::


โครงการ                        : พี่หมีพาแม่เที่ยวข้ามปี ... (ส่วนที่เหลืออาศัยเที่ยวด้วย)
ระยะเวลาโครงการ         : 29 ธันวาคม 2545 - 1 มกราคม 2546 (4 วัน)
พาหนะของโครงการ       : รถตู้เช่า สิ (ยังไม่มีงบซื้อ)
ค่าพาหนะของโครงการ   : พี่หมีออกเอง ทั้งหมด
ผู้ร่วมโครงการ               : 7 คน (รายทางอีกเพียบ)
งบประมาณโครงการ       : 2 คน หมดไป 4,000 บาท
 . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .


     หลังจากที่หาที่ไปไหน ไม่ได้ ช่วงปีใหม่(2546) ที่จะถึง ได้ถาม
น้องชายบอกว่าจะไปอุบลราชธานี ผมเคยไปมาหลายเที่ยวแล้ว
แต่คิดว่าคงจะไปอีกเพราะว่าไม่รู้จะไปไหน ตัดสินใจกับเจ้าอร
จะไปอุบลฯ กัน

     เช้ากลับมาที่ทำงาน ท่าน "ชาย" ชื่อชายนี่แหละ แต่เรียกซะให้โก้..
หรูเริ่ดเป็นช่างเทคนิคที่ทำงานบอกว่า ไปเที่ยวลำปางกันไหม

     อ่ะ! เข้าทางเจ้าอรเลย เพราะว่าเค้ายังไม่เคยขึ้นไปทางเหนือสักครั้ง
แต่ว่าต้องเดินทางตามไปทีหลัง "แล้วตามหลังทำไมล่ะหรือว่าหมาไม่กัด"
ไม่มีคำตอบครับ เจ้าชายแก้มแดง เอ๋อ! ไปทางโรงพยาบาลบ้าแล้ว

     เรื่องของเรื่อง ชายต้องไปก่อน 1 วัน ผมตกลงกับเจ้าอรว่า ไปก็ไป
เสี่ยงไปดูรถที่หมอชิตใหม่แล้วกัน แต่ว่ายังไม่ทันจะได้ไป

     พี่หมีบอกว่าจะพาแม่ไปเที่ยวเชียงใหม่ ช่วงนี้ว่างแล้ว อยากพาแม่เที่ยว
พี่หมีจะเช่ารถตู้ไป มีประมาณ 3-4 คน ก็ชวนผมไปด้วย ผมเลยขอไปถาม
เจ้าอรก่อน (ที่จริงผมตอบว่าไปได้เลยนะ เจ้าอรน่ะ อยากไปเชียงใหม่อยู่แล้ว)
แต่เพื่อความแน่ใจครับ สรุปว่าไปครับ

     ทีนี้ต้องมาเตรียมเสื้อผ้าและคาดเดาอากาศทางเหนือกัน ว่าจะหนาวเย็น
แค่ไหน ก็พอสรุปได้ว่าอากาศเย็นประมาณ 12-18 องศา ไหวครับไม่ต้อง
เตรียมเสื้อผ้ามากนัก

     สายๆ(ไม่รู้สายอะไร)วันเสาร์ พี่หมี โทรมาบอกว่าจะเดินทาง 7โมงครึ่ง
วันที่ 29 ให้ไปรอที่หน้าหอพักใกล้ที่ทำงานนั่นแหละ

     "หอพักเพียบเลยพี่ ไม่รู้หอไหน เขาให้ขึ้นไปนอนรอได้เปล่าพี่"
หลังจากที่บอกไป พี่หมีคง งง มันคุยเรื่องอะไร ล่ะนี่
     "มาไม่ถูกก็ถามสาวยาคูลท์แล้วกันนะ.. พรุ่งนี้เจอกัน"
อ้าว! ยังไม่ทันตอบ โดนมุกนี้ กลายเป็นผม งง ซะเอง

      ตกลางคืน เจ้าอรแอบไปซื้อถุงปุ๋ยมา ไม่รู้ปุ๋ยปลอมหรือเปล่า เดี๋ยวจะโดน
เรียกไปสอบสวน เตรียมไว้ใส่เสื้อผ้าเก่า เปล่าไม่ใช่เตรียมไปเที่ยวหรอก
แต่เอาไว้ใส่เสื้อผ้าที่ไม่ได้ใช้แล้วน่ะ เผื่อเอาไปบริจาค..แล้วมันเกี่ยวกันไหมนี่

     ช่วยกันเก็บเสื้อผ้าที่จะไปเที่ยวใส่กระเป๋าเดินทางกล้องถ่ายรูปนี่ขาดไม่ได้
แน่นอน ผมเตรียมเครื่องมือหากินของผม ก็กล้องที่ใช้ถ่ายรูปนั่นแหละครับ
รวมทั้งคุณเดียร์ ให้ยืมกล้อง Digital มาอีก 1 ตัว ฟิล์มเตรียมไว้ประมาณ
8 ม้วน กะว่างานนี้ได้ถ่ายรูปพลุตอนที่ countdown ตอนปีใหม่แน่ๆ ..
แต่ว่าแต่และขาตั้งกล้องด้วย เผื่อไว้ก่อน

     เช้ามืดวันที่ 29 ประมาณ ตี 5 ครึ่งเห็นจะได้(ที่จริงไม่เห็นหรอก มันมืด)
ผมตื่นก่อนเจ้าอร อาบน้ำเสร็จ เดินมาเรียกเจ้าอรให้ไปอาบน้ำ

     "น้องไปอาบน้ำสิ จะหกโมงแล้วนะ" ผมเรียกเจ้าอร 1 ครั้ง
     "อี๋ ยย ยย" (บิดขี้เกียจ 1 ครั้ง) แล้วเดินเข้าห้องน้ำไป ไม่ได้บ่นอะไร
    "เออว่าง่ายดีแฮะ" ปกติจะมีลังเลก่อน สงสัยกลัวไม่ได้ไป

     เมื่อทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย ก็จะออกเดินทาง
    ปรากฏว่าสัมภาระค่อนข้างเยอะ เหมือนจะย้ายบ้าน
    เลยตกลงกันว่า จะนั่งแท็กซี่ไป

   "พี่ไปจ่ายค่าไฟที่เซเว่นก่อนดีไหมเดี๋ยว
   กลับมาต้องจุดตะเกียงกันอยู่หรอก"
เจ้าอรเสนอมา
                      "ดีดี เพราะไม่อยากจุดตะเกียงอยู่..เหมือนกัน"

      หลังจากที่ชำระเงินแล้ว ออกมาเรียกแท็กซี่
     
"พี่ไปส่งที่หอพัก พี่หมีครับ" คนขับแท็กซี่ พยักหน้า แสดงว่าไป

      ก่อนที่จะออกรถ คนขับแท็กซี่ หันมาถามอีกครั้ง ถามด้วยความ งง
     
"เมื่อกี้บอกจะไปไหนนะ"

     "อ๋อ!ราชปรารภครับ" แฮ่ะๆ ไม่กล้ากวนอีกรอบ เดี๋ยวไม่ได้ไป

      ระหว่างที่รอ ถ่ายรูปเล่นกันบ้าง เพื่อไม่ให้เสียเวลา ได้ไม่กี่รูปแบตเตอรี่
ที่เตรียมไว้เมื่อคืน เกิดหมดกระทันหัน อาจจะเพราะว่ามันคงนอนพักผ่อน
ไม่พอแน่ ไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่พอปิดกล้องไปสักพัก เปิดมาใช้ได้อีก งง

      พี่หมีกับแม่ลงมาจากหอพักแล้วก็ออกเดินทางกันประมาณ 7 โมงครึ่งพอดี
เราใช้เส้นทางสายเอเซีย ยังมีคนออกเดินทางจากกรุงเทพฯ เป็นจำนวนมาก
แต่ก็ไม่น่าจะเยอะเท่าวันศุกร์นะ เพราะวันศุกร์เท่าที่เห็นน่ะ รถเยอะมาก ก ก
ถึงมากกว่า(แสดงว่าเยอะจริง)

     เข้าเขตจังหวัดสิงห์บุรี ก็เริ่มจะหิวแล้วสิ
   ข้าวเช้ามื้อแรก จอดรถทานข้าว ที่ปั๊มน้ำมัน
   (สงสัยว่าทำไมไม่ทานข้าวที่ร้านข้าว) จำไม่ได้ว่า
   ใครจ่าย เพราะว่าผมปวดท้องฉี่ เดินไปเข้าห้องน้ำ
   ที่อยู่หลังปั๊ม ที่จริงเป็นแผนไม่จ่ายตังค์ครับ อิอิอิ

     ระหว่างทางพี่หมีบอกคร่าวๆว่า เราจะแวะพัก
ที่ไหนกันบ้างแต่ที่แน่ๆ มีเจ้ามือเลี้ยงข้าวกลางวันนี้แล้ว

     เรามาถึงจังหวัดตาก ประมาณเที่ยงกว่าๆ (ขอถ้วนๆ ก็ไม่ยอม) แวะที่
ทางเข้าโรงพยาบาลจังหวัด ไม่ได้เข้าไปเยี่ยมคนป่วย แบบนางงามหรอกนะ
แต่ว่า ... เจ้ามือเลี้ยงข้าวเราทั้งหมด ทำบุญอยู่ที่วัดใกล้ๆ โรงพยาบาลนี่แหละ
เราเข้าไปทานข้าวกลางวันที่วัดกัน เจ้าภาพเลี้ยงข้าวเรียกกันว่า "พี่เล็ก"
พี่เขาทำบุญเลี้ยงพระกันอยู่

     อาหารกลางวัน เป็นอาหารทางเหนือ (เหนือกรุงเทพฯขึ้นมาหน่อย)
มีแกงฮังเลหมู ลาบปลาดุก ลาบหมู แกงจืด น้ำพริกกะปิ น้ำพริกหนุ่ม
ผักสดเยอะแยะ ขนมอีกหลายอย่าง เท่านี้เราทั้งหมดก็อิ่มแปล้แล้ว

     ออกจากที่ทานข้าวกันก็มาแวะเติมน้ำมัน ที่ปั๊มน้ำมันเลยตัวเมืองตาก
มานิดหน่อย เผื่อขากลับ .. กลับไม่ถูกจะได้จำกลิ่นได้ แต่พอเข้าไปแล้ว
ไม่รู้ว่ากลิ่นใคร
ต่อกลิ่นใคร ไม่รู้จะจำกลิ่นตัวเองได้เปล่า

     ตอนนี้เริ่มอิ่ม เข้าตำรา หนังท้องอิ่มหนังตาเริ่มจะหย่อน(ยาน) แวะเข้า
ร้านกาแฟสดกัน เห็นร้านกาแฟสดยี่ห้อ เด่นชัย นี้ มีแทบจะทุกปั๊มน้ำมัน
ตลอดทางได้ครับ พอกาแฟเข้าท้อง เห็นเริ่มดี๊ด๊า ขึ้นมาหน่อย

     จากร้านกาแฟ เรามาแวะเที่ยวที่ เขื่อนภูมิพล ซึ่งผมพลาดเข้าไปเที่ยว
ที่นี่นับสิบครั้งแล้ว ไม่รู้ว่าทำไม พอจะได้แวะเป็นต้องไม่ได้แวะทุกที เที่ยวนี้
เกือบไม่ได้แวะอีก แต่เผอิญทุกคนก็อยากเข้าไปด้วย เลยแวะซะหน่อย
พอเข้าไป ปรากฏว่าไม่มีที่จอดรถครับ ต้องขับรถขึ้นไปส่งที่สันเขื่อน แล้วให้
คนขับรถ หาที่จอดอีกครั้ง

     ก่อนจะเดินเที่ยวกัน เหมือนนัดกันไว้ ทุกคนพร้อมใจกันเข้าห้องน้ำก่อน
เป็นอันดับแรกเลยครับ อากาศค่อนข้างเย็น ปวดฉี่ตามๆกัน

      เดินเข้าห้องน้ำ เท่าที่สังเกตุ ทุกคน จะคล้ายๆกัน หันหน้าเข้ากำแพง
จะ จดหู กันเกือบทุกคน

     "จดหู?" อ่ะอ่ะ! เริ่ม งง มันจะจดทำไม หูน่ะ ... อากาศมันเย็นมากครับ
ส่วนมากแล้ว จะ จดหู กัน

       ไม่เชื่อถามผู้ชาย ข้างๆสิ เวลาอากาศเย็น เข้าห้องน้ำ จดหูหรือเปล่า

::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::
::


     พอเรียบร้อยจากห้องน้ำมาแล้ว เที่ยวถ่ายรูปกัน กล้องถ่ายรูปมีทุกคน
เป็น Digital กันทั้งหมด มีผมเท่านั้นแหละที่มีทั้งกล้อง Digital แล้ว
มีกล้องที่ใช้ฟิล์ม งานนี้รูปเพียบ หนักรถพิลึก กล้องฟิล์มถ่ายหมดไปอีก
ประมาณ 20 กว่ารูป แต่กล้อง Digital อีกเพียบ

    น้ำที่หน้าเขื่อนเยอะมาก เท่าที่เห็นเขาปักป้ายบอกระยะความลึกไว้ที่บริเวณ
หน้าเขาฝั่งตรงข้ามไว้ที่ระยะ 260 เมตร ... . . โห!! น้ำเกือบเต็มเขื่อน แต่กลับกัน
มามองที่อีกฝั่งทางใต้ ฝั่งที่ผลิตไฟฟ้าน่ะ น้ำไหลไม่แรง เท่าไหร่นะ แสดงว่า
ระดับน้ำ ขนาดนี้เขื่อนยังพอรับไว้

     คิดเล่นๆนะครับ ถ้าเกิดไม่มีเขื่อนกั้นน้ำไว้นี่ ช่วงที่ฝนตกหนักๆ กรุงเทพฯ
คงจมน้ำไปแล้ว(ป่านนี้ คงได้หัดดำน้ำโดยไม่ต้องไปทะเลกันแล้ว)
    
     อยู่ที่เขื่อนประมาณครึ่งชั่วโมง กลับออกมาเดิน
มาจะขึ้นรถ เจอ กระชายดำสด (เขาขาย .. ไม่ได้เจอ)
พี่หมีบอกว่า ช่วยถ่ายรูปเก็บไว้ด้วยจะลงเว็บ มีแต่
รายละเอียด ไม่มีรูปเห็นว่าบำรุงสมรรถภาพ
ทางเพศด้วย (ไม่เคยลองด้วย สิ ใครเคยลอง
บอกด้วยครับ ว่าเป็นไง)

        ระหว่างทางที่จะออกจากเขื่อนพี่สุนทร ขอให้จอดรถเป็นระยะ
(ไม่ได้บอกซะด้วยว่า ระยะเท่าไหร่ถึงจะจอด) เพื่อถ่ายรูปเสาไฟฟ้าบ้าง
สถานีไฟฟ้าบ้าง แกหาพันธุ์เสาไฟฟ้า เตรียมไปปลูกที่ขอนแก่นบ้างแน่ๆ
(พี่สุนทรเป็นอาจารย์ที่ขอนแก่นครับ)
พี่สุนทรนี่จะรับส่งมุข ขำขำ

     ระหว่างทางตลอดครับ อย่างป้ายจราจรที่ทางออก
   จากเขื่อนเจอป้ายเขียนไว้ว่า "ขับช้าๆ 40 ก.ม."
   พี่สุนทรท่านแปลความหมายได้น่าคิดว่า
   ให้ขับช้าๆไป 40 ก.ม.
คนขับรถนึกว่าให้ขับช้าๆ
    แกขับรถช้าประมาณเกือบกิโล เห็นจะได้ โอ่ ย ย ..
    นึกว่ารถเสีย(ป้ายที่เห็นนี้ในนี้น่ะ ไม่ใช่ป้ายที่บอกหรอก
    เป็นตัวอย่างให้เห็น)

       หลังจากที่ออกมาจากเขื่อนแล้วก็หลับกันเป็นส่วนใหญ่
     เราเดินทางมาถึงเชียงใหม่ประมาณ 1ทุ่มเศษ(เศษอีกแล้ว)
ก่อนจะได้ทานข้าว หลงครับหลง หาทางเข้าบ้านเพื่อนพี่หมี
ไม่เจอ หลงถนน ได้แต่วนไปวนมา รถก็ติดด้วย ทีแรกนึกว่ากลับมาถึง
กรุงเทพฯ ซะอีก

       เราเข้ามาจอดรถที่วัดซึ่งอยู่หลังไนท์พลาซาร์ แล้วก็เดินเข้าถนน
(ป้ายมันเขียนว่าถนนกำแพงดิน 2) แต่ถนนที่เข้ามาที่วัดน่ะ เขาเรียกว่า
"ซอย" ซึ่งมันกว้างพอๆให้รถสวนกันไปมาได้ โดยไม่ต้องจอดน่ะ ถนนที่
เดินเข้าบ้านเพื่อนพี่หมีน่ะรถยนต์ขนาดรถเบนซ์ S500 เข้าไม่รอดนะ
เอาเป็นว่าถนนก็ถนนนะ อย่าไปเปลี่ยนเลย เดี๋ยวชาวบ้านเขาเข้าบ้านไม่ถูก
จะเดือดร้อนกันใหญ่

      หิวแล้วครับ อาหารค่ำวันนี้เป็นอาหาร "พื้นบ้าน" แท้ๆ มีแกงไก่
ผัดผัก หมูทอด ขนมจีน ข้าวสวยร้อนๆ หลายคนสงสัยแล้วเรียกว่า
อาหารพื้นบ้านตรงไหน อาหารทางเหนือก็ต้องพวกขนมจีนซาวน้ำหรือไม่
ก็แกงฮังเล หรือว่าข้าวซอย อันนี้จะบอกให้ว่าอาหารที่เราทั้งหมดทานกันน่ะ
อาหารพื้นบ้านจริงๆครับ เพราะว่าเพื่อนพี่หมี(ต่อไปจะเรียกว่า พี่จำรูญ)
เขาปูเสื่อที่พื้นบ้าน ให้เรานั่งทานข้าวกัน นี่แหละครับอาหารพื้นบ้านของแท้

     ทานกันเสร็จ ออกไปเดินย่อกันที่ "ถนนคนเดิน" จริงๆแล้ว เห็นมีที่
ไม่ใช่ คน ก็เดินนะ กัน เขาจะปิดถนน เพื่อให้ผู้คนมาขายของกัน คล้ายๆกับ
ถนนข้าวสารนั่นแหละครับ แต่ที่นี่ไม่ให้รถยนต์ผ่าน มีแต่คนเยอะแยะ มีของ
ขายเยอะเหมือนกัน รวมทั้งวงดนตรีพื้นเมืองมานั่งบรรเลงกันเป็นวง หรือ
แม้กระทั่งมาเล่นกีต้าร์ที่ไม่เป็นวง เพื่อให้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาโยนเหรียญ
หรือแบ๊งค์ หรือที่เรียบร้อยก็วางให้ ที่เห็นแปลกคือมีนักเรียนมานั่งเล่นกีต้าร์
กัน 2 คนแล้วก็ยืนร้องอีก 1 คน ที่กรุงเทพฯ เห็นคนเดียวทั้งร้องทั้งเล่นกีต้าร์
แต่ก็ไม่น่าแปลก (สรุปแปลกหรือไม่แปลก) ช่วยกันทำมาหากิน สนุกไปอีกแบบ
ทีแรกว่าจะเข้าไปร่วมแจมด้วยแล้ว

     "นี่ถ้าเป็นเมื่อสัก 10 กว่าปีก่อน คงเข้าไปร่วมด้วยแล้วนะนี่"
     ผมทำเหมือนอยากจะเข้าไปแจมด้วย
    "ทำไมต้อง 10 กว่าปีก่อนด้วยล่ะ ตอนนี้ไม่ได้เหรอ"

      เจ้าอร ทำหน้าเป็นเจ้าหนูจำไม อีกแล้ว
    "ตอนนี้หน้าเริ่มบางแล้ว ไม่งั้นไม่ต้องทาโลชั่นกันหนาวหรอก"
      ผมตอบแบบ ว่าดูดีแล้ว เจ้าอรสวนมาทันที
    "แบบว่าเมื่อก่อนหน้าด้านนั่นแหละ"
น้าน น รู้ทัน

     เดินไปสักพักเจอฝรั่งเป่าแตรแบบของทางประเทศสวิสเซอร์แลนด์
ยืนเป่าแตร หันไปหาคนโน้นทีคนนี้ที มองเหมือน คนมีงวง มากกว่านะ
เห็นเงิน ในกล่องที่วางข้างหน้าเยอะเหมือกัน ว่าจะขอเก็บค่านายหน้า
สักกะหน่อย กลัวเขาเขาแตรฟาดเอา เลยเดินไปทางอื่นดีกว่า เดี๋ยวเขาจะ
กลับกลายมาขอเราแทน .. ไม่อา ว วว ไม่อาววว ขาดดุลการค้า ไม่ดีไม่ดี

     ถัดไปอีกก็เจอนักศึกษามาขอบริจาคเงินเพื่อไปจัดงานวันเด็ก ให้เด็กๆ
ชาวเขากัน มีเพื่อนๆมานั่งร้องเพลงกัน 3-4 คน แต่ฟังแล้ว ไม่ค่อยเป็นเพลง
สักเท่าไหร่ เหมือนน้องเขาง่วงนอนแล้วอยากหาว ประมาณนั้น แต่น่าดีใจ
ที่เขายังสนใจเด็กๆ ที่ด้อยโอกาส (อันนี้ ไม่รู้จริงเปล่า)

      ผมกับเจ้าอรเดินมาถึงหน้าเวทีที่จัดงานรับปีใหม่ก่อนคนอื่นๆ ที่มา
ด้วยกันเจ้าอรแวะซื้อผ้าพันคอกับหมวก ซื้อไว้เผื่อ เดี๋ยวขึ้นดอย คงจะหนาว
(แล้วมันก็หนาวจริงๆ) ได้ผ้าพันคอมา 2 ผืน หมวกอีก 2 ใบ

      พี่หมีกับคนอื่นๆได้ของกันคนละอย่างสองอย่าง

     เราเดินกลับมาที่บ้านของพี่จำรูญอีกครั้ง ระหว่างทางก็แวะร้านโน้นที
ร้านนี้ที เผื่อเจอแม่ค้า งามแต๊แต๊..อย่างชาวเหนือบ้าง แต่..ไม่ได้มองสักคน
ขืนมองเจ้าอรเอากล้องทุบหัวผม..ทำไงล่ะ..(ไม่ยากส์ ส่งโรงพยาบาลสิ..)

      กลับมาที่บ้านพี่จำรูญอีกครั้ง เพื่อจะได้ไปที่พัก ซึ่งพี่จำรูญจัดไว้ให้พัก
ที่ โรงเรียนฝึกอาชีพคนตาบอด อยู่ที่อำเภอสันทราย ห่างจากตัวเมืองประมาณ
10 กว่ากิโลเมตร จากตัวเมืองเชียงใหม่

      พอถึงทางเข้า ซึ่งมืดมาก เพราะเขาไม่ได้ติดไฟฟ้าไว้ ตรงทางเข้า
พี่สุนทรบอกว่าที่เขาไม่ทำทางเข้าให้สว่าง เหมือนโรงเรียนอื่นๆ เพราะว่า
"ทำให้สว่าง คนตาบอดก็มองไม่เห็นอยู่ดี" ข้อคิดนี้ดีครับ แต่ไม่น่า
ให้พักด้วย เลยนะนี่ ..

         บ้านพักชื่อ เรือนมยุรา
   (ไม่มีเรือนปัญญา ครับเดี๋ยวจะเป็น
   รายการ ชิงร้อยชิงล้าน ซะก่อน)

เป็นบ้านเรือนไทย มี 2 ห้องนอน
1 ห้องน้ำกับ 1 เครื่องซักผ้า กับราวตากผ้าใต้ถุน ที่หน้าบ้านมี เรือนเล็กๆ
ไว้ให้นั่งปลดทุกข์กัน เอ้าจริงๆนะ เวลาหิวก็ทุกข์แล้ว มานั่งกินขนม
กินข้าวกันได้ด้วย หรือกินกาแฟก็ได้ ดีนะ ไม่ทำเป็นที่นอนด้วย

      พอถึงที่นอน หลับครับผมหลับก่อนคนอื่นๆ ครับ น้ำไม่ได้อาบด้วย
กะว่า จะนอนเล่นๆ สักพักแล้วจะอาบน้ำ อิอิ ตื่นมาอีกทีเกือบตี 5 แล้ว
นอนต่อดีกว่า

     ผมนอนห้องข้างนอกสองคนกับเจ้าอร (อ่ะๆๆ ไม่ต้องคิดอื่นไกลนะครับ
รับรองสงครามไม่มี) อีกห้องนอนกัน 4 คน พี่หมี พี่สุนทร ทีน นอนด้วยกัน
ส่วนแม่ นอนอีกฝากนึงของห้อง

     เมื่อคืนรู้สึกว่ามีคนมาแอบถ่ายรูปผมไป ตอนที่นอนอยู่ ยังหารูปตัวเอง
ไม่เจอครับ สงสัยพี่สุนทรแน่ๆ ไม่รู้ว่าป่านนี้แก เอารูปออกจากขอนไม้ เอ๊ย!
จากกล้อง Digital A40 ของแกได้หรือยัง เพราะเห็นชอบ เอามาหา Menu
หรือไม่ก็พยายามจะแกะ ออกมาสำรวจว่าข้างใน จะขาวเหมือนสาวๆ เหนือ
หรือเปล่า ป่านนี้ คงส่งเข้าอู่เช็คช่วงล่างไปแล้ว มั้ง .. ฮา า า



                                                                       มีต่ออีกนะ click ที่นี่ได้

                           ดูรูปหน้าที่ [ 1 ][ 2 ][ 3 ][ 4 ][ 5 ][ 6 ][ 7 ][ 8 ][ 9 ][ 10 ]

Hosted by www.Geocities.ws

1