คำสั่งทั้งหมดของ
Eagle
ในบทนี้จะรวบรวมคำสั่งของ Eagle ทั้งหมด โดยเรียงตามตัวอักษร ในบางคำสั่งจะใช้ได้เมื่อท่านมีโมดูลของ การออกแบบวงจร Schematic หรือคำสั่ง AUTO เมื่อท่านมีโมดูลของ Autorouter อยู่
โดยปกติเราสามารถป้อนคำสั่งได้สองทางคือ ด้วยคีย์บอร์ด หรือ ด้วยเมาส์ ซึ่งจะให้ความหมายเดียวกัน นั่นหมายว่าท่านสามารถจะพิมพ์คำสั่งที่มีพารามิเตอร์โดยตรงหรือโดยการใช้เมาส์เลือกคลิกคำสั่งออกจากเมนู หรือท่านสามารถจะใช้ทั้งเมาส์และการพิมพ์ร่วมกันได้ ในกรณีทั่วๆ ไปที่ไม่มีการป้อนคำสั่งใดๆ เมาส์ปุ่มซ้ายจะถูกใช้ในการเลือก และเมาส์ปุ่มขวาทำหน้าที่ คือ
· หมุนอุปกรณ์ตัวหนึ่ง หรือกลุ่มของอุปกรณ์ (GROUP) ตัวอย่างเช่น ในกรณี MOVE หรือ PASTE
· เปลี่ยนแปลงมุมยักงอของเส้น ในกรณีใช้คำสั่ง WIRE
· ปิดขอบเขต ในการใช้คำสั่ง GROUP ในการปิดเส้นพื้นที่ๆ เราล้อมรอบ Object
· ในการออกจากเมนูย่อยต่างๆ ท่านสามารถใช้ปุ่ม ESC ได้เช่นกัน
ท่านสามารถจองปุ่มฟังก์ชันด้วยคำสั่ง ASSIGN (ดูบทที่ 8 ข้อแนะนำอื่นๆ เรื่อง การตั้งค่ามาตรฐานของปุ่มฟังก์ชัน และเราสามารถเปลี่ยนแปลงมันได้อย่างไร) ในการพิมพ์คำสั่ง สามารถพิมพ์ได้ด้วยตัวเล็กหรือตัวใหญ่ไม่มีความแตกต่าง
ท่านสามารถพิมพ์คำสั่งแบบย่อได้ตราบใดที่มันยังมีความแตกต่างกับคำสั่งอื่นๆ อยู่ เช่น SI แทน SIGNAL
คำสั่งหนึ่งจะเริ่มทำงานได้เมื่อท่านพิมพ์คำสั่ง และปิดท้ายด้วย <CR> หรือเมื่อท่านคลิกเลือกด้วยคำสั่งด้วยเมาส์
รูปที่ 6 – 1 ในกรณีที่มี Elements จำนวนมากให้เลือกจาก Library ให้ท่านใช้เมาส์คลิกที่ Scroll Bar เพื่อเลื่อน Listing หา Element ที่ต้องการที่ซ้อนอย่ด้านบนหรือล่าง
สำหรับ Syntax ของคำสั่ง เราจะตกลงกันดังนี้
คำสั่ง จะใช้ตัวพิมพ์ใหญ่
พารามิเตอร์ จะใช้ตัวพิมพ์เล็ก ซึ่งจะถูกแทนที่ด้วย ชื่อ หรือค่าที่เป็นตัวเลข
Options จะใช้ตัวเอียง ซึ่งสามารถละไม่ใส่ได้
· หมายถึง จุดหรือโคออร์ดิเนต (x, y) ที่ได้จากการใช้ปุ่มซ้ายของเมาส์คลิก
ADD
function เพิ่มเติม Element เข้ามาบนงานออกแบบ Schematic หรือ แผ่นลายวงจร PCB ถ้า Eagle กำลังอยู่ในการสร้าง Device จะเป็นการนำเอา Symbol เข้ามาใน Device
syntax ADD package_name, ‘name’, options
ADD symbol_name, ‘name’ , options
ADD device_name, ‘name’, options
ปุ่มขวาเมาส์ หมุน Element
คำอธิบาย คำสั่ง ADD จะนำเอา Symbol มาใช้ในวงจร Schematic หรือ Package มาใช้ในแผ่นลายวงจร PCB แต่ก่อนที่จะใช้คำสั่งนี้ได้ ท่านจะต้องใช้ คำสั่ง USE Library_name เพื่อ โหลดเอาไลบรารีเข้ามาใช้ก่อน ในกรณีที่ท่านอยู่ระหว่างการสร้าง Device คำสั่ง ADD จะหมายถึงการนำเอา Symbol มาใช้ การวางอุปกรณ์โดยใช้ปุ่มซ้ายเมาส์ หมุนอุปกรณ์ด้วยปุ่มขวาของเมาส์ หลังจากอุปกรณ์ถูกวางลงแล้วจะมีก็อปปี้ของมันอีกเพื่อให้ท่านได้วางต่อไปเรื่อยๆ
package_name คือ ชื่อของ package ที่ใช้ในแผ่นลายวงจร PCB
device_name คือ ชื่อของ Device ที่ถูกนำมาใช้ในวงจร Schematic
symbol_name คือ ชื่อของ Symbol ที่ถูกนำมาใช้ในการสร้าง Device ในไลบรารี
options ประกอบไปด้วย Orientation, Addlevel และ Swaplevel
Orientation ที่อนุญาตให้ใช้ได้มีดังนี้
R0 ไม่มีการหมุน
R90 หมุนหนึ่งครั้ง
R180 หมุนสองครั้ง
R270 หมุนสามครั้ง
MY สะท้อนในแนวแกน y
MXR90 หมุนหนึ่งครั้ง และสะท้อนกับแกน x
MX สะท้อนในแนวแกน x
MYR90 หมุนหนึ่งครั้ง และสะท้อนกับแกน y
Swaplevel คือ ตัวเลขที่อยู่ระหว่าง 0 … 255
0 หมายถึง Symbol (เกต) ที่ไม่สามารถแลกเปลี่ยนกับเกตอื่นๆ ในวงจร Schematic ได้ ซึ่งโดยค่า default จะมีค่าเท่ากับ 0
1 … 255 หมายถึง Symbol (เกต) ที่สามารถแลกเปลี่ยนกับ เกตอื่นๆ ได้
Addlevel ใช้เมื่ออยู่ในระหว่างการสร้าง Device เท่านั้น
Next เมื่อ Device มี Symbol หลายตัว
Must
Can
Request
Sup
ARC
Function สร้างรูปส่วนโค้ง
ARC width
ARC CW width
ARC CCW width
ปุ่มขวาเมาส์ เปลี่ยนทิศทางของ CW และ CCW (CW - ตามเข็มนาฬิกา หรือ CCW - ทวนเข็ม)
คำอธิบาย ด้วยคำสั่งนี้สามารถสร้างส่วนโค้งในการวาดรูปได้ สำหรับพารามิเตอร์ width สามารถเปลี่ยนได้ด้วยคำสั่ง
CHANGE WIDTH width;
ส่วนโค้งท่านสามารถทำได้ตั้งแต่ 0 จนถึง 360 องศา
ดูที่คำสั่ง CHANGE, WIRE, CIRCLE
ASSIGN
function กำหนดคำสั่งให้กับปุ่ม ฟังก์ชัน
ASSIGN function_key command …;
ASSIGN
คำอธิบาย ด้วยคำสั่ง ASSIGN นี้ท่านสามารถที่จะกำหนดคำสั่งการทำงานให้กับปุ่มฟังก์ชันตั้งแต่ F1 ถึง F10 ด้วยคำสั่งใดๆ หรือชุดคำสั่งได้ เมื่อท่านกดปุ่มฟังก์ชัน คำสั่งต่างๆ ที่ท่านกำหนดก็จะถูกทำงานตามลำดับ แต่ชุดของคำสั่งควรจะสิ้นสุดด้วย ;
ตัวอย่าง
ASSIGN f1 ‘change layer component; route’ ;
หรือ
ASSIGN f1 ‘cha lay co; rou’ ;
คำสั่งทั้งสองบรรทัดให้ผลที่เหมือนกัน เพียงแต่บรรทัดที่ 2 เป็นการเขียนชุดคำสั่งแบบย่อ
AUTO
function ทำการ autoroute ในการสร้างแผ่นลายวงจร PCB
syntax AUTO;
AUTO signal_name …;
คำอธิบาย คำสั่งนี้จะแอกทีฟ autorouter โมดูลขึ้นมา เพื่อเปลี่ยนเส้น Signal ต่างๆ บนแผ่น PCB ให้เป็นเส้นลายวงจรในกรณีที่ท่านใช้คำสั่ง AUTO; ซึ่งจะเป็นการ autoroute ทั้งหมด อย่าลืมว่าท่านต้องตรวจสอบดูใน CONFIG.SYS ของเครื่องคอมพิวเตอร์ว่าท่านกำหนด Buffers และ Files ไว้เพียงพอหรือไม่ (ดูในบทที่ 3) และมีพื้นที่เหลือบนฮาร์ดดิสก์ไม่น้อยกว่า 100 kB
คำแนะนำ
ในบทที่ 2 ที่ผ่านมาได้อธิบายถึงสิ่งที่ต้องเตรียมการให้กับโมดูล autorouter
เมื่อเกิด error ขณะ route autorouter จะส่งข้อความผิดพลาดออกบนจอ เช่น
unroutable wire from (x y) to (x y)
หรือ
can’t route smds (SMD – Name)
ในระหว่างที่ autorouter ทำงาน ท่านสามารถหยุดการทำงานด้วยปุ่ม ESC
การวาง Pads ลงในแผ่นลายวงจรโดยตรง autorouter จะไม่รู้จักในกรณีที่ต้องการจุดบัดกรีบนแผ่น PCB ให้ท่านกำหนด Package หรือไม่ก็ใช้คำสั่ง VIA และนำลงมาวางในแผ่น PCB
คำสั่ง AUTO Eagle จะสร้างไฟล์ชื่อ name.pro ซึ่งไฟล์โปรโตคอลบอกข้อมูลเกี่ยวกับการ autorouter เช่น จำนวนสายสัญญาณรวมทั้งเวลาที่ใช้ในการ autoroute
autorouter จะเปลี่ยนจาก Signal เป็นเส้นลายวงจร รวมทั้งสร้าง Via ซึ่งเส้นผ่าศูนย์กลาง, รูปร่างของ Via , ขนาดของเส้นลายวงจร เราสามารถกำหนดได้ด้วยคำสั่ง SET ก่อนการ autorouter (มีการกำหนดไว้ในสคริปต์ไฟล์ EAGLE.SCR)
ดูที่คำสั่ง SIGNAL, ROUTE, WIRE, SNAP, RATSNEST, SET
ข้อมูลสำหรับ autorouter มาจากชั้นไหนบ้าง
ขนาดของแผ่น PCB ซึ่งได้จากชั้นของ Dimension โดยเกิดจากการที่ท่านใช้คำสั่ง WIRE สร้างเป็นสี่เหลี่ยมในชั้นของ Dimension หรืออาจจะหมายถึงขอบเขตการ autoroute ก็ได้
เส้นสัญญาณ หรือ Signals ทั้งหลาย บนแผ่น PCB จะอยู่ในชั้น Signals ซึ่ง autorouter จะรับรู้ไม่ว่ามันจะกำหนด Signal ด้วยคำสั่ง WIRE หรือ SIGNAL ในชั้น Signals autorouter จะถือว่าเป็น Signal ทั้งหมดถ้าอยู่ในชั้นนี้
Restrictarea ส่วนพื้นที่ autorouter จะไม่ autoroute ให้ ดังนั้นถ้าท่านต้องการสร้างแผ่น PCB หน้าเดียว โดยให้เส้นลายวงจรเกิดที่เฉพาะด้านบัดกรี (Solder) ก็ให้ท่านวาดรูปสี่เหลี่ยมด้วยคำสั่ง RECT ให้เต็มพื้นที่บนด้าน Component ในชั้น RestricC
รูปที่ 6 – 2 ก่อนการใช้คำสั่ง AUTO จะประกอบด้วยสาย Signal เชื่อมโยงใยกันอยู่
รูปที่ 6 – 3 เมื่อใช้คำสั่ง AUTO และใช้เมาส์คลิกเลือกสัญญาณที่ต้องการจะ Route โดยจะเห็นว่าเส้น Signal ที่ท่านเลือกจะมี contrast ที่สว่างขึ้น ถ้าจบด้วยการคลิกที่ ; ในเมนูหลัก Autorouter ก็จะทำการ Route สัญญาณที่ท่านเลือกทันที
รูปที่ 6 – 4 หลังจากการคลิกที่ ; ในเมนูหลัก Autorouter ก็จะ Route เส้นสัญญาณที่ถูกเลือกไม่ Route ทั้งหมด
รูปที่ 6 – 5 การใช้คำสั่ง AUTO ทั้งแผ่น PCB ให้ท่านพิมพ์คำสั่ง AUTO; <CR>
BOARD
function สร้างแผ่นลายวงจร PCB จากวงจร Schematic
syntax BOARD;
คำอธิบาย คำสั่ง BOARD จะส่งผ่านข้อมูลทั้งหมดที่เราได้ออกแบบวงจร Schematic ไว้จากไฟล์ NAME.SCH มาเป็นไฟล์ของแผ่นลายวงจร PCB NAME.BRD โดยไฟล์แผ่น PCB ที่สร้างขึ้นจะถูกโหลดมาอัตโนมัติ มันจะมีแผ่น PCB เปล่ามาตรฐานยุโรปขนาด 160mm X 100mm และมี Macros หรือ Packages ต่างๆ ที่เชื่อมโยงกันด้วย Airline หรือ Signal ตามที่เรากำหนดไว้ใน Schematic
ก่อนที่จะใช้คำสั่ง BOARD ให้ Save วงจร Schematic ด้วยคำสั่ง WRITE เสียก่อน
ดูคำสั่ง EDIT, WRITE
รูปที่ 6 – 6 และ 6 – 7 เป็นการแสดง ก่อนและหลังการใช้คำสั่ง BOARD
รูปที่ 6 – 6 วงจร ที่สมบูรณ์ก่อนการสร้างแผ่น ด้วยคำสั่ง
รูปที่ 6 – 7 แผ่นลายวงจรภายหลังการใช้คำสั่ง จากวงจร
BUS
function วาดเส้น Bus ในการออกแบบวงจร
syntax BUS bus_name
คำอธิบาย คำสั่ง BUS จะสร้างเส้น Bus ในชั้น Buses วิธีการ ตั้งชื่อ Bus_name ทำได้โดย การกำหนดชื่อ และบอก Index ต่ำสุดและสูงสุด ในรูปแบบ
name[Index ต่ำสุด .. Index สูงสุด]
เช่น
A[0..15] สำหรับ Address Bus
DB[0..7] สำหรับ Data Bus
ในกรณีที่ไม่มีการระบุชื่อ Bus Eagle จะระบุให้อัตโนมัติเป็น B$1[0..0] แต่เราสามารถตั้งชื่อได้ด้วยคำสั่ง NAME ตลอดเวลา ส่วนความกว้างของ Bus เราสามารถกำหนดได้ด้วยคำสั่ง SET Bus_Wire_Width width โดยปกติค่า default เท่ากับ 30 Mil
ดูที่คำสั่ง NET, NAME, SET
CHANGE
function เปลี่ยนแปลงค่าพารามิเตอร์
syntax CHANGE LAYER layer_number …
[layer_number=1..255]
CHANGE LAYER layer_number … หมายถึงนำเอา Object ไปไว้ในชั้นใหม่
CHANGE TEXT … เมื่อเลือก Text จะปรากฏ pop up เมนูเพื่อการแก้ไข Text ขึ้น Text สามารถมีความยาวได้สูงสุด 255 ตัวอักษร ถ้าไม่ต้องการแก้ไขกดปุ่ม ESC (หน้าต่างสำหรับการแก้ไขจะ Scroll Bar ในแนว Horiz. เท่านั้น) นอกจากนี้ยังมี
CHANGE SHAPE pad_shape …
CHANGE WIDTH wire_width …
CHANGE DIAMETER pad_diameter …
CHANGE DRILL throughhole_diameter …
CHANGE SMD smd_width smd_hole …
CHANGE SIZE text_hole …
CHANGE pin_direction …
CHANGE FUNCTION pin_function …
CHANGE LENGTH pin_length …
CHANGE VISIBLE ON …
CHANGE VISIBLE OFF …
CHANGE VISIBLE NOPAD …
CHANGE SWAPLEVEL pin/symbol_swaplevel …
CHANGE ADDLEVEL symbol_addlevel …
คำอธิบาย คำสั่งเหล่านี้ เปลี่ยนแปลงค่าพารามิเตอร์ ขณะที่เลือก Object ด้วยเมาส์ หรืออาจจะใช้วิธีการเลือกคำสั่ง CHANGE จากเมนูและเปลี่ยนแปลงพารามิเตอร์ตามเมนูย่อยก็ได้ ในกรณีที่ต้องการเปลี่ยนแปลงพารามิเตอร์ที่เป็น GROUP ให้ใช้คำสั่ง GROUP Object ก่อน และใช้คำสั่ง CHANGE จากนั้นให้คลิกเลือกกลุ่ม Object ด้วยปุ่มขวาของเมาส์
คำแนะนำ
Pads ในตัวอุปกรณ์ ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ด้วยคำสั่ง CHANGE ในภายหลัง ท่านต้องทำให้เรียบร้อยในตอนสร้าง Package และจากนั้นค่อยใช้คำสั่ง REPLACE (ดูคำสั่ง REPLACE ) หรือใช้โปรแกรมพิเศษ XPAD.EXE (ดูในภาคผนวก)
CIRCLE
function วาดรูปวงกลม
syntax CIRCLE ·· จุดกึ่งกลาง, รัศมี
CIRCLE width ··
ปุ่มกลางเมาส์ เปลี่ยนชั้น
คำอธิบาย เราจะใช้คำสั่ง CIRCLE ในการวาดรูปวงกลมลงในชั้นที่กำลังทำงานอยู่
วงกลมถ้านำเอามาใช้ในชั้น
RestrictC, RestrictS , RestrictV จะเป็นการทำ
Restrictarea ในการไม่ให้เกิดการ
autoroute ในพื้นที่นี้
พารามิเตอร์ที่ใช้ได้
คือ width ความหนาของเส้น
ขอบวงกลม
ซึ่งสามารถเปลี่ยนได้ภายหลังด้วยคำสั่ง
CHANGE WIDTH width
ดูคำสั่ง
CHANGE, WIRE
CLOSE
funtion ปิดไลบรารีที่เราใช้งานอยู่
syntax CLOSE
คำอธิบาย คำสั่งนี้ใช้ปิดไลบรารีหลังจากที่เราสิ้นสุดการแก้ไขอุปกรณ์ในไลบรารีแล้ว
และเราสามารถนำเอาไลบรารีมาใช้ได้ด้วยการสั่ง
USE
ดูที่คำสั่ง
OPEN
CONNECT
(ใช้กับโมดูลการออกแบบวงจร Schematic )
function
การระบุตำแหน่งเชื่อมโยงระหว่าง
Pins และ Pads ของ
Devices กับ Packages
syntax
CONNECT symbol_name.pin_name pad_name..
CONNECT pin_name pad_name..
คำอธิบาย เราจะใช้คำสั่งนี้ได้ในเฉพาะเมื่อท่านทำงานอยู่ในระหว่างการออกแบบวงจร Schematic มันมีหน้าที่ในการเชื่อมชื่อของขาของ Device เข้ากับชื่อ Pad ของ Macro หรือ Package ในกรณีที่ Device นั้นมี Symbol อยู่เพียงตัวเดียว พารามิเตอร์ symbol_name สามารถละเอาไว้ได้ แต่ถ้า Device นั้นประกอบด้วยหลาย Symbol เราจะต้องอ้างอิงด้วยพารามิเตอร์ symbol_name โดยมีจุดเป็นตัวแบ่ง เช่น
CONNECT
A.I1 1 A.I2 2 A.0 3;
CONNETC
B.I1 4 B.I2 5 B.0 6;
ถ้าท่านใช้คำสั่ง CONNECT โดยอาศัยการทำงานของสคริปต์ไฟล์ ซึ่งท่านสามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขด้วยโปรแกรมเท็กซ์เอดิเตอร์ได้อย่างรวดเร็ว
ตัวอย่าง สคริปต์ไฟล์
ed
6502.dev
prefix
‘IC’;
package
dil40;
connect
gnd 1 rdy 2 phi 3 irq\ 4 ncl 5 nmi\ 6 \
sync 7 vcc 8 a0 9 a1 10 a2 11 a3 12 a4
\
13 a5 14 a6 15 a7 16 a8 17 a9 18 a10 19
\
a11 20 p$0 21 a12 22 a13 23 a14 24 a15
\
25 d7 26 d6 27 d5 28 d4 29 d3 30 d2 31
\
d1 32 d0 33 r/w 34 nc2 35 nc3 36 phio
37 \
s.o. 38 phi 39 res\ 40;
เครื่องหมาย \ ท้ายบรรทัดเป็นตัวบอกจุดสิ้นสุดของบรรทัด และมีการเริ่มต้นบรรทัดใหม่ได้ทันที เสมือนเขียนยาวเป็นบรรทัดเดียวกันต่อเนื่อง
ดูที่คำสั่ง
BOARD, PREFIX, OPEN, CLOSE
COPY
Function
การก็อปปี้
Object และ Element
Syntax COPY ··
คำอธิบาย ด้วยคำสั่งนี้เราจะก็อบปี้ Object หรือ Element ที่เลือกด้วยเมาส์โดย Eagle จะสร้างชื่อของ Object ให้เองอัตโนมัติ
ดูที่คำสั่ง
GROUP, CUT, PASTE
CUT
funtion
การนำเอากลุ่มของ
Object เข้าไปเก็บไว้ใน
Paste – Buffer
syntax
CUT;
CUT ·
คำอธิบาย ส่วนหนึ่งของ รูป (หรืออาจจะทั้งแผ่นวงจร) ด้วยคำสั่ง CUT กลุ่มของ Object ที่ถูกเลือก จะถูกเก็บไว้ใน Paste-Bufffer ซึ่งด้วยคำสั่ง PASTE จะนำเอากลุ่ม Object ใน Paste - Buffer ออกมา
แต่ก่อนอื่นท่านจะต้องกำหนดขอบเขตพื้นที่ๆ
ท่านเลือกด้วยคำสั่ง
GROUP จากนั้นจึงใช้
คำสั่ง CUT
ดูที่คำสั่ง
PASTE, GROUP
รูปที่ 6 – 8 การกำหนด GROUP ของ Object ก่อนที่จะทำการ CUT เพื่อโหลดกลุ่ม Object เข้าไปไว้ใน Paste-Buffer
DELETE
Function ลบ Object และ Element ออกจากแบบ
Syntax
DELETE
DELETE SIGNALS
คำอธิบาย คำสั่ง DELETE จะลบ Object และ Element จากส่วนที่เราวาดอยู่ ตำแหน่งของ Object เราจะระบุได้โดยการคลิกเลือก Object ด้วยปุ่มซ้ายของเมาส์ในกรณีที่มี Object อยู่มากในแต่ละชั้น การเลือก Object ที่จะลบ อาจจะเกิดความผิดพลาด ดังนั้นท่านควรจะปิดการมองเห็นของชั้นที่ไม่เกี่ยวข้องออกไปก่อน ให้คงเหลือแต่ละชั้นของ Object ที่ท่านต้องการจะลบโดยใช้คำสั่ง ฏDISPLAY (ดูที่คำสั่ง DISPLAY )
คำสั่ง DELETE SIGNALS ถูกใช้เมื่อต้องการลบสาย Signals หรือ สัญญาณ ทั้งหมดออกจากแผ่นลายวงจร
การลบ Element ออก
Element จะถูกลบออกก็ต่อเมื่อ ชั้นของ Placeplan จะต้องแอกทีฟและไม่มีสายสัญญาณเชื่อมต่ออยู่กับมัน (ดูที่คำสั่ง REPLACE)
การลบเส้นลายวงจร
ในกรณีที่ต้องการลบเส้นลายวงจร เส้นลายวงจรที่ถูกลบจะเปลี่ยนเป็น Airline หรือ สัญญาณ และถ้าเราลบ Airline นี้มีสิ่งที่เกี่ยวข้องสองอย่างคือ
1. สายสัญญาณจะถูกลบ และแยก Object ออกเป็นสองส่วนโดย Eagle จะตั้งชื่อ สัญญาณในส่วนที่เล็กกว่าให้ สำหรับส่วนที่ใหญ่กว่าจะคงชื่อสัญญาณนั้นไว้
2. สายสัญญาณที่มีชื่อที่ถูกลบจะถูกลบด้วยทั้งหมด
การลบจุดเชื่อมต่อ (JUNCTION) สาย Bus และ Net
มีสิ่งที่ต้องคำนึงดังต่อไปนี้
1. สาย Bus จะแตกออกเป็นสองส่วน โดยแต่ละส่วนจะถูกเซ็ตชื่อ Bus กลับไปสู่ชื่อเริ่มต้นของมัน
2. สาย Net จะแตกออกเป็นสองส่วน โดยที่ส่วนของ Net ที่ใหญ่กว่าจะคงชื่อเดิมไว้ ส่วนของ Net ที่เล็กกว่าจะถูกตั้งชื่อให้อัตโนมัติ
3. ถ้าจุดเชื่อมต่อ (junction) ถูกลบจะทำให้ Net ที่เชื่อมกันอยู่แยกออกจากกัน เราสามารถใช้คำสั่ง SHOW ตรวจสอบดูได้ว่า Net ขาดออกจากกันหรือไม่ ในกรณีที่ Net มีชื่อที่ไม่ตรงกับความต้องการ เราก็สามารถใช้คำสั่ง NAME ตั้งชื่อได้
อย่าลืม ในกรณีที่ท่านผิดพลาดจากการลบ Object หรือ Element ท่านสามารถใช้คำสั่ง UNDO ได้
DIR
function แสดงรายชื่อไฟล์ภายในไดเร็กทอรี
syntax DIR Path_name
คำอธิบาย คำสั่ง DIR เราใช้ดูรายชื่อไฟล์ในไดเร็กทอรี ในฮาร์ดดิสก์, ฟลอปปี้ดิสก์ หรือ ข้อมูลภายในไลบรารี การใช้ชื่อ Path และ Wildcard (เช่น *, ? ) สามารถทำได้
ตัวอย่าง
DIR
c:\boards\*.brd
DIR
.
DIR
คำสั่ง DIR ที่ไม่มีพารามิเตอร์ จะหมายถึงแสดงรายชื่อไฟล์ที่อยู่ในไดเร็กทอรีปัจจุบัน
ดูที่คำสั่ง
EXPORT
DISPLAY
Function เลือกการมองเห็น หรือ แอกทีฟของชั้นต่างๆ
syntax
DISPLAY layer_number option …
DELETE layer_name option …
คำอธิบาย คำสั่ง DISPLAY จะแอกทีฟชั้นการทำงานที่เราต้องการมองเห็นขณะเดียวกันพารามิเตอร์ที่เราสามารถใช้ได้เช่น layer_number หรือหมายเลขประจำชั้น และ layer_name หรือ ชื่อของชั้น ในกรณีที่ท่านใส่พารามิเตอร์ ALL ท่านจะสามารถมองเห็นทุกชั้นได้พร้อมกัน หรือ ใส่พารามิเตอร์ NONE คือ ดีแอกทีฟทุกชั้น ตัวอย่างเช่น
DISPLAY
NONE solder;
หมายถึง มีเพียงชั้น solder ที่มองเห็น
DISPLAY
solder –component –3;
หมายถึง แอกทีฟชั้น solder และดีแอกทีฟชั้น component และชั้นหมายเลข 3
คำสั่งบางคำสั่ง (PAD, SMD, SIGNAL, ROUTE) จะแอกทีฟชั้นที่ถูกต้องให้อัตโนมัติ
DRC
function
ตรวจสอบแผ่นลายวงจร
PCB
syntax
DRC
SetParameter
MaxErrors=50
MinDist=10
MinDiameter=40
MaxDiameter=255
MinDrill=24
MaxDrill=255
MinWidth=10
MaxWidth=255
MinPad=8
MinSmd=10
Overlap
Angle
OffGrid
Clear
Signal=name
··
คำอธิบาย คำสั่ง DRC ตรวจสอบแผ่นลายวงจร PCB ตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้
1. ระยะห่างต่ำสุดระหว่างลายวงจร (MinDist)
2. การเกิด overlap ของลายวงจร(overlap)
3. มุมองศา 45 ของการหักงอของลายวงจร (angle)
4. เส้นผ่าศูนย์กลางต่ำสุดและสูงสุดของ Pad (Min/MaxDiameter)
5. ขนาดความกว้างต่ำสุดและสูงสุดของลายวงจร (Min/MaxWidth)
6. ส่วนที่เหลือจากการเจาะรูของ Pad (MinPad)
7. Element ที่อยู่นอก Raster (OffGrid)
ในการตรวจสอบแผ่นลายวงจร แน่นอนว่าจะต้องมีชั้นของ Solder หรือ Component อย่างน้อยชั้นใดชั้นหนึ่งแอกทีฟ ในกรณีที่ทั้งสองชั้นแอกทีฟ DRC จะตรวจสอบทีละชั้น ก่อนที่ท่านจะใช้คำสั่ง DRC ผู้เขียนแนะนำให้ท่านปฏิบัติดังนี้
1. ตรวจดูในสคริปต์ไฟล์ DRCSET.SCR ที่ให้มาด้วย ด้วยเท็กซ์เอดิเตอร์
2. ให้ชั้น Solder, Component, Pad และ Via แอกทีฟ ด้วยคำสั่ง DISPLAY
3. รันสคริปต์ไฟล์ DRCSET.SCR ด้วยคำสั่ง SCRIPT
4. ใช้คำสั่ง DRC ที่ไม่มีพารามิเตอร์ DRC; แน่นอนท่านอาจจะสร้างสคริปต์ไฟล์ที่ทำขั้นตอนตั้งแต่ 1 ถึง 4 จะได้ทำงานรวดเดียว
DRC จะนำเอาผลลัพธ์ที่ได้เก็บไว้ที่ไฟล์ name.DRC ซึ่งไม่สามารถอ่านได้ด้วยเท็กซ์เอดิเตอร์
ตัวอย่าง
Drc SetParameter MaxErrorx
= 9999 Mindist = 20 Angle;
คำสั่งดังกล่าวเป็นการเซ็ตพารามิเตอร์ให้กับ DRC เท่านั้น ยังไม่ได้รันคำสั่ง DRC ดังนั้นท่านต้องใช้คำสั่ง DRC; อีกครั้งหนึ่ง ความหมายข้างบนคือ เซ็ตค่าของ MaxErrors เป็น 9999 ตรวจสอบลายวงจรระยะห่างสุดซึ่งกันและกันเป็น 20 Mil และมีการตรวจสอบมุมองศาการหักงอ
GRID MM;
DRC Signal = GND MinDist = 7 MinWidth 5 Angle;
ตรวจสอบลายวงจรที่ชื่อ GND ว่ามีขนาดเล็กกว่า 5 mm และอยู่ห่างจากลายวงจรอื่นๆ ต่ำสุด 7 mm (ดูคำสั่ง GRID) และมีการตรวจมุมองศาด้วย
DRC Clear;
จะลบ สิ่งผิดพลาดทั้งหลายออกจากจอภาพ และลบไฟล์ name.DRC ด้วย
SetParameter เป็นการเซ็ตค่าของพารามิเตอร์ต่างๆ ที่เหมาะสมก่อนการใช้คำสั่ง DRC เมื่อตอนที่ใช้คำสั่ง DRC โดยปราศจากพารามิเตอร์ พารามิเตอร์ที่ถูกตั้งไว้นี้จะถูกนำมาใช้งาน และมันจะดีถ้าเรากำหนดพารามิเตอร์เหล่านี้ไว้ในสคริปต์ไฟล์ที่ชื่อ DRCSET.SCR
MaxErrors
เป็นการกำหนดสูงสุดที่จะเกิด
error ขึ้นได้ในแต่ละชั้น
ถ้า error เกิดขึ้นมากกว่าค่านี้
DRC จะหยุดการทำงานทันที
โดยมีค่า default เท่ากับ
50
MinDist
เป็นการกำหนดระยะห่างต่ำสุดระหว่างลายทองแดง(ลายวงจร)
โดยหน่วยที่ใช้ในการกำหนดจะขึ้นอยู่กับว่าเรากำลังใช้
GRID เป็นหน่วยอะไร
(Inch, mm หรือ Mil) โดยค่า
default จะเป็น 10
Mil
Overlap อนุญาตการตรวจสอบการ overlap ของเส้นลายวงจร
Angle ตรวจสอบมุมองศาของเส้นลายวงจรทั้งหมด ที่ใดมีมุมมากกว่า 45 องศาจะมีข้อความบอก
MinDiameter
กำหนดขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางต่ำสุดของ
Pads และ Vias โดยค่า
default = 40 Mil
MaxDiameter
กำหนดขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางสูงสุดของ
Pads และ Viasโดยค่า
default = 255 Mil
MinDrill
กำหนดขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางต่ำสุดรูเจาะของ
Pads และ Viasโดยค่า
default = 24 Mil
MaxDrill
กำหนดขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางสูงสุดรูเจาะของ
Pads และ Viasโดยค่า
default = 255 Mil
MinWidth
กำหนดความกว้างต่ำสุดของ
เส้นลายวงจร
โดยค่า default = 10 Mil
MaxWidth
กำหนดความกว้างสูงสุดของเส้นลายวงจร
โดยค่า default = 255 Mil
MinPad กำหนดขนาดความหนาต่ำสุดของ Pads ภายหลังการเจาะรู โดยค่า default = 8 Mil
MinSmd
กำหนดระยะการวัด
Smds โดยค่า default
= 10 Mil
OffGrid ตรวจสอบ Element ที่ไม่อยู่ใน Raster ที่ตั้งไว้
Clear ลบ errors ทั้งหมดที่เกิดขึ้น มันจะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติถ้าเราเรียกใช้คำสั่ง DRC ใหม่อีกครั้ง
Signal กำหนดชื่อของ Signal ที่เราต้องการจะตรวจสอบ
·· คลิกเมาส์สองครั้งกำหนดขอบเขตของการ DRC เป็นรูปสี่เหลี่ยม
คำสั่ง SET ที่มีผลต่อคำสั่ง DRC
เราสามารถใช้คำสั่ง SET เปลี่ยนแปลงบางอย่างกับคำสั่ง DRC ได้
SET
Drc_Show on;
SET
Drc_Show off;
เป็นการบอกให้คำสั่ง DRC ทำงานให้เราเห็นบนจอภาพหรือไม่ ซึ่งระหว่างคำสั่ง DRC ทำงานมันจะสร้าง บล็อกสี่เหลี่ยมเป็นพื้นที่เล็กๆ ขึ้น เพื่อตรวจสอบหาการ overlap ของเส้นลายวงจร โดย default จะเป็น on
SET
Drc_Color color_word;
กำหนดสีของพื้นที่สี่เหลี่ยมที่กล่าวถึงข้างบน โดย default จะเป็น LGray
SET
Drc_Fill color_word;
Errors
ต่างๆ
ที่ถูกพบ
เราสามารถที่จะดู errors ต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการใช้คำสั่ง DRC ได้ด้วยคำสั่ง ERRORS จะปรากฏ pop up เมนูซึ่งจะมี listing ของ errors ทั้งหมดอยู่ จากนั้นให้นำเมาส์เข้าไปเลือก errors ที่ปรากฏอยู่ใน listing เพื่อ ขยายจุด error นั้นอยู่ที่บล็อกไหน สำหรับขนาดของการขยายจุด error ขึ้นอยู่กับการเซ็ตพารามิเตอร์
SET
Max_Error_Zoom value;
ค่ามาตรฐานที่ตั้งไว้จะมีค่า 1 นิ้ว หมายความว่า จุดที่เกิด error ที่เลือกอย่างน้อยที่สุดต้องขยายให้กว้าง 1 นิ้วในจอภาพ
หลังจากท่านสั่ง Start ใน pop up เมนูแล้วท่านก็สามารถคลิกที่คำสั่ง ERRORS DRC ก็จะแสดง listing ของ errors ที่เกิดขึ้นให้ดูทันที
รูปที่ 6 – 9 การใช้คำสั่ง DRC จะมี Pop Up เมนูเกิดขึ้น ซึ่งเราสามารถกำหนดพารามิเตอร์ต่างๆ ของ DRC ได้ จากนั้นก็สั่ง Start จะเกิดบล็อกสี่เหลี่ยมเกิดขึ้น เพื่อตรวจหา Errors
EDIT
function
แก้ไข
หรือ
สร้างไฟล์ Schematic
, แผ่นลายวงจร
PCB หรือไลบรารี
syntax
EDIT Schematic_name
EDIT PCBboard_name
EDIT Library_name
EDIT Device_name
EDIT Symbol_name
EDIT Package_name
คำอธิบาย คำสั่ง EDIT เราจะใช้สร้างหรือแก้ไขไฟล์ต่างๆ
โดยนามสกุลของไฟล์จะเป็นตัวบอกความแตกต่าง
Schematic_name
.SCH
PCBboard_name
.BRD
Library_name
.LBR
Device_name
.DEV
Symbol_name
.SYM
Package_name
.MAC
ERC
function ตรวจสอบวงจรอิเล็กทรอนิกส์ Schematic
syntax ERC file_name
คำอธิบาย คำสั่ง ERC
นี้ตรวจสอบหาความผิดปกติของวงจร
Schematic ผลลัพธ์จากการตรวจสอบจะเก็บไว้เป็นเท็กซ์ไฟล์
ในกรณีที่เราไม่ใส่ชื่อไฟล์
มันก็จะตั้งชื่อตามชื่อ
Schematic โดยมีนามสกุลเป็น
.ERC
ข้อความเตือนต่อไปนี้ที่จะถูกส่งออกมา
1.
SUPPLY Pin Pin_name overwritten with Net_name
2.
NC Pin Elem_name Pin_name connected to Net_name
3.
POWER Pin Elem_name Pin_name connected to Net_name
4.
only one Pin on net Net_name
5.
no Pins on net Net_name
ข้อความ errors ที่ถูกส่งออกมา
6.
no SUPPLY for POWER Pin Elem_name Pin_name
7.
unconnected INPUT Pin: Elem_name Pin_name
8.
only INPUT Pins on net Net_name
9.
OUTPUT on OC Pins mixed on net Net_name
10.
no OUTPUT Pins on net Net_name
11.
OUTPUT and SUPPLY Pins mixed on net OUTNET
ความหมาย
1. SUPPLY Pin ชื่อ Pin ทับกับสาย Net ชื่อ Net
2. NC Pin ของอุปกรณ์ที่ขา ชื่อ Pin ต่ออยู่กับสาย Net ชื่อ Net
3. POWER Pin ของอุปกรณ์ที่ขา ชื่อ Pin ต่ออยู่กับสาย Net ชื่อ Net
4. มีเพียงขาเดียวที่ต่ออยู่กับ Net ชื่อ Net
5. ไม่มีขาใดต่ออยู่กับ Net ชื่อ Net
6. SUPPLY สำหรับ ขา POWER ของอุปกรณ์ที่ขา ชื่อ Pin หายไป
7. ขา INPUT ของอุปกรณ์ที่ขา ชื่อ Pin ไม่มีการเชื่อมต่อ
8. มีแต่ขา INPUT เชื่อมต่ออยู่กับ Net ชื่อ Net
9. ขา OUTPUT และ OC ปนกันอยู่บน Net ชื่อ Net
10. มีขา OUTPUT หลายขาอยู่บน Net ชื่อ Net
มีขาของ OUTPUT และ SUPPLY ปนกันอยู่บน Net ชื่อERRORS
function
บอกจุดที่เกิด
errors ขึ้นหลังจากการใช้คำสั่ง
DRC
syntax ERRORS
คำอธิบาย การบอกตำแหน่งที่เกิด errors ภายหลังจากการใช้คำสั่ง DRC เพื่อตรวจสอบหา errors เราต้องสั่งคำสั่ง ERRORS ซึ่งจะมี pop up เมนูที่แสดง listing ของ errors ที่ถูกพบทั้งหมดจากคำสั่ง DRC ให้เราเลือกดู error ที่ต้องการโดยการใช้เมาส์คลิกเลือกรายการ errors ที่อยู่ใน pop up เมนู
ดูที่คำสั่ง
DRC, SET
รูปที่ 6 – 10 การใช้คำสั่ง ERRORS จะปรากฏ Pop Up เมนูแสดง Listing ของ Errors ทั้งหมดที่ถูกพบ ให้ท่านคลิกเลือกดูตำแหน่ง Error ที่ต้องการจะดู
EXPORT
function สร้างไฟล์ที่เป็น ASCII หรือ Text ไฟล์
syntax
EXPORT SCRIPT filename;
EXPORT
NETLIST filename;
EXPORT
PARTLIST filename;
EXPORT
PINLIST filename;
EXPORT
DIRECTORY filename;
EXPORT
NETSCRIPT filename;
คำอธิบาย คำสั่ง EXPORT จะเป็นตัวสร้างเท็กซ์ไฟล์ ดังนี้
Script
ที่ซึ่งด้วยคำสั่ง
OPEN เปิดไลบรารีจะถูกเขียนเป็นเขียน
และทำงานในลักษณะของ
สคริปต์ไฟล์
เพื่อเปิดโอกาสให้เราสามารถแก้ไขไลบรารีได้ด้วยเท็กซ์เอดิเตอร์ธรรมดา
สิ่งที่ควรระวัง
จุดโคออร์ดิเนตต่างๆ
ที่ถูก Export ออกมาจะใช้
Raster ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน
เพราะฉะนั้นเพื่อป้องกันการผิดพลาดของการระบุตำแหน่ง
เราจึงไม่ควรเปลี่ยน
RU (Raster Unit)
Netlist จะสร้างไฟล์ที่ประกอบไปด้วยชื่อของสายสัญญาณต่างๆ ของ Schematic หรือ แผ่นลายวงจร PCB ที่กำลังโหลดเข้างานอยู่ โดยจะระบุเฉพาะสายสัญญาณที่มีการเชื่อมโยงระหว่างอุปกรณ์เท่านั้น
Partlist จะสร้างไฟล์ที่บอกอุปกรณ์ที่ใช้งานใน Schematic หรือ แผ่นลายวงจร PCB
Directory แสดง path ของไดเร็กทอรีที่อยู่ของไลบรารีที่กำลังถูกเปิดใช้อยู่
Netscript
สร้างไฟล์ที่แสดงถึง
การเชื่อมโยงต่างๆ
ของสายสัญญาณใน
Schematic หรือแผ่นลายวงจร
PCB
ดูที่คำสั่ง
SCRIPT
GATESWAP
function แลกเปลี่ยนเกตที่เหมือนกัน เช่น AND, OR, NAND เกต เป็นต้น
syntax
GATESWAP ·· …;
GATESWAP gate_name gate_name …;
คำอธิบาย ด้วยคำสั่ง GATESWAP นี้ เราสามารถแลกเปลี่ยนเกตที่เหมือนกันซึ่งกันและกันได้ ดังนั้นในไลบรารีของ Device นั้นจะต้องมี Swaplevel ที่มีค่ามากกว่า 0 ถ้าเงื่อนไขต่างๆ เป็นไปตามนี้แล้ว เราสามารถที่จะแลกเปลี่ยนเกต ของ Device ที่ต่างกันได้ คำสั่งนี้ใช้ได้กับ การออกแบบ วงจร หรือ Schematic เท่านั้นสำหรับพารามิเตอร์ก็คือ เกตสองเกตที่เราต้องการแลกเปลี่ยน โดยการคลิกเลือกเกตด้วยปุ่มซ้ายของเมาส์
รูปที่ 6 – 11 ถ้าเราต้องการแลกเปลี่ยน Inverter เกต สองตัว คือ IC2A และ IC2B โดยการใช้คำสั่ง GATESWAP และเลือกที่เกต IC2A และ IC2B
GRID
function กำหนดขนาด และหน่วยของ Raster
syntax
GRID option …;
คำอธิบาย ด้วยคำสั่ง GRID เราสามารถกำหนดขนาดและหน่วยวัดของ Raster ได้
option Option ต่อไปนี้ที่เราสามารถใช้ได้
GRID ON; แสดง
GRID OFF; ไม่แสดง
GRID DOTS; แสดง Raster แบบจุด
GRID LINES; แสดง Raster แบบเส้น ตาราง
GRID MIL; แสดงหน่วยของ Raster เป็น Mil (0.001 นิ้ว)
GRID
MM; แสดงหน่วยของ
Raster เป็น mm
GRID RU; แสดงหน่วยของ Raster เป็น 1/20 นิ้ว (Raster Units)
GRID INCH; แสดงหน่วยของ Raster เป็น นิ้ว
GRID FINEST; แสดง Raster ที่ละเอียดที่สุด (1/1000 นิ้ว)
GRID DISP; บอกโคออร์ดิเนตของเมาส์ด้วย
GRID
NODISP ไม่บอกโคออร์ดิเนตของ
Mouse
GRID grid_size; ตั้งค่าของขนาด Raster โดยใช้หน่วยปัจจุบันที่กำลังทำงานอยู่ โดยค่า default เท่ากับ 0.05 นิ้ว
GRID LAST; เซ็ตค่าต่างๆ ที่ตั้งไว้ก่อนหน้านั้นคืน
GRID DEFAULT; เซ็ตค่ามาตรฐานของ Raster ที่กำหนด โดย Eagle
GRID
grid_size grid_multiple; เซ็ตขนาดของ
Raster (grid_size) และ
Rasterfactor (grid_multiple)
เช่น
GRID mm 1 10; ตั้งขนาดให้
Raster เท่ากับ 1
mm และให้แสดงจุดหรือเส้นของ
Raster ทุกๆ 10 mm
ข้อควรระวัง
Objects
และ
Elements ต่างๆ
ที่เรา ADD
เข้ามาในวงจร
Schematic หรือ
แผ่นลายวงจร PCB
จะใช้ขนาดของ
GRID ที่กำลังใช้อยู่
ถ้าท่านมีการใช้คำสั่ง
AUTO จะทำงานกับอุปกรณ์ที่อยู่ใน
มาตรฐานคือ 0.05
นิ้ว
ถ้าเราไม่อยากพิมพ์พารามิเตอร์ของคำสั่ง GRID ที่มีมากและค่อนข้างยาว เราก็สามารถใช้เมนูหลัก และพารามิเตอร์จะปรากฏอยู่ใน pop up เมนูย่อย
รูปที่
6 – 12 Pop Up เมนูแสดงพารามิเตอร์ของคำสั่ง
GRID
GROUP
function
กำหนดกลุ่มของ
Objects หรือ Elements
syntax
GROUP ·…
ปุ่มขวาเมาส์ บรรจบเส้นกำหนดขอบเขตของกลุ่ม (Polygon)
คำอธิบาย ด้วยคำสั่ง
GROUP เราสามารถทำงานกับ
Object พร้อมๆ
กันได้หลายตัว
โดยวิธีการที่เราเลือกคำสั่ง
GROUP นี้จากเมนูหลักและใช้เมาส์ลากเส้นกำหนดขอบเขตล้อมรอบ
กลุ่ม Objects ที่เราต้องการ
และปิดเส้นกำหนดขอบเขตด้วยการคลิกที่ปุ่มขวาของ
Mouse
ถ้าท่านต้องการจะเคลื่อนย้ายกลุ่ม ให้ท่านใช้คำสั่ง MOVE และ คลิกที่กลุ่มด้วยปุ่มขวาของเมาส์ และลากเมาส์นำเอากลุ่ม Objectไปวางในที่ๆ ท่านต้องการ จากนั้นก็คลิกปุ่มซ้ายของเมาส์เพื่อวางกลุ่ม Object นี้ลง
ดูที่คำสั่ง
CHANGE, CUT, PASTE, MIRROR
รูปที่ 6 – 13 การใช้คำสั่ง GROUP และใช้เมาส์ลากเส้นกำหนดขอบเขต Polygon และปิดเส้นด้วยการคลิกปุ่มขวาของเมาส์
HELP
function แสดง listing ของคำสั่งทั้งหมดของ Eagle
syntax HELP
คำอธิบาย ด้วยคำสั่ง HELP เราไม่จำเป็นต้องจดจำคำสั่งทั้งหมดของ Eagle เพราะว่าเรามีคำสั่ง HELP นี้ ท่านเพียงแต่ทำความเข้าใจในความหมายและใช้งานคำสั่งต่างมาบ้างก็พอโดยเฉพาะคำสั่งที่ต้องใช้บ่อยๆ
INFO
function
ให้ข้อมูลเกี่ยวกับ
Object หรือ Element
syntax INFO · ..
คำอธิบาย คำสั่ง INFO จะให้ข้อมูลที่สำคัญเกี่ยวกับ Object หรือ Element ที่เราต้องการจะดูข้อมูล เช่น ขนาดความกว้างของเส้นลายวงจร, ชั้นที่อยู่, และอื่นๆ
ดูที่คำสั่ง
CHANGE, SHOW
รูปที่
6 – 14
การใช้คำสั่ง
INFO เพื่อดูข้อมูลของเส้นลายวงจรในแผ่น
PCB
INVOKE
function ใช้เลือกเกตใน Device ที่มี เกต Symbol มากกว่า 1 ตัว
syntax INVOKE · orientation ·
INVOKE Part_name gate_name orientation
ปุ่มขวาเมาส์ ใช้ในการหมุน เกต
คำอธิบาย ในกรณีที่เราต้องการเลือกเกตที่เราต้องการออกจาก
Device ไม่ให้เป็นไปตามลำดับเข้ามาในวงจร
Schematic เราต้องใช้คำสั่ง
INVOKE
เกตจะแอกทีฟ เราต้องปฏิบัติดังนี้
· เราต้องให้ชื่อของอุปกรณ์นั้นๆ เช่น INVOKE IC2 และเลือกเอาเกตที่ต้องการจาก pop upเมนู
· ให้ชื่อ
Element และ
ชื่อเกต เช่น INVOKE
IC2 POWER
· ใช้เมาส์คลิกที่เกตของอุปกรณ์ตัวใดตัวหนึ่งในวงจร Schematic และเลือกเกตที่ต้องการจาก pop up เมนู
เมื่อเลือกเกตแล้วเราก็นำเกตมาวางไว้ในตำแหน่งที่ต้องการ
ดูที่คำสั่ง
COPY
รูปที่ 6 – 15 การเลือกเกตหลังจากแอกทีฟ คำสั่ง INVOKE จะมี pop up เมนู เพื่อให้เลือกเกตที่ต้องการจะนำมาวางเกตอันไหนที่มีเครื่องหมาย * ห้อยท้ายแสดงว่าเกตนั้นถูกใช้ไปแล้ว
JUNCTION
function ใช้ได้เฉพาะขณะที่อยู่ในการออกแบบวงจร Schematic เท่านั้นเป็นการระบุจุดเชื่อมต่อสำหรับสายสัญญาณสองเส้น
syntax
JUNCTION ·
คำอธิบาย ด้วยคำสั่ง JUNCTION เราสามารถระบุความชัดเจนของสายสัญญาณสองเส้นว่าตัดกันเฉยๆ หรือ ต่อเชื่อมกันอยู่ JUNCTION เป็นจุดที่เราจะวางบน Net ได้เท่านั้น จะวางไว้ในส่วนอื่นๆ ของวงจรไม่ได้
ดูที่คำสั่ง
NET
LABEL
function
แสดงชื่อของ
Busses และ Nets
syntax LABEL ··
ปุ่มขวาเมาส์ ใช้ในการหมุน แถบข้อความ Label
ปุ่มกลางเมาส์
ใช้สำหรับเลือกชั้นให้กับ
Label
คำอธิบาย คำสั่ง LABEL นี้ใช้เพื่อแสดงชื่อของ Busses และ Nets ในวงจร Schematic และนำไปวางได้ในทุกจุดของวงจร โดยชื่อ Label นี้จะแขวนไปกับเมาส์เราสามารถหมุน Label นี้ได้โดยการคลิกที่ปุ่มขวาของเมาส์ Label นี้จะเปลี่ยนแปลงไปตามชื่อของ Busses และ Nets เมื่อเราเปลี่ยนแปลงชื่อของ Busses หรือ Nets ด้วยคำสั่ง NAME ให้โดยอัตโนมัติ
ดูที่คำสั่ง
NAME, BUS
LAYER
function
เปลี่ยนชั้นการทำงาน
syntax LAYER layer_number
LAYER layer_name
LAYER layer_number layer_name
LAYER – layer_number
คำอธิบาย คำสั่ง LAYER ใช้ในการเปลี่ยนชั้น หรือ เราอาจจะใช้คำสั่ง LAYER ออกจากเมนูหลักก็ได้ และเลือกชั้นที่ต้องการออกจาก pop up เมนู เราสามารถป้อนชื่อ หรือหมายเลขชั้นได้ด้วยคีย์บอร์ด สำหรับคำสั่ง LAYER ที่ใช้พารามิเตอร์สองตัวใช้ในการสร้างชั้นใหม่ หรือเปลี่ยนชื่อชั้นเก่า คำสั่ง LAYER ที่มีเครื่องหมาย – หน้าตัวเลขชั้นจะเป็นการลบชั้นนั้นออก เช่น LAYER - 15 หมายถึง ลบชั้นที่ 15 ออก ในกรณีที่ชั้นนั้นไม่ว่าง (มี Objects อยู่) มันจะแสดงเครื่องหมาย # Layer_number และข้อความ Layer is not empty ซึ่งหมายความว่าลบชั้นนี้ไม่ได้
Layer_name ที่มีเครื่องหมาย @ อยู่ข้างหน้า หมายถึงชั้นที่ถูกเตรียมไว้โดย autorouter ซึ่งมีสายสัญญาณที่มีชื่อเหมือนกันอยู่ (ดูในบทที่ 2)
ข้อแนะนำ
ในกรณีที่ท่านกำหนด
Layer ของท่านขึ้นมาเอง
ควรจะใช้หมายเลขของชั้นตั้งแต่
50
เป็นต้นไป
เพราะถ้าใช้ตัวเลขต่ำกว่านั้นอาจจะเกิดปัญหากับชั้นของ
Eagle ที่กำหนดเป็นมาตรฐานเอาไว้
MARK
function กำหนดเครื่องหมายจุด ใช้เพื่อช่วยในการวัด
syntax
MARK ·
MARK;
คำอธิบาย คำสั่ง MARK ใช้ในการกำหนดจุดในพื้นที่ทำงาน ซึ่งสามารถเป็นจุดเริ่มต้นอันใหม่ในการหาความยาวของเส้นได้ โดยจะมีจุดโคออร์ดิเนตเพิ่มขึ้นมาที่บรรทัดบนต่อจากจุดโคออร์ดิเนตบอกตำแหน่งเมาส์ ซึ่งโคออร์ดิเนตนี้จะเป็นตัวบอกผลต่างของความยาวในแนวแกน x และ y กับเครื่องหมายจุดที่เรา MARK เอาไว้โดยจะเป็นเครื่องหมายกากบาทสว่างให้เราเห็น ในกรณีที่ท่านต้องการวัดระยะอย่างละเอียดท่านควรจะตั้ง GRID ให้ละเอียดก่อนด้วยคำสั่ง GRID FINEST; คำสั่ง MARK; คือการเปิด/ปิดเครื่องหมายกากบาท
ดูที่คำสั่ง
GRID
รูปที่
6 – 16
การใช้คำสั่ง
MARK ซึ่งจุดที่
Mark จะเป็นกากบาทสีขาวสว่าง
และที่มุมซ้ายบนจะเกิดจุดโคออร์ดิเนตขึ้นอีก
เพื่อวัดระยะทางตามแนวแกน
x และ y
MENU
function เปลี่ยนแปลง listing ของคำสั่งในเมนูหลัก
syntax
MENU command …
MENU;
คำอธิบาย คำสั่ง MENU ใช้ในการเปลี่ยนแปลงรายการคำสั่งให้เป็นไปตามที่ท่านต้องการ
วิธีการสร้างเมนู สามารถทำได้ดังตัวอย่างต่อไปนี้
MENU MOVE DELETE
ROTATE ROUTE
‘;’ ‘
‘ ;
ในเมนูหลักก็จะประกอบไปด้วยคำสั่ง MOVE จนถึง ROUTE และ ; เสมือนคำสั่งปิดท้าย และมี ฟีลด์ว่างๆ อยู่หนึ่งฟีลด์
ด้วยคำสั่ง MENU; มันก็จะนำเอาเมนูหลักมาตรฐานของ Eagle ออกมาเหมือนเดิม
ข้อแนะนำ
คำสั่ง
; และฟีลด์ว่างอย่างไรท่านก็ควรจะใส่ไว้ในเมนูด้วย
เพราะ Eagle
จบคำสั่งด้วย
; และถ้าท่านใช้คำสั่งที่อยู่นอกเหนือจาก
listing
ในเมนูคำสั่งนั้นก็จะมาปรากฏในฟีลด์ว่างนี้
เมนูของ Eagle
สามารถบรรจุคำสั่งได้สูงสุด
33
คำสั่ง
ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ
GRID ที่ท่านใช้
ดูที่คำสั่ง
ASSIGN, SCRIPT
MIRROR
function
กลับข้างของ
Object
syntax MIRROR ·…
ปุ่มขวาเมาส์ ใช้เลือกกลุ่มของ Object
คำอธิบาย ด้วยคำสั่ง MIRROR เราสามารถสะท้อนกลับข้าง Object หรือกลุ่มของ Object ในแนวแกน y ได้ และสามารถที่จะวางลงในด้านบัดกรีของแผ่นลายวงจร PCB ในกรณีที่เป็นกลุ่มของ Object อย่าลืมต้องใช้คำสั่ง GROUP ก่อนและใช้ปุ่มขวาของเมาส์เลือกกลุ่ม
ลายวงจร, วงกลม, Pads , สี่เหลี่ยม และ Label เราไม่สามารถสะท้อนกลับข้างได้
ข้อแนะนำ
Element
สามารถถูกสะท้อนกลับข้างได้
ถ้าชั้น Placeplan
และ
ชั้น Backplace แอกทีฟ
สำหรับ Text
ในการออกแบบวงจร
Schematic เราไม่สามารถจะสะท้อนกลับข้างได้
ดูที่คำสั่ง
TEXT, ROTATE
MOVE
function เคลื่อนย้าย Objects และ Elements
syntax MOVE ·· ..
ปุ่มขวาเมาส์ ใช้เลือกกลุ่มของ Object และหมุน
คำอธิบาย คำสั่ง MOVE ใช้ในการเคลื่อนที่ของ Objects หรือ Elements ซึ่งโดยการเลือกหรือป้อนจุดโคออร์ดิเนตด้วยเมาส์ ในกรณีที่มี Object อยู่ใกล้กันมาก ให้ท่านแอกทีฟชั้นที่ Object ที่ท่านต้องการเคลื่อนย้ายอยู่ (ดูที่คำสั่ง DISPLAY)
ในกรณีที่ท่านเคลื่อน Object ที่เป็นลายวงจรทับกัน ในความหมายของสัญญาณสายสัญญาณทั้งสองเส้นนี้ไม่ได้เชื่อมต่อกัน และจะถูกตรวจพบข้อผิดพลาดนี้ด้วยคำสั่ง DRC เป็น Short Circuit ในกรณีที่ท่านต้องการเคลื่อนย้าย Object เป็นกลุ่ม ให้ท่านใช้คำสั่ง GROUP กำหนดขอบเขตของกลุ่มก่อน จากนั้นก็ใช้ปุ่มขวาของเมาส์คลิกเลือก และลากไปวางในที่ๆ ต้องการ
ดูที่คำสั่ง
GROUP, RATSNEST
NAME
function แสดงชื่อของ Object และสามารถเปลี่ยนแปลงได้
syntax NAME · ..
คำอธิบาย คำสั่ง NAME นี้ใช้ในการตั้งชื่อ Object หรือ Element, Signal, ชื่อ Nets และชื่อ Busses ต่างๆ ในระหว่างที่เราอยู่ในการสร้างหรือแก้ไขไลบรารีคำสั่งนี้สามารถใช้กับ Pad, Smd, Pin และ Gate (Symbol) โดยปกติ Eagle จะตั้งชื่อต่างๆ ให้โดยอัตโนมัติ (เช่น E$ .. สำหรับ Element; S$ .. สำหรับ Signal; P$ .. สำหรับ Pads, Pin และ Smd; G$ สำหรับ Gate) อย่างน้อยที่สุดใน Packages เราก็ต้องกำหนดชื่อของ Pads เช่น 1 .. 14 สำหรับรูปทรง Package แบบ DIL 14 ขา
ในกรณีที่มีการเปลี่ยนชื่อ Nets หรือ Busses จะมีสามสถานะการณ์เกิดขึ้น
1. This Segment - เฉพาะส่วนที่เราเลือก
2. Every Segment on this Sheet - ทุกส่วนบน Sheet หน้านี้
3. All Segment on all Sheets - ทุกๆ ส่วนบนทุกๆ Sheet
ดูที่คำสั่ง
SHOW, VALUE, SMASH
NET
function ใช้ในการออกแบบวงจร Schematic เท่านั้น ใช้ในการเชื่อมขาของอุปกรณ์เข้าด้วยกันในวงจร
syntax NET ·· ..
NET net_name ··
..
คำอธิบาย คำสั่ง NET ใช้ในการเชื่อมชาต่างๆ ของอุปกรณ์เข้าด้วยกันเป็นเครือข่ายตามแบบวงจร Schematic ซึ่งจะอยู่ในชั้น Net_layer คลิกแรกของเมาส์เป็นการกำหนดจุดเริ่มต้น และลากไปคลิกจุดที่สองเป็นการกำหนดเส้นตรง ถ้าคลิกต่อไปในตำแหน่งเดิมเป็นการบอกจุดสิ้นสุด
คำเตือน
ในการเชื่อมสายสัญญาณระหว่างขาอุปกรณ์กับ
Busses
ท่านจะต้องคลิกเลือกที่
Bus ก่อนจะปรากฏเมนูให้เลือกก่อนว่าท่านต้องการเชื่อม
Net เข้าที่เส้นใดใน
Bus
จากนั้นจึงลากไปที่ขาของอุปกรณ์
สำหรับความกว้างของเส้น Net เราสามารถกำหนดได้โดยใช้คำสั่ง SET Net_Width Width; แต่โดย default จะมีค่าเท่ากับ 6 Mil
ดูที่คำสั่ง
BUS, NAME, SET
OPEN
function เปิดไลบรารีเพื่อการแก้ไข หรือ สร้างไลบรารีใหม่
syntax OPEN library_name
คำอธิบาย คำสั่ง OPEN
ใช้ในการเปิดไลบรารีที่มีอยู่แล้วจะเป็นการแก้ไข
ในกรณีที่ไม่มีชื่อไลบรารีนี้อยู่
จะเป็นการสร้างไลบรารีใหม่
และเราสามารถสร้างองค์ประกอบสามอย่างที่สำคัญของไลบรารีได้
คือ Devices, Symbols และ
Packages
ดูที่คำสั่ง
CLOSE, USE, EDIT
OPTIMIZE
function เป็นการสรุปและจัดเส้นลายวงจรให้เหมาะที่สุด
syntax OPTIMIZE;
OPTIMIZE signal_name ..
OPTIMIZE ·
..
ปุ่มขวาเมาส์ คำสั่งนี้มีผลกับกลุ่มของ Object ที่ถูกกำหนดไว้ก่อนหน้า
คำอธิบาย คำสั่ง OPTIMIZE เป็นส่วนที่สรุป และจัดเส้นลายวงจร ในชั้นของ Component และ Solder โดยคาดหวังว่า Wire ในชั้นเหล่านี้ให้อยู่ในชั้นเดียวกัน และมีขนาดความกว้างเท่ากัน
จะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติภายหลังจากการใช้คำสั่ง MOVE, SPLIT และ ROUTE แต่เราก็สามารถดีแอกทีฟคำสั่ง OPTIMIZE ได้ด้วยคำสั่ง
SET
OPTIMIZING OFF;
ดูที่คำสั่ง
SET, SPLIT, MOVE, ROUTE
PACKAGE
function
ใช้ในการออกแบบวงจร
Schematic เท่านั้น
ใช้กำหนดรูปร่างของอุปกรณ์ให้กับ
Device
syntax PACKAGE package_name
คำอธิบาย คำสั่ง Package
นี้เราจะใช้ในระหว่างการแก้ไข
Device โดยเราจะโยง
Device เข้ากับรูปร่าง
หรือที่เราเรียกใน
Eagle ว่า Macro โดย
Macro ที่ว่านี้จะต้องสร้างไว้ก่อนในไลบรารี
ต่อจากนั้นเราต้องใช้คำสั่ง
CONNECT เพื่อเชื่อม
Pin ไหนของอุปกรณ์
เข้ากับ Pad ไหนของ
Package หรือ Macro
ในกรณีที่เราใช้คำสั่ง BOARD ในระหว่างการออกแบบวงจร Schematic มันจะนำเอา Package ต่างๆ ของ Device ที่เราได้ กำหนดรูปทรง (Package หรือ Macro) ที่เชื่อมโยงกันไว้ในไลบรารีมาในแผ่นลายวงจร PCB
ดูที่คำสั่ง
BOARD, CONNECT, PREFIX
PAD
function นำเอา Pads มาใช้
syntax PAD · ..
PAD pad_diameter pad_shape ‘name’ ·
..
คำอธิบาย คำสั่ง PAD จะเป็นการนำเอา Pad มาใช้ในการสร้าง Package การป้อนพารามิเตอร์ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางจะเป็นตัวกำหนดขนาดของ Pad หน่วยก็จะใช้หน่วยปัจจุบันที่กำลังใช้อยู่ ซึ่งเราสามารถให้ค่าได้อยู่ระหว่าง 0.001 และ 0.255 นิ้ว
Pad ใดๆ สามารถมีรูปร่างต่างๆ (Pad_shape) ได้ดังนี้
Square รูปสี่เหลี่ยม
Round วงกลม
Octagon รูปแปดเหลี่ยม
XLongOct รูปแปดเหลี่ยมยาวแนวแกน
YLongOct รูปแปดเหลี่ยมยาวแนวแกน
สำหรับรูปทรง Pad ที่ยาวยาวจะมีอัตราส่วนเป็น 2:1 และขนาดขึ้นอยู่กับเส้นผ่าศูนย์กลาง และสามารถเปลี่ยนแปลงขนาดได้ในภายหลังด้วยคำสั่ง CHANGE
เนื่องจากการแสดงรูปทรงของ Pad ที่แตกต่างกันจะทำให้การแสดงผลช้าลง เราสามารถใช้คำสั่ง SET DISPLAY_MODE real/nodrill/fast จาก real โหมดเป็น fast โหมดได้
ชื่อของ Pads จะถูก Eagle ตั้งให้อัตโนมัติในการสร้าง และสามารถเปลี่ยนแปลงได้ด้วยคำสั่ง NAME ซึ่งท่านสามารถตั้งชื่อได้ยาวสูงสุด 8 ตัวอักษร โดยชื่อนี้ท่านสามารถป้อนเข้าเป็นพารามิเตอร์ตัวหนึ่งได้ (ชื่อต้องอยู่ในเครื่องหมายคำพูด ‘ …’)
การทำให้ชื่อของ Pad มองเห็นหรือไม่ ทำได้โดย SET PAD_NAMES ON/OFF โดยคำสั่งนี้จะมีผลในการสร้างหน้าจอ (ขึ้นหน้าจอใหม่) ต่อไป
ข้อสังเกต
แต่ละตัวที่เห็นใน
แผ่นลายวงจร PCB
จะต้องถูกกำหนดไว้ใน
Package และถูกโหลดมาใช้ในแผ่นลายวงจร
PCB และไม่สามารถเปลี่ยนแปลงในขณะที่ใช้งานได้
ท่านจะต้องไปแก้ไขที่
Package ในไลบรารี
และที่สำคัญในการกำหนด
หรือสร้าง Device
จะต้องกำหนด
Package ให้ด้วยเสมอ
และใช้คำสั่ง
CONNECT
เชื่อม
Pin ของ
Symbol เข้ากับ
Pad ของ
Package
ดูที่คำสั่ง
SMD, CHANGE, SET, NAME, VIA
PASTE
function นำเอา สิ่งที่อยู่ใน Paste_Buffer ออกมา
syntax PASTE ·
ปุ่มขวาเมาส์ ใช้ในการหมุน สิ่งที่อยู่ใน Paste_Buffer
คำอธิบาย ด้วยคำสั่ง CUT และ PASTE เราสามารถที่จะก็อปปี้ส่วนของวงจรหรือแผ่นลายวงจรเข้าไปไว้ใน Paste_Buffer ซึ่งคำสั่งนี้ยังนำมาใช้ในระหว่างการสร้างไลบรารีได้ด้วย เช่น ท่านต้องการสร้าง Package หรือ Symbol ที่อาจจะมีลักษณะคล้ายคลึงกับอุปกรณ์บางตัวที่มีอยู่แล้ว เราก็เพียงแต่ CUT; และ PASTE มาดัดแปลงอีกเล็กน้อยเป็นการประหยัดเวลา แต่ก็มีกฎเกณฑ์การใช้ดังนี้
· ในระหว่างการทำงานกับ Devices เราไม่สามารถใช้คำสั่ง CUT และ PASTE ได้
· Elements และสาย Signals เราสามารถจะก็อปปี้จากแผ่นลายวงจรหนึ่งไปอีกแผ่นลายวงจรหนึ่งเท่านั้น
· Elements, Busses และ Nets เราสามารถก็อปปี้จากวงจรหนึ่งไปอีกวงจรหนึ่งเท่านั้น
· Pads และ Smds สามารถถูกก็อปปี้จาก Package หนึ่งไปสู่อีก Package หนึ่งเท่านั้น
· Pins สามารถถูกก็อปปี้จาก Symbol หนึ่งไปอีก Symbol หนึ่งได้เท่านั้น
ดูที่คำสั่ง
CUT, GROUP
รูปที่ 6 –17 การใช้คำสั่ง CUT และ PASTE เพื่อก็อปปี้ กลุ่มของ Element แต่ก่อนที่เราจะใช้คำสั่ง CUT เราต้องกำหนดกลุ่มด้วยคำสั่ง GROUP ก่อน จากนั้นจึง CUT; เพื่อนำกลุ่มที่เราเลือกเข้าไปเก็บไว้ใน Paste_Buffer และใช้คำสั่ง PASTE เพื่อนำก็อปปี้ ที่อยู่ใน Paste_Buffer ออกมา
PIN
function กำหนดขาของ Symbol
syntax PIN options · ..
ปุ่มขวาเมาส์ ใช้ในการหมุน Pin
Option ถูกแบ่งออกเป็นกลุ่มได้ดังนี้
Direction
Function
Length
Orientation
Visible
Swaplevel
ทิศทางในเชิงตรรกศาสตร์ ของสัญญาณต่างๆ ซึ่งมีได้ดังนี้
NC
not connected
In
input
Out
output
I/O
(default) Input/Output (bidirectional)
OC
Open Collector หรือ Open
Drain
Pwr Power Pin (เช่น VCC, GND, VSS …)
Pas Passive สำหรับ ความต้านทาน, ตัวเก็บประจุ ฯลฯ
Hiz
High – Impedance (3 state)
Function
None
(default) ไม่มีฟังก์ชันอะไรพิเศษ
Dot
สัญลักษณ์
Inverter
Clk สัญลักษณ์ สัญญาณนาฬิกา
DotClk
สัญลักษณ์
สัญญาณนาฬิกา
ที่ Inverter
Length
Long (default) Pin ที่มีขายาวออกมา 0.3 นิ้ว
Short Pin ที่มีขายาวออกมา 0.1 นิ้ว
Point Pin ที่ไม่มีก้านขา และไม่มีชื่อขาปรากฏ
Orientation
R0 (default) สัญลักษณ์ Pin ทางขวา
R90 สัญลักษณ์ Pin ด้านบน
R180 สัญลักษณ์ Pin ทางซ้าย
R270 สัญลักษณ์ Pin ด้านล่าง
RY จะเหมือนกับ R180
MXR90
จะเหมือนกับ
R90
MX
จะเหมือนกับ
R0
MYR90
จะเหมือนกับ
R270
Visible
On
(default) ชื่อ
Pin และ Pad สามารถมองเห็นได้ในวงจร
Schematic
Off เฉพาะชื่อของ Pad เท่านั้นที่มองเห็นในวงจรได้
NoPad ทั้งชื่อ Pin และ Pad จะไม่สามารถมองเห็นได้ในวงจร
Swaplevel
เป็นตัวเลขที่มีค่าอยู่ระหว่าง 0 ถึง 255 (default: 0) เลข 0 หมายถึง Pin นั้นๆ ไม่สามารถแลกเปลี่ยนกับ Pin อื่นๆ ได้ สำหรับเลขอื่นๆ หมายถึงว่า Pin นั้นๆ สามารถที่จะแลกเปลี่ยนกับ Pin อื่นได้ที่มีเลข Swaplevel เท่ากัน และอยู่ใน Symbol เดียวกัน ตัวอย่างเช่น ขา Input ของ NAND เกตตัวหนึ่ง สามารถมีเลข Swaplevel เดียวกันได้ เพราะเราสามารถใช้ขา Input ทั้งสองสลับกันได้เพราะมันเสมือนกัน
คำอธิบาย คำสั่ง PIN ใช้ในการสร้างขาเพื่อเป็นจุดเชื่อมต่อของ Net ในวงจร สำหรับ Symbol โดยที่ Pin ของ Symbol จะวางอยู่ในชั้น Symbols ทุกๆ options ของ Pin เราสามารถใช้คำสั่ง CHANGE เปลี่ยนแปลงได้ คำสั่ง SHOW จะให้รายละเอียดเกี่ยวกับ ชื่อ, Direction, Swaplevel ของ Pin ในการเคลื่อนย้าย Pin ด้วยคำสั่ง MOVE เราสามารถหมุน Pin ได้ด้วยปุ่มขวาของเมาส์
การตั้งชื่อ Pin ที่เหมือนกัน
ในกรณีที่ใน Symbol เดียวกันมีชื่อของ Pin หลาย Pin ที่เหมือนกัน ให้ท่านทำตามขั้นตอนดังนี้
ตัวอย่างเช่น
Pin 3 Pin ต่อไปนี้ควรมีชื่อเดียวกัน
คือ GND ในการกำหนด
หรือ สร้าง Symbol
Pin ของคุณจะต้องมีชื่อเป็น
GND@1, GND@2
และ GND@3
ในวงจร Schematic จะมีเฉพาะตัวอักษรหน้า
@ เท่านั้นที่มองเห็น
นั่นหมายความว่า
ท่านจะได้ Pin ที่มีชื่อเหมือนกันในวงจร
คือ GND 3 Pin
ในการเชื่อมต่อแบบอัตโนมัติของ Pin แหล่งจ่ายไฟฟ้าให้ดูในบทที่ 5
ข้อสังเกต
เราไม่สามารถที่จะลบหรือเพิ่ม
Pin ใน
Symbol ที่อยู่ใน
Device ได้เพราะว่าใน
Device เราได้กำหนดการเชื่อมโยง
Pin กับ
Pad ของ
Package เอาไว้
(ดูในคำสั่ง
CONNECT)อาจจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้
Pin สามารถมีชื่อได้ยาวสูงสุด 8 ตัวอักษร แต่ถ้าใช้ความยาวเพียง 3 ตัวอักษรในการตั้งชื่อ จะเป็นการประหยัดหน่วยความจำอย่างมาก
ดูที่คำสั่ง
NAME, SHOW, CHANGE
PINSWAP
function
ใช้ในการสับเปลี่ยน
Pin หรือ Pad ของอุปกรณ์
syntax
PINSWAP ·· ..
คำอธิบาย ในการออกแบบวงจร Schematic เราสามารถใช้คำสั่ง PINSWAP ในการสลับ Pin ซึ่งเป็นของ Device ที่เกิดจากการกำหนด Swaplevel เดียวกันในการสร้าง Symbol (Swaplevel > 0)
สำหรับในการออกแบบแผ่นลายวงจร PCB คำสั่งนี้จะสลับ Pad ของ Package แต่ Swaplevel ในตอนนั้นจะไม่มีการตรวจสอบ (ดูในแฟ้มที่ชื่อ README)
ข้อสังเกต
เมื่อมีการสลับ
Pin หรือ
Pad ในวงจร
Schematic หรือ
แผ่นลายวงจร PCB
สายสัญญาณที่เชื่อมโยงอยู่ก็จะถูกแก้ไขตามไปด้วย
ดูที่คำสั่ง
PIN
รูปที่ 6 – 18 การใช้คำสั่ง PINSWAP ระหว่าง Pin 12 และ 13 ของ U1C เกต
PREFIX
function สามารถใช้ได้ในระหว่างการสร้าง Device เท่านั้น เป็นตัวนำหน้าอุปกรณ์
syntax PREFIX prefix_string;
คำอธิบาย คำสั่ง PREFIX เราจะใช้ในระหว่างการสร้าง Device ในไลบรารี มันจะใช้นำหน้าอุปกรณ์เพื่อเป็นตัวบอกว่าชื่อนำหน้าของอุปกรณ์ตัวนั้นๆ ควรจะเป็นอะไร ในขณะที่ Eagle ตั้งชื่อให้อัตโนมัติโดยการใช้คำสั่ง ADD เพื่อเพิ่มอุปกรณ์เข้ามาในวงจร
ตัวอย่าง
PREFIX
U;
ถ้าเราใช้คำสั่งนี้ในระหว่างที่เรากำลังสร้าง Device ที่ชื่อ 7400 แล้วเมื่อเวลาที่เรา ADD เกตของ 7400 มาจากไลบรารี เราจะได้ NAND เกตที่มีชื่อนำหน้าเป็น U1, U2, U3 และเรื่อยๆ ตามลำดับ แต่ชื่อเหล่านี้เราก็สามารถใช้คำสั่ง NAME เปลี่ยนในภายหลังได้อีก
สำหรับพารามิเตอร์ prefix_string อนุญาตให้ตั้งได้ยาวเพียงสามตัวอักษรเท่านั้น
ดูที่คำสั่ง
CONNECT, PACKAGE, VALUE
RATSNEST
function ใช้ในการคำนวณหาเส้น Airline ใหม่
syntax
RATSNEST
คำอธิบาย คำสั่ง RATSNEST มีประโยชน์มาก เพราะว่าเมื่อเรามีการย้ายตำแหน่งของอุปกรณ์บนแผ่นลายวงจร PCB ควรจะมีการคำนวณหา Airline ใหม่เพื่อให้ได้เส้นเชื่อมโยงใหม่ที่เหมาะสมกว่า
ข้อสังเกต
คำสั่ง
RATSNEST เป็นคำสั่งที่ใช้หน่วยความจำเยอะโดยเฉพาะ
ถ้ามีสายสัญญาณมากๆ
เช่น
ถ้ามีเส้นสัญญาณ
GND มากๆ
ดูที่คำสั่ง
SIGNAL, MOVE
รูปที่
6 – 19 เส้น
Airline ก่อนการใช้คำสั่ง
RATSNEST
รูปที่ 6 – 20 การใช้คำสั่ง MOVE อุปกรณ์บางตัวและเรียกคำสั่ง RATSNEST เพื่อจัด Airline ใหม่
RECT
function ใช้วาดรูปสี่เหลี่ยม
syntax RECT ·· .. (จุดของเส้นทะแยงมุมของสี่เหลี่ยม)
ปุ่มกลางเมาส์ ใช้เปลี่ยนชั้น
คำอธิบาย คำสั่ง RECT ใช้วาดรูปสี่เหลี่ยมระบายทึบในชั้นที่เรากำลังทำงานอยู่
คำสั่ง
RECT ในชั้นของ
RestrictC, RestrictS และ RestrictV
ใช้เป็นพื้นที่ของ
Restrictarea
ข้อสังเกต
สี่เหลี่ยมที่เกิดในชั้น
Solder และ
Component ไม่เป็นส่วนหนึ่งของสัญญาณ
ดังนั้นเมื่อเราใช้คำสั่ง
DRC ตรวจสอบจะมีข้อความการผิดพลาดปรากฏเมื่อมีเส้นลายวงจร,
Pad หรืออื่นๆ
overlap มัน
ดูที่คำสั่ง
CIRCLE
รูปที่
6 – 21 คำสั่ง RECT กำหนด
Restrictarea ที่ไม่ต้องการให้มีการ
ROUTE เกิดขึ้นซึ่งถ้าเราใช้
RECT ในชั้นของ
RestrictC และสั่ง
AUTO; ก็จะเป็นการ
Autoroute เพียงหน้าเดียว
คือในด้านของ
Solder (ด้านบัดกรี)
REDO
function ใช้สั่งให้ทำคำสั่งที่ผ่านมาอีกครั้งหนึ่ง
syntax REDO;
ปุ่มฟังก์ชัน F10 ฟังก์ชันคีย์ของคำสั่ง REDO
คำอธิบาย ด้วยคำสั่ง UNDO เราสามารถยกเลิกคำสั่งก่อนหน้านั้น และคำสั่ง REDO สามารถจะให้ทำคำสั่งนั้นอีกครั้งได้ ซึ่งมันจะมีประโยชน์มาก เมื่อเราเกิดทำอะไรผิดพลาด
ดูที่คำสั่ง
UNDO, SET
REMOVE
function ใช้ลบไฟล์, Devices, Symbols, Packages
syntax REMOVE name
REMOVE name.Sxx
คำอธิบาย คำสั่ง REMOVE ใช้ลบไฟล์แผ่นลายวงจร PCB และวงจร Schematic โดยการป้อนชื่อไฟล์เป็นพารามิเตอร์ ในระหว่างที่เราเปิดไลบรารี คำสั่ง REMOVE จะใช้ในการลบ Devices, Symbols และ Packages ถ้าท่านต้องการลบ Device, Symbol หรือ Package ท่านควรจะโหลดมันเข้ามาก่อน
นอกจากนี้ REMOVE ยังสามารถใช้ลบ Sheet ที่อยู่ในไฟล์ Schematic ได้โดยการระบุหมายเลขของ Sheet ในส่วนขยาย .Sxx (xx คือหมายเลข Sheet)
ข้อควรจำ
Symbols
และ
Packages จะถูกลบออกจากไลบรารีได้ก็ต่อเมื่อ
ไม่มี Device
ตัวใดใช้มันอยู่
ดูที่คำสั่ง
RENAME
RENAME
function ใช้เปลี่ยนชื่อของ Devices, Symbols และ Packages ในไลบรารี
syntax RENAME old_name new_name;
ปุ่มกลางเมาส์ ใช้เปลี่ยนชั้น
คำอธิบาย คำสั่ง RENAME ถูกใช้ในการเปลี่ยนชื่อของ Devices, Symbols หรือ Packages แต่ก่อนอื่นใด ไลบรารีนั้นจะต้องถูกเปิดออกก่อน
ดูที่คำสั่ง
OPEN
REPLACE
function ใช้แลกเปลี่ยน Element ในแผ่นลายวงจร PCB
syntax REPLACE package_name · ..
คำอธิบาย เราสามารถใช้คำสั่ง REPLACE ได้ในสองลักษณะ ซึ่งทั้งสองลักษณะนี้ถูกเซ็ตได้ด้วยคำสั่ง SET ซึ่งทำให้ Element ที่อยู่บนแผ่นลายวงจร PCB สามารถถูกแทนด้วย Element จากต่างไลบรารีได้ รูปแบบแรกของคำสั่งที่ใช้คือ
SET
REPLACE_SAME NAMES;
รูปแบบนี้เราสามารถกำหนดให้ Element ของเราบนวงจร Schematic ใช้ Package ในไลบรารีอื่นที่มีการกำหนด Pin/Pad หรือ Pin/Smd ไว้ตรงกันได้ รูปแบบที่ 2 ของคำสั่งคือ
SET
REPLACE_SAME COORDS;
จะอาศัยจุดโคออร์ดิเนตของ Package เป็นสำคัญ
ข้อสังเกต
คำสั่ง
REPLACE จะแอกทีฟในชั้น Placeplan เท่านั้น
ดูที่คำสั่ง
SET
RIPUP
function ใช้เปลี่ยนจากเส้นลายวงจรเป็นสายสัญญาณ
syntax RIPUP;
RIPUP ·
RIPUP name ..
คำอธิบาย เราจะใช้คำสั่ง RIPUP ในการเปลี่ยนเส้นลายวงจรเป็น Airline หรือ สายสัญญาณ (Signal) คำสั่งนี้สามารถเปลี่ยนเป็นเส้นลายวงจรทั้งหมด(RIPUP;) , เส้นลายวงจรที่เจาะจง (เช่น RIPUP D0, D1, D2; เป็นต้น) หรือโดยการใช้เมาส์คลิกที่เส้นลายวงจร เส้นลายวงจรที่ถูกเปลี่ยนเป็นสายสัญญาณจะยังคงเชื่อม Pads ของอุปกรณ์อยู่
RIPUP name .. จะมีผลกับเส้นลายวงจรที่มีชื่อเหมือนกันทั้งหมด เราสามารถใส่ชื่อได้หลายชื่อต่อเนื่อง ดังตัวอย่างข้างบน
นอกจากนั้นคำสั่ง RIPUP ยังสามารถใช้งานร่วมกับคำสั่ง GROUP ได้อีกด้วย
ดูที่คำสั่ง
DELETE, GROUP
ROTATE
function
ใช้หมุน Object
และ Element
syntax ROTATE · ..
ปุ่มขวาเมาส์ ใช้เลือกกลุ่ม Object ที่ถูกกำหนดเป็น GROUP ไว้ก่อนหน้า
คำอธิบาย ด้วยคำสั่ง ROTATE อุปกรณ์จะถูกหมุนเพื่อปรับเปลี่ยนทิศทางทีละ 90 องศา โดยในขณะที่อุปกรณ์หมุนเส้นลายวงจรที่โยงอยู่กับมันจะหมุนตามไปด้วย (ระวังการเกิด Short Circuit ในระหว่างการออกแบบ PCB)
ท่านจะสามารถหมุน Package ได้ก็ต่อเมื่อ ชั้น Placeplan หรือชั้น Backplace แอกทีฟอยู่
ดูที่คำสั่ง
ADD, MIRROR, MOVE
ROUTE
function ใช้เปลี่ยนจากเส้น Airline หรือ สายสัญญาณเป็นเส้นลายวงจร
syntax ROUTE · · ..
ROUTE wire_width ·
·
..
ROUTE ·
wire_width ·
..
ปุ่มขวาเมาส์ ใช้เปลี่ยนมุมหักงอของเส้นลายวงจร
ปุ่มกลางเมาส์ ใช้ในการสลับชั้นระหว่าง Solder และ Component เท่านั้น
คำอธิบาย คำสั่ง ROUTE จะเปลี่ยน เส้น Airline หรือ สายสัญญาณที่อยู่ในชั้น Unrouted Layer มาเป็นเส้นลายวงจรในชั้นของ Solder หรือ Component ในการสร้างแผ่นลายวงจร PCB หลังจากที่เราคลิกที่คำสั่ง ROUTE ในเมนูหลักแล้ว เราก็จะมาเลือกจุดเริ่มต้น และลากเมาส์ไปยังทิศทางที่ต้องการ Eagle จะเปลี่ยนเส้น Airline นี้เป็นเส้นลายวงจรในชั้น Solder หรือ Component ที่กำลังแอกทีฟอยู่
ด้วยปุ่มกลางของเมาส์ ชั้นของ Solder และ Component จะแอกทีฟสลับกัน โดย Eagle จะใส่ Vias เพื่อสร้าง Contact ให้อัตโนมัติ
ปุ่มขวาของเมาส์ใช้เปลี่ยนมุมหักงอของเส้นลายวงจร (ดูคำสั่ง WIRE)
เมื่อท่านลากจนครบจุดสิ้นสุด Eagle จะส่งเสียงบี๊บให้ท่านทราบ
ดูที่คำสั่ง
AUTO, UNDO, WIRE, SIGNAL, SET
รูปที่
6- 22 การใช้คำสั่ง
ROUTE เกิด Vias เนื่องจากการใช้ปุ่มกลางของเมาส์เปลี่ยนชั้นระหว่าง
Solder และ Component
SCRIPT
function ใช้ในการรันสคริปต์ไฟล์
syntax SCRIPT file_name;
คำอธิบาย คำสั่ง SCRIPT ช่วยให้เราสามารถรันคำสั่งที่เรียบเรียงเอาไว้ในสคริปต์ไฟล์ได้ ในกรณีที่เราพิมพ์คำสั่งผ่านทางคีย์บอร์ดโดยใส่แต่ชื่อ ไม่ได้ใส่นามสกุล Eagle จะเข้าใจว่านามสกุลของสคริปต์ไฟล์นี้เป็น .SCR ตัวอย่างเช่น
SCRIPT NOFILL เรียกสคริปต์ไฟล์ชื่อ
SCRIPT MYSCR. เรียกสคริปต์ไฟล์ โดยไม่มีนามสกุลต่อท้าย
SCRIPT
MYSCR.OLD เรียกสคริปต์ไฟล์ชื่อ
MYSCR.OLD
ถ้าท่านเลือกคำสั่ง SCRIPT ออกจากเมนูหลักด้วยเมาส์ จะปรากฏเมนูย่อยซึ่งบรรจุรายชื่อของสคริปต์ไฟล์ทั้งหมดที่มีนามสกุลเป็น .SCR ซึ่งท่านสามารถเลือกรันสคริปต์ไฟล์
การใช้สคริปต์ไฟล์เป็นการทำให้สภาวะการทำงานที่เหมาะสมและความต้องการของท่าน ซึ่งสามารถใช้ในการทำงานต่างๆ ดังนี้
· สร้างรายการคำสั่งของเมนูหลัก
· กำหนดคำสั่งให้กับคีย์ฟังก์ชัน
· โหลดขนาดเพื่อกำหนดขอบเขตของแผ่นลายวงจร PCB
· กำหนดสีของชั้นต่างๆ
การสร้างสคริปต์ไฟล์ในแต่ละบรรทัดจะต้องมี Syntax ของคำสั่งที่ถูกต้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้คำสั่ง MENU ซึ่งอาจจะมีหลายบรรทัด ในกรณีเช่นนี้ในบรรทัดเดียวกัน ถ้าเราใช้เครื่องหมายคำพูด (‘) จะต้องปิดด้วยเครื่องหมายคำพูดเดี่ยวในบรรทัดเดียวกัน เครื่องหมาย \ ที่อยู่ท้ายบรรทัดเป็นการบอกว่าคำสั่ง ของบรรทัดถัดไปจะไม่ถูกปฏิบัติ
โปรดสังเกตว่าด้วยคำสั่ง EXPORT มีความสัมพันธ์กับการสร้างสคริปต์ไฟล์
!ในขณะที่สคริปต์ไฟล์กำลังทำงานอยู่ เราสามารถใช้ปุ่ม ESC หยุดการทำงานได้
! สคริปต์ไฟล์
EAGLE.SCR จะถูกทำงานอัตโนมัติเมื่อเริ่มใช้งาน
Eagle
ตัวอย่าง สคริปต์ไฟล์
EAGLE.SCR
Set
Menu_Drop off;
BRD:
Grid
Default;
Change
Width 0.016;
Menu
Add Change Copy Delete Display Grid Group Move Name
Quit Rect \
Route Script Show Signal Split Text
Value Via Window ‘; ‘ Wire
Write Edit;
SCH:
Grid
Default;
Change Width 0.006;
Menu
Add Bus Change Copy Delete Display Gateswap Grid Group Invoke Junction \
Label Move Name Net Pinswap Quit Script Show Split Value
Window ‘;’ \
Wire Write Edit;
LBR:
Menu
Close Dir Export Open Script Use Write ‘;’ Edit;
DEV:
Grid
Default;
Menu Add Change Copy Connect Delete Display Export Grid
Move Name Package \
Prefix Quit Script Show Value Window ‘;’ Write Edit;
SYM:
Grid
Default On;
Change
Width 0.010;
Change
Size 0.100;
Menu
Arc Change Copy Cut Delete Display Export Grid Group Move
Name Paste \
Pin Quit Script Show Split Text Value Window ‘;’ Wire
Write Edit;
MAC:
Grid
Default On;
Change
Width 0.016;
Change
Size 0.100;
Menu
Add Change Copy Delete Display Grid Group Move Name Pad
Quit \
Script Show Smd Split Text Window ‘;’ Wire Write Edit;
ดูที่คำสั่ง
SET, MENU, ASSIGN, EXPORT
SET
function ใช้เปลี่ยนแปลงพารามิเตอร์ของระบบ
syntax SET option;
กำหนดสี
SET color_option color_word;
SET Color_Layer layer_name color_word;
color_options
ใช้ในการกำหนดสีเฉพาะ
Color_Grid
(Grid_Line)
Menu_Back
(Pop Up Menu Background)
Menu_Bar
(Pop Up Menu Bar)
Menu_Frame
(Pop Up Menu Frame)
Menu_Char
(Pop Up Menu Character)
Menu_High (Pop Up Menu Bar ของ Character)
Cmd_Bar
(Command Menu Bar)
Cmd_Char ตัวอักษรใน Command Menu)
Cmd_High (ตัวอักษรใน Command Menu Bar)
Menu_Text (ข้อความแนะนำใน Pop Up Menu)
Menu_Edit (Background ของ Edit Mode)
Drc_Color (พื้นที่ทำงาน DRC)
color_words
ถูกจัดเรียงไว้ด้วย color_number (0 .. 15) ซึ่งสามารถนำเอามาใช้แทนที่คำเฉพาะได้
0
Black
1
Blue
2
Green
3
Cyan
4
Red
5
Magenta
6
Brown
7
LGray
8
DGray
9
LBlue
10
LGreen
11
LCyan
12
LRed
13
LMagenta
14
Yellow
15
White
ตัวอย่าง
set
cmd_bar green;
หรือ
set
cmd_bar 2;
Menu Bar ของเมนูหลักก็จะเป็นสีเขียว
set
color_layer component yellow
ชั้น Component จะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองในคำสั่ง WINDOW ถัดไป
SET
Fill_Layer layer_name fill_name;
layer_names
ถูกจัดเรียงโดยใช้ layer_numbers หรือเราสามารถใช้ชื่อของ layer ก็ได้
1
Solder
2
Component
3
Pads
และชั้นอื่น (ดูในบทที่ 4)
fill_names
เป็นการกำหนดลวดลาย ใช้ในเส้นลายวงจร และสี่เหลี่ยม และเราสามารถใช้ fill_numbers แทนชื่อได้
0
Empty
1
Solid
2
Line
3
LtSlash
4
Slash
5
BkSlash
6
LtBkSlash
7
Hatch
8
Xhatch
9
Interleave
10
WideDot
11
CloseDot
ตัวอย่าง
set
fill_layer solder line
ทำให้พื้นที่ในชั้น Solder เป็นลาดพาดในแนวขวาง
SET
Wire_Style wire_style_number;
wire_style_number
เป็นการกำหนดมุมหักงอของเส้น (ดูที่คำสั่ง WIRE และ ROUTE ) เลขที่สามารถใช้ได้คือ 0 .. 4 คำสั่งนี้อนุญาตให้ใช้ได้ในสคริปต์ไฟล์ ก่อนที่จะใช้คำสั่ง WIRE ในการใช้งานปกติเราจะคลิกด้วยปุ่มขวาของเมาส์ในการเปลี่ยนมุมหักงอของเส้น
ตัวอย่าง
set
wire_style 1;
มุมหักงอของเส้นตั้งไว้ที่ 45 องศา
wire_style = 0
wire_style = 1
wire_style = 2
wire_style = 3
SET
Mouse_Ratio rx ry
โดยที่ rx, ry มีค่าอยู่ระหว่าง 0 .. 255
กำหนดความเร็วของเคอร์เซอร์ของเมาส์ ในแนวแกน x และ y (โดยค่า default จะเป็น 4 4; ในกรณีที่มีค่ามากกว่าจะทำให้เคอร์เซอร์ของเมาส์วิ่งช้าลง) ตัวอย่างเช่น
SET
mouse_ratio 20 20;
SET
Undo_Log ON;
SET
Undo_Log OFF;
ในคำสั่งแรกเป็นการสั่งให้คำสั่ง UNDO สามารถใช้งานได้ (โดยปกติจะถูกเซ็ตให้ ON) การที่เราจะสั่งให้ Undo_Log เป็น OFF ก็เพราะต้องการประหยัดหน่วยความจำสำหรับคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กๆ เพราะ Eagle จะต้องเก็บการกระทำคำสั่งต่างๆ ไว้ในหน่วยความจำเสมอ และจะเก็บไว้ในฮาร์ดดิสก์ในกรณีที่หน่วยความจำไม่เพียงพอ
SET
Menu_Drop ON;
SET
Menu_Drop OFF;
ในคำสั่งแรก pop up เมนูจะหายไปเมื่อเคอร์เซอร์ของเมาส์ออกนอกกรอบของ pop up เมนู
ในคำสั่งที่สอง pop up เมนูจะหายไป เมื่อเราคลิกปุ่มเมาส์นอกกรอบ pop up เมนู
SET
Replace_Same NAMES;
SET
Replace_Same COORDS;
เป็นการกำหนดคำสั่ง REPLACE ในคำสั่งแรก (เป็นค่าที่เซ็ตไว้เริ่มต้น) เป็นการแทนตำแหน่งของ
Package ใหม่โดยมีชื่อของ Pad และ Smd เดียวกัน ส่วนในคำสั่งที่สอง จะแลกเปลี่ยน Pad และ Smd ที่มีโคออร์ดิเนตเดียวกัน
SET
Display_Mode REAL;
SET
Display_Mode NODRILL;
SET
Display_Mode FAST;
เป็นการแสดงรูปแบบหนึ่งในสามของ
Pad
REAL Pad จะถูกแสดงออกมาตามแบบที่เหมือนการพลอต หรือ พิมพ์
NOFILL Pad จะถูกพิมพ์ออกมาอย่างถูกต้องปกติ ยกเว้นรูเจาะ
FAST Pad จะถูกแสดงออกมาเพียงเฉพาะรูปแบบจะไม่มีการเติม หรือระบาย (ทำให้การพิมพ์เป็นไปอย่างรวดเร็ว)
SET
Min_Text_Size size;
เป็นการกำหนดขนาดของ แถบข้อความซึ่งมีค่า default = 5
SET
Pad_Names ON;
SET
Pad_Names OFF;
โดยที่
ON แสดงรายชื่อของ Pad ของอุปกรณ์ โดยจะมีขนาด 8 X 8 จุด
OFF ไม่ต้องการแสดงชื่อของ Pad ของอุปกรณ์
SET
Pan_Factor real_number;
เป็นการกำหนดการ Panning ของหน้าจอ 0 = ไม่มีการ Panning 1 = Panning ทั้งหน้าจอ โดยค่า default = 0.8
SET
Pan_Frame integer;
เป็นการกำหนดความละเอียดอ่อนในการ Panning โดยปกติจะตั้งไว้ที่ 100 ถ้ามากกว่า 100 ความละเอียดอ่อนจะน้อย ถ้าน้อยกว่า 100 ความละเอียดอ่อนจะมาก
SET
Optimizing ON;
SET
Optimizing OFF;
ON เส้นวงจร
หลังจากการใช้คำสั่ง
MOVE, ROUTE หรือ SPILT มีการจัดเส้นลายวงจรให้
(ดูที่คำสั่ง
OPTIMIZE)
SET
Auto_Shape pad_shape;
default = square
SET
Auto_Diameter via_diameter;
default = 40 Mil
SET
Auto_Drill via_drill_diameter;
default = 24 Mil
SET
Auto_Width wire_width;
default = 16 Mil
คำสั่งข้างบนเป็นคำสั่งที่เซ็ตไว้สำหรับคำสั่ง ในการสร้างเส้นลายวงจรอัตโนมัติ
SET
Drc_Show On;
SET
Drc_Show Off;
SET
Drc_Fill fill_name;
SET
Max_Error_Zoom value;
ดูที่คำสั่ง DRC
SET
Beep On;
SET
Beep Off;
คำสั่งในการแอกทีฟ
หรือดีแอกทีฟเสียง
โดยปกติจะเป็น
On
SET Mouse_Both time;
เมื่อท่านใช้เมาส์ที่มีเพียงสองปุ่ม แต่ท่านสามารถจะจำลองการทำงานให้มีเมาส์ปุ่มที่สามได้ โดยการกดปุ่มเมาส์ซ้ายและขวาพร้อมๆ กัน โดยจะต้องเกิดขึ้นภายในเวลา (หน่วยเป็นมิลลิวินาที) ปกติค่า default จะถูกเซ็ตไว้ที่ 100
สำหรับพารามิเตอร์บางตัว
สามารถใช้เมนูหลักสั่งเซ็ตใน
EAGLE.SCR ได้
คำสั่ง SET พารามิเตอร์ที่สำคัญมีดังนี้
SET
Width_Menu value …;
SET
Diameter_Menu value …;
SET
Drill_Menu value …;
SET
Smd_Menu value value …;
SET
Size_Menu value …;
“value” จะต้องเป็นค่าที่มีหน่วยของ Raster ที่กำลังใช้อยู่ มันสามารถมีได้สูงสุด 16 ค่า ในทุกๆ pop up เมนู สำหรับ Smd_Menu ต้องการค่า 2 ตัวสำหรับทุกๆ บรรทัดของเมนู (x และ y) โดยที่สามารถใส่ค่าได้ 16 คู่
ตัวอย่างเช่น
Grid
Inch;
Set
Width_Menu 0.1 0.2 0.25;
เมนูก็จะมีค่าทั้งสามตัว คือ 0.1, 0.2 และ 0.25 ตามลำดับ เครื่องหมายเซมิโคลอนนั้นจำเป็นต้องมีเพื่อ บอกจุดสิ้นสุดของคำสั่ง
SET
Grid_Redraw On;
SET
Grid_Redraw Off;
ในคำสั่งแรกเป็นการ refresh หน้าจอเมื่อมีการเปลี่ยนแปลง Grid อีกอันคือไม่
SET
Min_Grid_Size pixels;
Grid จะถูกแสดงเมื่อระยะห่างของ Raster ในแนวแกน x และ y ไม่น้อยกว่าความละเอียดของจอภาพ โดยค่า default จะถูกตั้งไว้ที่ 3 (Pixels)
SET
Bus_Wire_Width width;
SET
Net_Wire_Width width;
ด้วยคำสั่งทั้งสองนี้ เราสามารถกำหนดความกว้างของ Bus และสายสัญญาณ (Net) ในระหว่างการออกแบบวงจร โดยค่า default สำหรับ Bus เป็น 30 Mil และ 6 Mil สำหรับ Net
SET
Snap_Length number;
เป็นคำสั่งที่กำหนดขอบเขตให้กับคำสั่ง
ROUTE โดยค่า
default เท่ากับ
20 Mil
SHOW
function ใช้แสดงชื่อของ
Elements และ Objects
syntax SHOW · ..
SHOW name ..
คำอธิบาย คำสั่ง SHOW ทำหน้าที่แสดงชื่อของ Elements และ Objects โดยจะแสดงที่มุมซ้ายบนของจอภาพ และยังสามารถใช้แสดงสายสัญญาณ Net โดยจะมีการเน้นถึงความสว่างของสายสัญญาณนั้นให้เห็น
ดูที่คำสั่ง
INFO
SIGNAL
function ใช้สร้าง สายสัญญาณ Signal
syntax
SIGNAL ·
·..
SIGNAL signal_name ·
·..
SIGNAL signal_name element_name pad_name ..;
คำอธิบาย ด้วยคำสั่ง SIGNAL เรากำหนดสายสัญญาณเชื่อมโยงกันระหว่างขาของ Elements โดยเราจะเลือกขาของ Element ตัวหนึ่งและลากไปที่ขาของ Element ที่ต้องการ โดย Eagle จะแสดงข้อมูลของสายสัญญาณเป็น airline ในชั้น Unrouted - Layer>
ในกรณีที่เราตั้งชื่อสายสัญญาณนี้มันก็จะรับชื่อนั้น เพราะโดยปกติเมื่อเราใช้คำสั่งนี้ Eagle จะตั้งชื่อสายสัญญาณให้โดยอัตโนมัติ นอกจากนี้เรายังสามารถสร้างสายสัญญาณโดยอ้างชื่อเต็มก็ได้ เช่น
SIGNAL GND IC1 7 IC2 7 IC3 7;
หมายถึง Pad ชื่อ ‘7’ ของ IC1..3 เชื่อมต่อกัน ถ้าท่านยังคงจำวิธีการใช้ SCRIPT ไฟล์ช่วยในการกำหนดการสร้างสัญญาณได้ในการกล่าวถึงในบทต้นๆ ท่านก็สามารถใช้ SCRIPT ไฟล์มาใช้ได้
ในกรณีที่เราใช้คำสั่ง SIGNAL เชื่อม Pad ทั้งสองที่มีการเชื่อมสายสัญญาณแล้วแต่มีชื่อแตกต่างกัน ก็จะปรากฏ pop up เมนูเพื่อถามอีกครั้งว่าสายสัญญาณควรจะเชื่อมโยงกันหรือไม่ และควรจะใช้ชื่ออะไร
ดูที่คำสั่ง
AUTO, ROUTE, NAME, WIRE, RATSNEST, EXPORT, SCRIPT
SMASH
function ใช้หลบหลีกข้อความที่ถูกสายสัญญาณบัง
โดยสร้างด้วย
> NAME และ > VALUE
syntax
SMASH ·
..
คำอธิบาย ด้วยคำสั่ง SMASH เราสามารถหลบหลีกสายสัญญาณที่ผาดผ่านข้อความของตัวอุปกรณ์ที่เราสร้างด้วยตัวแปร >NAME และ >VALUE โดยมันจะอนุญาตให้เราสามารถเคลื่อนย้ายข้อความไปยังที่ๆ ว่างได้ แต่หลังจากที่ท่านใช้คำสั่ง SMASH กับข้อความแล้ว ข้อความนั้นๆ จะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ด้วยคำสั่ง CHANGE ได้อีก
ดูที่คำสั่ง
NAME, VALUE
รูปที่ 6 –23 จะให้เห็นว่ามีสายสัญญาณพาดผ่านตัวแปร NAME คือ IC2
รูปที่
6 – 24 การใช้คำสั่ง
SMASH และเลือก
Gate IC2A จากนั้นก็ใช้คำสั่ง
MOVE ที่ตัวแปร
NAME หรือ VALUE เพื่อหลบหลีกสายสัญญาณ
Net ที่พาดผ่าน
SMD
function ใช้วางอุปกรณ์
Smds
syntax SMD · ..
SMD x_width ‘name’ ·
..
SMD x_width y_width ‘name’ ·
..
ปุ่มขวาเมาส์ ใช้หมุน Smds
ปุ่มกลางเมาส์ ใช้เปลี่ยนชั้นการทำงาน(สลับกันเพียงชั้น Solder และ Component)
คำอธิบาย คำสั่ง SMD ใช้วางอุปกรณ์ที่เป็นขั้วต่อของขาเป็น Smds ตัวแปรสองตัวที่สำคัญในการระบุขนาดของ Smds ก็คือ ความยาวและความกว้างก่อนการเรียกคำสั่ง ซึ่งเราสามารถกำหนดค่าตัวแปรนี้ได้ระหว่าง 0.001 และ 0.255 นิ้ว และค่าต่างๆ ที่ตั้งไว้นี้ก็จะยังคงอยู่ภายหลังจากเราใช้คำสั่ง SMD แล้ว
ชื่อของ Smd จะถูก Eagle ตั้งให้อัตโนมัติ แต่เราก็สามารถจะเปลี่ยนมันได้ด้วยคำสั่ง NAME โดยเราสามารถใช้อักษรได้สูงสุด 8 ตัว
ดูที่คำสั่ง
PAD, CHANGE, NAME
SNAP
function ให้อุปกรณ์, Pads, Vias และเส้นลายวงจร รวมถึงสายสัญญาณวางไปตาม Raster ที่ autorouter ต้องการ
syntax
SNAP
คำอธิบาย คำสั่ง SNAP มีผลทำให้อุปกรณ์, Pads, Vias และสายสัญญาณต่างๆ อยู่ใน Raster ที่ autorouter สามารถทำงานได้ โดย Raster จะมีค่า 1/20 นิ้ว
ดูที่คำสั่ง
AUTO, GRID
SPLIT
function เพิ่มการหักมุมของเส้น
syntax
SPLIT ·
·
..
คำอธิบาย คำสั่ง SPLIT ใช้ในการเพิ่มการหักงอของเส้นลายวงจร SPLIT จะแบ่งเส้นออกเป็นส่วนๆ ตรงจุดที่เราต้องการ โดยส่วนของเส้นลายวงจรที่สั้นกว่าจะหักงอ และส่วนของเส้นลายวงจรที่ยาวกว่าจะเป็นเส้นตรงไปยังจุดปลาย
ดูที่คำสั่ง
MOVE, OPTIMIZE, SET
TEXT
function เขียนข้อความเพื่อแทรก
syntax
TEXT ข้อความที่ต้องการ
Orientation ·
..
TEXT ‘ข้อความที่ต้องการ’ Orientation · ..
ปุ่มขวาเมาส์ ใช้หมุนข้อความ
ปุ่มกลางเมาส์
ใช้เปลี่ยน
Layer
คำอธิบาย คำสั่ง TEXT ใช้เขียนข้อความในการออกแบบวงจร, ลายวงจร หรือการสร้าง Package โดยเราจะแอกทีฟคำสั่ง TEXT และพิมพ์ข้อความลงไปจากนั้นก็ลากเมาส์ไปวางข้อความในตำแหน่งที่ต้องการ ในกรณีที่เป็นข้อความที่ยาว และมีการเว้นช่องว่างในข้อความ เราจะต้องใช้เครื่องหมาย (‘) หน้าและหลังข้อความ
ข้อควรระวัง
ในการใช้คำสั่ง
TEXT เมื่อท่านใช้กับข้อความที่เขียนและวางในด้านบัดกรี
หรือ Solder อาจจะต้องมีการ
MIRROR ข้อความนั้น
ดูที่คำสั่ง
CHANGE, MOVE, MIRROR, PIN, ROTATE
UNDO
function ยกเลิกการทำงานของคำสั่งก่อนหน้า
syntax UNDO;
ปุ่มฟังก์ชัน F9 ถูกใช้เป็นคำสั่ง UNDO
คำอธิบาย ด้วยคำสั่ง UNDO เราสามารถที่จะย้อนการกระทำ คำสั่งต่างๆ ที่ผ่านมาได้ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอย่างมากในกรณีที่ท่านได้ทำคำสั่งผิดพลาดโดยไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งท่านสามารถจะย้อนกี่ครั้งก็ได้จนถึงจุดที่เกิดการผิดพลาด คำสั่ง EDIT, OPEN, USE หรือ REMOVE จะลบ undo_buffer ซึ่งทำให้สิ้นสุดการย้อน
UNDO ต้องการเนื้อที่บนฮาร์ดดิสก์ ซึ่งเราสามารถใช้คำสั่ง SET ตั้งขนาดได้
ดูที่คำสั่ง
REDO, SET
USE
function โหลดไลบรารี
syntax USE library_name
คำอธิบาย คำสั่ง USE จะโหลดไลบรารีเข้ามาสู่หน่วยความจำ และจากนี้เราสามารถจะใช้อุปกรณ์ต่างๆ ที่อยู่ในนั้นหรือ Package ที่ออกแบบไว้มาใช้ได้ ด้วยคำสั่ง ADD
ในกรณีที่เราใช้คำสั่ง USE โดยไม่มีพารามิเตอร์จะปรากฏ pop up เมนูซึ่งบรรจุรายชื่อของไลบรารี ซึ่งจะเป็นไฟล์ที่มีนามสกุล .lbr
ดูที่คำสั่ง
ADD, REPLACE
VALUE
function ใส่
หรือแก้ไข
ค่าของ Elements
syntax VALUE · ..
VALUE value ·
..
VALUE name value · ..
VALUE ON
VALUE OFF
คำอธิบาย คำสั่ง VALUE ทำให้เราสามารถใส่ค่าของ Elements หรืออุปกรณ์ได้ เช่น 10 k สำหรับตัวต้านทาน โดยการสั่ง VALUE และใช้เมาส์คลิกเลือกตัวอุปกรณ์ที่เราต้องการจะเกิด pop up เมนูเล็กๆ เพื่อให้เราใส่หรือแก้ไขค่าของอุปกรณ์ตัวนั้นได้
แต่ถ้าเราใส่ค่าก่อนใช้เมาส์เลือกอุปกรณ์ เมื่อท่านเลือกอุปกรณ์ตัวใดก็จะมีค่าตามนั้นทันที ซึ่งเหมาะที่จะใช้ในการเปลี่ยนแปลงค่าเป็นแถว เช่น ค่าของ IC ที่มีค่าเดียวกัน
ในกรณีที่เราใช้ ชื่อและค่าจะเป็นการเจาะจงว่าอุปกรณ์ชื่อนั้นๆ มีค่าตามที่เราป้อน
สำหรับพารามิเตอร์ ON และ OFF เราจะสามารถใช้ได้ในระหว่างที่เราออกแบบ Device ในการสร้างไลบรารีเท่านั้น
ON หมายถึงให้อุปกรณ์ตัวนั้นปรากฏค่าให้เห็น
OFF หมายถึงว่าอุปกรณ์ตัวนั้นๆ ไม่ต้องแสดงค่าออกมา
ดูที่คำสั่ง
NAME, SMASH
รูปที่ 6 – 25 เมื่อต้องการเปลี่ยนแปลงคำ ก็ให้เลือกคำสั่ง VALUE จากเมนูหลัก และใช้เมาส์เลือกอุปกรณ์เป้าหมายที่ต้องการก็จะเกิดกรอบ Pop Up เมนูเล็กๆ ขึ้นเพื่อรับค่า
VIA
function
ใส่
หรือแก้ไข
ค่าของ Elements
syntax
VIA ·
..
VIA diameter shape · ..
คำอธิบาย คำสั่ง VIA เป็นการสร้าง Via บนแผ่นลายวงจร โดยมันจะถูกรวมเข้ากับสายสัญญาณ หรือ Signal ต่างๆ รวมไปถึงการตรวจสอบการ short circuit ของแผ่นลายวงจรด้วย การใส่ค่าของเส้นผ่าศูนย์กลางก่อนการวางตำแหน่ง Via จะเป็นการกำหนดขนาดของ Via ด้วย ซึ่งจะมีค่าอยู่ในช่วง 0.001 ถึง 0.255 นิ้ว และค่าของเส้นผ่าศูนย์กลางนี้จะคงอยู่หลังการใช้คำสั่ง VIA นี้ด้วย
Via ตัวหนึ่งๆ สามารถมีรูปร่างได้ดังนี้
Square รูปสี่เหลี่ยม
Round รูปวงกลม
Octagon รูปแปดเหลี่ยม
XLongOct
รูปแปดเหลี่ยมยาวตามแนวแกน
x
YLongOct
รูปแปดเหลี่ยมยาวตามแนวแกน
y
รูปแบบของ Via นี้เราสามารถใส่เข้าไปได้เหมือนกับการใส่ค่าของเส้นผ่าศูนย์กลางในระหว่างที่คำสั่ง VIA แอกทีฟ หรือเราอาจจะใช้คำสั่ง CHANGE เปลี่ยนแปลงในภายหลังก็ได้
และเช่นกันหลังการใช้คำสั่ง VIA พารามิเตอร์ต่างๆ ที่เราใช้จะคงไว้หลังการใช้คำสั่ง และเนื่องจากการแสดงหน้าจอของ Via หลายรูปแบบอาจจะทำให้การแสดงผลหน้าจอช้าลง เราก็สามารถใช้คำสั่ง SET DISPLAY_MODE real/nodrill/fast ได้คือเปลี่ยนจาก real เป็น fastโหมด
ดูที่คำสั่ง SMD, CHANGE, SET, PAD
WINDOW
function ใช้กำหนดพื้นที่ของจอภาพ หรือ สร้างส่วนของภาพใหม่
syntax WINDOW;
WINDOW ·
;
WINDOW ·
·
;
WINDOW ·
·
·
WINDOW scale_factor;
WINDOW FIT;
คำอธิบาย คำสั่ง WINDOW
เป็นการกำหนดการมองเห็นในพื้นที่ของส่วนของวงจรหรือแผ่นลายวงจร
ในกรณีที่ใช้คำสั่ง
WINDOW โดยไม่มีพารามิเตอร์จะเป็นการสร้างหน้าจอใหม่
ในกรณีที่ใช้พารามิเตอร์โดยการเลือกหนึ่งจุด
เป็นการจัดให้จุดที่เลือกอยู่กึ่งกลางจอโดยไม่มีการปรับเปลี่ยนขนาด
ในกรณีที่ใช้พารามิเตอร์แบบสองจุด จะเป็นการบอกแนวการขยายขนาดของพื้นที่ที่เราต้องการมอง โดยหน้าของวงจรหรือแผ่นลายวงจรจะไม่เลื่อน ซึ่งสะดวกในการขยายรูป
ในกรณีใช้พารามิเตอร์แบบสามจุด จุดแรกบอกจุดกึ่งกลางของรูป ส่วนจุดที่สองและสามเป็นระยะการขยายของรูป (ในกรณีที่วางจุดที่สามห่างจากจุดที่หนึ่งและสองมากๆ จะเป็นการขยายรูป)
WINDOW 2 หมายถึงขยายรูปให้ใหญ่ขึ้นสองเท่า
WINDOW 0.5 หมายถึงลดขนาดรูปลงครึ่งหนึ่ง
WINDOW FIT เป็นการดูวงจร หรือแผ่นลายวงจรทั้งหมดบนหน้าจอภาพ
Auto
- Panning> ในกรณีที่เมาส์เลื่อนไปสุดขอบของจอภาพ
จะทำให้ส่วนของภาพเลื่อนตามไปด้วยในทิศทางที่ถูกต้อง
ระยะทางการเคลื่อนที่
และความอ่อนไหวของส่วนของภาพจอภาพเราสามารถกำหนดได้ด้วยคำสั่ง
SET
WIRE
function ใช้สร้างเส้นตรงต่างๆ
syntax WIRE · ·
WIRE wire_width ·
·
..
ปุ่มขวาเมาส์ เปลี่ยนแปลงการหักงอของเส้นตรง
ปุ่มกลางเมาส์ เลือกชั้นที่จะวางเส้นตรง
คำอธิบาย คำสั่ง WIRE ใช้สร้างเส้นตรงในการวาดเส้นลายวงจรหรือในการออกแบบวงจร ซึ่งจะเป็นเส้นที่อยู่ระหว่างจุดสองจุด ทุกๆ จุด (เมื่อคลิกเมาส์) จะเชื่อมจุดนั้นๆ กับจุดก่อนหน้า โดยที่ปุ่มขวาของเมาส์ สามารถเปลี่ยนรูปแบบการหักงอของเส้นตรงนี้ได้ ถ้าท่านคลิกที่จุดเดิมสองครั้งเป็นการจบการลากเส้นตรงต่อเนื่องของเส้นตรงนั้น ถ้าท่านให้พารามิเตอร์ wire_width (เช่น 0.1) ด้วย เป็นการกำหนดขนาดความกว้างของเส้นตรงที่ลากในหน่วยวัดปัจจุบันที่ท่านใช้อยู่ ค่าของพารามิเตอร์อยู่ระหว่าง 0 ถึง 0.255 นิ้ว
ข้อสังเกต
เส้นตรงที่ลากวางในชั้นของ
Solder และ
Component ถือว่าเป็นสายสัญญาณ
ในกรณีที่จุดปลายของเส้นตรงนี้ลากไปบรรจบกับสายสัญญาณอื่นๆ
Eagle จะถามว่าท่านต้องการจะเชื่อมเส้นตรงนี้เข้ากับสายสัญญาณนั้นๆ
หรือไม่
ดูที่คำสั่ง
SIGNAL, ROUTE, CHANGE, NET, BUS
WRITE
function บันทึก เก็บลายวงจร หรือไลบรารีที่สร้างลงฮาร์ดดิสก์
syntax WRITE;
WRITE drawing_name
คำอธิบาย คำสั่ง WRITE ใช้เก็บลายวงจร หรือไลบรารีให้ปลอดภัย โดยไฟล์ที่ถูกเก็บจะเก็บไว้ในไดเร็กทอรีปัจจุบันที่ท่านทำงานอยู่ โดยท่านสามารถที่จะเก็บมันในชื่อเดิมหรือตั้งชื่อไฟล์ใหม่ก็ได้
ในกรณีที่ท่านต้องการจะเก็บไฟล์ไว้ในไดเร็กทอรีอื่น ท่านก็สามารถใส่ชื่อ path หน้าชื่อไฟล์ได้