www.mariarosa.org / www.geocities.com/kularptip
Mother and Child
 >สูบบุหรี่ขณะตั้งครรภ์ "ลูกไอคิวต่ำ"  >อัลตราซาวนด์ 4 มิติ  >หาหมอสูติที่ถูกใจ...ได้อย่างไร
>หญิงตั้งครรภ์ ก็ต้องออกกำลัง >แพ้ท้อง..ต้องกินขิง

สูบบุหรี่ขณะตั้งครรภ์ "ลูกไอคิวต่ำ"

คณะวิจัยมหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก และมหาวิทยาลัยอินเดียน่า สหรัฐอเมริกา ได้สำรวจข้อมูลไอคิวหรือระดับการเรียนรู้ที่บันทึกไว้ในประวัติเกณฑ์ทหารของชายหนุ่มอายุ 18-19 ปี จำนวน 3,044 คน โดยสืบประวัติไปถึงตอนที่เกิดในโรงพยาบาลพบว่า ผลการวัดไอคิวบุตรของมารดาที่สูบบุหรี่ในระยะตั้งครรภ์ 6-9 เดือน และสูบบุหรี่ตั้งแต่ 20 มวนขึ้นไป มีไอคิวต่ำกว่าชายหนุ่มที่มารดาไม่สูบบุหรี่ถึง 6.2 แต้ม

รศ.น.พ.สังคม จงพิพัฒน์วณิชย์ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ให้ความเห็นว่า การสูบบุหรี่ขณะตั้งครรภ์นอกจากจะมีผลร้ายต่อร่างกายของแม่แล้ว ยังส่งผลร้ายถึงทารกในครรภ์และส่งผลต่อสุขภาพของเด็กในอนาคตด้วย เช่น โรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ หอบหืด โรคหูส่วนกลางอักเสบ งานวิจัยนี้สอดคล้องกับงานวิจัยหลายชิ้นในปัจจุบัน ที่แสดงให้เห็นว่าการสูบบุหรี่ระหว่างตั้งครรภ์นอกจากจะมีผลกระทบต่อด้านร่างกายเด็กแล้ว ยังมีผลต่อสติปัญญาและการเรียนรู้ของเด็ก จนกระทั่งเด็กคนนั้นโตเป็นผู้ใหญ่

ควันบุหรี่มีผลกระทบต่อสติปัญญาของเด็ก เพราะบุหรี่มีสารเคมีหลายชนิดที่เป็นอันตรายผ่านรกและสายสะดือไปยังตัวเด็ก จึงมีผลกระทบกับสมองเด็กโดยตรง การที่แม่สูบบุหรี่จะมีผลกระทบต่อระบบเลือดไหลเวียนของรก ทำให้ลูกในครรภ์ได้รับออกซิเจนหรือสารอาหารที่ผ่านทางรกน้อยลง ลูกคลอดออกมาจึงตัวเล็กผิดปกติและสมองของเด็กจะมีขนาดเล็กตาม ดังนั้นเมื่อสมองเล็กเซลล์สมองน้อย การทำงานของสมองจึงด้อยประสิทธิภาพกว่าผู้อื่น จึงมีผลกระทบต่อการเรียนรู้หรือไอคิวของเด็ก

การวิจัยยังพบว่าเด็กที่เกิดจากแม่ที่สูบบุหรี่ระหว่างตั้งครรภ์ เมื่อโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่จะมีพฤติกรรมต่อต้านสังคม ติดบุหรี่หรือยาเสพติด ก่ออาชญากรรม ติดคุก มากกว่าเด็กที่เกิดจากแม่ที่ไม่สูบบุหรี่ขณะตั้งครรภ์ เนื่องจากสารเคมีในบุหรี่ไปทำอันตรายสมอง ทำให้เด็กมีสติปัญญาการเรียนรู้ต่ำและยังมีพฤติกรรมผิดปกติได้ด้วย จึงขอให้คุณแม่ทั้งหลายตระหนักว่า การสูบบุหรี่ระหว่างตั้งครรภ์ให้ผลเสียต่อตัวลูกไม่เฉพาะขณะที่คุณแม่กำลังสูบบุหรี่อยู่เท่านั้น แต่ยังมีผลเสียต่อลูกเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในอนาคตได้อีกด้วย

 

ควันบุหรี่มีผลกระทบต่อสติปัญญาของเด็ก เพราะบุหรี่มีสารเคมีหลายชนิดที่เป็นอันตรายผ่านรกและสายสะดือไปยังตัวเด็ก จึงมีผลกระทบกับสมองเด็กโดยตรง การที่แม่สูบบุหรี่จะมีผลกระทบต่อระบบเลือดไหลเวียนของรกทำให้ลูกในครรภ์ได้รับออกซิเจน หรือสารอาหารที่ผ่านทางรกน้อยลง ลูกคลอดออกมาจึงตัวเล็กผิดปกติและสมองของเด็กจะมีขนาดเล็กตาม ดังนั้นเมื่อสมองเล็กเซลล์สมองน้อย การทำงานของสมองจึงด้อยประสิทธิภาพกว่าผู้อื่น จึงมีผลกระทบต่อการเรียนรู้หรือไอคิวของเด็ก

แม้การเลิกสูบบุหรี่จะทำได้ยาก ทางออกที่ดีคือไม่ควรสูบบุหรี่ตั้งแต่ต้นหรือพยายามเลิกให้ได้ก่อนตั้งครรภ์
ต้องการรายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อฝ่ายศูนย์ข้อมูล มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ โทร. 0-2278-1828

ข้อมูลจาก sanook.com

top

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

อัลตราซาวนด์ 4 มิติ

พ.ญ.ปิยะรัตน์ สัมฤทธิ์ประดิษฐ์

อัลตราซาวนด์คืออะไร
อัลตราซาวนด์ (ultrasound) คือคลื่นเสียงความถี่สูง (มากกว่า 20,000 Hz.) หลักการของการตรวจอัลตราซาวนด์ คือการส่งคลื่นเสียงความถี่สูงออกไปจากหัวตรวจ คลื่นเสียงจะกระทบกับเนื้อเยื่อต่างๆ ซึ่งมีความสามารถในการดูดซับและสะท้อนกลับไม่เท่ากัน หัวตรวจจะทำหน้าที่รับสัญญาณคลื่นเสียงที่สะท้อนกลับมาในระดับต่างๆ ซึ่งบ่งถึงความหนาแน่น และระดับความลึกของเนื้อเยื่อนั้นๆ และนำสัญญาณที่ได้รับมาประมวลผลและสร้างเป็นภาพขึ้นมา

ประโยชน์ของการตรวจอัลตราซาวนด์ระหว่างการตั้งครรภ
มีประโยชน์ในการตรวจความผิดปกติของโครงสร้างของร่างกายของทารกในครรภ์ โดยเฉพาะโครงสร้างหลัก ได้แก่ กะโหลกศีรษะ เนื้อสมอง โครงกระดูก แขนขา ช่องอก เนื้อปอด หัวใจ ผนังหน้าท้อง อวัยวะหลักภายในช่องท้อง ได้แก่ ตับ ไต ความผิดปกติของลำไส้บางชนิด กระเพาะปัสสาวะ ฯลฯ

การวัดขนาดของทารกจากการตรวจอัลตราซาวนด์ ยังช่วยในการยืนยัน หรือกำหนดอายุครรภ์ และกำหนดคลอดในรายที่มารดาจำรอบประจำเดือนไม่ได้ หรือประจำเดือนไม่แน่นอน ซึ่งจะมีประโยชน์อย่างมากในการดูแลรักษาในช่วงใกล้คลอด ช่วยป้องกันภาวะครรภ์เกินกำหนด ซึ่งอาจมีผลเสียต่อสุขภาพทารกในครรภ์ได้

 

 

นอกจากนั้นการตรวจอัลตราซาวนด์ทำให้แม่ได้เห็นภาพลูกของตน ซึ่งเคลื่อนไหวอยู่ในครรภ์ก่อให้เกิดความรักความผูกพันตั้งแต่บุตรยังไม่คลอด (Maternal-fetal bonding)

หลายประเทศแถบยุโรปมีนโยบายให้สตรีตั้งครรภ์ทุกราย ควรรับการตรวจอัลตราซาวนด์อย่างน้อยหนึ่งครั้งในช่วงกลางของการตั้งครรภ์ เพื่อเป็นการคัดกรองว่าโครงสร้างหลักของทารกในครรภ์อยู่ในเกณฑ์ปกติ ขณะนี้สูติแพทย์จำนวนมากในประเทศไทยก็ปฏิบัติเช่นเดียวกันนี้

ทั้งนี้ การตรวจอัลตราซาวนด์ก็ยังมีข้อจำกัด คือ ความผิดปกติของอวัยวะบางอย่างเป็นสิ่งที่วินิจฉัยไม่ได้ โดยเฉพาะความผิดปกติของอวัยวะที่มีขนาดเล็กมาก หรือหัวใจพิการแต่กำเนิดบางประเภท ที่สำคัญการตรวจอัลตราซาวนด์ปกติเป็นการยืนยันความปกติของโครงสร้างหลักเท่านั้น ไม่ได้บอกถึงความปกติของหน้าที่การทำงานของอวัยวะนั้นๆ ตัวอย่างโรคที่มีลักษณะการทำงานผิดปกติโดยที่โครงสร้างปกติ ได้แก่ โรคออทิสติก เป็นต้น

อัลตราซาวนด์ธรรมดา กับอัลตราซาวนด์ 3 มิติ และ 4 มิติ
ภาพที่ได้จากการตรวจอัลตราซาวนด์ทั่วไป จะเป็นภาพ 2 มิติ คือ มิติที่ 1 คือความกว้าง มิติที่ 2 คือความยาว มิติที่ 3 ที่เพิ่มขึ้นมาคือ ความลึก ซึ่งจะทำให้ภาพนั้นเสมือนวัตถุจริง ไม่ใช่ภาพตัดขวางของวัตถุ ในการอัลตราซาวนด์ 4 มิติ การประมวลผลจะมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น โดยเครื่องจะทำการเก็บภาพ 3 มิติ แต่ละภาพแล้วแสดงผลเรียงต่อกัน ทำให้เกิดเป็นภาพเคลื่อนไหวเช่นเดียวกับภาพยนตร์ ซึ่งมี มิติที่ 4 คือ เวลา นั่นเอง

ในการตรวจทารกในครรภ์ด้วยอัลตราซาวนด์ 4 มิติ จึงสามารถเห็นภาพทารกเคลื่อนไหวอยู่ในครรภ์มารดา เห็นกิริยาอาการที่ทารกกำลังทำอยู่ในขณะตรวจได้ เช่น การหันหน้า ยกแขน ขยับนิ้ว หาว ฯลฯ ประโยชน์ของการตรวจอัลตราซาวนด์แบบ 3 มิติ และ 4 มิติ

สิ่งสำคัญที่ได้จากการตรวจอัลตราซาวนด์แบบใหม่ ก็คือการทำให้ได้ข้อมูลและรายละเอียดที่มากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องของความผิดปกติที่พื้นผิว (surface abnormality) เช่นปากแหว่ง หรือเนื้องอกที่ผิวบางชนิด

ที่สำคัญการเก็บข้อมูลลักษณะ 3 มิติ และ 4 มิติ ทำให้สามารถเก็บข้อมูลในลักษณะของปริมาตร (volume) จึงสามารถพิจารณารายละเอียดได้ในลักษณะหลายระนาบ (multiplanar) ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการวินิจฉัยความผิดปกติบางอย่าง เช่น เพดานโหว่ เป็นต้น

การตรวจอัลตราซาวนด์ในการตั้งครรภ์ปลอดภัยหรือไม
อัลตราซาวนด์มีความปลอดภัยสูง สามารถตรวจได้ตลอดการตั้งครรภ์โดยไม่จำกัดจำนวนครั้ง จนถึงปัจจุบันมีการใช้อัลตราซาวนด์ทางสูติศาสตร์มาเป็นเวลานานกว่า 30 ปี มีสตรีกว่า 50 ล้านคนที่ได้รับการตรวจอัลตราซาวนด์ในระหว่างการตั้งครรภ์ ไม่มีรายงานพบว่าก่อให้เกิดความผิดปกติในทารก

นอกจากนั้นยังมีการรับรองเป็นลายลักษณ์อักษรจากสถาบันอัลตราซาวนด์ทางการแพทย์แห่งอเมริกาว่า การตรวจอัลตราซาวนด์ระหว่างการตั้งครรภ์ไม่มีผลเสียใดๆ เกิดขึ้น

ข้อมูลจาก sanook.com

top

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

หาหมอสูติที่ถูกใจ...ได้อย่างไร

สำหรับคุณผู้หญิงแล้วการมีหมอสูติคู่ใจไว้สักคนเป็นเรื่องสำคัญอย่างหนึ่งในชีวิตเลย เพราะว่าสุขภาพของผู้หญิงมีหลายเรื่องที่ต้องคอยใส่ใจดูแลเป็นพิเศษซับซ้อนกว่าผู้ชายมาก และมีหลายภาวะทางนรีเวชที่มีผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้หญิงเริ่มกันตั้งแต่เริ่มเป็นสาวเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ กระทั่งถึงวัยทอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการปวดท้องประจำเดือน โรคทางสูตินรีเวช เช่น เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ หรือเนื้องอกในอุ้งเชิงกรานที่ผู้หญิงยุคนี้เป็นกันมาก การมีซีสต์ที่เต้านม การตั้งครรภ์ที่ต้องมีหมอสูติคอยดูแล การเข้าสู่วัยเมโนพอส หรือที่สาหัสสำหรับผู้หญิงที่โชคไม่ดี ก็คือโรคมะเร็งเต้านม หรือมะเร็งของระบบสืบพันธุ์ และโรคกระดูกพรุนนั่นเอง ฯลฯ

แต่ก่อนอื่นคุณต้องเข้าใจคำว่า คุณหมอที่ถูกใจเสียก่อนว่า ไม่จำเป็นต้องเป็นแพทย์ที่มีชื่อเสียงเท่านั้น ไม่ใช่คุณหมอที่แสนจะตามใจคนไข้ แต่หมายถึงคุณหมอที่ใส่ใจในสุขภาพของคุณอย่างจริงจัง มีประสบการณ์ ใส่ใจในการรักษา ตอบข้อซักถามของคุณอย่างเต็มใจและให้คำแนะนำและข้อมูลชัดเจน รวมทั้งเก็บข้อมูลส่วนตัวของคุณได้ดี...

เริ่มต้นหาหมอสูติ-นรีเวช กันดีกว่า


ข้อแนะนำแรกคือ คุณควรพบหมอสูติ-นรีเวชในขณะที่คุณยังมีสุขภาพดีอยู่ อาจจะเริ่มต้นด้วยการตรวจสุขภาพประจำปีรวมทั้งตรวจทางสูติ-นรีเวชไปพร้อมกันด้วย แล้วลอง follow up กับหมอท่านนั้นดู โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้หญิงที่เข้าสู่วัย 30 ปีขึ้นไป หรือหญิงที่แต่งงานแล้วควรจะเริ่มตรวจภายในและเต้านม การพบสูติแพทย์ในขณะที่ยังมีสุขภาพดี มีข้อดีที่ว่าหากคุณเคยพบแพทย์มาก่อน แล้ววันหนึ่งเมื่อคุณเกิดเจ็บป่วยด้วยโรคทางสูติ-นรีเวชขึ้นมาคุณสามารถไปหาหมอที่คุณถูกใจได้ท่วงทัน ไม่ต้องเสียเวลาในการสืบค้นว่าจะไปหาหมอคนไหนดี


ค้นหารายชื่อหมอจากหลายๆ แหล่ง เช่น ขอคำแนะนำจากญาติมิตร เพื่อนฝูง ใครว่าคุณหมอท่านไหนดี คุณก็ควรจดชื่อ สถานที่ และตารางการออกตรวจของคุณหมอท่านนั้นๆ ไว้ แล้วเลือกท่านที่คุณสนใจที่สุด ลองไปขอตรวจสุขภาพดูก่อน นอกจากนี้วิธีที่มักจะไม่ค่อยผิดหวังคือถ้าคุณมีหมอประจำตัวด้านอื่นๆ ที่ดูแลคุณอยู่แล้ว คุณอาจขอคำแนะนำให้คุณหมอท่านนั้นแนะนำสูติแพทย์ที่ท่านรู้จักให้ก็น่าจะดี

ควรถามอะไรเมื่อไปรับการตรวจ

ในยามฉุกเฉินดิฉันจะมาพบคุณหมอได้ที่ไหน อย่างไร

คุณหมอออกตรวจที่โรงพยาบาลใดบ้าง ขอทราบตารางวัน เวลาที่ออกตรวจในแต่ละแห่งด้วย

จำเป็นต้องนัดล่วงหน้าทุกครั้งหรือไม่ หรือสามารถโทรศัพท์สอบถามปัญหา ขอคำแนะนำจากคุณหมอหรือพยาบาลทางโทรศัพท์จะสะดวกหรือไม่

หากคุณหมอไม่มาออกตรวจ ดิฉันสามารถพบหมอท่านไหนแทนได้บ้าง หรือจะฝากให้หมอท่านไหนดูแลแทน

ขอทราบข้อมูลว่าคุณหมอท่านที่คุณหาอยู่มีความชำนาญด้านใดเป็นพิเศษ เช่น บางท่านชำนาญด้านสูติ การตั้งครรภ์ บางท่านชำนาญด้านการรักษาผู้มีบุตรยาก บางท่านชำนาญด้านนรีเวช บางท่านเชี่ยวชาญด้านมะเร็งทางนรีเวช บางท่านเชี่ยวชาญด้านวัยทอง เป็นต้น ซึ่งข้อมูลเหล่านี้หากคุณทราบ คุณก็สามารถเลือกพบแพทย์ตามความต้องการที่เหมาะกับสุขภาพของคุณได้

ถามตัวเองหลังจากได้พบหมอแล้ว
• คุณหมอและพยาบาลที่คุณได้พบมาอัธยาศัยไมตรีดีหรือไม่
• ทุกคำถามที่คุณสงสัยได้รับคำตอบจากหมอหรือไม่
• การเข้าตรวจครั้งนี้เป็นไปอย่างเร่งรีบหรือไม่
• เห็นด้วยกับหลักการรักษาของหมอท่านนี้หรือไม่
• สถานพยาบาลที่คุณไปหาหมอสะดวกต่อการเดินทางแค่ไหน ห่างไกลแค่ไหน อย่าลืมคำนึงถึงยามฉุกเฉินเผื่อไว้บ้าง โดยเฉพาะการจราจรบ้านเราไม่เป็นใจนักยามเร่งด่วน

ถ้าคุณประมวลผลแล้วเป็นที่พอใจ ก็ขอแสดงความยินดีด้วย แต่ถ้าไม่เป็นไปตามที่คิด คุณก็คงต้องมองหาหมอสูติคนอื่นๆ ต่อไป จนกว่าจะได้พบคนที่ถูกใจและดีที่สุดสำหรับตัวคุณเอง แต่ก่อนที่คุณจะตัดสินใจว่าหมอคนไหนใช่สำหรับคุณ ก็ควรเปิดใจรับวิธีการและหลักการรักษาของหมอท่านที่คุณหาอยู่ให้ถึงที่สุดก่อน และอย่าลืมว่าหมอแต่ละท่านก็มีความชำนาญ ประสบการณ์ และสไตล์ต่างกัน ในขณะที่คนไข้แต่ละคนก็มีความต้องการต่างกัน ดังนั้นทางที่ดีที่สุดในการหาหมอแต่ละท่านนั้นคุณควรให้เวลาในการรักษาต่อเนื่อง พยายามสื่อสารและจูนกันให้ดีที่สุดกับหมอคนที่คุณหาอยู่ เพื่อที่จะได้รับการดูแลอย่างดีที่สุดด้วย

จำไว้ว่าสุขภาพสตรีโดยเฉพาะทางสูติ- นรีเวชไม่จำเป็นต้องรอให้มีอาการผิดปกติเกิดขึ้นก่อนจึงค่อยไปหาหมอ แต่คุณควรบรรจุไว้เป็นหนึ่งในแผนการตรวจสุขภาพประจำปีด้วยเลย เนื่องจากโรคของสตรีหลายๆ โรคหากตรวจพบแต่เนิ่นๆ และรีบรักษาก็มีโอกาสหายขาดได้ ทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ตลอดไป

ข้อมูลจาก sanook.com

top

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

หญิงตั้งครรภ์ ก็ต้องออกกำลัง

น.พ.สุธี ศิริเวชฎารักษ์
แพทย์สาขาเวชศาสตร์ฟื้นฟู
โรงพยาบาลบีเอ็นเอช สีลม

สาเหตุที่ทำให้หญิงตั้งครรภ์ ต้องได้รับการดูแล หรือคำแนะนำเป็นการพิเศษในการออกกำลังกาย เนื่องจากเมื่อมีการตั้งครรภ์ จะมีความเปลี่ยนแปลงต่างๆ เกิดกับร่างกายสรุปเป็นข้อใหญ่ๆ ได้ดังนี้


การเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยา ของหญิงตั้งครรภ์ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงหลักๆ คือ ภาวะการไหลเวียนของเลือดและการหายใจ และความเปลี่ยนแปลงของการเผาผลาญพลังงาน


การเปลี่ยนแปลงการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติ


การเปลี่ยนแปลงการตอบสนองต่อการออกกำลังกาย


น้ำหนักตัว และท่าทาง รูปร่างที่เปลี่ยนไป


เส้นเอ็นต่างๆ มีความยืดตัวมากขึ้น

ประโยชน์ของการออกกำลังกายในหญิงตั้งครรภ์

เพิ่มสมรรถภาพของหัวใจและปอด ซึ่งต้องเปลี่ยนแปลงในขณะตั้งครรภ์ และในการคลอด


เสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะกล้ามเนื้อที่ต้องใช้งาน ในการคลอด


แก้ไขท่าทางที่บกพร่อง ซึ่งท่าทางบางอย่าง ซึ่งเปลี่ยนแปลงขณะตั้งครรภ์ อาจส่งผลให้เกิดความผิดปกติ


เสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรอบๆ ข้อ เพื่อป้องกันภาวะปวดข้อ หรือการบาดเจ็บของข้อต่างๆ เนื่องจากการยืดตัวของเส้นเอ็นรอบๆ ข้อ

หลักการออกกำลังกาย

การออกกำลังกายเพื่อเพิ่มสมรรถภาพของหัวใจและปอด ที่เหมาะสม


การออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ

การออกกำลังกายเพื่อป้องกันและแก้ไขท่าทางที่ผิดปกติ เช่น การกระดกกระดูกเชิงกรานในท่ายืน เพื่อเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหน้าท้อง และลดการแอ่นของหลังส่วนล่าง ทำโดยการยืนหลังพิงฝาผนัง ส้นเท้าชิดผนัง พยายามกดหลังให้ส่วนเว้าของหลัง ชิดกับผนังให้มากที่สุด และกระดกเชิงกรานมาด้านหน้าเล็กน้อยพร้อมกับเกร็งหน้าท้องและคลาย ทำซ้ำๆ 10-15 ครั้ง


การบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน และช่องคลอด ทำโดยการขมิบช่องคลอด คล้ายกับการกลั้นปัสสาวะ ค้างไว้ 5 วินาที แล้วคลาย ทำซ้ำๆ 10-15 ครั้ง การบริหารท่านี้ควรทำในท่านอนหงาย ชันเข่า 2 ข้าง ขมิบช่องคลอดพร้อมกับยกก้นเล็กน้อย หรืออาจใช้ขายันสะโพกให้ลอยค้างไว้ด้วยก็ได้

ที่มา: sanook.com
ขอขอบคุณข้อมูล จาก หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

top

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

แพ้ท้อง..ต้องกินขิง

อาการแพ้ท้องเป็นเรื่องทรมานสำหรับผู้หญิงอย่างยิ่งในช่วง 3 เดือนแรก ตื่นเช้าขึ้นมาก็วิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน บางคนแพ้มากก็มีอาการแทบทั้งวัน นักวิจัยจึงได้พยายามหาวิธีช่วยบรรเทาอาการดังกล่าวโดยใช้ขิง ซึ่งเป็นสมุนไพรโบราณ

นักวิจัยของมหาวิทยาลัยฟลอริดา อเมริกา ได้ศึกษาจากผู้หญิงท้องอายุตั้งแต่ 24-37 ปี ซึ่งกำลังประสบปัญหาแพ้ท้องในช่วง 3 เดือนแรก โดยให้ดื่มน้ำขิงผสมน้ำเชื่อม

ซึ่งได้ข้อสรุปว่าการกินขิงวันละหนึ่งกรัมไม่ว่าจะเป็นน้ำขิงหรือขิงสกัดในรูปแคปซูลก็ตาม จะช่วยบรรเทาอาการแพ้ท้องลงได้

ขิงซึ่งเป็นสมุนไพรแถบทวีปเอเชีย รวมทั้งมีในประเทศไทยด้วย ซึ่งคนสมัยโบราณก็ได้นำขิงมาใช้ประโยชน์มากมาย ทั้งทำเป็นน้ำขิงดื่มช่วยขับลม ย่อยอาหาร แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ ปัจจุบันมีการสกัดเป็นผงใช้ชงน้ำร้อนดื่ม ทำให้สะดวกมากขึ้น

นอกจากนี้ บ้านเรายังใช้ขิงมาประกอบอาหารทั้งคาวหวาน ขิงสดนำมาใส่ในเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และผสมในเครื่องดื่มคอกเทลต่างๆ หรือจะนำขิงสดไปดอง ทำให้เปลี่ยนเป็นสีชมพูสวย ไว้กินแกล้มกับอาหารหลายชนิด นอกจากขิงจะช่วยแก้อาการคลื่นไส้อาเจียน แล้วยังเป็นยาแก้ไอขับเสมหะ และป้องกันการเกิดแผลในกระเพาะอาหารได้ดี

นอกจากยางมะละกอและเอนไซม์ในสับปะรดจะย่อยเนื้อให้เปื่อยนุ่มแล้ว ในเหง้าขิงก็มีเอนไซม์ไม่น้อยกว่า 2 ชนิดที่ย่อยเนื้อได้ ซึ่งก็เป็นภูมิปัญญาไทยอีกเช่นกัน เพราะแม่ครัวสมัยก่อน ฝานขิงสดใส่ลงในแกงกะหรี่เนื้อเพื่อให้เนื้อเปื่อย

ขอขอบคุณข้อมูลที่มีประโยชน์ จาก รพ. พญาไท

ข้อมูลจาก sanook.com

 

Hosted by www.Geocities.ws

1