จุดประสงค์หลักของ NSFnet ก็เพื่อสนับสนุนการศึกษาและการวิจัย การใช้งานเครือข่ายนี้เพื่อการธุรกิจเป็นการไม่เหมาะสม ถึงแม้ว่าคำแนะนำว่าคุณสามารถ ใช้อะไรได้บ้างยังคงเป็นปัญหาอยู่ แต่นโยบายการใช้งานที่เหมาะสม (Appropriate use policy) ของ NSFnet ได้ทำให้จุดประสงค์หลักชัดเจนขึ้น กิจกรรมทางธุรกิจเป็นสิ่งที่ห้ามเด็ดขาด ในหลายกรณีถึงแม้ว่ามันจะเป็นไปได้ ที่จะส่งข้อมูลทางธุรกิจจากเครือข่ายสองแห่งที่เชื่อมต่อกันผ่าน NSFnet แต่ก็เป็นสิ่งที่ไม่ได้ อนุญาต ในปี ค.ศ. 1991 กลุ่มเครือข่ายทางด้านธุรกิจกลุ่มเล็ก ๆ ได้สร้างเครือข่าย ของตัวเองขึ้นมา เช่น Commercial Internet Exchange (CIX) ซึ่งยอมให้มีการใช้งานทางธุรกิจ และไม่มีนโยบายการใช้งานที่เหมาะสมที่จุกจิกเหล่านั้น การเชื่อมต่อแบบหมุนโทรศัพท์เข้าไป (Dial up connection) เมื่อต้องการเข้าถึง Internet โดยวิธีการเชื่อมต่อแบบใช้ Modem หมุนเข้า Host หรือ ISP การเข้าถึงแบบ Command line ผ่านผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตในท้องถิ่น คือ วิธีการที่ธรรมดาที่สุด ซึ่งมีค่าใช้จ่ายน้อย เรียนรู้ได้ง่าย ก็ต้องใช้ Protocol ในการโอนถ่ายไฟล์ข้อมูล เช่น XMODEM, ZMODEM หรือ Kermit การเข้าถึงแบบ IP access เช่น Serial Line Internet Protocol (SLIP) และ Point to Point Protocol (PPP) จะทำให้คอมพิวเตอร์ติดต่อกับ Internet ได้ ซึ่งสามารถใช้ Software ต่าง ๆ ได้ เช่น FTP, Gopher, Telnet, Browser Dedicated Internet access คือ องค์กรที่ไม่หวังผลกำไร เช่น ชมรมคอมพิวเตอร์ โรงเรียน มหาวิทยาลัย Commercial online service คือ บริการออนไลน์เชิงพาณิชย์ เป็นระบบคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ที่มีอยู่ทั่วโลกต่างกับบริการ ยูนิกซ์ที่เข้าถึงโดยสาธารณะ และให้ผู้บริการ IP ต่างกันที่การบริการที่หลากหลายมากกว่าการเข้าถึง Internet เช่น ฐานข้อมูลของข้อมูลต่าง ๆ เกมแบบ Online ห้องสมุดไฟล์และ อื่น ๆ อีกมากมาย List PDIAL คือ list ของผู้ให้บริการที่เสนอการเชื่อมต่อกับ Internet แบบหมุนเข้า (Dial up) เนื่องจากมีผู้ให้บริการเข้าและออกอยู่ทุกวัน NIXPUB คือ บริการฟรีสาธารณะชนิดหนึ่ง เป็นรายการใหญ่ของการเข้าถึงสาธารณะ (Public-access) การเข้าถึง Internet ที่ดีที่สุดจะประกอบด้วย กลุ่มข่าว และ E-mail รวมถึงเครื่องมือแบบโต้ตอบของ Internet ได้แก่ Telnet, FTP, Gopher และอื่น ๆ เครื่องมือเหล่านี้ถูกเรียกว่า Interactive ก็เพราะว่าคุณใช้มันเพื่อติดต่อกับคนและ Computer อื่น ๆ ได้ในทันทีทันใด (Real time)
การทำงานของ Internet
การรับส่งข้อมูล, ภาพและเสียงผ่านอินเตอร์เน็ต สิ่งที่ทำให้อินเตอร์เน็ตโดดเด่นขึ้นมาเหนือบริการสื่อสารข้อมูลสมัยก่อนก็คือ ความสามารถในการรับส่งข้อมูลได้หลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นการรับส่งข้อมูลตัวอักษร ข้อมูลภาพ/กราฟิก รวมถึงข้อมูลที่เป็นเสียงหรือภาพเคลื่อนไหวที่เรียกว่ามัลติมีเดีย (Multimedia) ซึ่งในการสื่อสารข้อมูลสมัยก่อน ทำได้ลำบากเนื่องจากเทคโนโลยีต่างๆ เช่น เทคโนโลยีการรับส่งข้อมูลผ่านโมเด็ม และเทคโนโลยีของการบีบขนาดข้อมูลของภาพและเสียงยังไม่ก้าวหน้าพอ โมเด็มในช่วงไม่กี่ปีก่อนมีความเร็วสูงสุดในการรับส่งข้อมูลเพียง 9,600 บิตต่อวินาที ซึ่งใช้ได้กับการรับส่งข้อมูลที่เป็นข้อความ แต่ช้าเกินไปสำหรับภาพและเสียง และยังมีราคาแพงมากถึงเครื่องละหลายหมื่นบาท ต่อมาได้มีการพัฒนาเทคนิคการรับส่งข้อมูลผ่านโมเด็มให้สูงขึ้นเป็น 36,600 บิตต่อวินาที เรียกว่ามาตรฐาน V.42 bis และมาตรฐานใหม่ที่รับส่งข้อมูลได้สูงถึง 52,000 บิตต่อวินาที เรียกว่ามาตรฐาน V.90 ซึ่งเมื่อเทียบกับของเดิมแล้วเร็วกว่าเก่าถึง 5 เท่าตัว อีกทั้งราคาของโมเด็ม V.42 ก็ถูกลงมากเหลือเพียงเครื่องละไม่ถึงหมื่นบาทและกำลังลดราคาลงเรื่อยๆ ทำให้คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลสามารถเชื่อมต่อเข้ากับเครือข่ายของอินเตอร์เน็ต ได้ในราคาถูกผ่านสายโทรศัพท์ โดยมีความเร็วในการรับส่งข้อมูลสูงเพียงพอที่จะรับมือกับปริมาณมหาศาลของข้อมูลที่เป็นภาพ เสียงและภาพเคลื่อนไหวได้ เทคโนโลยีในการบีบขนาดของข้อมูลภาพ เสียง และภาพเคลื่อนไหว ก็ช่วยทำให้เราส่งข้อมูลได้เร็วขึ้นในสายส่งข้อมูลเดิมที่เรามีอยู่ เช่น การบีบขนาดข้อมูล ภาพแบบ Joint Photographic Expert Group (JPEG) สามารถบีบขนาดข้อมูลภาพลงได้ตั้งแต่ 10 เท่า หรือมากกว่านั้นขึ้นกับคุณภาพของภาพผลลัพธ์ที่ต้องการ เท่ากับว่าเราส่งภาพได้เร็วขึ้น 10 เท่าโดยใช้ความเร็วการรับส่งข้อมูลในสายเท่าเดิม หรือการบีบขนาดข้อมูลภาพเคลื่อนไหวตามแบบที่เรียกว่า Motion Picture Expert Group (MPEG) ก็สามารถบีบขนาดของภาพเคลื่อนไหวและเสียงที่จะแสดงบนจอคอมพิวเตอร์ได้เหมือนภาพจากโทรทัศน์ลงเป็นสิบๆ เท่าจากขนาดข้อมูลเดิม เช่นเดียวกัน เมื่อรวมกับความเร็วในการรับส่งข้อมูลที่สูงขึ้นของโมเด็มแล้วก็ทำให้การรับส่งข้อมูลภาพ ภาพ เสียงและภาพเคลื่อนไหวผ่านเครือข่ายของอินเตอร์เน็ต ทำได้อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในอดีต โดยใช้เวลาการรับส่งข้อมูลไม่นานเกินไปนัก แต่ถึงแม้ว่าความเร็วในการรับส่งข้อมูลผ่านโมเด็มและเทคนิคการบีบขนาดของข้อมูลจะถูกพัฒนาให้ดีขึ้นมาก แต่ในปัจจุบันการรับส่งข้อมูลภาพ เสียงและภาพเคลื่อนไหวผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ตก็ยังคงใช้เวลานานพอสมควร เช่น ภาพสีแบบ JPEG ขนาดเล็ก 30 ถึง 40 กิโลไบต์ใช้เวลารับส่งข้อมูล นานหลายสิบวินาทีถึงหนึ่งนาที ข้อมูลเสียงใช้เวลารับส่งนานหลายนาที และข้อมูลที่เป็นภาพเคลื่อนไหวใช้เวลารับส่งนานหลายสิบนาที ซึ่งก็ยังนับว่าไม่รวดเร็วทันใจเท่าที่ควรเพราะทำให้ต้องเก็บข้อมูลภาพเคลื่อนไหวและเสียงพักลงในไฟล์ก่อน ยังไม่สามารถนำมาแสดงผลในลักษณะทันทีทันใด (Real Time) ได้ คาดว่าเมื่อความเร็ว