::ข่าวเก่า(Báo cựu):
|
North and South Language |
มีเพื่อนๆหลายคน บ่นว่าคำในภาษาเวียตนามมีคำเรียกที่แตกต่างกัน เนื่องจากเวียตนามเองประกอบด้วยชนกลุ่มหลายกลุ่มด้วยกัน หลักๆก็มี ภาษาเหนือ, กลาง,ใต้ นอกนั้นก็มีภาษาตะวันออก ,ตก ,จาม(ông-ออม-ท่าน,คุณ) ภาษาชาวเขา(người núi =เหง่ย นุ้ย) กว่า 50 เผ่า ซึ่งโดยมากอาศัยอยู่ตามภาคเหนือเช่น เมืองSapa...ซึ่งรวมถึงเผ่าไท้( Thái) หรือคนไทย ซึ่งผมได้ดูวีดีโอไว้เล่ารายละเอียดคราวต่อไป อื่นๆตามแนวเขาฝั่งที่ติดกับลาว
อย่างที่ผมเคยไปเที่ยวที่ เมืองด่าลัด จะมีสถานที่แห่งหนึ่งชื่อว่าเขา Lang Biang(ลาง เบียง) ซึ่งเป็นอนุสรณ์สถานแห่งความรัก ใครอยากสมหวังเรื่องความรักก็ลองไปดู ที่นั่นมีชาวเขาเผ่าลาว ก็พูดคุยกับเราได้รู้เรื่องที่สุด เขามีหลายเรื่องเล่ากับเรา เอาไว้คงเล่าในคราวต่อไป ก่อนสงครามเวียตนาม(กับอเมริกา) เมืองไซง่อนหรือโฮจิมินห์ชื่อใหม่นั้น เป็นเมืองที่มีความเจริญมากกว่าบางกอกหรือกรุงเทพของเราเสียอีก กลุ่มคนไม่ว่าจะภาคกลาง เว้ ด่าหนัง ยาจาง ต่างก็เข้ามาทำงาน บ้างเรียนหนังสือ หลังจากสงครามเวียตนามสิ้นสุดกลุ่มปัญญาชนที่ไม่พอใจต่างกลัวและพยายามหลบหนี
บางคนที่อยู่ในเหตุการณ์เล่าให้ผมฟังว่า เขาคงจะเรียนจบมหาวิทยาลัย มีงานดีเงินดีไปแล้วถ้าไม่เกิดเหตุการณ์นี้ ดังนั้นในเขตภาคใต้ อย่างในเมืองโฮจิมินห์ การที่จะหาอาหารภาคกลางจึงไม่ยาก เพราะโดยมากจะเป็นคนภาคกลาง เพื่อนเวียตผมบางคนมีสายมาจากราชวงศ์เก่าแก่ทางภาคกลาง เคยไปนั่งดูรายชื่อสายตระกูลยาวสี่ห้าพับเลย ฮ่า...
ด้วยปัจจุบัน สื่อต่างๆ ไม่ว่าหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์(เว้นแต่ HTV และ Local อื่นๆ) ที่เป็นภาษากลาง ทำให้เด็กรุ่นใหม่ใช้ภาษากลาง ก็มีแต่รุ่นพ่อแม่เท่านั้นที่ยังคงใช้ภาษาถิ่นเดิม พอจะยกตัวอย่างคำดังนี้
-คำขานรับ ภาคเหนือจะเป็น Vang=ฟวัง ทางใต้จะเเป็น da=ยา(เสียงสระออกสั้น) ผมว่าคล้ายคำว่า จ๊ะ อย่างบ้านเราใช้กัน แต่เวลาผมพูดทีไร นึกถึงเวลากะเทยพูดทุกที
-ชามก๋วยเตี๋ยว เวลาแวะไปกินข้างถนนที่ภาคใต้ ผมก็จะสั่งก๋วยเตี๋ยวชามนึง(Cho anh một cái to=จอ อัน หมด ไก๊ ตอ-ว) แต่ไปกินข้าวบ้านเพื่อนคนเหนือ ต้องเรียกชามว่า ไก๊ บั๊ด(cái bát) ไม่ได้เรียกว่า ไก๊ ตอ-ว สาเหตุถ้าจะให้เดาก็คงเนื่องจาก คำว่า บั๊ด นั้น น่าจะคล้ายภาษาเหนือบ้านเราว่า "หลวง" ที่แปลว่า ใหญ่ รวมก็คือ ชามใบใหญ่นั้นเอง ส่วนคำว่า ตอ-ว นั้น แปลว่าใหญ่ อยู่แล้ว
-ตอนไปร้านถ่ายรูปเพื่อทำVisa ทางภาคใต้จะเรียยกรูปถ่ายหรือรูป ว่า "จุบ เพิ่น" แต่ว่าภาษาเหนือจะเรียกว่า "จุบ อั๋น(chụp ảnh) หรือ อั๋น" ผมกับพี่คนหนึ่งก็เข้าใจผิดกันบ่อยๆเวลาเรียกกัน
คงมีหลากหลายคำ ที่ผมเองก็จำไม่ได้แล้ว ล่ะ
|
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
Vietnamese Name |
เมื่อวานโดนบ่นว่าไม่ค่อยปรับปรุงข้อมูล ก็เลยโดดงานช่วงเช้า มาว่ากันถึง เรื่องชื่อนามสกุลของคนเวียตนามกันในวันนี้ ผมเคยเข้าไปนอนโรงพยาบาลเหวี๋ยงทอม(อดีตบ้านพักหรือที่ทำการประธานาธิบดีเวียตนามใต้ ไม่แน่ใจ) ดีที่เพื่อนคนหนึ่งมีลุงเขาทำงานกระทรวงสาธารณะสุขฮานอยเลยเข้าไปใช้บริการได้ ผมเลยได้ชื่อว่า Nguyễn Văn Đồng ถูกบันทึกประวัติไปแล้ว นอกเรื่องอีกแล้ว โดยทั่วไปชื่อคนเวียตนามจะมีด้วยกันสามส่วน มีบ้างที่มีเพียงสองส่วน แล้วค่อยกล่าวถึงต่อไป ส่วนแรกเป็นชื่อแซ่ตระกูล เช่นที่เราพบเห็นกันบ่อย เช่นNguyen,Tran,Le,Vu,Vo,Hoang,Huynh,Pham,Ngo,Truong,Phan,Doan,Thai,Trinh,Dang,Bui,Lam,Cao,Duong,Dinh,Do,Luu,Ly... ส่วนที่สองจะเป็นชื่อกลางบอกลักษณะเฉพาะ อย่างบ้านเราก็นางสาว หรือนาย เช่น Van,Dinh,Huu,Thi ... ส่วนคำสุดท้ายเป็นชื่อจริงที่เราใช้เรียกกัน อย่างเพื่อนชายผมคนหนึ่ง ชื่อ Nguyen Van Nam(เหวียน ฟวัง นาม) ชื่อ จริง คือ นาม ,ฟวัง แสดงว่าเป็นเพศชาย,แซ่สกุล เหวียน โดยมากแซ่ตระกูล เหวียน จะมีเยอะมากมาก ชื่อส่วนมากมีที่มาจากเทพเจ้า หรือวีรบุรุษ ในตำนาน ซึ่งดูจากการเรียงคำแล้วคล้ายของฝรั่ง แต่บางทีชื่อกลางไม่มี อย่างพวกนักร้องสังเกตดูจะมีเพียงสองส่วน เช่น Cam Ly,Duy manh,My tam,Dan Troung... หรือชื่อถนน Le Loi,Nguyen Trai...ที่เวียตนามก็เป็นชื่อบุคคลในหน้าประวัติศาสตร์ วันเหตุการณ์สำคัญ ชื่อถนนมีเหมือนกันทุกเขตจังหวัด(คงเพื่อปลุกใจรักชาติ) โดยมากจะเป็นชื่อสองคำจะเป็นของเพศชาย กว่า 22% ในจำนวน 3,282 ชื่อ
ทั้งนี้เชื่อว่าแซ่มีโดยหลักมีเพียง100แซ่ตระกูล(Tram Ho)เขตสามเหลี่ยมลุ่มแม่น้ำแดงเวียตนามเหนือ นอกนั้นมีประปรายไม่เกิน 202 แซ่ ชื่อแซ่จะมีเพียงหนึ่งคำ ส่วนที่ จ.บั๊กนินห์ ที่ภาคเหนือ ค้นพบว่ามีกว่า 99 แซ่ โดยกว่า 40% เป็นแซ่เหวียน โดยตามบันทึกนักภูมิศาสตร์ฝรั่งเศสสมัยเป็นอาณานิคมฝรั่งเศส กล่าวว่าผู้คนแถวอ่าวตังเกี๋ยเวียตนามเหนือ มีชื่อแซ่ส่วนใหญ่รับมาจากคำอักษรภาษาจีน และคำบางส่วนก็รับมาจากชาวจามทางภาคใต้ เช่น Ong,Ma,Tra,Che,Lang,Sam...แต่ก็มีแซ่ตระกูลที่มีคำสองคำ เช่น Nguyen-Tan,Nguyen-Khoa,Ho dac...โดยคำแรกเป็นต้นแซ่เดิม คำหลังเป็นแซ่ปัจจุบัน (อย่างคนที่มาจากตระกูลสูงบ้านเราที่ยังมีสกุลในวงเล็บให้รู้ว่ามาจากผู้ดีแต่มาแต่งงานเข้าอีกตระกูลนะครับ) อย่างแซ่Nguyen และ Tran ที่แตกหน่อไปหลายช่วง ก็นิยมผสมแซ่โดยขีดคั่นชื่อ แต่แซ่Uat-tri,Gia-cat ไม่ได้เป็นแซ่คนเวียตนามแต่เป็นแซ่ตระกูลมาจากจีนเป็นแซ่ตะกูลของกษัตริย์ ฝ่ายชายในตระกูลกษัตริย์ซึ่งไม่ได้มาจากแซ่เหวียนจะใช้แซ่ว่า Ton-that ส่วนผู้หญิงใช้แซ่ว่า Ton-nu
ชื่อกลางเป็นส่วนที่ทำให้รู้ว่าคนนี้เพศอะไร(เว้นแต่กะเทยคงต้องเดาหน่อย)ส่วนหญิงจะนิยมใช้คำว่า Thi (ถิ) มาจากคำว่า ชิ ในภาษาจีน ส่วนชายจะนิยมใช้คำว่า Van,Huu,Duc(ดึ้ก),Dinh,Xuan,Ngoc,Quang(กวาง),Cong...ดังนั้นในหนึ่งครอบครัวมีเหมือนกันที่ใช้ชื่อกลางเดียวกัน หรือชื่อกลางแสดงลำดับพี่น้องในครอบครัวอย่าง Manh,Trong,Qui หรือที่เคยได้ยินว่าพี่ใหญ่ ส่วนรองลงมาก็เรียกว่า Gia ก็คือพี่รองน้องเล็กประมาณนี้ อย่างพี่ชายคนโตเรียกว่า Ba น้องชายคนเล็กเรียกว่า Thuc(ถุบ) โดยมากชื่อกลางจะไม่หมายถึงรุ่นในตระกูลเว้นแต่ในราชวงศ์เท่านั้นที่ใช้อย่าง Nguyen(-Phuc) Anh ซึ่งเป็นลูกชายกษัตริย์Gia-Long(ยาลอง) ส่วนคนทั่วไปอย่างเพื่อนผมคนฮานอย ชื่อตามบัตรประชาชนว่า Nguyen Thi Thu Thuy ชื่อ คุณถุ๋ย เป็นผู้หญิง คุณพ่อแซ่เหวียน แม่แซ่ทู แต่เพื่อนผมว่าเขาชื่อเต็มว่า Doan Thi Thu Thuy แซ่เหวียนเป็นแซ่คุณตา จริงแล้วคุณพ่อแซ่ดวน คิดว่าคงเป็นแนวทางให้เพื่อนๆในการสังเกตได้นะครับ |
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
Life on Motocycle |
มีเพื่อนๆหลายคน บ่นว่าคำในภาษาเวียตนามมีคำเรียกที่แตกต่างกัน เนื่องจากเวียตนามเองประกอบด้วยชนกลุ่มหลายกลุ่มด้วยกัน หลักๆก็มี ภาษาเหนือ, กลาง,ใต้ นอกนั้นก็มีภาษาตะวันออก ,ตก ,จาม(ông-ออม-ท่าน,คุณ) ภาษาชาวเขา(người núi =เหง่ย นุ้ย) กว่า 50 เผ่า ซึ่งโดยมากอาศัยอยู่ตามภาคเหนือเช่น เมืองSapa...ซึ่งรวมถึงเผ่าไท้( Thái) หรือคนไทย ซึ่งผมได้ดูวีดีโอไว้เล่ารายละเอียดคราวต่อไป อื่นๆตามแนวเขาฝั่งที่ติดกับลาว
อย่างที่ผมเคยไปเที่ยวที่ เมืองด่าลัด จะมีสถานที่แห่งหนึ่งชื่อว่าเขา Lang Biang(ลาง เบียง) ซึ่งเป็นอนุสรณ์สถานแห่งความรัก ใครอยากสมหวังเรื่องความรักก็ลองไปดู ที่นั่นมีชาวเขาเผ่าลาว ก็พูดคุยกับเราได้รู้เรื่องที่สุด เขามีหลายเรื่องเล่ากับเรา เอาไว้คงเล่าในคราวต่อไป ก่อนสงครามเวียตนาม(กับอเมริกา) เมืองไซง่อนหรือโฮจิมินห์ชื่อใหม่นั้น เป็นเมืองที่มีความเจริญมากกว่าบางกอกหรือกรุงเทพของเราเสียอีก กลุ่มคนไม่ว่าจะภาคกลาง เว้ ด่าหนัง ยาจาง ต่างก็เข้ามาทำงาน บ้างเรียนหนังสือ หลังจากสงครามเวียตนามสิ้นสุดกลุ่มปัญญาชนที่ไม่พอใจต่างกลัวและพยายามหลบหนี
บางคนที่อยู่ในเหตุการณ์เล่าให้ผมฟังว่า เขาคงจะเรียนจบมหาวิทยาลัย มีงานดีเงินดีไปแล้วถ้าไม่เกิดเหตุการณ์นี้ ดังนั้นในเขตภาคใต้ อย่างในเมืองโฮจิมินห์ การที่จะหาอาหารภาคกลางจึงไม่ยาก เพราะโดยมากจะเป็นคนภาคกลาง เพื่อนเวียตผมบางคนมีสายมาจากราชวงศ์เก่าแก่ทางภาคกลาง เคยไปนั่งดูรายชื่อสายตระกูลยาวสี่ห้าพับเลย ฮ่า...
ด้วยปัจจุบัน สื่อต่างๆ ไม่ว่าหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์(เว้นแต่ HTV และ Local อื่นๆ) ที่เป็นภาษากลาง ทำให้เด็กรุ่นใหม่ใช้ภาษากลาง ก็มีแต่รุ่นพ่อแม่เท่านั้นที่ยังคงใช้ภาษาถิ่นเดิม พอจะยกตัวอย่างคำดังนี้
-คำขานรับ ภาคเหนือจะเป็น Vang=ฟวัง ทางใต้จะเเป็น da=ยา(เสียงสระออกสั้น) ผมว่าคล้ายคำว่า จ๊ะ อย่างบ้านเราใช้กัน แต่เวลาผมพูดทีไร นึกถึงเวลากะเทยพูดทุกที
-ชามก๋วยเตี๋ยว เวลาแวะไปกินข้างถนนที่ภาคใต้ ผมก็จะสั่งก๋วยเตี๋ยวชามนึง(Cho anh một cái to=จอ อัน หมด ไก๊ ตอ-ว) แต่ไปกินข้าวบ้านเพื่อนคนเหนือ ต้องเรียกชามว่า ไก๊ บั๊ด(cái bát) ไม่ได้เรียกว่า ไก๊ ตอ-ว สาเหตุถ้าจะให้เดาก็คงเนื่องจาก คำว่า บั๊ด นั้น น่าจะคล้ายภาษาเหนือบ้านเราว่า "หลวง" ที่แปลว่า ใหญ่ รวมก็คือ ชามใบใหญ่นั้นเอง ส่วนคำว่า ตอ-ว นั้น แปลว่าใหญ่ อยู่แล้ว
-ตอนไปร้านถ่ายรูปเพื่อทำVisa ทางภาคใต้จะเรียยกรูปถ่ายหรือรูป ว่า "จุบ เพิ่น" แต่ว่าภาษาเหนือจะเรียกว่า "จุบ อั๋น(chụp ảnh) หรือ อั๋น" ผมกับพี่คนหนึ่งก็เข้าใจผิดกันบ่อยๆเวลาเรียกกัน
คงมีหลากหลายคำ ที่ผมเองก็จำไม่ได้แล้ว ล่ะ
วันนี้มีคำสนน่าใจมาเสนอ "Trơi ơi "
Trơi ơi หรือ เจ่ย เอย เป็นคำสบถ บ่นพึมพำ เหมือนอย่างที่คนไทยเราบ่นกันว่า "โถ่ เอ้ย" ผมค่อนข้างได้ ยินคนเวียตบ่นบ่อยมากมาก เวลามีเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างคาดไม่ถึง เป็น หรือ จะแปลว่า "ซวย แล้ว ตู" "ไม่น่า เลย" หรือ"อะ -ไร ฟ่ะ" อย่างเวลา เจอตำรวจตรวจใบขับขี่งี้ อย่างผมค่อนข้างชอบขับรถกินลมบ่อยๆ แถวเขตหนึ่งโฮจิมินห์บ่อยๆ ช่วงที่อยู่ที่นั่น จุดตรวจที่นั่นผมไม่ได้เห็นว่ามีการตั้งป้ายหยุดตรวจกันหรอก บางจุดค่อนข้างลับตา พอจะบอกเป็นแนวทางได้ หลักๆก็ แถว บริเวณวงเวียนตีนสะพานเดียนเบียนฟู(=เก่า เดี่ยน เบียน ฟู๋) ตรงนี้เป็นวันเวย์บางคนย้อนศรก็โดนครับ แต่ที่ตำรวจจราจรตั้งด่านเห็นบ่อยๆก็บริเวณเส้นทางหัวโค้งถนนโตง ดึ้ก ทั้ง (แถวแยกไป ผับนัมเบอร์วัน ถนนเล ทั้น โตง) เพราะตรงนั้นค่อนข้างมืดหลบมุมดี ผมเจอทีไรต้องหลบเข้าถนนโงว ฟวัง นำ ทุกที(ถ้ามาช่วงกลางวัน ก็ลองแวะตัดผมได้ไม่ไกลโรงแรมRegend เป็น Footpath Hair cut) ส่วนที่อื่นๆก็ตามวงเวียนต่างๆโดยมากจะตรวจทุกต้นเดือนเหมือนบ้านเรา ถ้าออกนอกเมืองก็เตรียมสวมหมวกกันน๊อกหรือหมวกเซฟตี้ก่อสร้างก็ได้ ถ้าไม่มีเขาจะมีจุดให้เช่า ราคา 50.000 ด่อง หรือ เตรียมเงิน 100.000 ด่อง จ่ายค่าปรับกันเอง ฮ่า...โดยมากคนเวียตบ้านนอกจะโดนบ่อย สังเกตไม่ยาก ลองดูที่ป้ายทะเบียน อย่างในเขต อย่างในเมืองแถวแรกของป้ายที่เห็นจะเป็นเลข 51-,52-,53- เวลากลับบ้านช่วงตรุษก็ขนกลับไปบ้านด้วย หลังตรุษก็ขนกลับมาเก็บค่าขนส่งเท่ากับเดินทางหนึ่งคน(แพงครับ แต่จำเป็น) ส่วนรถยนต์ก็เช่นเดียวกัน นอกเหนือจากติดป้ายทะเบียนแล้ว ยังต้องติดป้ายสติ๊กเกอร์เลขทะเบียนรถไว้ที่ด้านข้างรถด้วยทั้งสองฝั่ง เพราะเอาไว้ป้องกันการก่ออาชญากรรม หรือชนคนแล้วหนี ตามจับจะได้ง่าย(แค่ขับในเมืองคงหนียากเพราะรถติด) ส่วนรถมอไซต์ที่ผมใช้ ป้ายมันปลอมจากขนส่งครับ วิธีการสังเกตว่าปลอมหรือไม่ให้ดูที่ ลายปั๊มนูนของขนส่งเวียตนามวงขนาดเท่าเหรียญบาทไทย เสียดายไม่ได้ถ่ายรูปไว้ เพราะถ้าโดนตรวจก็หลายกระทงครับ ฮ่า...ป้ายก็ขาวดำเหมือนบ้านเรา แต่รถยนต์ก็มีต่างกันบ้าง สีอะไร และการนั่งแท๊กซี่ที่ต้องระวังอะไรบ้าง เป็นอย่างไรคงมาต่อกันคราวต่อไปครับ เพื่อนเวียตผมคนหนึ่งมีแนะนำอย่างไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่ว่า ถึงแม้ว่าทุกคนจะขับขี่อย่างถูกกฎจราจร ยังไงก็ต้องโดนจับปรับปีนึงก็อย่างน้อยสองสามครั้ง อันนี้ยืนยันได้ เพราะเพื่อนเวียตคนนี้ขี่รถมอไซต์จนเข้านอน ICU มาแล้ว จริงจริง ฮ่า... |
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
Vietnamese God |
คืนนี้ กลับจากอยุธยาเกือบเที่ยงคืน พอมีเวลาก่อนนอนจะขอเล่าเกี่ยวกับเทพเจ้าความเชื่อของคนเวียตนาม ว่าจะหาข้อมูลเพิ่มเติมจากที่อื่น แต่ไม่มีเวลาแล้ว เอาเป็นว่า เอาจากที่เคยได้ยินคนเวียตเขาเล่าบอกดีกว่า การนับถือเทพเจ้าเท่าที่เห็นก็คล้ายกับจีน พอเปิดประตูบ้านคนเวียต ก็จะเจอซุ้มศาลพระภูมิวางกับพื้น บางที่เป็นซุ้มแดงเหมือนบ้านคนจีนในบ้านเรา แต่บางที่ก็ก่ออิฐก่อช่องเป็นซุ้มพอวางตุ๊กตาหรือรูปปั้น(ไม่รู้ป้องกันไฟไหม้หรือเปล่า) หล่อเทพเจ้าทรงชุดสีแดง หลักๆที่เห็นจะมีสององค์ คือ เทพถั่งต่าย เป็นเทพแห่งความวาสนาบารมีอายุมั่นขวัญยืนไว้เครายาว ส่วนอีกองค์คือ เทพ ออมเด๋ อ้วนท้วนสมบูรณ์หัวเราะร่ามือหนึ่งเอาไว้ถวายจุดใส่บุหรี่ เป็นเทพแห่งความมั่งมีศรีสุข ทุกเช้าเขาจะเอาน้ำใส่จอกจำนวนห้าจอกเรียงหน้ากระดานถวาย ใส่ดอกไม้แจกัน แล้วจุดบุหรี่มวนนึงใส่มือเทพออมเด๋ ตามด้วยจุดธูปอธิฐานสามสี่ก้านปักกระถาง ส่วนเทพแห่งฟ้าดินนั้นคือเทพออมเจ่ย( ông trời) เป็นเทพศักดิ์สิทธิ์องค์หนึ่งแต่ไม่เห็นว่ามีรูปปั้น เป็นเทพสร้างโลกสูงกว่าเทพองค์อื่นๆ นอกนั้นก็มีเทพอื่นๆ ไม่ค่อยรู้จัก เพราะคนเวียตนามโดยมากที่ไปบ้านจะบูชารูปพ่อแม่บรรพชนส่วนมาก |
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
Tradition Vietnamese New Year |
ว่าไปแล้ว วันที่ 1 มกราคม จะยังไม่ใช่ปีใหม่ของชาวเวียตนาม แต่เขาจะเรียกว่า "นำ เม้ย ก๊วก เต๊=ปีใหม่สากล(international new year)" ส่วนปีใหม่ตามประเพณีก็ช่วงวันตรุษจีน ซึ่ง เรียกว่า Tet=เต๊ด...ซึ่งก็คล้ายกับจีน มีวันไหว้ วันจ่าย วันเที่ยว เหมือนกัน เดินทางไปเยี่ยมญาติ เมาได้ทุกบ้าน อวยพรก็ "จ่าว บั๊ก จ่าว โก=สวัสดีคุณลุง สวัสดีคุณป้า" "จุ๊ก หมึ่ง นำ เม้ย=สวัสดีปีใหม่" "หั่น ฟุก วุย แหว๋=ขอให้มีความสุข" "ซุก แคว๋ หงิ่ว ล้ำ=สุขภาพแข็งแรง" ก่อนเที่ยงคืนที่จะข้ามวันใหม่ แขกที่มาบ้าน หรือสมาชิกบ้าน จะออกไปนอกบ้าน พอเสียงไซเรนหรือ หวอ ดังมาจากที่ทำการของรัฐ หรือเขตทหารตำรวจราชการ ดังขึ้น ก็เป็นสัณญาน ว่าปีใหม่แล้ว สมาชิกหรือแขกจะไปเคาะประตู พร้อมอวยพรดังกล่าวต่อเจ้าบ้าน เป็นความเชื่อแบบว่า ถ้าเป็นแบบนี้ เจ้าของบ้านจะมีโชคดี มีความสุขเงินทองไหลมาเทมา ส่วนการนำเงิน หลี่สี่ หรือ อั่งเปาของจีน ก็ช่วงนี้เช่นกัน จะนำเงินใส่ซองแดงมอบให้กับผู้ใหญ่ หรือผู้น้อย เพื่อเป็นสิริมงคล ที่จะได้รับโชคมากๆในปีต่อไป และเชื่ออย่างนึงเหมือนจีน ก็คือ จะไม่ทำงาน เพราะเชื่อว่าจะทำให้ทำงานหนักตลอดปี ช่วงที่ไปเมืองโฮจิมินห์ ผมและเพื่อนคนเยอรมัน หาข้าวกินไม่ได้เลยเพราะร้านปิดหมด แต่ยังดีที่พก มาม่า(=หมี่ ก๋อย)จากบ้านเรามา ไม่งั้นเราอดกันแน่แน่ สวัสดีปีใหม่ทุกคนครับ |
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
Fish Story in Nha Trang |
ก๊า ซา บา(ปลาซาบะ) หายไปไหน? วันนี้อาจจะเริ่มต้นด้วยคำถามที่แปลกๆ คำถามนี้เป็นคำถามของเด็กคนหนึ่งที่ถามผู้เฒ่าที่เคยอาศัยอยู่ เมือง Nha Trang จ.Khanh Hoa ภาคกลางตอนใต้ประเทศเวียตนาม ผู้เฒ่าเล่าต่อว่า ปัจจุบันปลาซาบะย้ายไปอยู่ญี่ปุ่นหมดซะแล้ว ทำเอาผมและเด็กที่นั่งฟังงงไปเหมือนกัน ก็เลยคิดไปว่าผู้เฒ่าคงจะเล่าติดตลกให้ฟัง แต่เขาก็ยืนยันว่าเป็นความจริง ผมจึงได้สอบถามสาเหตุแต่ในใจก็ไม่ได้ปักใจเชื่อหรอก ผู้เฒ่าบอกกับเราว่า เดิมแต่ก่อนชายหาดที่เมืองยาจางนั้นยาวและสวยงาม มีทรายที่เนื้อละเอียดขาวสวยตลอดแนวชายหาด ผู้เฒ่าเล่าจนผมเองก็เห็นภาพ สักพักแกก็ถอนหายใจส่ายหัวไปมา เล่าต่อว่า เมื่อประมาณตอนเกิดสงความเอเชียบูรพา ตอนที่ญี่ปุ่นยกทัพแผ่ขยายแสนยานุภาพไปทั่วเอเชียตะวันออก และตะวันออกเฉียงใต้นั้น ทัพญี่ปุ่นได้บุกขึ้นที่เวียตนามเช่นกัน ทหารญี่ปุ่นได้พบว่าหาดที่เมืองนี้มีความขาวสวย เหมาะในการนำไปทำวัสดุอย่างแก้ว หรืออื่นๆในเชิงอุตสาหกรรม จึงได้เอาเรือมาขุดขนทรายออกไปประเทศญี่ปุ่นเป็นจำนวนมาก ทำให้พื้นที่หาดมีการเปลี่ยนแปลง รวมทั้งกระแสน้ำ สิ่งมีชีวิต อย่างปลาซาบะที่เคยชุกชุมอุดมสมบูรณ์ ก็เปลี่ยนเส้นทางหากินไปตามกระแสน้ำและไม่แวะกลับมาที่หาดดังกล่าว เหมือนอย่างแต่ก่อน ฟังแล้วก็เป็นเรื่องแปลกดี ไม่รู้ว่าจริงเท็จแค่ไหน แต่ก็น่าจะเป็นไปได้ ขนาดสึนามิบ้านเรายังเกิดเลย ก็ฟังหูไว้หูแล้วกัน |
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
Vietnam Massage(Mát xa=มัด ซา ) |
Mát xa=มัด ซา เป็นการนวดเพื่อสุขภาพ ต้นสำเนียงมาจากภาษาอังกฤษจากคำว่า Massage(มัดสาด) เท่าที่เคยสังเกต ชีวิตประจำวันการทำงานคนเวียต จะใช้ชีวิตบนหลังมอไซต์ ส่วนมากจะปวดหลังและเอว ทำให้ปวดเมื่อยบ่อยๆ รวมทั้งความเครียดจากการทำงาน จึงต้องหาคนมานวดให้สบายเนื้อสบายตัวบ้าง อย่างมีสตางค์ก็ไปใช้บริการหาเองตามโรงแรมที่เขาให้บริการ บางที่จ่ายเงินหลังบริการ รับกุญแจล๊อกเกอร์ เก็บเสื้อผ้ากระเป๋าตังค์ในช่องเก็บล๊อกกุญแจพร้อมคล้องคอหรือมือไปด้วย(เว้นแต่ ตั้งใจให้เขาบริการบางอย่างเป็นพิเศษ ก็เอากระเป๋าตังค์ติดไปด้วย) ทีนี้ก็ลงอ่างชำระล้างร่างกาย อบไอน้ำสมุนไพร พอให้เหงื่อระบายสักห้าถึงสิบนาทีในห้องอบ ซึ่งจะอบสาระพัดอย่าง เช่นการะบูร ไม้หอมกฤษณา สมุนไพรจีน กะเพรา มีหินร้อนวาง เอาน้ำราด เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นกับร่างกาย พอได้เหงื่อเต็มที่ จนรูขุมขนเปิด ก็โดดแก้ผ้าลงอ่างน้ำวน(จากุ๊สชี่) ทันที เนื่องจากผิวหนังที่ตึงเครียดนั้นจะเกิดจากกรดแลคติกสะสม ในกระบวนการทางร่างกาย ก็จะถูกขับออกไป ทำให้รู้สึกเบาสบายเหมือนปุยนุ่น จากนั้นก็อาบน้ำ ถูสบู่ สระผม รวมๆตั้งแต่เริ่มเข้ามา ตกประมาณ สามสิบถึงสี่สิบนาที เข้าห้องใครห้องมันจะมีหมอนวดสาวๆหรือแก่ๆ
หมอจะเริ่มสนทนา ด้วยภาษาเวียต ใครพูดได้สื่อได้ก็โชคดี พูดได้ฟังได้นิดหน่อยก็โชคดีไปอีกแบบ ฮ่า...จากนั้นก็ตัวใครตัวมัน การนวดเท่าที่ผมไปมา โดยมากจะนวดคอ ลำตัว ดัดตัว โดยส่วนตัวผมยังหาที่นวดแล้วประทับใจยังไม่มี อาจเพราะผมไม่ค่อยได้ขี่มอไซต์เหมือนคนเวียตนามเลยไม่เมื่อยถึงจุดก็ได้ ส่วนมากจะเขาจะนวดผิดจุดทุกที ฮ่า...แต่ยอมรับว่า หมอแต่ละคนเขาคัดมาจริงๆ คิดว่าหน้าตาคล้ายดาราทีเดียว เสียอย่างเดียวคุยกันไม่ค่อยรู้เรื่อง สนนราคาทั่วไป ก็ประมาณ ห้าร้อยบาท (ปี 2006) ส่วนทิป(=หลี่ สี่)นั้นก็แล้วแต่ความชอบในบริการ (ส่วนมากหมอที่ชอบพอจะแลกเบอร์กัน และชอบชวนเราไปเที่ยวที่บ้าน พบพ่อแม่)
นวดอีกแบบก็คือการนวดตามร้านตัดผม ซึ่งในโฮจิมินห์และปริมณฑลจะมีร้านตัดผมเป็นจำนวนเยอะมากๆ เพราะลงทุนน้อย ไม่ต้องเรียนอะไรมามากก็ทำได้ หลังจากตัดผมเสร็จ(ปี 2004 ราคาก็อยู่ระหว่าง 20-200 บาท) จะเลือกบริการอะไร ก็มีทั้ง แคะหู นวดตัว นวดหน้า ลอกสิวเสี้ยน มีครบ พอเจอคนต่างชาติเขาจะชอบมากๆ( เพราะทิปหนัก) บริกรสาวจะถามชื่ออะไร คนประเทศไหน อายุเท่าไร โสดหรือเปล่า ทำงานอะไร ซึ่งผมค่อนข้างจะได้ยินบ่อยมาก (ทำให้ภูมิใจที่เกิดเป็นคนไทยจริงๆ ถึงแม้จะจน ฮ่า...) บางครั้งก็เลยเถิดเกินไปกว่าการนวด ทำให้ผมไม่ค่อยชอบ เพราะไปนวดทีไร เมื่อยหนักกว่าเก่าทุกที(อย่าคิดลึกนะครับไม่ได้ XXX กัน) เพราะเธอนวดแต่คออย่างเดียว จนคอผมเคล็ดไปเลย บางที่ก็นวดน้ำมันเอาแต่นวดจุดนั้นจุดเดียว ไปไปมามา ก็ยิ่งเมื่อยมากกว่าเก่า ขอเตือนนักเที่ยวนิดนึงให้ ระวังเอดส์(=สี ดา) ด้วยเพราะเวียตนามมีผู้ติดเชื้ออยู่เป็นจำนวนมาก และเรื่องเพศศึกษายังลึกลับล้าหลัง ยังไงก็หาถุง(=บาว กาว ชู หรือคำล้อเลียน น๊อง บ๋าว เห-ม) มาป้องกันไว้ก่อนดีกว่า เพราะมีคนไทย/ฝรั่งตาย กันเยอะ
นวดอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งผมว่าน่าจะตรงกับหัวข้อ ก็คือ มัด สาด เดลิเวอรี่ คือบริการถึงบ้าน หรือถึงที่ ผมเคยพบ บางครั้งก็บริการคนขับรถบรรทุกตามข้างถนนหรือข้างทาง ผู้เฒ่าผู้แก่ตามบ้าน ลุงป้าที่เมื่อยตัว หรือบริการให้กับกลุ่มมอไซต์รับจ้างในตรอกซอกซอย อย่าคิดลึกนะครับ ฮ่า...เขาเป็นหมอนวดชายก็รุ่นๆหน่อยปั่นจักรยานถือกระพรวนที่ทำจากฝาจีบเครื่องดื่ม ขี่ไปเขย่าไปดัง แซะๆ เปิดบริการช่วงตอนบ่ายๆถึงเที่ยงคืน บ้านไหนต้องการให้บริการก็ตะโกนเรียกทั้งจับเส้นนวด น้ำมัน บางเจ้าก็นวดความร้อนประคบ หรือVacuum สูญญากาศ คือใช้ถ้วยดินเผา หรือแก้ว เป่าให้ร้อนแล้วไปวางตามแผ่นหลัง ตรงจุด ชี่(น่าจะเป็นจุดชีพจรสำคัญของร่างกาย)ประมาณแปดจุดหน้าหลังลำตัวคนเรา ทำให้รู้สึกร้อนและเลือดวิ่งไปรวมกัน ณ จุดนั้น เพื่อนเวียตที่ร่วมงานเขานิยมมาก ถอดเสื้อแต่ละทีหลังช้ำเป็นดวงๆเลย เขาว่ามันดีต่อสุขภาพ ครั้งหนึ่งก็ยี่สิบบาท ซึ่งก็ไม่แพง หรือบางคนใช้แผ่นปิดพลาสเตอร์ยาตามจุดปวดเมื่อยก็มี อย่างสองข้างลำคอแผ่นหลัง ขมับ อันนี้บ้านเราก็มีขาย ส่วนฝังเข็มคลายเส้นนั้นก็มี แต่ผมไม่ค่อยเห็น
นวดวิธีสุดท้าย อันนี้เป็นนวดฉบับชาวเหนือ เฟือง บั๊ก (สงสัยจะไม่ค่อยมีคนรู้จัก ฮ่า..) เป็นนวดเฉพาะ ส่วนหัว ที่ผมคิดว่าทำให้หายเครียดมากที่สุด อันนี้เป็นสูตรชาวบ้านเท่าที่เข้าใจ ต้องนอนคว่ำหน้ากับตัก เขาจะนวดโดยการจะดึงเส้นผมเป็นกระจุกๆละประมาณสิบห้าถึงสามสิบเส้น กระตุกพอตึงมือสักสองครั้งสามครั้ง วนไปทุกจุดทั่วศรีษะ จากนั้นก็นวดขมับ คิ้วคาง ท้ายทอย จนผมเพลินเผลอหลับไปหลายครั้งเลย อันนี้ไม่เสียตังค์
|
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
12 ราศี(Vietnam Zodiac) |
วันนี้จะขอกล่าวถึงสิบสองราศีแบบเวียตนาม โดยเป็นที่ทราบกันดีว่าวัฒนธรรมโดยรวมของเวียตนาม จะคล้ายคลึงของจีน การนับปีตามปฏิทินก็เช่นกัน ชาวเวียตนามส่วนมากทั้งที่อาศัยในประเทศและต่างประเทศ จะยึดเอาระยะเวลาการโคจรของดวงจันทร์(mặt trăng=หมัด จรัง)หรือระบบจันทรคติ เพื่อใช้ดูช่วงระยะเวลาและวันต่างๆ ตามประเพณี เทศกาล ดูฤกษ์งามยามดี และวันจัดงานศิริมงคลต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงระยะเวลางานเฉลิมฉลองวันปีใหม่เวียตนาม(Tết=เต๊ด) ซึ่งแต่ละปีมีวันและช่วงเวลาไม่ตรงกัน ในปีหนึ่งนั้นการเริ่มต้นเปลี่ยนฤดู ก็คือช่วงที่ชั่วโมงกลางวันกลางคืนเท่ากัน(ช่วงที่พระอาทิตย์ห่างเส้นศูนย์สูตรมากที่สุด) ทางยุโรปก็ประมาณ 21 มี.ค. และ 23 ก.ย. ของทุกปี แต่ระยะเวลาดังกล่าวจะเป็นเวลากลางปีปฏิทินของเวียตนาม เพราะว่าการเริ่มต้นฤดูที่เร็วกว่ายุโรปล่วงหน้าไป 6 สัปดาห์ ตามความเชื่อของชาวเวียตนามนั้น ช่วงเวลาแต่ละปี จะแทนสัญลักษณ์แต่ละปี ด้วยสัตว์ต่างๆ 12 ชนิดหรือ 12 ราศี(hoàng đạo =ฮว่าง ด่าว) ด้วยกันซึ่งผมขอเอาของไทยเรามาเทียบกันแล้วเป็นดังนี้
เรียกได้ว่ามีความคล้ายคลึงกันทีเดียวแต่ต่างกันตรงที่ทางเวียตนามจะมี ปีแมว ส่วนไทยเราจะเป็นปีเถาะ เท่านั้นเอง ว่าไปก็แปลกดี จริงแล้วสัตว์ทั้งหมด มีเพียงหนึ่งเดียวที่เป็นสัตว์ในตำนาน คือมังกร ส่วนอีกสี่ชนิด อาทิ หนู เสือ งู ลิง เป็นสัตว์ป่าไม่ได้เข้ามาข้องเกี่ยวกับคน ส่วนที่เหลืออีกเจ็ดชนิดนั้นเป็นสัตว์ที่ถูกคนนำมาเลี้ยงไว้ ในแต่ละหนึ่งราศี จะวนครบรอบทุกๆ 12 ปี เช่น ปีมังกร จะเป็นปี คศ.1976,1988,2000,2012 เป็นต้น ถึงกระนั้นก็ตาม ชาวเวียตนามยังต้องมีธาตุประจำในกลุ่มราศี โดยธาตุต่างๆจะมีหลักๆอยู่ห้าธาตุ(ไม้,ไฟ,ดิน,ทองและน้ำ) ซึ่งแต่ธาตุจะแยกย่อยออกเป็นส่วนที่ดีและร้าย(หยิน-หยาง) แบ่งเป็นสิบส่วน(2X5=10) ดังนั้นกลุ่มราศีจึง มีรอบปี โดยเอาธาตุหลักมาประกอบกัน และราศีแต่ละปี จะมีธาตุที่เปลี่ยนแปลงแต่ละปีเช่นกัน เมื่อครบรอบราศี(5X12=60) จึงเท่ากับ 60 ปี ซึ่งจะวนมาเริ่มราศีที่ตั้งต้นใหม่ตัวอย่าง เช่น ถ้าเริ่มราศีหนู ก็จะมีห้าธาตุโดยเริ่มจากธาตุไม้ก่อน รอบต่อไปของปีต่อไปราศีควาย....จนถึงราศีหมู พอวนกลับมาราศีหนู แต่ทีนี้เป็นราศีหนูธาตุไฟ ตามที่ท่านเคยได้ยินว่าปีมังกรทอง ก็คือกันกับของชาวจีนครับ(ถ้าใครได้อ่านตำราพรหมชาติของไทยก็คงจะเห็นว่าธาตุของไทยก็มีเช่นกัน ถ้าจำไม่ผิด ก็มี หนูน้ำ หนูไม้ หนูไฟ...เรียงกันไป ตามช่วงเดือน ต่างจากชาวเวียตที่จะเป็นช่วงปี) วนไปเช่นนี้ จบครบรอบ 60 ปี นับว่าแปลกดี อีกทั้งยังมีการแบ่งราศีไปในชั่วโมงวันโดยแบ่งราศีละสองชั่วโมงในแต่ละวัน และมีเกี่ยวข้องกับโชคชะตาชีวิตของคนเรา...เล่ามาไกลแล้ว สำหรับความเชื่อโชคชะตานั้น ชาวเอเชียเราจะคล้ายๆกันในเรื่องการทำนายทายทัก เหมือนอย่างที่เราเคยได้ยินคนว่า เรื่องดวงว่าไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่ โดยผมหวังว่าจะหาโอกาสมาเล่าคราวต่อไปว่าชาวเวียตนามเขามีคำทำนายเกี่ยวกับราศีอุปนิสัยของคนในตามวันอย่างไร วันนี้เพียงพอแล้วขอราตรีสวัสดิ์ก่อน ครับ ที่มา:http://en.wikipedia.org/,www.thingsasia.com |
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
20 ตุลาคม 49 |
นครทันลอม เป็นชื่อเก่าของกรุงฮานอย
ซึ่งเขาพึ่งจะฉลองครบรอบ 990 ปี
เมื่อปีนี้ไม่นานมานี่เอง ว่าจะเล่าเรื่องนี้ตั้งนานแล้ว
แต่ยังหาเวลาไม่ค่อยได้ ตั้งแต่ออกพรรษาน้องๆมันชวนกินเหล้าถี่จริงๆ
วันนี้จะขออนุญาตร่ายยาวเกี่ยวกับประวัติของฮานอย(Hà
Nội)หรือนครทันลอมเมืองหลวงของเวียตนาม ซักหน่อย
นครนี้ถ้าไม่นับปีที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองก็ถือว่าเป็นนครหลวงที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
โดยฮานอยมีชื่อเรียกนับตั้งแต่ปี คศ.1010 ถึง
คศ. 1802
โดยต่อมาก็มีการย้ายนครหลวงไปเมืองเว้(Huế)ในสมัยราชวงศ์เหวียน
รวมถึงมาภายหลังจึงตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศสเขตอินโดจีน ในช่วงปี คศ.1887
ถึง 1945
แล้วจึงได้กลับมาเป็นเมืองหลวงของเวียตนามเหนือในปี คศ. 1945 ถึง 1976 มาดูประวัติเต็มๆต่อดีกว่า ที่ตั้งเมืองอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำแดง เดิมทีดินแดนบริเวณนี้เป็นที่อยู่ของชุนชนเก่าแก่มากว่า 3000 ปี ก่อนคริสตศักราช โดยมีหลักฐานแสดงการตั้งถิ่นฐานอันหนึ่งที่เก่าแก่มากว่า 200 ปีก่อนคริสตศักราช ก็คือป้อม Co Loa โดยมีชื่อเรียกเมืองตอนนั้นว่า Long Bien ก่อนที่จะตกเป็นเมืองขึ้นของจีน โดยที่ระหว่างตกเป็นเมืองขึ้นนั้นก็ได้มีการเปลี่ยนชื่อเมืองมาเรื่อยๆจาก Tống Bình แล้วก็เป็น Long Đỗ จนกระทั่งย้ายเมืองมาอยู่บริเวณที่เป็นป้อมเมืองดังกล่าวจึงเปลี่ยนชื่อเมืองเป็น Đại La ในปี คศ. 1010 กษัตริย์ลี้ ไท้ โต๋(Lý Thái Tổ) ซึ่งเป็นต้นราชวงศ Lý(Triều Lý) ได้ทำการย้ายเมืองหลวงหย่ายเหวียด(Đại Việt=เวียตใหญ่=ชื่อก่อนที่จะเปลี่ยนเป็น เวียตนาม) ไปตั้งอยู่บริเวณค่ายĐại La ด้วยพระองค์ทอดพระเนตรเห็นมังกรทะยานขึ้นฟ้าจากแม่น้ำแดง พระองค์จึงตั้งชื่อเมืองว่านครทันลอม(มังกรเหิรฟ้า) โดยชื่อนี้ยังคงใช้ในบทประพันธ์จนกระทั่งทุกวันนี้ เมืองหลวงยังคงตั้งอยู่จนกระทั่งในปี คศ. 1397 จึงได้ย้ายเมืองหลวงไปที่ บริเวณทัน ฮว้า(Thanh Hóa) ซึ่งรู้จักกันในชื่อเมืองไต ดอ(Tây Đô)หรือเมืองฝั่งตะวันตก ส่วนเมืองทันลอมเดิมก็มีชื่อว่า ดอม ดอ(Đông Đô) หรือเมืองฝั่งตะวันออก. ![]() ในปี คศ.1408 เวียตนามได้ตกเป็นเมืองขึ้นของจีนสมัยราชวงศ์หมิง จีนจึงได้เปลี่ยนชื่อเมืองĐông Đô เป็นชื่อ ดอม กวน(Dông Quan) หรือประตูด้านตะวันออก ในปี คศ.1428 เวียตนามได้ปลดแอกจากจีนโดยกษัตริย์เล โหล่ย(Lê Lợi) ผู้ก่อตั้งราชวงศ์เล(Triều Lê ) และเปลี่ยนชื่อจากเมืองDông Quan เป็นเมืองดอม กิน(Đông Kinh)หรือชนเผ่ากินฝั่งตะวันออก(แต่โดยมากชาวตะวันตกจะรู้จักกันในชื่อตังเกี๋ย-Tonkin แต่ก่อนชื่อเมืองเมืองโตเกียวก็เขียนเหมือนชื่อนี้) ในระหว่างราชวงศ์ไต เซิง ได้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็นเมืองบั๊ก ถั่นหรือค่ายด้านเหนือ
ในปี คศ.1802 ต้นราชวงศ์เหวียน(Triều Nguyễn)
ได้ทำการย้ายเมืองหลวงลงมาอยู่ภาคกลางที่เมืองเว้(Huế) โดยเมืองĐông
Kinhก็กลับมาใช้ชื่อเมืองทันลอม(Thăng Long) เหมือนเดิม
อย่างไรก็ตามคำนี้เป็นคำแยก อย่างคำว่า Long ไม่ได้หมายความว่ามังกร
แต่น่าจะตีความว่า ความเจริญรุ่งเรืองมากกว่า รวมคำจึงเป็น
ความเจริญรุ่งเรืองยิ่งๆขึ้นไป จนกระทั่งปี คศ.1831 ราชวงศ์เหวียน
จึงได้เปลี่ยนชื่อเมืองเป็น ห่า โน่ย (Hà Nội)หรือเมืองฝั่งตะกอนแม่น้ำ
หรือเมืองแห่งสายน้ำ จนกระทั่งถูกครอบครองโดยฝรั่งเศสในปี คศ.1873
ถึงสิบปี
จนกระทั่งกลายเป็นเมืองขึ้นฝรั่งเศสเขตอินโดจีนหลังจากปี คศ.
1887 และยังถูกปกครองโดยญี่ปุ่น เมื่อปี คศ.
1940 และได้รับเอกราช ในปี คศ.1945
และก่อนที่คืนสู่การปกครองโดยรัฐบาลเวียตนามปลายปี คศ.1946 ถึงต้นปี
คศ.1947 ได้เกิดการต่อสู้กันอย่างหนักหน่วงระหว่างฝรั่งเศส
และกองทัพเวียตมึน (Viet Minh)
จากจุดเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้เมืองนี้กลายเป็นเมืองหลวงของเวียตนามเหนือ
โดยในระหว่างสงครามเวียตนามนั้น
การคมนาคมของเมืองฮานอยถูกทำลายด้วยระเบิดไม่ว่าจะเป็นสะพาน และ
รางรถไฟ แต่ก็ซ่อมแซมอย่างทันที ภายหลังสงครามสิ้นสุดและรวมประเทศ
เมืองฮานอยจึงกลายเป็นเมืองหลวงของเวียตนาม วันที่ 2
กรกฎาคม คศ. 1976ปี คศ.2004 ในระหว่างทำการสำรวจก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่ ได้มีการค้นพบเศษซากป้อมค่ายโบราณ อายุกว่า 900 ปี ที่บริเวณใจกลางกรุงฮานอย ใกล้กับสุสานประธานธิบดีโฮจิมินห์(จัตุรัส Ba Dinh ) ภาพที่ประกอบก็เป็นส่วนหนึ่งของงานเฉลิมฉลองครบรอบ 990 ปี นะครับ ที่เว็บ นสพ.โต๋ยแจ๋ ความยาวกว่าชั่วโมง เล่าย้อนยุคสมัยยังเป็นยุคหิน สำริด จีนปกครอง ตำนานมีชื่อต่างๆ อย่างตำนานเต่าคาบดาบทะเลสาบหว่างเกี้ยม อื่นๆ การเดินแฟชั่นโชว์แต่งกายสี่ภาค วัฒนธรรมต่างๆ ตีกลอง ฟ้อนรำ อื่นๆ เล่าไม่หมด กะว่าจะเอามาลงบทความตั้งนานแล้วแต่ก็หาเวลายากน่าดู(คอม ดู๋ เท่ย แยง) น่าสงสารจังเลย จนเครียดกินเหล้า(แหง่ว เดา เด่า ดี เหย๋า) ฮือ... ![]() ส่วนนี่ก็เป็นสัญลักษณ์ของกรุงฮานอยเป็นรูปวัดโบราณมีชื่อแห่งหนึ่งที่นั่น น่าจะแปลว่าอารามกวีนิพนธ์ แล้วก็มีสายน้ำไหลผ่านภายใน มีความหมายว่าเมืองแห่งสายน้ำ เล่ามาถึงเมืองฮานอยก็อดจะเล่าถึงเมืองไซง่อนไม่ได้ รักพี่เสียดายน้องจริงๆ เอาไว้คราวหน้าค่อยมาต่อกันอีก นะครับ วันนี้เมาแล้ว....คอม ซาย คอม เหย่...หมด ไฮ บา โย่..... ที่มา:นสพ.โต๋ยแจ๋,http://en.wikipedia.org/ |
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
27 กันยายน 49 |
เรื่องของน้ำจิ้ม เครื่องปรุง
สไตล์เวียต ตอนผมทำงานประจำที่
จ.บิ่นยืงห์(ห่ างจากโฮจิมินห์ประมาณ 30 นาที)
ตอนเจ็ดโมง ทุกเช้า ผมจะไปมอไซต์กับเพื่อนเวียตกินมื้อเช้ากัน
เราจะต้องผ่าน ตำบลไล้ทิว
ที่นั่นมีของกินอร่อยๆหลายอย่างด้วยกัน แต่ที่ผมชอบที่สุดก็คงเป็นอาหารประเภทเส้น ครับอย่าง
เฝ๋อ,บุ้นริว,บุ้นบ่อ,หมี่ซาว และอื่นๆมากมาย
เครื่องปรุงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ เลยทีเดียว อาทิ-น้ำปลา (นึก ม้ำ) ทีมีขึ้นชื่อมากๆก็เป็นน้ำปลาฟูก๊วก จากเกาะฟูก๊วก(อยู่ใต้สุด ใกล้เขมร) จากเขตตะวันออกโฮจิมินอย่างที่ ฟาน ทิ๊ก และมุ๋ย แน้ ก็ดีเคยนั่งรถผ่านกลิ่นน้ำปลาหึ่งเลยแต่ยังไม่เคยลองชิม -น้ำกะปิ (ม้ำ โตม) -ซอสถั่วเหลือง(นึก เติง) -ซอสมะเขือเทศ(นึก เติง ก่า จัว) -ซอสถั่วเหลือง อีกแบบแต่สีน้ำตาลข้น(นึก เติง เดา) -ซอสพริก(นึก เติง เอิ๊ด) -กระเทียมดอง(ต๋อย) -พริกดอง(เอิ๊ด) เกือบทุกที่จะมีพริกสดให้เคี้ยวเล่นถ้าชอบเผ็ด แต่ถ้าบางที่เขาจะสับพริกให้(เอิ๊ด บับ) คนเวียตโดยส่วนมากไม่ทานพริก ผมเลยโชคดี เพราะชอบทานพริก ![]() ส่วนอาหารปิ้งย่างก็ต้องจิ้มกับน้ำจิ้มแบบเวียตนาม เช่น -มะนาว(จัน)+เกลือเม็ด(มุ้ย)+พริกไทย(ติว) เป็นน้ำจิ้มแห้งๆกินกับบาร์บีคิว อาหารทะเลปิ้งย่าง อร่อยดีมาก มีรุ่นพี่ผมท่านหนึ่ง ตอนกลับมาไทยได้จำสูตรนี้ไปทำเอง แต่ภายหลังมาบ่นกับผมว่า ทำไมไม่อร่อยเหมือนที่เวียตนาม ผมก็เลยแนะเขาไปว่า ต้องเติมผงชูรส(หมี่ จิ้น)ด้วย ก็เลยได้กระจ่างกันไปป่าน นี้คงไปทำขายแล้วกระมัง เพราะไม่ได้รับการติดต่ออีกเลย ฮ่า...
ส่วนเครื่องเคียงจิ้มทานกับผลไม้ ไม่ว่าจะเป็นฝรั่ง มะม่วง
อย่างเชอรี่เวียตนามนั้น ผมเคยซื้อมาโลละห้าบาทตามรถสามล้อเข็น(ซิก โล)
แต่ถ้าเข้าร้านอาหาร-คาราโอเกะ-ร้านเหล้า-บาร์
ขายโลละเป็นหลายร้อยบาท ต้องเข้าใจว่าเขาขายบรรยากาศ
มันก็ต้องเป็นอย่างนี้ เครื่องจิ้มก็คงจะไม่ต่างจากบ้านเรา
แต่ผมสังเกตว่า เขาใส่เกลือผง ผงชูรส บางที่มีน้ำตาลบ้างไม่มีบ้าง
แต่เท่าที่เห็นคล้ายกันก็คือจะใส่ผงสีส้มๆลงไปด้วย กินมันมันดี
มารู้ทีหลังก็คือกุ้งป่น
บางที่ผงจะมีสีตุ่นๆหน่อยกลิ่นคล้ายกะปิมาป่นให้แห้ง
อันนี้ผมเห็นเขามีขายที่ Co-op Mart
เป็นกระป๋อง แต่โดยมาก กะปิจะทำมาจากกุ้งฝอย ที่นั่นเขาจะไม่ทำเป็นก้อนโดยการใส่แป้งมันลงไปเหมือนบ้านเรา(เอาเท้านวดกะปิด้วย)
แต่ที่เวียตนามจะเห็นเป็นน้ำ กับ เป็นผง เท่านั้น ส่วนปลาร้า
ผมไม่ค่อยเห็นว่ามีการนำมาปรุงเป็นอาหาร แต่มีบางที่เป็นร้านอาหารเขมร
แต่ก็หาทานยาก ต้องไปเที่ยวแถวจังหวัดลุ่มแม่น้ำโขง(ซอม กู๋ ลอม)
อย่างส้มตำมะละกอ หาทานยาก แต่ก็พอมี ก๋อย-ดูดู๋
ที่พอทานแก้ขัดได้ อีกพวกก็เป็นพวก ติ่มซำ กินกับ มัสตาร์ด ก็ดี อาหารประเภทก๊วนหรือแผ่นแป้งห่อที่ต้องเอาน้ำมาเลียก่อนใส่เนื้อ ผักต่างๆ จะมีน้ำจิ้มจะมีน้ำจิ้มกลิ่นตุๆสีเหลืองแต่ไม่เหลืองสดอย่างมัสตาร์ด ทีแรกนึกว่าใส่ปลาร้า แต่ไม่ใช่ กลับเป็นเต้าหู้ยี้ต่างหาก ผมเคยเห็นเขาขายใส่ขวดโหลเคยซื้อมาแต่ยังไม่ได้เปิดกินเลย กะเอามากินใส่สุกี้คงอร่อยไม่เบาเลย อย่างอาหารทะเลซูชิปลาดิบ ก็กินกับพวกวาซาบิ(=บ่าว ตาก)ก็มีถ้าเติม นึก เติง กับ นึก จัน ซักหน่อย...โอ้ คิดแล้ว หิวขึ้นมาเลย(=เดา บ๋ม) กลับไปกิน มา ม่า(=หมี่ ก๋อย) ต่อดีกว่า... |
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
21 กันยายน 49 |
คนเวียตเก็บเงินไว้ที่ไหน?
เป็นคำถามที่โบราณมาก ไม่ฝากธนาคาร
แล้วจะให้ฝังดินหรือไง ผมเลยเก็บเรื่องนี้มาถามเพื่อนเวียต
ตอนนั้น ปี
2003 ผมพึ่งไปถึงที่โฮจิมินห์ ก็มีธนาคาร(=เงิน
ห่าง) และตู้ ATM (điểm cấp thẻ=เดี๋ยม
กั๊บ แถ) อยู่น้อยมาก การใช้บัตรเครดิต(=กาด
แถ)ก็ใช้เหมือนบ้านเรา
เพื่อนเวียตบอกว่าแต่ก่อนเขาเก็บเงิน ทอง(=หว่าง)
ทรัพย์สินมีค่าฝังดินซ่อนเอาไว้ เพราะกลัวรัฐจะมายึด
ต่อมาก็เปลี่ยนเป็นเก็บไว้ในตู้เซฟ(Kết sắt=เก็ต
ซัก) ตอนผมไปถึงตอนนั้นตู้เซฟยังขายดีมากมาก
ระบบธนาคารคนยังไม่ค่อยศรัทธาเท่าไหร่ การใช้เงินสดยังมีความสำคัญมาก
บัตรเครดิตยังมีน้อย ระบบเงินผ่อนก็ไม่มี มีครั้งหนึ่งเมื่อตอนประมาณ
เดือนตุลาคม
2003
เกิดเหตุการณ์ที่ลูกค้าธนาคารACB หรือ
ADB จำไม่ค่อยได้
ไปเบิกตังค์ธนาคารบอกว่าเบิกไม่ได้ ตอนนี้ไม่มีเงินสด
ลูกค้าที่นั่นโมโหมาก จนเกิดการประท้วงขึ้น จนเจ้าหน้าที่ต้องมาควบคุม
เพื่อนเวียตของผมก็เช่นกันบึ่งมอไซต์หน้าตั้งกลับไซง่อน
เพราะบ้านเขาจะฝากเงินไว้ที่ธนาคารนี้
เขาบอกตอนนั้นว่าไม่ค่อยอยากจะฝากเงินไว้ที่แบงค์เท่าไหร่
เพราะโดยมากรัฐ(=หย่า นึก)จะควบคุมและตรวจสอบ
โดนยึดไปก็ทวงคืนไม่ได้ ธนาคารเท่าที่เห็นบ่อยๆจะเป็น
Vietcombank(Bank For Foreign Trade of Vietnam)
ที่นิคมที่ผมทำงานอยู่และSacomBank(Saigon Thuong Tin Commercial Joint
Stock Bank ) ในตัวเมือง ส่วนของธนาคารอื่นก็มีเช่นกัน ดังนี้
-Industrial and commercial
Bank of Vietnam
สาขาทั้งหมดอยู่ในเวียตนามเป็นของรัฐบาล
มีประมาณ 77 สาขา
ส่งเสริมเงินลงทุนทางอุตสาหกรรม |
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| 16 กันยายน 49 |
วันนี้จะขอกล่าวเกี่ยวกับการพื้นที่เขตการปกครองชุมชนเท่าที่ทราบนะครับ
พื้นที่การปกครองขอเริ่มตั้งแต่ระดับชุมชนก่อนนะครับ
จากชุมชนหมู่บ้านเขาเรียกว่าคอมมูน(Xã=สา)
ใหญ่มาหน่อยก็ตำบลเรียกว่า คู หรือคู หวึก(khu vực) อย่าง
นิคมอุสาหกรรมก็เรียกว่า คู กอม เหง่บ(Khu
Công
Nghiệp ) หลายๆ คู รวมเป็นตำบล
หรืออำเภอเรียกว่า เฟิง (phương)
หลายอำเภอรวมกันเป็นจังหวัด เรียกว่า ติ๋น(Tỉnh)
ขอยกตัวอย่างนครเมืองโฮจิมินห์อย่างตรอกถนนแคบ เรียกว่า เห-ม(Hẻm) ซอยใหญ่และถนน ส่วนมากจะเรียกว่า เดื่อง(Đường) อย่างทางเหนือจะเรียก โฟ้ (Phố) หรือจะเรียกว่า เดื่อง โฟ้ ก็ได้ ความหมายไม่ต่างกัน เขตชุมชนตำบลในเมืองจะเรียกว่า เฟิง (Phương) หลายเขตรวมกันเป็นอำเภอ เรียกว่า ก่วน( Quận) หากอำเภอหรือเขตอยู่ชานเมืองจะเรียกว่า เฮวี่ยน(Huyện)/เห็บ(Hiệp) หลายอำเภอรวมเป็นจังหวัด แต่เนื่องจากเป็นนครเมืองจึงเรียกว่า ทั่น โฟ้(Thành phố) สิ่งที่น่าสังเกตอีกอย่างก็คือถ้าท่านได้ไปเที่ยวทุกจังหวัด ชื่อถนน เขต จะเหมือนกัน ซ้ำกัน และเป็นชื่อทีมีความหมายรวมทั้งประวัติศาสตร์ ตำนาน กษัตริย์ นักรบและมีที่มา ทั้งสิ้น เขตต่างๆของโฮจิมินห์
*ข้อมูลปี 1999 เท่าที่ผม สังเกตเกี่ยวกับการวางผังเมือง ขณะนี้ได้มีการปรับปรุงถนน เพื่อรองรับเส้นทางจาก เขต 1 ไปยังสนามบินตันเซิงยึก และวงแหวนรอบนอก ท่านที่เคยไปจะสังเกตว่าในเขตเมืองโฮจิมินห์ จะมีต้นไม้ใหญ่ตลอดแนวถนน ส่วนมากจะเป็นต้นยางขนาดสองคนโอบ คล้ายเส้นทางที่จะออกจากเชียงใหม่ไปลำพูนบ้านเรา ทาสีสะท้อนแสงสีขาวเอาไว้ที่ลำต้นส่วนหนึ่งเพื่อกันปลวก และก็ป้องกันอุบัติเหตุยามกลางคืนด้วย การขยายถนนจึงค่อนข้างลำบาก การเวรคืนก็ใช้เวลาไม่น้อย ต้องตัดต้นไม้ ทุบรื้ออาคาร แต่เขาทำง่ายกว่าและเร็วกว่าบ้านเรา ตรงที่กฎหมายเฉียบขาด ผมยังไม่เคยเห็นการประท้วงเลย แต่ก็เคยได้ยินว่ามีเหมือนกันแต่เขาควบคุมจัดการได้ การคุมสื่อปิดข่าวเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ การขยายถนนเพื่อเพิ่มการรองรับการจราจรที่สูงมากขึ้นเรื่อยๆ ถนนทุกเส้นที่ขยาย และเพิ่มนั้น ได้เข้าไปเชื่อมต่อยังเส้นวงแหวนรอบนอก รวมทั้งเส้นถนนที่มาจากนิคมอุตสาหกรรมต่างๆเช่นกัน โดยเส้นหลักเริ่มจากเส้นทางที่วิ่งออกจากท่าเรือไซง่อน อ้อมเมือง ผ่านมอเตอร์เวย์ฮานอย ,เขตถูดึก ,ผ่านบิ่นฟวึ๊ก ,บึ่นถั่น ,เขต 12 ,อั่นฟู้ ออกไปเขตฝั่งตะวันตกและลุ่มแม่น้ำโขงทางใต้ ได้ แต่สังเกตอยู่อย่างนึง หาสะพานลอยข้าม ยากมากมาก ฮ่า...
|
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| 13 กันยายน 49 |
ล๊อตเตอรี่เวียตนาม(vé
số=เว้ โซ้) สำหรับผมแล้ว เป็นคนไม่ค่อยจะสนใจซื้อเท่าไหร่
เพราะไม่ค่อยมีดวงจะถูกรางวัลกับเขา สำหรับล๊อตเตอรี่แล้ว
คนที่เวียตนามจะต่างจากบ้านเราตรงที่
เขาไม่ค่อยจะบ้าหวยเท่าไหร่ การขูดต้นไม้หาเลข บนบาน
ขอหวยจากสิ่งที่เชื่อว่าศักดิ์สิทธิ์
ยังไม่มีให้เห็นที่นั่น
ผมได้สังเกตจากเพื่อนคนเวียตที่ทำงานด้วยกัน
โดยมากเขาจะเชื่อเรื่องการทำมาหากิน เก็บและอดออมมากกว่า
คนซื้อส่วนมากจะเป็นชาวบ้านหาเช้ากินค่ำ กรรมกร คนขับมอไซต์รับจ้าง
คนขายตั๋วล๊อตเตอรี่ ที่นั่นมีเยอะมากมาก
เพื่อนผมคนหนึ่งก็ชอบซื้อเพราะสงสารคนขาย ซึ่งเป็นคนเฒ่าคนแก่ เด็ก
ซะส่วนมาก คนหนุ่มสาวก็มีบ้างเล็กน้อย การขายนั้นทำกันเป็นล่ำเป็นสัน
เรียกว่าเดินขายสะกิดกันเลย ตั้งร้านหน้าขายก็มีบ้าง
แต่ส่วนมากจะเดินขาย มีขายตลอดทั้งกลางวัน และกลางคืน
หาได้ทุกที่ตรอกซอกซอย บางครั้งมาพะเน้าพะนอ นวดบ้าง ขอให้ซื้อหน่อย
ก็ทำให้หงุดหงิดบ้างเหมือนกัน ราคาตั๋วก็ไม่แพงครับ ใบละ ห้าบาท รางวัลที่หนึ่ง รางวัลละประมาณแสนสองหมื่นห้าพันบาท เนื้อกระดาษบางพิมพ์ลายธรรมดา ทำปลอมง่าย ดูแล้วต่างจากบ้านเรา ผมเคยถามคนที่นั่น และได้คำตอบว่า การที่ขายทุกวัน เพราะจังหวัดแต่ละแห่งมีการออกตั๋วมาขาย อย่างวันอาทิตย์นี้รางวัลออกสลากของเมืองโฮจิมินห์ วันพรุ่งนี้ เป็นการออกสลากรางวัลของอีกจังหวัด ก็จะหมุนเวียนกันไปอย่างนี้ ดังนั้น จึงมีตั๋วขายค่อนข้างทุกวัน ผมรู้จักพี่คนไทยคนหนึ่ง ถูกรางวัลที่หนึ่งได้เงินสองแสนกว่าบาท ให้คนเวียตไปขึ้นเงินที่ร้านค้า อย่างร้านทองนี่ เขารับซื้อครับ หักค่าบริการนิดหน่อย สำหรับพวกที่รับซื้อ โดยมากจะเอาไปขายต่อ กับกลุ่มคนมีอิทธิพล เพื่อต้องการฟอกเงินเอามาใช้ โดยจ่ายค่าตั๋วรางวัลค่อนข้างสูง เพื่อเอาตั๋วดังกล่าวไปขึ้นเงินโดยสุจริต ตอนที่ผมอยู่ที่นั่น มีครั้งหนึ่งผมนั่งกินข้าวเที่ยง มีคุณยายคนหนึ่งเดินเข้ามาขาย จนเราต้องบอก "คอม มัว..เจ๊า หล่า เหง่ย นึกโหง่ย คอม เบี๊ยก มัว เดา=ไม่ซื้อ ครับ...ผมเป็นคนต่างชาติไม่รู้จะซื้อทำไม" พูดจบปุ๊บ โห ยายแกตื้อแหลกเลย เสียก พูดเวียตได้ เขายิ่งตื้อหนัก เฮ้อ...ควักตังค์ซื้ออีกแล้ว งี้ ไม่พูดซะจะดีกว่า ฮ่า.... |
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| 6 กันยายน 49 |
ตอนที่ไปที่นั่นใหม่ๆ ผมไม่ค่อยจะไปซื้อของเท่าไหร่
ส่วนมากจะฝากเพื่อนไปซื้อ และอีกอย่างกลัวไปซื้อเองจะแพง
เพราะตอนนั้นอยู่ต่างจังหวัดจะเป็นร้านขายของชำ คนขายพูดแต่ภาษาเวียต
ไม่มีห้างหรือซุปเปอร์มาร์เก็ตเลย
แต่เท่าที่สังเกตราคาไม่ได้ต่างจากบ้านเรา
จึงพอที่จะเทียบราคาเวลาไปซื้อของต่างๆ อย่างของกินของใช้
หรือถ้าจะไปห้าง(=ห่าง ซิว ถิ)สังเกตราคาดูก่อนก็ได้ อย่างห้างค๊อบ-หมาด
จะมีสาขาเยอะมาก และห้างแม๊กซีมัด ซึ่งมีสาขากระจายอยู่ในเมือง ห้างบิ๊กซีก็มีบ้างแต่น้อยหน่อย
ส่วนห้างที่มาจากสายเยอรมันก็มีห้างเมโทรซึ่งเป็นห้างรับเป็นสมาชิกขายส่งคล้ายแมกโครบ้านเรา
แต่อยู่แถวมอเตอร์เวย์เส้นทางออกโฮจิมินห์ไปฮานอย
เมื่อทราบราคาจากห้างเหล่านี้ก็ทำให้เพิ่มความมั่นใจในการออกไปซื้อของเองได้เยอะ
ส่วนบุหรี่(=ทุก แล้)มียี่ห้อก็หาซื้อที่ห้างจะดีกว่า
เท่าที่ทราบคนงานที่มีตังค์หน่อยนิยมสูบยี่ห้อBastos
ก้นกรองจะไม่ดีเท่าไรแสบคอ ราคาก็ถูกตอนนนั้น
7.000 ด่อง ตอนนี้คงขึ้นราคาแล้ว
ถ้าจะหาซื้อมาร์โบโรจะหาง่ายกว่า
ส่วนมากพวกเอามาจากกองทัพมดที่ขนข้ามมาจากกัมพูชา ตอนนั้นปี
2005 ทำงานที่นิคมไท๊ฮว่า
จ.ลองอัน(ทางตะวันตกของโฮจิมินห์)
เห็นพวกนี้ขี่มอไซต์ผ่านไซต์ขนบุหรี่ไปส่งในเมืองทั้งวันทั้งคืน
เพราะเป็นถนนกันดาร และถนนทางหลวงจะมีตำรวจ(=ต.กอม
อาง/น.กั๋น ซัด)อยู่เขาจึงหลบเลี่ยงกัน
แต่รสชาติไม่ค่อยดีเท่าไร เพราะมีปลอมปน แต่ราคาขายเท่าของจริง
ผมมีเพื่อนจากสิงคโปร์ เขาสูบแต่ยี่ห้อดันฮิล
เพราะเขารู้ว่าบุหรี่ที่นั่นเป็นอย่างไร
|
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| 5 กันยายน 49 |
ตอนที่นั่งทำงานอยู่
ได้เห็นเพื่อนเวียตนาม นั่งคิดค่าใช้จ่าย ก็ได้สังเกตเห็นอย่างนึงก็คือ
ตัวเลขอาระบิก เขาใช้ จุด(điểm=เดี๋ยม) แบ่งหลักทุกสามหลัก เช่น
1.600.000 ด่อง(=หมด จิ่ว เซ้า จำ แหง่ง) เขาไม่ได้ใช้
เครื่องหมาย คอมม่า(dấu phẩy=เย้า ฝาย) ก็มีใช้เหมือนกัน
แต่กลับกับเราคือเขาใช้แทนเลข หลักทศนิยม เช่น
425,50 (โบ๋น จำ นำ เหม่ย ลำ ฟาน นำ
เมย) การคิดตัวเลขที่มีศูนย์เยอะอย่างเวียตนาม
ขอแนะนำให้ตัดศูนย์ออกตามหลักทีละสามหลัก เพื่อให้ง่ายสำหรับการคิดเลข
และทำบัญชี จะได้ไม่สับสนน่ะครับ
มีเพื่อนคนหนึ่ง ฝากผมซื้อทองที่เมืองไทย เขาบอกว่าคุณภาพดี ปลอมปนน้อย ต่างจากบ้านเขา บางที่เขาเล่าว่า ผสมโลหะอื่น เพื่อเพิ่มเนื้อน้ำหนัก ซึ่งเขาเองก็เคยทำโดย ผสมทองแดง บ้างดีบุกบ้าง แต่เนื้อจะไม่เหลือง สีจะซีด ท่านที่ชอบซื้อทองผมไม่แนะนำนะครับ ผมได้ไปดูข่าวของเวียตนามอีโคโนมิก ก็มีหลายคนตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับแบงค์ธนบัตรมาใหม่ ก็ขอไปดูคำวิจารณ์ต่างๆ ที่เว็บผู้จัดการแล้วกันเรื่องเกี่ยวกับเงินพลาสติก(tiền nhựa =เตี่ยง หยื่อ) จริงแล้วบ้านเราก็ใช้ พร้อมบรูไน สิงคโปร์ เมื่อปี ค.ศ. 1996 รวมมีประเทศที่ใช้อยู่ตอนนี้ 23 ประเทศ มีออสเตรเลียเป็นเจ้าแรกที่เริ่มใช้เมื่อปี ค.ศ. 1988 เท่าที่ทราบ และสังเกต บ้านเราก็ไม่นิยมนะครับ ลองดู ตู้ATM บ้านเราซิครับ ไม่มีแบงค์เหล่านี้เลย เงินพลาสติกเท่าที่ผมสัมผัสที่โน้น มันบางมาก เคยบาดนิ้วผมมาแล้ว และดูต้นทุนถูกกว่าเมื่อเทียบกับเงินกระดาษ ลายพิมพ์ลอกได้และที่สำคัญนับยาก มันดูดติดกัน นับผิดนับถูก มีเพียงความทนน้ำเป็นข้อดีของเงินแบบนี้ |
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| 4 กันยายน 49 |
ผมยอมรับว่าการอยู่ที่นั่นมอไซต์เป็นสิ่งจำเป็นมาก
ดีกว่าการนั่งแท๊กซี่ และมอไซต์รับจ้าง(=แซ
โอม) ประหยัดและคล่องตัวกว่ามาก แต่ขับต้องขับชิดขวาจะมีเส้นขาวทึบ
ถ้าขี่เลยไปโดนตำรวจเรียกแน่เพราะเป็นช่องรถยนต์ เว้นแต่ว่าไม่มีตำรวจ
และบีบแตรให้ถี่ ทรงตัวเก็บหัวเข่าดีดี หมวกกันน๊อกไม่มีไม่เป็นไร
ออกนอกเมืองต้องใส่ เดี๋ยวตำรวจจับ แต่ไม่เป็นไรเขามีให้เช่า
เอาไว้เฉพาะผ่านด่านเท่านั้น กระจกรถต้องมีอย่างน้อยข้างนึง ไม่มีก็โดน การขับขี่ที่โน้นยากมาก รถเยอะอันตรายเฉี่ยวชนเกี่ยวกันบ่อย ผมเคยมาครั้งนึง ดีที่เราเป็นต่างชาติ(=เหง่ย นึก โหง่ย)ตำรวจช่วยเคลียร์ให้ เพื่อนผมบางคนที่นั่นบอกว่าปีหนึ่ง ถึงแม้ว่าขับถูกต้องก็ต้องโดนจ่ายปีละครั้งสองครั้ง เอาไว้เรื่องตำรวจที่นั่นจะเล่าทีหลังดีกว่าชักจะใกล้คุกทุกที รวมทั้งเรื่องมาเฟียด้วย คนที่นั่นใช้รถคุ้มมาก และชอบขับรถกินลมพักผ่อน ไปเที่ยวต่างจังหวัดไกลๆอย่างเขตหวุ๋งเต่า มีอยู่ครั้งหนึ่ง เมื่อปี 2005 ตำรวจมีการติดตั้งกล้องวิดีโอ เพื่อจัดการกับผู้ที่ทำผิดกฎจราจร และบันทึกภาพรถและเลขทะเบียน ปรากฏว่าสร้างความไม่พอใจให้กับภรรยา(=บ่า ฉ่า/เหว่อ) มาก เพราะว่ารูปที่ส่งพร้อมค่าปรับไปที่บ้านนั้น มีรูปของสามี(ออม ฉ่า/จ่อม)เธอกับผู้หญิงอื่น เป็นอันว่าบ้านแตกไปเลย ส่วนทะเบียนรถบ้านเขาบอกอะไรเราบ้างเอาไว้เล่าอีกทีคราวหลังเช่นกัน
|
![]() |
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| 3 กันยายน 49 |
เมื่อวานนี้
ผมได้ฟังตอนแรกของรายการ MCTV
เป็นการนำเสนอวันชาติของเวียตนาม
ซึ่งตรงกับวันที่ประกาศอิสระภาพจากการปกครองฝรั่งเศส
ซึ่งบังเอิญเป็นวันอสัญกรรมของลุงโฮด้วย ด้วยสรุปคร่าวๆ
ด้วยความที่ถึงแม้จะชนะสงคราม แต่ความโศกเศร้าสูญเสียยังมีอยู่
ซึ่งสังเกตจากเพลงพื้นเมืองสำเนียงจะเศร้าโหยหวน
คำพูดสุดท้ายก่อนที่ลุงจะเสียชีวิตได้
คือการสร้างความสามัคคีเพื่อสร้างปึกแผ่นของประเทศ
จุดหนึ่งที่ทำให้เวียตนามพลิกการปกครองเป็นแบบกึ่งทุนนิยม(โด๋ย เหม้ย)
คงมาจากการที่ประเทศรัสเซียที่เคยสนับสนุนได้ล่มสลายลง
เช่นที่จีนก็เป็นแบบเดียวกัน
รถจักรยานยนต์ที่ชนชั้นกลางเวียตนามนิยมมากมาก ก็คงเป็นรถ
Honda dream จากไทยเรานะครับ
ถึงแม้ว่ารถจีนจะถูกกว่าประมาณหมื่นกว่าๆ แต่เขาจะเลือกที่จะจ่ายแพง
แต่คุณภาพดี ไม่ต้องซ่อมบ่อย
ช่วงหลังผมก็ได้เห็นรถที่ผลิตเองในเวียตนามก็มี
Honda Future ,Honda
Wave
ซึ่งของไทยก็ยังเป็นที่นิยมมากกว่า รถแต่งซิ่งที่นั่นจะไม่เห็นเลย
รวมทั้งรถสปอร์ตก็ไม่ค่อยเห็น รถยี่ห้อยามาฮ่า นูโว มีโอ
ก็ได้รับความนิยมมากเช่นกัน
แต่การนำมาแต่งและใส่ชุดเครื่องเสียงเหมือนบ้านเราคงไม่มี
ส่วนรถตระกูลจากไต้หวันก็เป็นที่นิยมเช่นกัน(โดยเฉพาะนักศึกษาวัยรุ่นผู้หญิง)
อาทิ SYM รุ่น
Atilla
รุ่นราคาประมาณพันเหรียญ ส่วนรุ่นใหญ่หน่อยก็ รุ่น
xcel แต่สายนี้ถ้าเทียบความประหยัดน้ำมัน
คนที่นั่นบอกว่าฮอนด้าดรีมกินขาดทุกยี่ห้อเลย สายเกาหลีก็มี
Dalim ก็มีคนใช้เหมือนกันราคาคุณภาพปานกลาง
ยี่ห้อนี้ผมจะเห็นรถมือสองซะมากกว่า เป็นรถสไตล์ช๊อปเปอร์ก็มี แต่แค่
100 ซีซีเอง |
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| 2 กันยายน 49 | มีอยู่ท่านนึง ถามผมเกี่ยวกับระบบการศึกษาที่เวียตนาม ผมเองเท่าที่รู้จากเพื่อนที่นั่นก็ไม่ได้ต่างจากบ้านเรามาก(http://www.onec.go.th/publication/4210042/ ) แต่โอกาสในการเรียนระดับสูงมีน้อย ไม่ได้ปล่อยเงินกู้เพื่อการศึกษาเหมือนบ้านเรา เพราะเขามีรายได้น้อย คนส่วนมากพอจบการศึกษาภาคบังคับ ก็จะทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย แต่โดยมากจะเรียนภาษาอังกฤษ ซะมากกว่า เพราะจะทำให้ได้งานที่เงินดีกว่า ความรู้ค่อยไปหาเพิ่มข้างหน้า ประเทศที่มาเปิดสถาบัน สอนภาษา หรือว่าโรงเรียนแบบนานาชาติ ส่วนมากที่เห็นจะมาจากสิงคโปร์ ออสเตรเลีย นอกนั้นก็จ้างฝรั่งมาสอน เป็นรายชั่วโมงที่บ้านก็มี คล้ายบ้านเรา แต่ผมว่ามีเยอะกว่ามาก ผมไปอ่านข่าวจากหนังสือพิมพ์ทันเนียน ได้กล่าวเกี่ยวกับการศึกษาว่า มีคุณภาพที่ไม่ดีนัก โดยสำรวจจากการตอบรับและการทำงานกับนายจ้างต่างๆ พบว่ายังด้อยคุณภาพของการศึกษา ทั้งความรู้ ประสบการณ์ การอบรมยังคงต้องมี เพราะแค่พูดภาษาได้แต่เริ่มงานไม่ได้ เหมือนตอนที่ผมทำงานอยู่ที่นั่น คนเวียตที่ร่วมงานยังไม่รู้ระบบการทำงาน กับการสื่อสาร การจัดรูปแบบเอกสาร ยังไม่รู้เรื่องกันเลย ไม่สามารถทำงานให้นายจ้างได้ตามวัตถุประสงค์ จริงแล้วสำหรับประเทศที่เปิดตัวทางเศรฐกิจแบบนี้ ผมว่าเป็นเรื่องธรรมดา ผมคิดว่า คงจะเป็นการหางบประมาณเพิ่มเติมทางการศึกษาซะมากกว่า เท่าที่ผมสัมผัส ผมว่า หนังสือต่างๆที่เวียตนามใช้ได้ แต่การนำไปใช้ในเชิงปฏิบัตินอกตำรา ยังต้องใช้เวลา ยิ่งเขามีคนมาลงทุน ให้ได้ลองของแบบนี้ โอกาสที่มาทัดเทียมบ้านเรานั้นไม่ไกลเลย เพราะเรามัวแต่ทะเลาะกัน กว่าจะรู้ตัว อาจจะสายไปแล้ว | |||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| 22 สิงหาคม 49 |
นับว่าเป็นข่าวดีมาก
ที่สถานีโทรทัศน์ไอทีวีร่วมกับสถานีโทรทัศน์ประเทศแถบลุ่มแม่น้ำโขง
MCTV=Mekhong Comunity TV อันได้แก่ พม่า ลาว กัมพูชา
และเวียตนาม ได้ร่วมกันเสนอข่าวสารในประเทศของตนเอง
ให้แก่ประเทศเพื่อนบ้านได้รับรู้ ส่วนสถานีโทรทัศน์HTV
โฮจิมินห์ ของเวียตนามที่ได้ร่วมมือกับโครงการนี้นั้น
ผมก็เคยได้ดูบ้าง แต่ตอนนั้นฟังไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไร ก็นั่งดูภาพเอา
|
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| 22 สิงหาคม 49 |
ช่วงนี้จะเป็นช่วงที่มีคนเวียตนามพลัดถิ่น(Việt kiều=เหวียก กิ่ว)
หรือที่เราเคยได้ยินเพลงเรฟูจีของวงคาราบาวว่าไว้
ผู้คนเหล่านี้ล้วนเป็นระดับหัวกะทิอพยพไปอยู่ประเทศที่สามสมัยสงคราม
บ้างก็ยังคงอยู่ในประเทศไทย ต่างเดินทางกลับมาเยี่ยมบ้านเกิด
เนื่องในช่วงวันชาติ รัฐบาลก็เอาอกเอาใจ ให้สิทธิพิเศษแก่คนเหล่านั้น
เพื่อให้กลับมาอยู่ และมาลงทุนทางธุรกิจ อันนี้มีทั้งคนที่กลับ
และไม่กลับคงเป็นเหตุผลลึกๆที่ผมไม่เล่าดีกว่า เพราะล่อแหลมเกินไป
ให้เป็นเรื่องนานาจิตตังแล้วกัน![]() หลังจากที่ผมกลับจากเวียตนามมาก็มีเพื่อนๆหลายคน ถามผมว่า เมืองไซง่อน(Sàigòn=ใส่ ก่อน) กับเมืองโฮจิมินห์ เนี่ยเป็นเมืองเดียวกันใช่ไหม? ผมมาถึงที่นี่ใหม่ๆ ก็คิดว่าใช่ แต่ผมได้รับคำตอบจากคนท้องถิ่นที่เวียตนามว่า "ไม่ใช่เลย" ผมเลยงงไปเลย เขามาเฉลยให้ผมฟังว่า ลุงโฮชนะสงครามรวมเวียตนามใต้-เหนือ ก็เลยใช้ชื่อของลุงมาตั้งเป็นชื่อเมืองเพื่อเป็นเกียรติ ส่วนการปกครองก็แบ่งใหม่เป็น เขต(Quận=เกวิ่น)ย่อย ประมาณ 12 เขต แต่ส่วนที่เป็นไซ่ง่อน มีแค่ส่วนเดียวคือ เขตหนึ่งเท่านั้น(=เกวิ่น หมด) ส่วนเขตอื่นๆในโฮจิมินห์มีอะไรบ้างนั้น จะเล่าให้ฟังในคราวหลัง |
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| 13 สิงหาคม 49 | ส่วนท่านที่ถามเกี่ยวกับการพิมพ์ภาษาเวียตนามที่เมนูด้านบนเว็บก็พอช่วยได้ครับ ที่ ::เพิ่มระบบตัวอักษรเวียตนาม:: | |||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| 12 สิงหาคม 49 |
|
|
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| 11 สิงหาคม 49 |
วันนี้มีเว็บแนะนำ สำหรับการฝึกฟังภาษาเวียตนาม
ซึ่งเดิมทีผมเปิดฟังที่สถานีวิทยุเวียตนาม VOV
(http://media.vovnews.vn/html/vn/audio/7/)หัวข้อ
Họp tiếng việt
ตอนนี้เขาล๊อกไม่ไห้ดาวน์โหลดซะแล้ว อุตส่าห์ไปหาโปรแกรม
Record online ของ WM
reocorder ก็จับ Real audioไม่ได้หากใครรู้ก็บอกกันหน่อยนะครับ
เลยลองหาจากเว็บอื่น ที่เป็น mirror siteของ
VOV
ก็พบว่ายังคงมี
แต่รีบไปดาวน์โหลดหน่อยนะครับเดี๋ยวจะปิดอีก เป็น
real auduio file
มีทั้งบทเรียนภาษาเวียตนาม 38
บท(Bài)
แต่เป็นภาษาอังกฤษ ข่าว บทความต่าง เพลงเก่า ฟังง่าย link
ที่นี่นะครับ http://203.162.1.208/amthanh1/tiengviet/hoctiengviet/hoctiengviet1.htm ,http://203.162.1.208/amthanh1/tiengviet/hoctiengviet/hoctiengviet2.htm ,http://203.162.1.208/amthanh1/tiengviet/hoctiengviet/hoctiengviet3.htm ,http://203.162.1.208/amthanh1/tiengviet/hoctiengviet/hoctiengviet.htm เก่งกันแล้วอย่าลืมมาแนะนำกันบ้างนะครับ |
|
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
คำน่าสนใจ "Xin lỗi" อ่านว่า "ซิน โหล๋ย" แปลว่า "ขอโทษ" คำนี้ต้องพูดมีคำว่า xin ด้วย ต่างจากคำที่เสนอไปครั้งก่อน(ดูบทความเก่าได้ที่ลิ้งค์ ::อื่นๆ::) หลักการใช้ค่อนข้างสากล เหมือนเมืองไทย แสดงการขออนุญาต หรือ กระทำการอะไรที่ผิดพลาดไป โลกสดใส ถ้ารู้จักขอโทษและให้อภัยกัน |
|
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
10 ต.ค. 48 |
|
|
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
5 ต.ค. 48 |
ที่มา ::แท่งเนียนนิวส์
ที่มา ::วีเอ็นเอนิวส์เอเย็นซี่ |
ตำรวจตรวจจับผู้ไม่มีใบขับขี่(ไม่ตรวจหมวกกันน๊อกเหมือนบ้านเรา)
ลุงผมยาว |
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| 4 ต.ค. 48 |
ที่มา ::วีเอ็นเอเวียตนาม
ที่มา ::แท่งเนียนนิวส์
|
|
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| 3 ตค 48 |
ที่มา ::วีเอ็นเอเวียตนาม
ที่มา ::แท่งเนียนนิวส์ 2 ตค 48
ที่มา ::หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ
ที่มา ::วีเอ็นเอเวียตนาม
|
พนักงานสาว
Dao Thanh Hoai
|