็คือ การผสมผสานระหว่าง "บุตรแห่งพระเจ้า" และมนุษย์เผ่าพันธุ์ดั้งเดิมบนโลก การถ่ายทอดศิลปวิทยาการ มาถึงตรงนี้แล้วผมอยากกล่าวถึงคำๆหนึ่ง ซึ่งแจจะคุ้นหูของทุกท่าน คำที่หมายถึงสวนอีเดนแห่งตะวันออก ทวีปมูครับ ทวีปนี้มีชื่อเสียงมานานม และเป็นบ่อเกิดแห่งอารยธรรมที่เรายังเข้าไม่ถึงในปัจจุบัน เชื่อกันว่านี่แหละครับ คือสวนเอเดนที่กล่าวถึงในไบเบิล และช่างบังเอิญเหลือเกินที่ในภาษาสุเมเรี่ยน มีคำว่าเอดิรุซึ่งหมายถึงที่ๆพระเจ้าเสด็จลงมาครั้งแรกด้วย ว่ากันว่า ทวีปมูคืออารยธรรมที่ถูกสร้างสมมาโดยนักท่องอวกาศ และเมื่อมนุษย์รับช่วงอารยธรรมนั้นมา มนุษย์ก็ได้สร้างสรรค์อารยธรรมของตนเองขึ้น ซึ่งมีสองจุดที่น่าสนใจ คือทวีปแอตแลนติส และเมืองโมเฮนโจดาโรกับฮารัปป้า แห่งอารยธรรมลุ่มน้ำสินธุครับ

กลับมาต่อเรื่องราวของเรากัน เมื่อทุกอย่างในสวนเอเดนทำท่าว่าจะไปได้ด้วยดี ก็ปรากฏตัวทรยศคนหนึ่งออกโรงขึ้น ใครคนนั้นที่บังอาจเปิดโปง"ความลับ"ของยะโฮวาห์ต่อหน้าอาดัมและอีฟ ใครคนนั้นซึ่งรู้จุดอ่อนในเสื้อเกราะ และดอดทิ่มมีดเข้าไปจนเต็มรัก เขาล่ะครับตัวร้ายที่ขึ้นชื่อและลึกลับที่สุดในไบเบิล เขาผู้ซึ่งเราคุ้นเคยกันในนามของงูร้ายหรือซาตาน เขาเปิดเผยความลับของยะโฮวาห์ในเรื่องสวนเอเดนและผลไม้ต้องห้าม เขาเป็นงูร้ายจริงๆกระนั้นหรือ อดใจซักนิดครับ เดี๋ยวผมจะพาท่านไปพบกับคำตอบที่แท้จริงของ งูร้ายกับผลไม้ต้องห้าม ... Forbiden Fruit...

ซาตานเจ้างูร้ายกับผลไม้ต้องห้าม 2

เราได้กล่าวถึงเจ้างูร้าย ซึ่งคริสเตียนในยุคหลังแปลงโฉมของเขาไปเป็นซาตานเสีย แต่ในเยเนซิสนะครับ งูร้ายดังกล่าวคือใครคนหนึ่ง ซึ่งอาจจะลงมาจากท้องฟ้าพร้อมกับยะโฮวาห์ ผมคิดว่าเรื่องของงูร้ายน่าจะเป็นการรวมเอาเรื่องราว ในไสตล์นิทานพื้นบ้านเข้ามาแต่งประกอบ เพราะในคัมภีร์ไบเบิลหลายต่อหลายตอน ผู้รจนาไม่ขัดที่จะหาตอนล่อใจสนุกๆมาเสริม ซึ่งเราก็จะเห็นตอนล่อใจอันขัดกับความเป็นจริงบ่อยครั้งมากในไบเบิล

ผมจะไม่ท้าวความหรือให้ความสำคัญกับงูร้ายตนนั้นนะครับ ไม่ใช่ว่าขี้เกียจหรือพยายามจะข้ามเรื่องราวที่ยากแก่การอธิบาย เพียงแต่ความเป็นจริงก็คือ เบื้องหลังของเรื่องนั้นไม่ได้มีอะไรมากไปกว่า อาดัมกับอีฟเกิดต้องการที่จะรู้ทุกสิ่งทุกอย่างให้ได้ ด้วยความบริสุทธิ์ไร้เดียงสาในวัยเยาว์ พวกเขาเกิดปรารถนาความรู้ อันเป็นของต้องห้ามของพระผู้เป็นเจ้า ใช่แล้วครับ มันคือสิ่งที่เรารู้จักกันดีในนามของผลไม้ต้องห้าม ซึ่งอยู่บนต้นของมันในสวนเอเดนนั่นเอง

การที่พระเจ้าลงโทษงูร้ายโดยการตัดแขนตัดขา นั่นย่อมหมายถึงเดิมเขาต้องมีแขนขาอยู่ก่อน และไม่ใช่งูจริงๆ เรามีรายละเอียดเกี่ยวกับงูร้ายน้อยมากจนแทบสรุปอะไรไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ข้อที่น่าสนใจก็คือ ลูกหลานของงูร้ายต่างก็พิกลพิการเพราะถูกตัดแขนขาเหมือนกัน เราไม่รู้ว่ายะโฮวาห์ทำได้ด้วยวิธีไหน แต่ความทุพลภาพของงูร้าย แสดงให้เห็นถึงผลของการลงโทษที่ติดต่อทางกรรพันธุ์ ซึ่งน่าจะมีผลจากรุ่นสู่รุ่น เหมือนแม่ที่คลอดลุกออกมาไม่มีแขนขาเพราะได้รับสารประเภทธาลิโดไมด์

การลงโทษอย่างแรกสำหรับอาดัมกับอีฟก็คือ การที่ต้องเปลือยการและทนทรมารด้วยความอับอายจากมัน ทั้งสองรู้สึกกระดากอายขวยเขิน ขณะที่ต้องเปลือยกายอยู่ในส่วน ซึ่งไม่มีคนอื่นใด นอกจากพระเจ้าผู้ที่สร้างพวกเขาขึ้นมา เด็กๆจะอายร่างเปลือยของตนเองต่อหน้าพ่อแม่ที่เป็นผู้สร้างงั้นหรือ แม้กระมั่งก่อนจะมีลูกกัน พวกเขาก็ยังอายกันและกันจนต้องหาใบมะเดื่อมาปกปิดร่างกายท่อนล่างเอาไว้

ผู้รจนาไบเบิล คงมีการบิดเบือนเนื้อหาส่วนนี้ไปบ้างแต่คิดว่าไม่มากนัก ความกระดากอายซึ่งคกรีกโบราณไม่รู้จักกัน ได้หยั่งรากลึกลงในจิตใจของมนุษย์ยุคเริ่มแรก และถึงเป็นหนึ่งในบัญญติต้องห้ามของโมเสส

แต่ว่า การเปลือยกายชนิดไหนกันที่ระบุเอาไว้ในเยเนซิส ผลไม้ต้องห้ามจารึกอะไรเอาไว้ การเปลือยร่างคือการแสดงตนเองอย่างที่เป็นอยู่ เพื่อให้รู้ว่าตัวเองเปลือยเปล่า การเปลือยร่างต่อตัวเองทำให้รู้ตนและกำพืดตนเองได้ดี อาดัมกับอีฟเรียนรู้อะไรจากการกินผลไม้นั้น?

พวกเขาย่อมรู้ว่า ตัวเองไม่เหมือนคนอื่นๆ พวกเขาเป็นผลพวงของการสร้างขึ้นมาอย่างพิเศษ โดยร่างกายที่ปราศจากขน พวกเขาละอายเมื่ออยู่ต่อหน้ามนุษย์รุ่นเดียวกันที่เป็นผลผลิตจากธรรมชาติ และทั้งสองเพิ่งจะค้นพบว่า พวกเขาย่อมแตกต่างจากผู้สร้างเช่นเดียวกัน มนุษย์เอย... มนุษย์เป็นเช่นนี้มาตั้งแต่ยุคของพระเจ้าแล้วหรือ พวกเขารู้หรือไม่ว่า ผู้สร้างเขาได้ทำให้พวกเขาพัฒนามาจนถึงขั้นนี้ ต้องอาศัยระยะเวลาตามธรรมชาตินับเป็นพันๆปี (หรือว่าเพราะรู้ว่าฝืนธรรมชาติ พวกเขาจึงไม่สบายใจ) อย่างไรก็ดียะโฮวาห์ได้ประทานปัญญาที่สูงส่ง ให้การศึกษาทางวิทยาศาสตร์แก่พวกเขา ( การตั้งชื่อสัตว์ต่างในโลกไงครับ มันหมายถึงการจัดลำดับและจำแนกชื่อ ซึ่งเป็นวิทยาศาสตร์เบื้องต้นทุกสาขา) และจากการกินผลไม้ต้องห้ามด้วยแล้ว พวกเขายิ่งใกล้เคียงกับพระเจ้าเข้าไปทุกที มนุษย์เอย... เจ้ายังจะเรียกร้องอะไรกันอีก?

แล้วผลไม้ต้องห้ามนั้น น่าจะเป็นอะไรกันแน่?

ผมคิดว่าผลไม้นั้นน่าจะเป็นคำเปรียบเปรยมากกว่า สิ่งที่เป็นผลไม้ต้องห้ามที่แท้จริงน่าจะเป็นแหล่งบันทึกความรู้ของยะโฮวาห์ มาถึงตรงนี้ผมขอนอกเรื่องสักหน่อยเป็นไรครับ ว่าด้วยผลไม้ต้องห้ามนี่แหละ ทุกคนรู้จักกันในนามของ Apple - ลูกแอปเปิลถูกไหมครับ และในไบเบิล สิ่งที่ทรงพลานุภาพจนพระเจ้าต้องหวั่นพระทัยมีอยู่สองประการ หนึ่งคือผลไม้แห่งความรู้-แอปเปิล และอีกหนึ่งก็คือสัตว์ร้ายที่จะเข้าครอบงำโลกในช่วงปี 2000 สัตว์ร้ายที่มีเลขประจำกายเป็น 666 อำนาจมหัศจรรย์ประการใดครับที่ทำให้ข้อความในไบเบิลเป็นจริงขึ้นมาในยุคปัจจุบัน?

เริ่มจากสัตว์ร้ายหมายเลข 666 มันจะกำเนิดขึ้นมาท่ามกลางสายตาที่ชื่นชมในความสำเร็จของมัน ชั่วไม่นาน เจ้าสัตว์ร้ายตัวนี้จะมีบริวารไปทั้งโลก ประชาชนต้องตกอยู่ในอำนาจของมัน ผู้ที่แข็งข้อมิยอมอยู่ในอาณัติจะอยู่ในสังคมอย่างลำบาก ทำไม่ได้แม้แต่จะซื้อ-ขายของเพื่อประทังชีวิต ตั้งแต่คริสศตวรรษที่ 4 เป็นต้นมา มีคนตีความหมายของเลข 666 นี้กันอย่างหัวร้างข้างแตก แต่ก็สรุปไม่ได้ว่ามันคืออะไร จนเมื่อไม่นานนี้แหละครับ ที่ผู้เชี่ยวชาญบางคน เอาปัจจัยหลายอย่างมาประกอบกันเข้า จึงถึงบางอ้อว่า แท้ที่จริงแล้ว สัตว์ร้าย-งูร้าย-ซาตาน แล้วแต่ท่านจะเรียกขานนั้น ตัวตนจริงๆของมันคืออะไร

คำทำนายมหัศจรรย์

Apple and Number 666

..และมันยังได้บังคับคนทั้งปวง ทั้งผู้ใหญ่ผู้น้อย คนรวยคนจน ทั้งนายและบ่าว ให้ได้รับเครื่องหมายไว้ที่มือขวา หรือที่หน้าผากของเขา เพื่อไม่ให้ผู้ใดทำการซื้อขายได้ นอกจากผู้ที่มีเครื่องหมายนั้น ซึ่งเป็นชื่อของสัตว์ร้ายนั้น หรือเลขชื่อของมัน เรื่องนี้จงใช้สติปัญญาตรึกตรองให้ดี ถ้าผู้ใดมีความเข้าใจ ก็จะสามารถเข้าถึงตัวตนที่แท้จริงของมันได้ เพราะว่าเป็นเลขของบุคคลผู้หนึ่ง เลขของมันคือ 666"ประโยคนี้ได้ถูกระบุเอาไว้ในไบเบิล ซึ่งทำนายว่าด้วยช่วงเวลาก่อนถึงวาระสุดท้ายของโลก จะมีสัตว์ร้ายสองตัวปรากฏขึ้น ซึ่งตัวที่สองก็คือเจ้าสัตว์ร้ายที่มีเลขประจำตัวเป็น 666 นี่แหละครับ ท่านผู้อ่านครับ ตามปกติผมไม่ใช่คนที่เชื่อเรื่องโชคชะตา หรือ การทำนายทายทักเลย แต่จากประโยคนี้ของไบเบิล ก็ได้ทำให้ผมอึ้งไปเหมือนกัน เพราะมันมาพ้องกับความจริงที่เกิดขึ้นในยุคสมัยของเราในต้นศตวรรษที่ 21 อย่างที่สุด และเกี่ยวเนื่องกันกับเรื่องราวของผลไม้แห่งความรู้ ซึ่งเราได้พูดถึงกันไปแล้วในก่อนหน้านี้

อะไรคือมารร้ายหมายเลข 666? เหตุใดพระเจ้าจึงเตือนนักเตือนหนาเกี่ยวกับอันตรายและพิษสงของมารร้ายตนนี้ ไม่ว่าจะเป็นความบังเอิญหรือไม่ก็ตาม จากความพยายามควานหาต้นตอของหมายเลข 666 มานับร้อยนับพันปี ในที่สุด ในยุคปัจจุบัน เมื่อวิทยาการของเราเจริญก้าวหน้าขึ้น เมื่อเวลาที่เคยระบุไว้ในไบเบิลมาถึง (ตรงนี้ผมอยากเลี่ยงคำว่าปาฏิหารย์ออกไป แต่ก็ไม่มีคำอธิบายอื่นที่ดีกว่านี้) เจ้าสัตว์ร้ายหมายเลข 666 ก็เผยโฉมแล้ว และอยู่ตรงหน้าทุกท่านที่กำลังอ่านอยู่เสียด้วย

หลังจากค้นหากันมานานนมอย่างวุ่นวาย ในที่สุดก็มีคนฉุกใจคิดว่า สัตว์ร้ายหรือมารร้าย 666 นี้ น่าจะหมายถึงอะไรบางอย่าง ที่สามารถครอบคลุมและเข้าถึง รวมทั้งมีอิทธิพลกับมนุษย์ในช่วงปี 2000 (ตามที่ระบุไว้ในไบเบิล) อย่างมากมาย ซึ่งเจ้าสิ่งที่ว่าคงต้องยกให้สมองกลคนเก่ง ที่เราคุ้นเคยกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน COMPUTER ไงครับ พิสูจน์กันง่ายๆ ลองเรียงอักษรคำว่า COMPUTER จากบนลงล่างตามวิธีการเรียงอักษรโบราณ พร้อมกำกับลำดับพยัญชนะ เช่น A=1, B=2 ไปเรื่อยๆจนถึง Z=26 จากนั้นเอาลำดับทุกตัวมาคูณด้วย 6 แล้วรวมผลลัพธ์ออกมา เห็นมั๊ยล่ะครับ จากตัวอย่างข้างล่าง มันได้ 666 พอดิบพอดี 

C = 3 x 6 ===> 18 
O = 15 x 6 ===> 90 
M = 13 x 6 ===> 78
 
P = 16 x 6 ===> 96
 
U = 21 x 6 ===> 126
 
T = 20 x 6 ===> 120
 
E = 5 x 6 ===> 30
 
R = 18 x 6 ==> 108
 
COMPUTER => 666 

บังเอิญหรือครับ งั้นลองอีกที ปัจจุบัน คอมพิวเตอร์ที่เชื่อกันว่ามีประสิทธิภาพที่สุดในโลก เป็นซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่ใช้เทคโลโลยีจากมหาอำนาจทางเศรษฐกิจร่วมกันผลิตขึ้น ตั้งอยู่ในสำนักงานใหญ่ขององค์กรตลาดร่วมยุโรป มันมีชื่อเสียโก้เก๋ซึ่งตั้งให้จากผู้สร้างมันว่า Mark of Beast หรือเครื่องหมายแห่งสัตว์ร้าย ... ตรงตามไบเบิลเป๊ะๆ คุณๆลองเอาวิธีคำนวณแบบเดิมมาใช้กับ Mark of Beast สิครับ เหลือเชื่อกระมัง ผลของมันคือเลข 666!!!

เป็นอันว่าเลขเจ้ากรรมนี้ต้องเกี่ยวข้องอะไรสักอย่างกับคอมพิวเตอร์อย่างไม่ต้องสงสัย ยิ่งข้อความที่ว่า มันครอบคลุมมีอิทธิพลกับพลโลกเกือบทั้งหมดนี้

เราต้องยอมรับกันใช่ไหมครับว่าเป็นความจริงอย่างไม่ต้องสงสัย ส่วนเรื่องที่ว่ามันมีอิทธิพลถึงขนาดผู้ไม่ยอมศิโรราบให้มัน จะทำไม่ได้แม้แต่การซื้อขายสินค้า อันนี้ก็ยิ่งตรงประเด็นใหญ่ ในยุคที่ E-commerce มีบทบาทมากเช่นนี้ เชื่อว่าต่อไปในอนาคต การซื้อขายก็จะยิ่งผ่านเครือข่ายอิเล็คทรอนิคส์แทบทั้งหมด แม้แต่การโอนเงินผ่านบัญชีในธนาคารก็ยังต้องทำผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ของแต่ละแบงค์ อ้อ แล้วรู้ไหมครับ ว่าโค้ดที่ใช้เป็นรหัสของธนาคารโลกหรือ World Bank นั้นคืออะไร ก็ 666 อีกนั่นแหละครับ ปาฏิหารย์หรือความบังเอิญหนอ สำหรับคำทำนายนี้ของไบเบิล?

นี่ไงครับ สิ่งแรกที่พระเจ้าได้เตือนเราเอาไว้ว่าอย่าไปยุ่งกับมัน ถ้าเราตีความตัวตนของสัตว์ร้าย 666 นี้ออก เรื่องของผลไม้ต้องห้ามก็ยิ่งง่ายใหญ่ หรือในทางกลับกัน หากมองความหมายของผลไม้ต้องห้ามออกแต่แรก เราแทบจะไม่ต้องมานั่งคำนวณเลยว่า สัตว์ร้าย 666 นั้นคืออะไร มาถึงตรงนี้ทุกท่านก็คงจะอ๋อแล้วนะครับ ว่าแอปเปิลผลไม้ต้องห้ามนั้นคืออะไร ครับ... คอมพิวเตอร์อีกนั่นแหละ ลองนึกทบทวนดูดีๆนะครับ ว่าคำๆนี้ คำว่าแอปเปิลมีส่วนเกี่ยวข้องกับวงการคอมพิวเตอร์อย่างไร นักเลงคอมพิวเตอร์ทั้งหลายย่อมซึมซาบว่า เจ้าผลไม้ลูกนี้มันหมายถึงอะไร และมีอิทธิพลมากขนาดไหนในวงการคอมพิวเตอร์ นี่คือผลไม้แห่งความรู้และสัตว์ร้าย666 สองสิ่งที่เป็นหนึ่งเดียวที่พระเจ้าไม่อยากให้มนุษย์แตะต้องมัน เหตุผลน่ะหรือครับ? ไม่บอกก็คงรู้กันนี่นา...

ความบังเอิญข้อสุดท้าย ไบเบิลนั้นเรารู้ๆกันอยู่ว่า เป็นคัมภีร์ที่รจนาโดยชนชาติฮีบรูว์หรืออิสราเอลในปัจจุบัน ในไบเบิลระบุเวลาเอาไว้อย่างชัดเจนว่า วาระสุดท้ายของโลกจะมาถึงภายในเวลาไม่ช้าไม่นาน หลังจากชนชาวอิสราเอลรวมกันได้เป็นชาติ ครับก็ปลายศตวรรษที่ 20 หลังสงครามโลกครั้งที่สองมาหมาดๆนี้เอง สิ่งที่เกี่ยวเนื่องกับชนชาติอิสราเอลนี้ก็คือ รหัสโทรศัพท์ทางไกลระหว่างประเทศของอิสราเอลคือ 666 ครับท่าน เอาล่ะครับท่านผู้มีเกียรติ พักกายพักใจกันสักครู่ ในตอนต่อไปผมจะพาท่านย้อนกลับไปสู่อดีตกาลอีกครั้ง เพื่อดูว่า ผลที่เกิดขึ้นหลังจากอาดัมและอีฟ กินผลไม้ต้องห้ามเข้าไปนั้นเป็นอย่างไร และพระเจ้าหรือยะโฮวาห์มีเหตุผลกลใด ที่ต้องเจาะจงกีดกันมนุษย์ออกจากผลไม้แห่งความรู้นี้ ติดตามต่อไปนะครับ

<< BACK หน้า1

 

 


 
 
BY ขจรศักดิ์ เลาห์สัฒนะ
Hosted by www.Geocities.ws

1